ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ทำอย่างไร.jpg

การดื่มน้ำสมุนไพร ช่วยปรับความสมดุลของร่างกายได้ทางหนึ่ง ยกตัวอย่างน้ำสมุนไพรตามธาตุ ดังนี้

 

น้ำสมุนไพร บำรุงธาตุดิน

 

น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าว  มีรสมัน ช่วยบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้กระหาย ทำให้สดชื่น

  • ส่วนผสม  มะพร้าวน้ำหอม (เนื้อและน้ำ) ผล (500 กรัม) น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ)
  • วิธีทำ  เลือกมะพร้าวอ่อนพอดี ปอกเปลือกออก ใช้มีดที่คมเฉาะเปลือกตัดหัวมะพร้าว เทน้ำเก็บไว้ ผ่ามะพร้าวเป็น 2 ซีก ตักเฉพาะเนื้อมะพร้าวใส่เครื่องปั่นเติมน้ำมะพร้าว และน้ำตาล ชิมรสตามใจชอบ


น้ำแห้ว  
มีรสหวานมัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น

  • ส่วนผสม  เนื้อแห้วต้มสุก 50 กรัม (ประมาณ 6 – 8 หัว) น้ำเชื่อม 30 กรัม เกลือไอโอดีน 1 กรัม
  • วิธีทำ  นำแห้วต้มสุกที่เตรียมไว้ใส่เครื่องปั่นกับน้ำแห้วที่เตรียมไว้ให้ละเอียด เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น คนให้เข้ากัน นำไปแช่เย็น

 

น้ำสมุนไพร บำรุงธาตุน้ำ

 

น้ำส้ม

น้ำส้ม รสเปรี้ยวของน้ำส้มทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ ขับเสมหะ

  • ส่วนผสม ส้มเขียวหวาน 3 ผล น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือไอโอดีน 1 กรัม น้ำเชื่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ  ล้างส้มให้สะอาดคั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำมะนาว น้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามต้องการ


น้ำฝรั่ง
รสฝาดเปรี้ยว มีฤทธิ์ฝาดสมานช่วยแก้อาการท้องเดิน

  • ส่วนผสม เนื้อฝรั่งสด 1 ผล น้ำตาลทราย 200 กรัม เกลือไอโอดีน 8 กรัม น้ำ 6 ถ้วย
  • วิธีทำ ล้างฝรั่งให้สะอาดฝานเอาแต่เนื้อ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นฝรั่งกับน้ำจนละเอียด ตั้งไฟใส่น้ำตาล เกลือ พอเดือดยกลง ใส่น้ำแข็งบดก่อนเสิร์ฟ

 

สมุนไพร บำรุงธาตุลม

 

น้ำขิง รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เจริญอาหาร

  • ส่วนผสม ขิงสด 15 กรัม น้ำ 16 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ ปอกเปลือกขิง ล้างน้ำให้สะอาดทุบพอแหลก ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ขิงต้มให้เดือด กรองเอากากออก เติมน้ำตาล ชิมรสตามชอบ


น้ำมะตูม
รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ขับเสมหะ

  • ส่วนผสม มะตูมแห้ง 2 ชิ้น น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 16 ช้อนโต๊ะ
  • วิธีทำ ล้างมะตูมให้สะอาด ปิ้งไฟพอหอม ใส่หม้อ เติมน้ำตั้งไฟเคี่ยวสักครู่ยกลง กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทราย ตั้งไฟให้ละลายชิมรสตามชอบ

 

สมุนไพรบำรุงธาตุไฟ

 

น้ำใบบัวบก

น้ำใบบัวบก แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้สดชื่น แก้อักเสบ หรือช้ำใน แก้ปวดศีรษะข้างเดียว

  • ส่วนผสม บัวบกทั้งต้น 1 กำมือ น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก 240 กรัม
  • วิธีทำ ล้างบัวบกให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ใส่น้ำพอท่วมปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำอีกครั้งหนึ่ง ที่เหลือคั้นน้ำอีกครั้ง บีบน้ำให้หมด เติมน้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ

.jpg

โรคกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) หมายถึง แผลที่เกิดในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น มีอาการปวดแสบ ปวดเสียด หรือจุกแน่นตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ (เหนือสะดือ) มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร สาเหตุหลักเกิดจากความเครียด มีอาการวิตกกังวล คิดมาก เคร่งเครียดกับการทำงาน หรือการเรียน และพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้

 

การปฏิบัติตัวเบื้องต้นในการรักษาโรคกระเพาะ คือ

  1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และรับประทาน 3 มื้อเป็นปกติ (ถ้าปวดมากให้ทานอาหารที่ย่อยง่าย) อย่ากินอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
  2. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และบุหรี่ เพราะจะทำให้โรคกำเริบ
  3. ห้ามทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าสเตียรอยด์ (ในรายที่จำเป็นต้องใช้รักษาโรคอื่นต้องปรึกษาแพทย์)
  4. คลายเครียดโดยการออกกำลังกาย หรือทำสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาการและลำไส้อักเสบ ได้แก่

  1. ขมิ้นชัน ส่วนที่ใช้เป็นยา คือ เหง้าแห้ง
    วิธีใช้ คือ นำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดด 1 – 2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล (500 มก.) รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ถ้าบางคนกินแล้วแพ้ให้หยุดยาทันที
  2. กล้วย ส่วนที่ใช้เป็นยา คือ ผลกล้วยดิบ หรือผลห่าม
    วิธีใช้ คือ นำกล้วยมาฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้ง นำไปบดเป็นผง ใช้เป็นชาชงกับน้ำ หรือน้ำผึ้ง ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่ม หรือทำเป็นยาลูกกลอน กินครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน บางทีต้องระวังอาจมีอาการท้องอืด เฟ้อ ป้องกันด้วยสมุนไพรขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย
  3. สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นสมุนไพรที่มีคลอโรฟิลล์เป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะให้ผลดีในการรักษาการอักเสบของกระเพาะ ญี่ปุ่นได้ศึกษาวิจัยพบว่า สามารถช่วยเคลือบผนังกระเพาะอาหาร ลดการบวมของเนื้อเยื่อ และมีสาร mesafirine ซึ่งสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
  4. เห็ดหลินจือ ก็มีการบันทึกถึงสรรพคุณทางยา ที่ช่วยในการรักษาโรคกระเพาะอักเสบ และลำไส้อักเสบ โดยมีกรรมวิธี คือ การนำเห็ดหลินจือแห้งและสะอาดใส่ลงในหม้อเคลือบ หรือหม้อดิน ต้มจนเดือด แล้วหรี่ไฟลงให้น้ำเดือดปุด ๆ ต่อไปประมาณ 15 – 20 นาที จึงยกลง และควรดื่มน้ำสกัดจากเห็ดที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ดื่มแทนน้ำทั้งวัน

.jpg

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อยและยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดกับผู้สูงอายุ เมื่อเป็นแล้วจะทำให้มีอาการปวดและเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจโต เส้นโลหิตเปราะ โรคไต และอัมพาต

 

องค์ประกอบต่าง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งการเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ

  1. พันธุกรรมและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ชอบกินเค็ม และมีอาการเครียด
  2. มีความผิดปกติที่ระบบสมองส่วนควบคุมความดันโลหิต
  3. มีความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด
  4. มีไขมันในเลือดมาก
  5. ผนังหลอดเลือดมีโซเดียมมาก มีน้ำมาขังสูงเกินปกติ
  6. ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายโซเดียม (เกลือ) ที่รับประทานเข้าไปได้ดีเท่าคนปกติ

และการใช้สมุนไพรในการรักษา ยังไม่มีผลงานวิจัยที่เด่นชัดว่ารักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ ในตำรายาไทยจึงเน้นการป้องกันและบรรเทาอาการ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระดับความดันโลหิตสูง เช่น อาการนอนไม่หลับ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ขับปัสสาวะลำบาก ซึ่งสมุนไพรที่ช่วยรักษาตามอาการ มีดังนี้


สมุนไพรคลายเครียดแก้นอนไม่หลับ
จะเป็นในกลุ่มสมุนไพรที่มีรสขม ได้แก่

ขี้เหล็ก  ใบอ่อนและดอกมีสารจำพวกโครโมน และสารแอนตร้าควิโนน มีฤทธิ์ระบาย สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ในการกล่อมประสาททำให้นอนหลับดี

ระย่อม  ใช้รากมีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้เจริญอาหาร และนอนหลับดี นอกจากนั้นในรากระย่อมยังมีสารแอลคาลอยด์ ที่สำคัญ คือ เรเซอบีน มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตอย่างดี


สมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในเลือด
ได้แก่

น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย  จากการทดลองทั้งในสัตว์และคน สามารถลดไขมันในหลอดเลือด และทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้

น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย

 

กระเทียม  มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลดไขมันในหลอดเลือดได้

กระเทียม

 

ถั่วเหลือง  มีกรดอะมิโน เลซิลิน และวิตามิน อี สูง จะช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

ถั่วเหลือง


สมุนไพรที่ช่วยขับปัสสาวะ
ได้แก่

หญ้าหนวดแมว  ใช้ใบอ่อนเนื่องจากมีเกลือโพแทสเซียมสูงแต่ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ

หญ้าคา  รากหญ้าคามีสารอะรันโดอิน และไซลินดริน และกรดอินทรีย์หลายชนิด

ขลู่  ในใบขลู่มีสารเกลือแร่ โซเดียมคลอไรด์ ที่ออกฤทธิ์ขับปัสสาวะได้


หมายเหตุ
การใช้สมุนไพรร่วมกับการรักษาโรคความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องระมัดระวังและปรึกษาแพทย์เป็นประจำ เพราะเรายังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด การใช้สมุนไพรเข้าร่วมอาจจะส่งผลอันตรายต่อสุขภาพได้

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


.jpg

ตำลึง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis Voigt. จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่ออื่นว่า ผักแคบ (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) จัดเป็นไม้เถา ตามข้อมีมือเกาะเพื่อยึดติดกับต้นไม้อื่น พบทั่วไปในพื้นที่รกร้าง มีประโยชน์ทั้งด้านอาหาร และด้านยารักษาโรค คือ

 

ประโยชน์ด้านอาหาร

ส่วนที่นิยมนำมาทำอาหาร คือ ใบ ส่วนนี้นับเป็นส่วนที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง ทั้งในส่วนของวิตามินเอ ที่ช่วยในการบำรุงสายตา ธาตุเกลือแร่ แคลเซียม ช่วยบำรุงเลือด เหล็กบำรุงกระดูกและฟัน วิตามินซี ทำให้ผิวพรรณผ่องใส นอกจากนั้นก็มีธาตุฟอสฟอรัส เหล็ก โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตด้วย ทำอาหารประเภทผักลวกจิ้ม แกงจืด ต้มเลือดหมู และก๋วยเตี๋ยว ส่วนผลตำลึงก็สามารถนำมาปรุงอาหารได้เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยม

 

ประโยชน์ด้านยา

ในตำรายาไทยมีการบันทึกไว้ว่า ตำลึงมีรสเย็น สามารถนำมาใช้เป็นยาได้ทุกส่วน คือ ใบ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ ราก ดับพิษ รักษาโรคตา เถา รักษาโรคตาเจ็บ ต้น แก้โรคผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด

 

ในส่วนของการลดน้ำตาลในเลือดนั้น ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อยืนยันข้อมูลที่แน่ชัด พบว่า สารสกัดตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในสัตว์ทดลองและคน แต่ได้ในระยะเวลาสั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ใบและเถาตำลึง มีฤทธิ์ย่อยแป้งได้ จึงเป็นผลดีที่ใช้เป็นอาหาร เพราะเท่ากับรับประทานยาช่วยระบายไปด้วย ทำให้ท้องไม่อืดเฟ้อ แต่ในกรณีนี้ต้องรับประทานตำลึงสด เพราะน้ำย่อยตำลึงจะถูกย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน

 

ภาพประกอบจาก: www.agtrace.agri.cmu.ac.th


.jpg

น้อยหน่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona squamosal L. จัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae น้อยหน่าเป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานานแล้ว เป็นพืชที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จึงปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ไม่ชอบน้ำขัง

 

น้อยหน่านำมาเป็นยาตามสรรพคุณยาไทย ดังนี้

  1. ผลดิบ เป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังใช้ลูกตาย (ผลดิบแห้งตายคาต้น) ฝนกับเหล้าโรงทารักษาแผล
  2. ผลสุก เป็นอาหารที่มีคุณค่ามากสำหรับคนเพิ่งฟื้นไข้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี
  3. เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้บิด แก้พิษงู
  4. ใบ ฆ่าหิดเหา แก้กลากเกลื้อน นำมาตำกับเกลือเป็นยาพอกฝี แผลพุพอง เป็นหนอง

 

ผลทางคลินิกในการกำจัดเหา

จากการทดลองในอาสาสมัคร พบว่า สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ และสารสกัดคลอโรฟอร์มจากใบน้อยหน่า สามารถฆ่าเหาได้ 90% ที่ 26 และ 67 นาที ตามลำดับ การเปรียบเทียบสารสกัดที่เตรียมโดยการบดเมล็ดผสมกับน้ำมันมะพร้าว อัตราส่วน 1:2 และ 1:4 และสารสกัดจากการบดใบกับน้ำมันมะพร้าว อัตราส่วน 1:2 พบว่า สารสกัดน้ำมันจากเมล็ดให้ผลดีกว่า สามารถฆ่าเหาถึง 98% ในเวลา 2 ชั่วโมง

 

วิธีการใช้

นำใบสด 10 – 12 ใบ หรือเมล็ดที่กะเทาะเปลือกแล้วประมาณ 10 เมล็ด ตำให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว 1 – 2 ช้อนโต๊ะ คั้นเอาเฉพาะน้ำมันมาชโลมบนเส้นผม ขยี้ให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าโพกไว้ประมาณ 1 – 2 ชม. แล้วสระผมให้สะอาด ทำติดต่อกัน 2 – 3 วัน ตัวเหาจะตายและไข่จะฝ่อ

 

ข้อควรระวัง

  1. ขนาดของสมุนไพรที่ใช้มากน้อยขึ้นอยู่กับความยาวของผม ถ้าผมสั้นให้ลดปริมาณลง
  2. ห้ามชโลมผมไว้ค้างคืน
  3. สระให้สะอาดทุกครั้ง
  4. ระวังไม่ให้เข้าตา หรือถูกผิวหนังบริเวณใบหน้า จะทำให้ระคายเคืองได้

.jpg

โรคหวัด เกิดจากเชื้อไวรัส มีอาการทั่วไป คือ ไข้ ตัวร้อน ปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูกใส ไอ คอแห้ง เจ็บคอ มีเสมหะ ซึ่งไอมีทั้งไอแห้งและไอมีเสมหะ เป็นลักษณะสีขาว ถ้ามีอาการน้ำมูกข้นเหลือง หรือเขียว แสดงถึงการติดเชื้อต้องรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ ซึ่งการใช้สมุนไพรรักษาตามอาการของหวัดที่พบบ่อย คือ

อาการไข้

สมุนไพรที่ใช้ คือ สมุนไพรมีรสขม

  • ฟ้าทะลายโจร วิธีใช้มี 2 รูปแบบ คือ แบบลูกกลอน กินครั้งละ 4 เม็ด ก่อนอาหารและก่อนนอน หรือแบบดองกับเหล้า ซึ่งกินแต่น้ำที่เกิดจากการดองเหล้ากับฟ้าทะลายโจร 7 วัน (คนยาวันละ 1 ครั้ง) กินครั้งละ 1 – 2 ช้องโต๊ะ วันละ 3 – 4 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • บอระเพ็ด วิธีใช้ นำเถา หรือต้นสด มาตำคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวเหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น และถ้ามีอาการ

 

อาการไอ

ระคายคอ มีเสมหะ สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม เปรี้ยว ช่วยลดอาการไอ และละลายเสมหะ ได้แก่

  • ขิง วิธีใช้ ใช้เหง้าขิงฝนกับน้ำมะนาว หรือใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำและใส่เกลือเล็กน้อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ
  • ดีปลี วิธีใช้ ใช้ผลแก่แห้งของดีปลีประมาณครึ่งผลถึงหนึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือ กวาด หรือจิบบ่อย ๆ
  • เพกา เมล็ด 1/2 – 1 กำมือ (หนัก 1.5 – 3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มล. ต้มไฟอ่อน ๆ พอเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • มะขามป้อม วิธีใช้ ใช้เนื้อสดครั้งละ 2 – 3 ผล โขลกพอแหลก ใส่เกลือเล็กน้อย อม หรือเคี้ยว รับประทาน วันละ 3 – 4 ครั้ง
  • มะขาม วิธีใช้ ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก (รสเปรี้ยว) จิ้มเกลือรับประทานพอสมควร หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามใส่เกลือเล็กน้อย และจิบบ่อย ๆ ห้ามใส่น้ำแข็ง
  • มะนาว วิธีใช้ ใช้ผลสดคั้นน้ำจะได้น้ำมะนาวเข้มข้น และใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อย ๆ หรือจะทำเป็นมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงให้รสจัดดื่มบ่อย ๆ
  • มะแว้ง วิธีใช้ นำผลแก่สด 5 – 10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือ รับประทานบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าอาการจะดีขึ้น

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-ได้มาจากไหน-มีสรรพคุณอย่างไร.jpg

โกศกระดูก เป็นเครื่องยาที่ได้จากรากแห้งของพืชชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saussurealappa Clarke จัดอยู่ในวงศ์ Compositae เมื่อแห้งแล้วมีลักษณะเหมือนกระดูก เป็นพืชเฉพาะถิ่นในที่ชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ในแคว้นกัษมิระของอินเดีย พืชชนิดนี้เป็นพืชขนาดเล็กอายุหลายปี มีรากคงทนขนาดใหญ่และอาจยาวได้ถึง 60 ซม.

 

สรรพคุณทางยาแผนโบราณของไทย

โกศกระดูกมีรสขม หวาน มัน ระคนกัน แก้เสมหะ แก้ลม แก้หืด หอบ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น บำรุงกระดูก

โกศกระดูกเป็นพืชที่มีองค์ประกอบเป็นน้ำมันหอมระเหยง่ายราวร้อยละ 0.3 – 3 ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็น aplotaxene ราวร้อยละ 20, dihydocostus lactone ราวร้อยละ 15, costic acid ราวร้อยละ 14, costus lactone ราวร้อยละ 10, castol ราวร้อยละ 7 นอกจากนั้น เป็นองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างละเล็กอย่างละน้อย มีอินูลิน (Inulin) อยู่ในปริมาณสูง ในราวร้อยละ 18 ของน้ำหนักแห้ง มีอัลคาลอยด์, saussurine และสารอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

ในประเทศจีนและอินเดีย ใช้โกศกระดูกบดเป็นผงสูบแทนฝิ่น ผลโกศกระดูกนอกจากจะใช้เป็นเครื่องเทศ ยังนิยมใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ยาฝาดสมาน เป็นยาหลักสำหรับทำขี้ผึ้งฝาดสมาน เพื่อเรียกเนื้อในแผลเรื้อรังและแผลกลาย

 

ภาพประกอบจาก: www.thaicrudedrug.com


-มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร.jpg

ยอ (Morinda citrifolia Linn.) จัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae เรียกชื่ออื่น ๆ ว่า มะตาเสือ ยอบ้าน ยอใหญ่ Indian mulberry การใช้ประโยชน์ของยอในรูปแบบน้ำคั้นสดจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากน้ำในผลยอประกอบด้วยเอ็นไซม์หลายชนิด ซึ่งเป็นโปรตีนและอัลคาลอยด์ ซึ่งสารอัลคาลอยด์ที่พบประกอบด้วยซีโรนีน (Xeronine) และโปรซีโรนีน (Proxeronine เป็นสารที่จะเปลี่ยนให้ซีโรนีนในปริมาณสูง)

 

น้ำในผลยอมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

จากการศึกษาวิจัยพบว่า สารทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์ในด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการช่วยเข้าไปเพิ่มภูมิคุ้มกันและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จากการศึกษาแบบเจาะลึก น้ำลูกยอ ยังมีประสิทธิภาพด้านการลดความรุนแรงของโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้ เช่น อาการที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ (โพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ หอบหืด น้ำมูกไหลต่อเนื่อง) บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ลดการผลิตกรดเพิ่มขึ้นในกระเพาะอาหาร (แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหาร) โรคติดเชื้อ โรคที่เกิดจากแอนติบอดี้ทำลายเซลล์ของเนื้อเยื่อ โรคเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร การอักเสบ สภาพของผิวหนังและผม เป็นต้น

การดื่มน้ำลูกยอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในด้านการใช้เป็นยานั้น ควรดื่มก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที ปริมาณที่แนะนำคือ 60 มิลลิลิตร (ประมาณ 60 ซีซี) สำหรับผู้ใหญ่ และลดลงครึ่งหนึ่งสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 16 ปี

น้ำลูกยอไม่ควรดื่มร่วมกับกาแฟ สุรา หรือสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของน้ำลูกยอลดลง


-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

โรคหอบหืด (Asthma) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการที่หลอดลมมีความไวต่อการสนองตอบของสารภูมิแพ้ สิ่งระคายเคืองอื่น ๆ ทำให้หลอดลมตีบตัวลง หรือการบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม จึงแสดงอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ หายใจมีเสียงดัง หรือทราบได้จากการตรวจการทำงานของปอด อาการหอบหืดที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเกิดอย่างฉับพลันทันที หรือค่อย ๆ เกิดขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน หรือช่วงเช้ามืด หรืออาจจะทั้งวัน แล้วแต่อาการเป็นมากหรือน้อย

 

ปัจจัยที่มีต่อการเกิดโรค คือ

  1. พันธุกรรม จากการศึกษาในครอบครัวผู้ป่วย พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดมีญาติใกล้ชิด เป็นโรคหอบหืดมากกว่าผู้ป่วยที่มีผู้ใกล้ชิดเป็นคนปกติ
  2. สารก่อภูมิแพ้ในภาวะแวดล้อม
    • สัตว์เลี้ยงที่มีขน
    • ที่นอน หมอน ผ้าห่มที่ทำจากขนสัตว์ จะมีตัวไรฝุ่นอาศัยอยู่
    • การปูพรมในห้องนอนพันะุ
    • การดูแลทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ควรทำความสะอาดเป็นประจำ
    • เครื่องปรับอากาศ หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ
    • เกสรดอกไม้ ดอกหญ้า ดอกวัชพืช สปอร์จากเชื้อรา
  3. สิ่งกระตุ้นให้โรคกำเริบ ได้แก่ ควันบุหรี่ มลพิษในอากาศ เขม่าควันจากท่อไอเสีย ไอระเหยจากสารเคมี

การรักษาโรคหอบหืดในปัจจุบันนี้ นิยมรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่าการรักษาด้วยสมุนไพร เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยใด ชี้ชัดว่าสมุนไพรตัวใดสามารถรักษาโรคหอบหืดได้ มีเพียงสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคนี้ คือ หนุมานประสานกาย (Schefflera leucantha. R Vig.) โดยใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคหอบหืด มีปริมาณการใช้ดังนี้

  • ใช้ใบสดขนาดเล็ก 10 – 15 ใบ ต้มกับน้ำ 1 แก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทาน 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 49 วัน หรือใช้ใบสดตำเติมน้ำแล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มเช้า – เย็น

 

ข้อควรระวัง

  • ถ้าดื่มแล้วมีอาการใจสั่นให้หยุดยาทันที
  • ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


.jpg

สภาวะร่างกายที่ต้องขับลม สาเหตุเกิดมาจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุดเสียด การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาและบรรเทาอาการ คือ สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน ขม มีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ มีกลิ่นหอม ซึ่งจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับลมออกมา 

 

สมุนไพรที่มีสรรพคุณการขับลม ได้แก่

 

WordPress Tables Plugin

 

ภาพประกอบจาก: th.lovepik.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก