ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

FeaturedImageH2C31052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

สวัสดีค่ะ อ๋อ – ญาดา เทพนม มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2013 มิส NTL Pink และนักแสดงช่อง 7 ค่ะ

 

ปัญหาสุขภาพก่อนหน้านี้

เคยมีปัญหาสุขภาพสมัยเด็ก เราน้ำหนักขึ้นเยอะมากสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตอนนั้นอายุ 17 น้ำหนักจาก 60 ขึ้นมาเป็น 70 เพราะไปอยู่เยอรมัน 1 ปี ไม่ได้คุมอาหาร ทานแต่ของมัน ๆ อ้วน ๆ พอกลับมาก็เป็นเด็ก ม.ปลาย ก็เลือกที่จะจัดการกับมันด้วยการออกกำลังกาย อย่างเต้นแอโรบิค กิจกรรมของโรงเรียนก็เต้นเป็นส่วนใหญ่ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็คุมอาหารบ้างแต่ไม่ได้ซีเรียสจริงจัง กระทั่งอายุ 19 ผ่านมาเกือบ 2 ปี น้ำหนักก็ลงเหลือ 50

 

ปัญหาสุขภาพด้านอื่นนอกจากเรื่องน้ำหนัก

มีปัญหาอย่างนึงที่ตอนแรกเราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา พอเราโตขึ้นก็เริ่มรู้ว่านี่แหละคือปัญหาสำคัญ ก็คือการขับถ่าย เป็นคนที่ขับถ่ายไม่ดีตั้งแต่เด็ก 2 วันครั้ง 3 วันครั้ง แล้วก็ไม่เป็นเวลา บางทีก็สาย เที่ยง บ่าย เย็น กลางคืนก็มี ซึ่งจริง ๆ ปัญหานี้เกิดกับหลายคนในปัจจุบันแต่หลายคนเองก็ไม่ได้สนใจ เหมือนที่อ๋อก็ไม่ได้สนใจมาก่อน แล้วก็การเหนื่อยง่ายมาเป็นตอนโต

 

เล่าถึงปัญหาเรื่องการเหนื่อยง่าย

เนื่องจากเราเรียนหนังสือก็เรียนยากขึ้น นอนก็ดึกขึ้น บางทีเราเรียนมหาลัยก็อ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็จะพบว่าตื่นเช้ามารู้สึกไม่เฟรช ไปเรียนมหาลัยก็ไม่เฟรช หลับตอนที่อาจารย์สอนทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วมันก็เป็นปัญหาที่วัยของเราตอนนั้นยังเด็กก็เลยเลือกที่จะเมินเฉย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังบ้าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มันกลับเป็นภัยด้วยซ้ำ พอโตขึ้นมาอีกสเตปนึง ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เคยลองงานออฟฟิศอยู่ช่วงนึงก็มีอาการเหนื่อยง่ายเพราะนอนดึกและตื่นเช้ามาก สักพักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาทำงานในวงการบันเทิงยิ่งไปกันใหญ่เพราะเราทำงานไม่เป็นเวลา ถ่ายละครเช้าจรดเย็น เย็นจรดดึก บางทีถึงตี 4 ผลก็คือเรารู้สึกว่าร่างกายเรามันอ่อนแอกว่าปกติ หลายครั้งไม่มีเวลาเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ทำให้ช่วงนั้นเรามีปัญหาเยอะพอสมควร

 

อะไรคือจุดเปลี่ยนหรือแรงบันดาลใจให้หันมาดูแลสุขภาพ

หลาย ๆ อย่าง อย่างแรกคือเรื่องของความอ้วน เพราะการเป็นนักแสดงต้องดูผอมมาก ๆ และในขณะเดียวกันคือ คุณจะผอมอย่างไรให้ไม่ทำร้ายสุขภาพตัวเอง อันนี้เป็นโจทย์สำคัญมาก ตอนเราอายุ 19 เราลดน้ำหนักเหลือ 50 โดยที่ชิล ๆ แต่พอเราโตขึ้น การทำงานของร่างกายที่จะเผาผลาญอาหารก็ทำได้แย่ลง แต่เราก็ยังอยากหุ่นดีอยู่ นั่นเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำยังไงให้เราผอมแล้วก็สุขภาพดีด้วย แถมมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอีก เหนื่อยง่ายทำงานหนักอีก ทุกอย่างมันก็ประดังประเดเข้ามา

เราก็ต้องหาทางเลือกที่ตอบโจทย์เรา ก็เลยเริ่มคุมอาหาร เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์กว่าเดิม ก็คือเคยทานอาหารคลีน ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องอาหารก็มีเรื่องออกกำลังกาย จากเดิมที่ออกกำลังกายอะไรก็ได้ เต้นแอโรบิคโดยที่ไม่ได้โฟกัสกับร่างกายเฉพาะจุด ผลก็คือมันไม่ทำให้เราดูมีเอวขึ้นหรือดูมีกล้ามเนื้อขนาดนั้น มันเหมือนเราไม่รู้ทิศทางก็เลยมามีเทรนเนอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากเพราะเค้ามาเทรนเฉพาะจุดให้เรา ร่างกายก็แข็งแรง แล้วก็หุ่นดีขึ้น

 

ได้ลองวิธีอื่นอีกมั้ย

ต้องบอกว่าเรื่องของอาหารคลีนเราไม่ได้ทานตลอดเวลาเพราะเราก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่มีทาง Everyday 3 มื้อทานแต่อาหารคลีน มันเป็นไปไม่ได้ ยอมรับว่าทุกสัปดาห์ต้องมี Cheat day 1 – 2 วันอยู่แล้ว ดังนั้นมันคือความ Balance ของชีวิตที่เราจะทำยังไงให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วงนึง ทานอาหารแย่ ๆ ขยะ ๆ สัก 3-4 มื้อ ต่อสัปดาห์ ออกกำลังกาย 3 – 4 มันอยู่ที่เราจะจัดการชีวิตเราเองว่าเราจะให้ความสำคัญกับมันขนาดไหน อ๋อเชื่อว่าต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง เราจะหาเวลามาให้มันจนได้

 

ต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง
เราจะหาเวลามาให้มันจนได้

 

แล้วผลที่ได้รับคืออะไร

หลังจากที่เปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเองเป็นการคุมอาหารอย่างเดินทางสายกลาง ก็คือมีอาหารคลีนบ้าง อาหาร Cheat บ้าง แล้วก็เริ่มวิ่งออกกำลังกายด้วยการวิ่นเบิร์นธรรมดาบนลู่ประมาณอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วก็มีเทรนเนอร์ ทั้งหมดที่ทำมาคือทำให้ร่างกานเราฟิตขึ้น ฟิตในที่นี้ก็คือ เราต้องการเอวแบบนี้ อกแบบนี้ สะโพกแบบนี้ ต้องการลดตรงนั้นเพิ่มตรงนี้ มันจับต้องได้เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญที่แนะนำเราอย่างถูกต้องจริง ๆ

สองเลยก็คือ อาหาร สำคัญมาก มีช่วงนึงสมัยเด็กเคยลดความอ้วนแบบอยากผอมก็ไม่ต้องกินสิ ไม่กิน 2 วันก็ลงละ 2 กก. มันทำได้เพราะตอนเด็กเราเผาผลาญดี กินน้ำปั่นแก้วนึงเงี้ยแทนข้าวเย็นไปเลยก็ได้ ซึ่งบางครั้งมันอันตรายกับเรามากเลยนะคะ แต่พอเราโตชึ้นเราเริ่มรู้ละ แทนที่เราจะกินของหวานที่มันไม่ดีแทนมื้อนึง เราเลือกกินของดี ๆ เช่น สลัดสักถ้วยใหญ่ ๆ เราอิ่มด้วยแล้วเราก็ไม่ทำร้ายตัวเองด้วย ที่สำคัญคือขับถ่ายดีขึ้น อ๋อกินผักมากขึ้นและดื่มน้ำมากขึ้น ทำให้อ๋อขับถ่ายได้ดีขึ้น อ๋อว่ามันเป็นวิธีที่ชีวิต Balance กว่าสมัยก่อน ทำให้เรารู้สึกเฟรช เวลาตื่นมารู้สึกว่าร่างกายเราสมบูรณ์ทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น

 

คนรอบข้างว่ายังไงบ้าง

อย่างแรกเลยคือทุกคนชมว่าเราดูแข็งแรงดูเป็นนักกีฬาโดยที่เราไม่ได้ผอมมากแล้วก็ไม่ได้อ้วนตัวใหญ่เกินไป ทุกคนก็ชมว่าดูดี หุ่นดี ดูเฟิร์ม ทั้งที่น้ำหนักมันไม่ใช่ 50 เหมือนสมัยเด็ก มันหนักแบบ 53-54-55 คือ 50 กว่า แต่มันกลับดูฟิต มีเอว สะโพก อก ซึ่งตรงนี้ได้จากการที่กล้ามเนื้อถูกเทรนให้แข็งแรง เป็นมัดกล้ามเนื้อขึ้นมา ทำให้เราดูไม่มีไขมัน ไม่ดูเผละเหมือนแต่ก่อนที่ผอมมากแต่ดูเผละ นี่คือความแตกต่างที่ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน

 

แล้วเรื่องเหนื่อยง่ายกับระบบขับถ่าย

เรื่องระบบขับถ่ายคือ พอตื่นมานั่งตอนเช้า เราให้เวลากับมันมากขึ้น ในขณะที่เมื่อก่อนไม่เคยแค่ร์ว่าจะถ่ายตอนไหน ถ่ายไม่ถ่าย กี่วันถ่าย เราก็ไม่แคร์ เดี๋ยวนี้เราพยายามตื่นมานั่งถ่ายตอนเช้ามากขึ้น ที่เรามั่นใจก็เพราะว่า เราทานของดี ๆ ในมื้อเย็น ก่อนนอนเรามีดื่มพรุนสกัดบ้างขวดนึงเล็ก ๆ อาจจะดื่มตอนเช้าด้วยบ้าง แล้วก็ทานมื้อเช้าประมาณนึง แล้วเราก็นั่ง ให้เวลากับมัน ผลคือตื่นเช้ามาได้ทานอาหาร ได้ถ่าย หน้าท้องก็แบนราบเหมือนเดิม บางคนอาจจะมองว่ามื้อเช้ากินเยอะแล้วท้องพอง ก็เป็นเพราะคุณไม่ถ่าย คุณสะสมของเสียไว้ในท้อง แต่ว่าตอนนี้พอเราถ่ายก็แฮปปี้ขึ้น

เรื่องเหนื่อยง่าย ถามว่าพอออกกำลังกายมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพอ เหนื่อยง่ายปัญหานี่มันก็จบนะ โอเคมีบ้างวันที่เราทำงานเยอะ ทำงานดึก ไปถ่ายละครเช้ามาก เลิกดึกมาก แต่ชดเชยด้วยการที่เราทานอาหารดี ๆ ระหว่างวันที่เราถ่ายละคร แล้วกลับมาก็รีบนอน ไม่ชักช้าลีลา เลือกที่จะวางสมาร์ทโฟนทิ้งไปบ้าง ปิดมันแล้วนอนเลย เวลานอนมากขึ้น ตื่นมาก็เฟรชขึ้น

 

ช่วงที่เจออุปสรรคเอาชนะยังไง

อย่างนึงเลยมีช่วงนึงที่รู้สึกว่าทำไมลดน้ำหนักแล้วไม่ลงสักที มันลงยากมากเพราะเราก็อายุเยอะขึ้น มันก็ไม่ได้เยอะแบบ 30 มันก็ 20 กว่า แต่มันก็เกิดจากการที่เราลดความอ้วนผิด ๆ มาโดยตลอด อดอาหารบ้างอะไรบ้างทำให้ระบบเผาผลาญทำงานไม่ดีเหมือนแต่ก่อน มันก็เลยท้อใจว่าทำไมไม่ลงสักที ออกกำลังกายขนาดนี้ วิ่งขนาดนี้ แต่สุดท้าย…ใจเย็น ๆ มันจะลงเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปเร่งร้อน หรือ น้อยใจ

 

แบ่งเวลาออกกำลังกายยังไง

เรื่องฟิตเนสนี่สำคัญเลย ข้อดีคือเรามีฟิตเนสที่คอนโด ลงมาจากคอนโดก็เจอฟิตเนสเลย แล้วเราก็เป็น Brand ambassador ของเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งออฟฟิศเนี่ยมีฟิตเนสที่ดีมาก เราก็มาเข้าออฟฟิศอยู่ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ถ้าหากเช้าวันไหนมาออฟฟิศแต่เช้าเราก็มาทำงาน ตกเย็นก็มาฟิตเนสของเมืองไทยประกันชีวิตได้ อำนวยความสะดวกดีมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็มีฟิตเนสให้เราดูแลตัวเอง เราก็เลยสบายใจกับเรื่องนี้ด้วย

 

เทคนิคดูแลสุขภาพที่อยากแชร์

ไม่มีอะไรที่หวือหวาเลย ไม่ได้ต้องทานวิตามิน ประโคมทุกอย่างมา ถ้าถามว่าทานได้มั้ย ทานได้ค่ะ แต่ขอให้ทานโดยที่ปรึกษาคุณหมอแล้ว และก็มีลิมิต แต่หลัก ๆ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือ การ Balance ชีวิตค่ะ สมดุลของชีวิตสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ นั่นก็คือ การกินเข้ามาในร่างกาย และการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย ถ้าเรา Balance ได้ เราจะมีสุขภาพร่างกายที่ดีมาก แล้วก็เป็นคนที่มีความสุขมาก คุณน่ะคือเจ้าของปากเจ้าของร่างกาย คุณมีสิทธิ์จะเลือกกินสิ่งที่มันมีประโยชน์กับคุณ You are what you eat. ถูกมั้ยคะ ถ้าเราให้ตัวเองได้กินของที่ไม่ดีในวันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้เราขอร้องตัวเองได้มั้ยว่า เราจะทานแต่สิ่งดี ๆ นะเพราะเราจะมีอนาคตที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่ดี

ขณะเดียวกันเรื่องออกกำลังกาย โอเคมันอาจจะเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับใครหลาย ๆ คนด้วยปัจจัยอย่างอื่น แต่ขอให้คุณเจียดเวลา เสาร์อาทิตย์ก็ได้ 2 วันต่อสัปดาห์ สักเช้านึงลงทุนตื่นเช้า ตื่นสัก 6 โมง อย่างอ๋อเนี่ยข้อดีคือเป็นคนตื่นเช้า พอตื่นเช้าจะมีเวลาชีวิตมากขึ้น 6 โมงตื่นมาไปวิ่งฟิตเนสก็ได้ เริ่มจาก 2 กม. ก่อนวันนี้เหนื่อยแล้วพอ วันต่อมา 3 กม. อาทิตย์หน้า 4 กม. ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้ ไม่ต้องมีเทรนเนอร์ก็ได้เพราะว่าเราก็ไม่ได้ต้องการหุ่นเป๊ะเป็นดารานางแบบ แต่ถ้าเราไปวิ่งบ้าง ไปยกเวทบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เปิด Youtube ดูก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้โลกโซเชียลคุณสามารถหาความรู้ได้

Balance การกินกับการออกกำลังกาย กินให้น้อยกว่าที่ใช้แล้วคุณจะผอมเอง หลักการง่าย ๆ เลยค่ะไม่ต้องไปพึ่งยาลดความอ้วนเลย อ๋อขอบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เคยลองเหมือนกันยอมรับ แล้วผลคือ คุณก็จะผอมแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมาอีก

Balance สมดุลระหว่างการกิน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้คุณก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความสุข เฟรชกับทุกวันได้ค่ะ

 

 


FeaturedImageH2C23052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

สวัสดีครับ ผมฟาง – ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช อายุ 36 ปีครับ ตอนนี้ก็ทำพิธีกรรายการอาหาร เป็นเชฟตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ และเป็นเจ้าของร้าน Pain Perdu ที่เซ็นทรัลเวิลด์, Mango Mani ที่ Siam Square 1 และ Bao Bing ที่ The Scene Town in Town ครับ

 

แรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ

เกิดจากชั้นเรียนที่ผมไปเรียนทำอาหารครับ มันเป็นหน้าที่ของเชฟที่ต้องทำให้อาหารรสชาติดี ทานได้ หน้าตาหน้ารับประทาน และที่สำคัญคือดูแลเรื่องสารอาหารที่จะเข้าไปสู่ร่างกายของคนที่ทานอาหารของเราด้วย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่ทำให้มาถึงจุดนี้

 

ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ก็เป็นคนที่ดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

เรารู้สึกว่าเราอยากมีหุ่นดี ๆ เราอยากเท่ แล้วก็เริ่มศึกษามาเรื่อย ๆ ว่าการออกกำลังกายทำอย่างไร ตอนที่ดูแลสุขภาพแบบที่มีความรู้จริง ๆ คือประมาณ 4 ปีที่แล้ว เริ่มจากการลองผิดลองถูกต่าง ๆ สุดท้ายมาเจอวิธีที่เรียกว่า “If it fit your macro” (IIFYM) ก็คืออะไรก็ได้ที่ทานเข้าไปแล้วโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตของคุณมันโอเค ก็คือเป๊ะตามที่ตัวเองตั้งไว้ แล้วผมก็เอาอันนั้นมาคิดเวลาทานอาหาร แล้วก็เริ่มใช้แอปพลิเคชั่นในการนับอาหารซึ่งค่อนข้างสะดวกครับ ต้องมีความรู้เรื่องการดูอัตราส่วนนิดนึงว่าข้าวอันนี้คือ 1 คัพนะ ไก่นี้คือ 100 กรัมนะ ถ้าทำตรงนั้นได้มันก็จะทำให้เรานับได้ง่ายขึ้นแล้วก็ดูแลตัวเองเรื่องการทานอาหารได้ง่ายขึ้น

หลัก ๆ เลยคือผมจะแบ่งเป็นการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง 80% อีก 20% ผมก็จะเล่นสนุกสนานของผม คือ ทานอย่างที่ชอบ ใช้ชีวิตอย่างที่ชอบ แต่อีก 80% ของผมคือนับแคลอรี่ ทานอาหารนับสารอาหาร (Macronutrients) ว่าโปรตีนเท่าไหร่ ไขมันเท่าไหร่ คาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ แล้วก็ออกกำลังกาย ผมออกกำลังกายน้อยที่สุด 4 วัน ปกติประมาณ 5 วันครับ ใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน

 

หลายคนจะเชื่อว่าไม่ควรรับประทานแคลอรี่เยอะวันที่มา
ออกกำลังกาย ผมว่ามันก็จริง แต่ก็อย่าลืมว่าช่วงวันที่
เราไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายมันกำลังฟื้นฟูต้องการ
พลังงานเช่นกัน

 

วิธีการออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพ

ผมเป็นคนที่ค่อนข้างบ้าการออกกำลังกาย อย่างวันแรกผมจะเล่นกล้ามอก ส่วนของ Upper Body วันนี้จะไม่ได้ออกกำลังกายเยอะมาก จะมีหลังแขนด้วย แล้วก็เดินประมาณ 1 ชั่วโมง ผมเล่นเวทมานานแล้ว กล้ามเนื้อจะทนได้ ผมเลยไม่จำเป็นต้องพัก อีกวันผมจะเล่นหลัง หน้าท้อง แล้วก็แขน วันนี้ผมจะไม่ค่อยทำอะไรเยอะแล้วเพราะผมเล่น 3 ส่วน วันถัดไปจะเล่นไหล่ คือเน้นหัวไหล่อย่างเดียว แต่จะวิ่งยาวหน่อย เพราะไม่ได้ใช้ร่างกายเยอะเท่าไหร่ ก็จะวิ่งประมาณ 5 – 7 กม. วันต่อมาเราจะเล่นขากับท้อง มันหนักหน่วงมากครับ ค่อนข้างเหนื่อย วันนี้จะไม่ทำอะไรเพราะใช้พลังเยอะมาก ผมจะทานอาหารประมาณ 3,000 – 5,000 แคลอรี่เลย คือทานให้พอดีหรือมากกว่าปกติที่ร่างกายต้องการ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารและผมก็เหลืออีก 1 วัน ผมจะตัดสินใจอีกทีว่าอาทิตย์นั้นผมเหนื่อยมากหรือน้อย ผมอาจจะแค่เดินชันก็ได้ หรือเล่นเครื่องที่มันไม่ Hi-impact เกินไป เพราะว่าเราทรมานร่างกายมาเยอะละ เหมือนเบิร์นๆ ไป แต่อีก 2 วันผมจะพักจริงจังเลยนะ คือแทบไม่ทำอะไร เพราะร่างกายมันจะพัฒนาได้ คือมันโตตอนพักนี่แหละครับ

 

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดหลังออกกำลังกาย

ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนะ ร่างกายก็สุขภาพดีขึ้น หลังจากที่แต่ก่อนเราเหนื่อยง่าย เดินขึ้น 1 – 2 ชั้นก็เหนื่อยแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เราทำมันได้ง่ายขึ้น แล้วจิตใจมันสดชื่นกว่า เพราะตอนที่ผมพักไม่ได้ออกกำลังกายมันอึดอัด หงุดหงิดมาก พอทำแบบนี้ทำให้เรากระปรี้กระเปร่า มีแรง แล้วก็ช่วยลดความเครียดได้ ส่วนบางช่วงที่เราไม่อยากทานแบบนับแคลอรี่แล้ว ไม่อยากไดเอทแล้ว เรารู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันไม่ความสุข ไม่สดชื่น ขับถ่ายไม่ดี แล้วเราก็รู้สึกว่า เราเริ่มอ้วนขึ้น

  

เป้าหมายการดูแลสุขภาพ

ผมอยากหุ่นดี แต่ผมคิดว่าเนื่องด้วยอายุเรา ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิม ตาเริ่มมองไม่ชัด แล้วก็มีปวดโน้นนี่บ้าง เวลาป่วยก็เริ่มป่วยยาวขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะดูแลรักษาร่างกายบ้าง มันทำให้เราเด็กลงด้วยนะ สำหรับผมเวลาออกกำลังกายเหมือนมันไปกระตุ้นร่างกายว่าฉันยังต้องใช้งานแกอยู่นะ เพราะฉะนั้นแกอย่าเพิ่งแก่นะเว้ย ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งของผม

 

นับแคลอรี่ให้เป็น ดูอาหารให้ถูก แล้วออกกำลังกาย
ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองกินเข้าไป 
เราก็จะได้
สุขภาพที่ดีกลับมาแล้วก็ได้ทานอาหารที่เราชอบด้วย

 

คำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย

เทคนิคที่อยากจะแนะนำ คือ หนึ่งเลยต้องรู้ว่าเราต้องการพลังงานเท่าไหร่ อันนี้สำคัญสุด ๆ นะครับ สองเลยต้องดูอาหารให้เป็นว่าอาหารแต่ละอย่างมันให้ประโยชน์อะไรแก่เรา โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน ก็ต้องทานให้ครบ ผมอยากให้มาดูว่าอาหารที่เราทานควรจะเป็นอะไรบ้าง สำหรับคนที่เริ่มทานนะครับ อย่าคิดว่าอาหารอะไรที่เป็นอาหารที่ทานไม่ได้ ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับว่า นับแคลอรี่ให้เป็น ดูอาหารให้ถูก แล้วออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองกินเข้าไป ง่าย ๆ แค่นั้นเองครับ เราก็จะได้สุขภาพที่ดีกลับมา แล้วก็ได้ทานอาหารที่เราชอบด้วย

ส่วนการหาข้อมูลก็สามารถเข้าไปหาที่ Google ได้ครับ มีอะไรเข้าไปหาก่อน แต่ถ้ารู้เรื่องภาษาอังกฤษมันก็จะดีกว่าเพราะฝรั่งเค้ามีข้อมูลแน่น ส่วนที่ผมใช้หลัก ๆ ส่วนตัวคือแอพลิเคชั่น My Fitness Pal เป็นโปรแกรมนับแคลอรี่ เริ่มมีอาหารไทยที่คนเข้าไปใส่ไว้เยอะแล้ว ดังนั้นพิมพ์ภาษาไทยมันก็จะเริ่มขึ้นแล้วว่าโปรตีนเท่าไหร่ ไขมันเท่าไหร่ มีกี่แคลอรี่ ง่ายมาก ๆ แล้วเว็บไซต์ที่ผมใช้ประจำคือ www.bodybuilding.com เป็นเว็บไซต์ที่นักเพาะกาย นักออกกำลังกาย ปั้นหุ่น เข้าไป มีข้อมูลครบเหมือนกัน แต่ถ้าบางคนที่คิดว่าไม่พอ อยากจะลงไปในเชิงลึกละ อย่างเช่น ออกกำลังกายแล้วเจ็บปวด ออกแล้วไม่ได้ผล ผมแนะนำอีกเว็บนึงคือ www.t-nation.com จะเป็นเว็บไซต์ที่พวกนักวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ข้อมูลกัน พอเราเริ่มเข้าใจในเชิงลึกแล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นครับ

 

 

 


FeaturedImageH2C05062018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

สวัสดีครับ ชื่ออ้น – กนิษฐ์ ศรีสุวรรณ ปัจจุบันอายุ 39 ปีครับ เป็นพนักงานราชการ ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสนโยบายและแผน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสครับ

 

แรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพ

ปกติเราก็มีการเล่นฟุตบอลกับเพื่อน อาทิตย์นึงประมาณ 1 – 2 ครั้ง วันนึงเราเกิดอุบัติเหตุทำให้เอ็นหัวเข่าพลิกขาดก็เลยต้องกลับมาฟื้นฟูดูแลสุขภาพตัวเองใหม่ หลังจากเข้ารับการผ่าตัด พักฟื้น เข้าเฝือก ประมาณ 6 เดือน คุณหมอก็แนะนำให้ไปทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อส่วนของต้นขาเพื่อชดเชยส่วนของเอ็นหัวเข่าที่ขาดด้วยการปั่นจักรยาน ประมาณ 1 ปี จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถเล่นกีฬาได้

พอเริ่มปั่นจักรยานมาได้ปีกว่า ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เราก็เลยเปลี่ยนเป็นการออกไปวิ่ง การวิ่งครั้งแรกของผมคือการวิ่งรอบสนามฟุตบอล ประมาณ 4 รอบก็รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานอีก แต่พอวิ่งแล้วเราก็รู้สึกดี ความรู้สึกใหม่ ๆ ได้สัมผัสอากาศ บรรยากาศข้างนอกมากขึ้น พอวิ่งมาก ๆ ร่างกายก็เริ่มสนุกกับการวิ่ง ก็วิ่งได้ระยะมากขึ้น จนเพื่อนชวนไปวิ่งในงานมินิมาราธอนครั้งแรก 10 กิโลเมตร พอไปเจอบรรยากาศที่คนวิ่งเยอะ มันตื่นเต้น มันสนุก ทำให้เราอยากวิ่งอีก ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเลือกการวิ่งเป็นการดูแลสุขภาพ วิ่งต่อเนื่องมาตลอด 3 ปีละครับ

 

วิธีการออกกำลังกายในปัจจุบัน

ผมก็วิ่งเกือบทุกวัน ด้วยความที่เราหนีปัญหาการจราจร ผมก็จะมาถึงเช้าก็เลยมีเวลาวิ่ง ก็วิ่งทุกเช้าครับ ประมาณ 5 – 7 กิโลเมตร ถ้าวันไหนมาถึงเร็วก็ได้วิ่งเยอะหน่อย 8-10 กิโลเมตร ผมใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อประมาณ 20 – 30 นาทีครับ ผมจะชอบวิ่งข้างนอก เพราะมันได้สัมผัสบรรยากาศจริง วันไหนอากาศดีหน่อยก็ถือว่าเป็นกำไร วันไหนอากาศร้อนก็ถือว่าเป็นการฝึกทนต่ออากาศร้อนเวลาเราไปวิ่งมาราธอนครับ

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากการวิ่งอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ได้รับรู้ ที่เห็นได้ชัดจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นผลที่เกิดจากการลงทุนกับตัวเอง เราเอาร่างกายเรามาทำให้แข็งแรงขึ้น อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็หายไป สองคือผลการตรวจสุขภาพเป็นที่ยืนยันว่า 3 ปีหลังที่เราวิ่งอย่างต่อเนื่องช่วยเราได้มาก ทั้งคอเลสเตอรอล ไขมัน น้ำตาล อันนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามคืออาการที่ผมเคยบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าที่ฉีกขาด ปัจจุบันก็ใช้ชีวิตได้โดยปกติ อีกด้านนึงก็ได้พบกับสังคมเพื่อนนักวิ่ง กลุ่มก๊วนที่จะไปวิ่งด้วยกัน กลุ่มอาสาที่จะไปช่วยงานวิ่งอย่างการเป็นเพเซอร์ (Pacer) สวีพเปอร์ (Sweeper) และแฟนซี (Fancy) เรียกว่าเป็นกลุ่มสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ครับ ก็คือได้ทั้งสุขภาพของตัวและสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ด้วย

 

การที่เราออกมาสู้กับใจตัวเองว่าให้ออกไปวิ่งเถอะ
ไปออกกำลังกายเถอะ มันอาจจะยากตอนเริ่มต้น
แต่พอเริ่มต้นแล้วผมคิดว่ามันให้ประโยชน์ทั้งสุขภาพ
ของตัวเองและได้สังคมเพื่อนฝูง

 

ความลำบากหรืออุปสรรคในการออกกำลังกาย

มันเป็นเรื่องของจิตใจ ความขี้เกียจ ความเบื่อ แน่นอนว่าใครที่ออกกำลังกายใหม่ ๆ จะเริ่มเป็น มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทำมันด้วยความรู้สึกที่ยังไม่ได้ชอบ ยังไม่ได้รู้สึกสนุกับมัน มันจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ถ้าเราทำด้วยความชอบ เราเห็นประโยชน์จากมันจริง ๆ พอเราเห็นผลที่ได้จากการออกกำลังกาย เราจะก้าวข้ามผ่านความเบื่อ ความขี้เกียจจะหายไปเอง

 

เป้าหมายการออกกำลังกาย

ผมสามารถวิ่งได้ระยะมินิมาราธอน ฮาฟมาราธอน มาราธอนได้แล้ว ปัจจุบันระยะที่ผมวิ่งได้อย่างเป็นทางการก็ประมาณ 66 กิโลเมตร ปลายปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้สัก 100 กิโลเมตร ก็เป็นลักษณะของการวิ่งเทรล (Trial) วิ่งในสภาพภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งใจอยากจะท้าทายตัวเองครับ

โปรแกรมการออกกำลังกายตอนนี้คือผมวิ่งทุกเช้าอยู่แล้วครับก็เป็นการซ้อมโดยปกติ แต่สิ่งที่อยากเพิ่มคือการเวทเทรนนิ่ง การไปซ้อมในสภาพภูมิประเทศจริง คือการวิ่งขึ้นเขาก็น่าจะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ก็ต้องมีการวางแผนการซ้อมให้มากขึ้นด้วย เพราะมันก็คงไม่ง่ายที่เราจะไปให้ถึง 100 กิโลเมตร แต่ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ เราแค่วางโปรแกรมให้ดี ให้ชัด แล้วก็ฝึกซ้อมตามโปรแกรมที่กำหนดครับ

 

การวิ่งทำให้เราได้เห็นมุมมองต่าง ๆ ได้เห็นวิถีชีวิต
ได้เห็นผู้คน พอมันเป็นความชอบมันเกิดเป็นสิ่งที่เรา
อยากจะทำมันก็จะไม่รู้สึกฝืน แต่มันเป็นสิ่งที่เราทำแล้ว
เราได้ประโยชน์

 

เทคนิคในการดูแลสุขภาพ

หลัก ๆ เลยคือการที่เราชอบหรือสนุกกับมัน โดยที่เราไม่ต้องฝืนตัวเองเลย เราต้องหาความชอบของเราก่อนว่าเราชอบออกกำลังกายด้วยวิธีไหน แล้วก็หาความสนุกจากมัน การวิ่งก็ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ จากที่เคยขับรถผ่านก็ลองมาวิ่งผ่านดู มันก็จะเป็นอารมณ์นึง ถ้าเราชอบวิธีการแบบนี้ก็จะทำใหเราสนุกกับมันมากขึ้นครับ

 

แนะนำคนที่สนใจออกกำลังกาย

สำหรับคนที่อยากจะเริ่มออกกำลังกาย ลองเริ่มออกไปเดินก่อนก็ได้ครับ สัก 1 กิโลเมตร สัก 10-15 นาที แล้วก็เดินให้เร็วขึ้น อาจจะเริ่มวิ่งสั้น ๆ วิ่งสลับเดิน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและทำได้ทันทีครับ พอเดินให้เร็วขึ้น หัวใจทำงานมากขึ้นก็ทำให้เราสุขภาพดี แต่ถ้าเดินแล้ว วิ่งแล้วไม่ชอบ ลองหากิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้เราออกแรงมากขึ้น และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

 


FeaturedImageH2C18052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

ชื่อ ศิริลักษณ์ หาพันธ์นา ชื่อเล่น อาร์ตี้ อายุ 26 ปี อาชีพพนักงานเอกชน

 

มีปัญหาสุขภาพอะไรมาก่อน

ก่อนที่จะหันมาออกกำลังกายคือ ป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรมหนักมาก หนักจนแบบว่าไปนวดมาเท่าไหร่ก็ยังไม่หาย นั่งทำงานอยู่แค่คลิกเม้าท์ก็มือชาขึ้นมาเลย ก็เริ่มคิดว่าร่างกายเราสมควรต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก็ไปปรึกษาหมอ ซึ่งหมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อเนื้อมากิน แต่พอเรากลับมาอยู่สภาพเดิมที่ต้องนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ทุกวัน พอกินยามันก็หายในระยะสั้น ๆ แต่พอเลิกกินอาการมันก็กลับมาอีก ทีนี้เราก็เลยคิดว่าทำยังไงที่ต้องหายอย่างถาวรก็เลยต้องเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ

 

แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพ

หลังจากที่รู้ว่าร่างกายของเราไม่โอเคแล้ว เราต้องหันมาออกกำลังกายแล้ว ต้องเริ่มขยับตัวออกมาจากนอกคอมพิวเตอร์ละ เลยคิดว่าจะต้องลองออกมาวิ่งเนี่ยแหละ คือการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด แค่เรามีรองเท้ากีฬา 1 คู่ก็สามารถวิ่งได้แล้ว เราเลยขุดตัวเองออกจากออฟฟิศขึ้นมาแล้วก็ลงไปวิ่งกันค่ะ

 

เริ่มดูแลสุขภาพด้วยวิธีใดก่อน

หาข้อมูลจาก Internet และ Youtube สมัยนี้จะมี Blogger หรือคนที่เป็นเทรนเนอร์ ที่มาให้ความรู้ใน Youtube หรือตาม Channel ต่าง ๆ เราก็ติดตาม ซึ่งเขาจะแนะนำว่า กินแบบนี้ ก็เป็นประโยชน์มากเนื่องจากหาดูได้ง่ายมาก และหลังจากเริ่มไปวิ่งในระยะแรกนั้น วิ่งได้ไม่เร็วเลย วิ่งได้ประมาณ 200 เมตร เราเหนื่อยไม่ไหวแล้ว เราเลิกไปอาทิตย์นึง แล้วกลับมาวิ่งอีกครั้งทีนี้ เราคิดว่าจะตั้งใจวิ่ง เลยจดเป็นตาราง เช่น วันอังคารเลิกงานดึกก็จะไปวิ่งตอนเช้าแทน แต่ถ้าวันพุธเราเลิกงานเย็นเราก็จะวิ่งทั้งเช้าและเย็น

 

หลังจากที่เริ่มดูแลสุขภาพผลเป็นอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างน้อย ๆ คือ หัวใจ เพราะว่า มันจะทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย จากที่เราเป็นคนเหนื่อยง่ายมากวิ่ง 200 เมตรวิ่งไม่ได้ เดียวนี้ก็วิ่งมาราธอนได้แล้ว รู้สึกว่าหัวใจแข็งแรงขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น รู้สึกสดชื่นเวลามาทำงาน และก็อาการออฟฟิศซินโดรมที่ปวดตรงไหน ข้อมือ ต้นคอของเราก็หายไป โดยที่แทบไม่ต้องไปหาหมอและไม่ได้กินยาหมออีกเลย

 

หลังจากนั้นได้ลองวิธีไหนมาอีกบ้างและผลเป็นอย่างไร

ลองหาความบันเทิงให้ตัวเองเพิ่มขึ้น จากที่เราวิ่งไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขในการวิ่งของเรา ทีนี้เราก็ลองหาวิธีการออกกำลังกายแบบอื่น อย่างการฝึกเต้นออกกำลังกายดู ซึ่งจากการที่ได้ไปลองเต้นดูก็สนุกมากและรู้สึกว่าหุ่นดีขึ้น พอเราได้ออกเฉพาะส่วนมากขึ้น ก็ทำให้เอวเราเล็กลงหรือแม้น้ำหนักเราจะไม่ลดลงมากแต่ก็กระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

 

วิธีที่ใช้ในปัจจุบันและความถี่ในการออกกำลังกาย

รูปแบบการออกกำลังกายที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็จะเน้นวิ่งเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ก็จะมีเต้นและออกกำลังกายในยิม ซึ่งการวิ่งนี่ วันนึงวิ่งตอนเช้า อีกวันวิ่งตอนเย็น และก็จะมีเบรกแบบวิ่งวันเว้นวัน สำหรับวันที่เรายุ่งจริง ๆ เพราะว่าทุกคนก็จะมีวันที่งานยุ่ง ซึ่งแต่ละสัปดาห์เราก็ไม่สามารถวางแผนได้บางทีเราก็อาจจะงานด่วนเข้ามาเราก็ต้องทดแทนกันให้ได้ ถ้าวิ่งปกติก็ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อวัน โดยแบ่งเป็นวันจันทร์วิ่งช่วงเช้า วันอังคารวิ่งช่วงเย็น เว้นวันพุธ วันพฤหัสบดีก็วิ่งเช้า และวันศุกร์ก็วิ่งเย็น ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์เราก็รีแล็กซ์หน่อยคือจะไปเต้นกับเพื่อน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือว่าไปเข้ายิมก็จะใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันในช่วงเสาร์-อาทิตย์

 

ผลที่ได้รับในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

รู้สึกว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากก่อนหน้านี้ที่มีปวดหลัง ปวดคอ แต่ตอนนี้หลังจากออกกำลังกายแล้ว รู้สึกว่ามาทำงานก็ไม่ปวดอีกเลย โดยที่เราไม่ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อหรืออะไรทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการออกกำลังกายนั้นเอง

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมากขั้นตอนไหนยากที่สุดอุปสรรคคืออะไร

ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ ขั้นตอนเริ่มแรก คือจะลุกขึ้นไปออกกำลังกายได้ยังไง คือช่วงแรกต้องยอมรับว่าออกกำลังกายไปแล้วจะเจ็บ หลังออกกำลังกายกลับมานี่ปวดกล้ามเนื้อมาก วิ่งได้แค่ 200 – 300 เมตร กลับมาคือปวดไปหมด วันต่อไปเราก็ไม่อยากไปออกกำลังกายเพราะเราปวดท้อง ปวดขาไปหมด ซึ่งเป็นช่วงเดือนแรกที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ซึ่งถ้าเราก้าวผ่านมันไปได้ในเดือนแรกแล้ว เราก็จะเริ่มเสพติดมัน และทำให้เราอยากไปวิ่งอยากออกไปเต้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็จะมีความสุขกับมันและอยู่กับการออกกำลังกายได้ค่ะ

 

ทำอย่างไรจึงเอาชนะอุปสรรคนั้นมาได้

เราต้องใจแข็งมาก ๆ และเราต้องไปดูแรงบันดาลใจใน Youtube ที่เขาออกกำลังกายให้เราดูว่าออกแล้วจะหายนะ ออกกำลังกายแล้วจะหุ่นดีขึ้นนะ แล้วเราก็ต้องทำเป็นตารางว่าเราเลิกงาน 2 ทุ่มนะ เราต้องวางปากกาและต้องเปลี่ยนชุดออกไปวิ่งนะ ต้องใจแข็งมาก ๆ และต้องมีวินัยกับตัวเองสุด ๆ ค่ะ

 

เทคนิคในการดูแลสุขภาพเฉพาะตัวที่อยากจะแชร์ประสบการณ์ให้กับผู้อื่น

เทคนิคก็คือเราต้องสร้างความบันเทิงให้กับตนเอง อย่างเราไปวิ่งในยิมประมาณ 30 นาที เราจะออกมาพักนะ หรือวิ่งให้ได้ 1 ชั่วโมงและจะออกมาถ่ายรูป 2 รูปนะ ซึ่งมันเป็นเหมือนการบังคับตัวเองให้วิ่ง ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจค่ะ และก็มีเทคนิคอีกเล็ก น้อย ๆ ก็คือ เราจะต้องทำตาราง ในสมัยนี้เราก็มีแอพพลิเคชั่นมากมายมาช่วยเรา เราก็แค่จดมันลงไปในโทรศัพท์ของเรา แค่ทำให้มันเป็นตารางอย่างแน่นอนว่าและเราต้องทำให้ได้ หรือเราจะหาเพลงที่ชอบทำเป็นลิสต์เพลงมาเปิดฟังขณะออกกำลังกาย ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้น สำหรับหัวใจหลักของการวิ่งมาราธอน คือ การฝึกซ้อม เราจะต้องมีความอดทนและมีวินัยเป็นอย่างมาก ซึ่งกว่าที่เราจะวิ่งได้ 10 หรือ 20 กิโลเมตร นี่เราต้องซ้อมไปวันละ 3 กิโลเมตร จากนั้นขยับมาเป็น 5 กิโลเมตร ต่อไปก็เป็นวันละ 7 กิโลและ 10 กิโลเมตร ค่ะ

 

ฝากถึงเพื่อน ๆ ที่สนใจใช้แนวทางเดียวกันกับเรา

สุขภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิตคนเราแล้ว ถึงเราจะมีเงิน มีเวลามากแค่ไหน แต่ถ้าเรามีสุขภาพที่ไม่ดีแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างของเราไม่ดีไปหมดเลย ฉะนั้นก็เริ่มต้นดูแลสุขภาพง่าย ๆ เช่นการวิ่งหรือไปเต้นกับเพื่อน ๆ มันเป็นความสุขที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองด้วยและทำให้เรามีสังคมกับเพื่อน ๆ อีกด้วยค่ะ

 

 


FeaturedImageH2C11062018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

สวัสดีค่ะ เจส – เจสสิก้า ภาสะพันธุ์ อายุ 30 ปี อาชีพนักแสดงอิสระค่ะ

 

แรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

เรารู้ตัวว่าเราผอมเกินไปแล้วก็บวกกับอายุที่เริ่มมากขึ้นด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะต้องเริ่มสนใจสุขภาพมากขึ้น

 

เริ่มแรกของการออกกำลังกาย

ตอนแรกก็ออกกำลังกายเหมือนคนอื่นปกติเลยค่ะ คือ เข้าฟิตเนส แต่เรารู้สึกว่ามันอาจจะไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างจะจำเจ มันน่าเบื่อเกินไปสำหรับเรา วิธีการแก้เบื่อก็คือเปลี่ยนไปเลยค่ะ ตอนแรกเริ่มจากฟิตเนสก็ทำได้สักครึ่งปี มันก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่สำหรับเรา หลังจากนั้นก็เลยต่อยมวยไปด้วย ก็ดีนะ แต่มันอาจจะแบบดูโหดเกินไปหน่อยสำหรับเรา ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป ก็เลยหากิจกรรมใหม่ ๆ ทำ เราก็มาเจอกีฬาที่รู้สึกว่าเออ…มันถูกจริตกับเราคือปีนหน้าผาจำลอง

 

“ปีหน้าผาจำลอง” เป็นกีฬาที่เหมาะกับเรา

ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นอะไรทำได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ ต่อให้เราปีนอันนี้แล้วกลับมาปีนใหม่มันก็ไม่เหมือนเดิม คือมันมีอะไรที่แปลกใหม่ตลอดเวลาสำหรับเรา แล้วเราเห็นผลด้วย

 

ความถี่ในการออกกำลังกายด้วยการปีนหน้าผาจำลอง

ถ้าเริ่มปีนก็สัก 2 ปีกว่า ๆ ช่วงนี้อาจจะน้อยลงอาทิตย์ละ 1 – 2 วัน แต่ตอนแรก ๆ ก็อาทิตย์ละ 2 – 3 วันค่ะ

 

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากการปีหน้าผาจำลอง

ส่วนตัวใช้เวลาไม่นานที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง อย่างที่บอกเราเป็นคนผอม พอเล่นได้สัก 2 เดือน เราก็จะเห็นละว่าร่างกายเรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น เมื่อก่อนเราเป็นคนผอมแห้ง ไม่มีกล้ามเนื้อ แต่พอเรามาปีนแล้วก็รู้สึกว่าเราผอมอยู่ แต่เป็นผอมที่มีกล้ามเนื้อมากขึ้น เห็นได้ชัดมากคือพวกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ต่อให้คุณเข้าฟิตเนสคุณก็ยกไม่ได้ เพราะมันเป็นอะไรที่ได้มาจากธรรมชาติเองจากที่เราใช้ร่างกาย รู้สึกว่าเราได้เรื่องของความยืดหยุ่นของร่างกายด้วย ได้การเบิร์นที่มากขึ้นของการออกกำลังกาย ได้ความสนุก แล้วก็ได้เรื่องการท้าทายตัวเอง เรื่องของใจ มันส่งผลดีต่อตัวเรา แล้วมันก็จะส่งผลดีกับอย่างอื่นด้วยอยู่แล้ว คือคนอื่นเค้าก็จะมองเรา Healthy ขึ้น ดูรูปลักษณ์เราดีขึ้น

 

ความยากหรืออุปสรรคของมันก็เป็นเสน่ห์
ของมันเลยค่ะ 
มันทำให้เราท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้น
ความยากของมันก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น

 

อุปสรรคและความยากลำบาก

กีฬาปีนหน้าผามันมีอุปสรรคด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าเราเก่งแล้วเราจะไม่มี มันมีตั้งแต่เริ่มแรก ต่อให้เราเก่งขึ้นอย่างไรมันก็มี เพราะมันก็จะเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความยากหรืออุปสรรคของมันก็เป็นเสน่ห์ของมันเลยค่ะ มันทำให้เราท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้น ความยากของมันก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น

 

สิ่งที่ยากที่สุดของการปีนหน้าผาจำลอง

สิ่งที่ยากที่สุดของการออกกำลังกายปีนหน้าผาคือใจตัวเอง ร่างกายตัวเองล้วน ๆ ถ้าวันนั้นเรารู้สึกว่าเรานอนไม่พอ มันจะทำให้เรามีแรงปีนได้น้อยลง กล้ามเนื้อเราอาจจะไม่ตื่นพอ

 

วิธีเอาชนะอุปสรรค

วิธีการเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คือ ทำเลยค่ะ เหมือนกับเราต้องไม่คิด เราทำเลย เราลองทำแล้วเราจะรู้ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ก็ลองทำใหม่เพื่อให้เราทำได้ ถ้าเราลองไปเรื่อย ๆ ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สามอาจจะไม่ได้ แต่ถ้าเราลองไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะทำได้ค่ะ

 

มันจะเสียวในช่วงแรก แต่ว่าพอเราขึ้นไปถึงจุดบนสุด
เราจะรู้สึกฟิน 
มันถึงจุดสุดท้ายแล้ว เราทำได้แล้ว
เราจะลืมความกลัวไปเลย

 

เทคนิคการออกกำลังกายด้วยการปีนหน้าผาจำลอง

มันต้องใช้ระยะเวลาในการลองทำ ลองปีนดู เพราะว่าเทคนิคแต่ละเทคนิคมันขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคนด้วย ถ้าจะให้แนะนำก็น่าจะต้องเริ่มจากการเปิดใจก่อน ให้ได้มาลองก่อน ถึงรู้ว่าเราควรจะไปทางไหนต่อค่ะ

 

คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจปีนหน้าผา

แนะนำให้มาลองค่ะ คนที่ไม่เคย อย่าคิดว่าทำไม่ได้ อย่าคิดว่าชั้นอ้วน ชั้นปีนไม่ขึ้นหรอก มันไม่มีข้อแม้ในการปีนเลยค่ะ ไม่ว่าคุณจะน้ำหนักเท่าไหร่ อายุเท่าไหร่ ถ้าคุณเปิดใจ คุณสามารถปีนได้ ต้องลองค่ะ

 

ฝากถึงคนที่อยากจะเริ่มออกกำลังกาย

อยากจะฝากถึงทุก ๆ คนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเลือกออกกำลังกายชนิดไหนก็ตาม คือไม่อยากให้ไปโฟกัสที่ว่าชั้นจะต้องหุ่นดีเท่านั้น แต่อยากให้ไปโฟกัสการออกกำลังกายเป็นการทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น แล้วเรื่องหุ่นที่ดีขึ้นเป็นผลพลอยได้ของมัน ต่อให้เลือกเล่นกีฬาอะไรก็ตามก็อยากให้คิดแบบนี้มากกว่า

แล้วก็อยากจะฝากให้ลองดูค่ะ กีฬาปีนหน้าผาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมาก ๆ เพราะเป็นกีฬาที่ได้ครบในครั้งเดียว ทั้งการเบิร์นแคลอรี่ ในเรื่องของคาดิโอ กล้ามเนื้อ การยืดหยุ่น คือได้ครบหมดเลย อยากให้ลองดูค่ะ อย่าเพิ่งไปคิดว่าทำไม่ได้ ต้องมาลองก่อนค่ะ

 

 

 


FeaturedImageH2C14052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

ผศ. รัชด ชมภูนิช หรืออาจารย์แป๋งครับ ปัจจุบันอายุ 51 ปี ทำงานรักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์และสื่อสารองค์กร และรักษาการคณบดีคณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ ครับ

 

สุขภาพก่อนหน้าที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างไร

ช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา น้ำหนักตัวผมเยอะพอสมควรครับ ประมาณ 115 กิโลกรัม ความดันโลหิต 100 – 160 หมอก็แจ้งเตือนมาว่าให้พยายามลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ตอนนั้นเริ่มมีอาการบางอย่างแล้ว เช่น มีอาการเวียนศีรษะ มีความดันขึ้นเป็นบางเวลา นอกจากนั้นก็มีภาวะในเรื่องของการนอนกรน นอนแล้วหยุดหายใจบ้างเป็นครั้งคราว ตอนนั้นยอมรับว่ายังไม่ได้สนใจเรื่องสุขภาพเท่าไร เพราะเราดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เกือบปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่น ๆ

 

จงเริ่มต้นวิ่ง จงเริ่มต้นออกกำลังกาย
ก่อนที่คุณจะไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป”

 

แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

เริ่มต้นจากความต้องการที่อยากจะลงแข่งขันวิ่งในระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตรให้ได้ ที่ผ่านมาวิ่งได้เต็มที่แค่ 5 กิโลเมตร ก็เรียกว่าเยอะมากแล้ว เพราะสรีระและน้ำหนักตัวเองยังเยอะอยู่ ประเด็นที่สอง เราต้องการที่จะลดน้ำหนักตัวลงอย่างจริงจัง เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว เราไม่อยากอยู่ในสภาพอ้วนๆ ทำอะไรลำบาก ขยับตัวก็เหนื่อย ก่อนหน้านั้นมีผลการตรวจร่างกาย นอกเหนือจากความดัน มีคอเลสเตอรอลสูง ค่า LDL HDL ค่า Triglyceride ไม่ดีเลย ผมเลยคิดว่าเราควรเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ประจวบเหมาะกับตอนนั้นมีเพื่อน ๆ ลงขันกันให้ผมลดน้ำหนัก  ผมเลยบอกว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ผมทำโครงการสนุก ๆ ชื่อ “แป๋ง บอดี้ สลิม” ผมบอกเพื่อนๆ ที่เคยบอกจะให้เงิน 1,000 บาทต่อน้ำหนักตัวที่ลดลง 1 กิโลกรัม ว่าผมเอานะ โดยจะเอาเงินที่ได้ไปช่วยบริจาคให้โครงการกิจกรรมวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูน  ผมเลยรีบลดน้ำหนัก พอสิ้นสุดโครงการระยะเวลา 2 เดือน ผมสามารถลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม ก็ได้เงินช่วยพี่ตูนไป 290,000 บาท อันนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง ก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนมาด้วย

 

เลือกใช้วิธีใดในการลดน้ำหนัก

ต้องบอกก่อนว่าปกติผมเป็นคนเล่นกีฬาอยู่แล้ว มีกอล์ฟ มีฟิตเนส มีวิ่ง แต่ว่าไม่ได้ทำแบบต่อเนื่องเท่าไร อาหารก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไร จนมาถึงจุดเปลี่ยนจากแรงบันดาลใจในข้อก่อนหน้า

ปัจจุบันผมทำอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกคือ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio exercise) โดยการวิ่ง ตรงนี้ผมเน้นให้วิ่งหนักและต่อเนื่องในระดับหนึ่ง ไม่งั้นไม่เห็นผล การวิ่งควรวิ่งไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างผมปัจจุบันวิ่งสัปดาห์ละ 5 วัน อาทิตย์ละ 40 กิโลเมตร เดือนละ 150 – 160 กิโลเมตร แล้วก็พักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูประมาณสัก 2 – 3 วัน การลดน้ำหนักของเราจะมีประสิทธิภาพที่แท้จริง เพราะถ้าคุณวิ่งน้อยกว่านี้ ร่างกายจะยังไม่สามารถเผาผลาญไขมันหรือทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงร่างกายได้ตามที่เราต้องการ

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของอาหาร ผมเปลี่ยนเมนูอาหารจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่ร่างกายยังต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการวิ่งทุกวันอยู่ ผมเลยจำเป็นต้องมีอาหารที่ให้พลังงาน เริ่มต้นมื้อเช้าจะเป็นไก่ ไข่ ผัก กึ่ง ๆ สลัดนิดนึง มื้อกลางวันจะยังคงเป็นมื้อที่ผมกินแป้ง พวกข้าว ก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิม แต่ลดพวกคาร์โบไฮเดรตลงเหลือครึ่งเดียว แต่สิ่งที่งดเว้นโดยสิ้นเชิงเลย คือ พวกของทอด ของมัน น้ำอัดลม และการปรุงแต่งในอาหาร ส่วนมื้อเย็นคือสลัดล้วนๆ เลยครับ

โดยรวมแล้ว ผมให้น้ำหนักกับการควบคุมอาหาร 70% และการออกกำลังกาย 30%

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกายคือ…
ความต่อเนื่อง”

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ รูปร่างเล็กลง ผมลดน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัมในช่วงเวลา 4 เดือน เป็นความภูมิใจและความสำเร็จครั้งสำคัญของชีวิต และตั้งเป้าไว้ที่ 78 – 79 กิโล ซึ่งผมก็ยังคงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ประจวบเหมาะกับตอนนี้วัยก็เข้าสู่หลัก 5 แล้ว การดูแลสุขภาพของคนวัยนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

อุปสรรคในการลดน้ำหนัก

ผมว่าอุปสรรคสำคัญคือ “ครั้งแรก” ครั้งแรกของการทำอะไรก็ตาม มันลำบากทั้งนั้น แต่ถ้าถามถึงอุปสรรคสำคัญจริง ๆ ผมคิดว่าตัวเราเองสำคัญที่สุด ตัวเราเองที่จะมีข้ออ้าง มีข้อโต้แย้งที่จะไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ แต่ตัวเราเองอีกเหมือนกัน ที่จะบอกว่า……ต้องทำ ผมก็จะมีวิธีจัดการกับความขี้เกียจของตัวเอง เวลาที่ผมตื่นมาตอนเช้า ผมจะตั้งพันธสัญญากับตัวเอง ว่าผมจะต้องวิ่ง แต่จะมีตัวผมเองที่จะงัวเงีย เมาขี้ตา ไม่อยากวิ่ง ผมก็พยายามไม่สนใจ ผมก็จะใส่รองเท้า ใส่ชุดแล้วก็เดินลงไปกดเครื่องวิ่งแล้วก็วิ่ง จนถึงระยะหรือเวลาที่ต้องการ

 

ยา 3 ตัวที่ช่วยให้การออกกำลังกาย
ประสบความสำเร็จ คือ วินัยเซตามอล
อดทนนิซิลิน และยาขมตราใบเหงื่อ” 

 

เทคนิคในการออกกำลังกายให้ประสบความสำเร็จ

ผมรับประทานอยู่ 3 ตัวครับ ตัวแรกคือ “วินัยเซตามอล” ความมีวินัยเป็นเรื่องแรกและเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพ ตัวที่สองคือ “อดทนนิซิลิน” ความอดทนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกอย่างมันต้องใช้ความอดทนทั้งนั้น อดทนเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ มันต้องใช้ความอดทนอย่างแท้จริง ส่วนยาตัวที่สามคือ “ยาขมตราใบเหงื่อ” ผมเชื่อว่าคนที่ออกกำลังกาย นักวิ่งทุกคนก็ต้องเจอสภาวะแบบนี้ แต่ยาขมที่มันออกมาเป็นเหงื่อโทรมกายของเราทุกวันนี้มันกลับทำให้เรามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ผมคิดว่าเวลาที่เราออกกำลังกายมันจะมีช่วงเบื่อที่ทำอะไรซ้ำๆ ผมจะต้องหาวิธีการที่จะแก้ความเบื่อของตัวเอง เช่น ผมวิ่งบนเครื่องวิ่งที่คอนโด ผมรู้สึกว่าการตั้งเป้าหมายการวิ่งไว้ที่ 5 กิโลเมตรมันเริ่มทำให้ผมเบื่อ ผมก็ไปตั้งค่าเป็นนาทีแทน เวลาก็จะนับถอยหลังลงเรื่อยๆ เหมือนเป็นการหลอกสมอง ส่วนอีกวิธีนึงที่ผมใช้ตอนไปวิ่งในสวนรถไฟ ผมก็จะออกแบบเส้นทางการวิ่งของผมใหม่ เพื่อให้แต่ละรอบมีเส้นทางการวิ่งมากขึ้น ผมพยายามวิ่งซอกซอนไปยังจุดต่าง ๆ ภายในสวนรถไฟจนระยะเพิ่มจาก 2.5 กิโลเมตรเป็นประมาณเกือบ 4 กิโลเมตร ผมเป็นคนขี้เบื่อ ผมคิดว่าอะไรทั้งหลายทั้งปวงมันอยู่ที่เราคิด เราออกแบบ มันออกแบบได้

 

ถ้าคุณคิดจะทำ ทำเลย ไม่ต้องรอ
แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ทำ แสดงว่าสิ่งนั้น
มันยังไม่สำคัญพอสำหรับชีวิตคุณ”

 

ฝากข้อคิดสำหรับผู้ที่สนใจแนวทางเดียวกัน

นอกเหนือจากวิธีที่ผมได้ทำมาจนสำเร็จในเรื่องการลดน้ำหนักแล้ว ผมคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีตามคอร์สที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้เป็นเรื่องที่สำคัญและมีความจำเป็น ยิ่งเราตรวจสุขภาพถี่และมากครั้งเท่าไหร่ เราก็มีโอกาสที่จะพบสิ่งที่เป็นปัญหาและสามารถแก้ไขปัญหาได้ สุขภาพของเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วบางทีเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

 


FeaturedImageH2C1006920x783.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวด้วยค่ะ

ชื่อ รังสรรค์ ไพศาลเสถียรวงศ์ ครับ อายุ 51 ปี

ตอนนี้มีกิจการหลัก 2 – 3 อย่าง คือ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ เป็นกู้ชีพของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน และเป็นพิธีกรสอนการช่วยชีวิตฉุกเฉินโดยเฉพาะหัวใจวาย จมน้ำ ไฟดูด

 

ก่อนหน้านี้มีปัญหาสุขภาพเรื่องอะไรอยู่บ้าง

ยังไม่ถึงที่จะเป็นปัญหาสุขภาพ จริง ๆ ก็ดูแลตัวเองอยู่บ้าง แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราวัดความดันตัวบนอยู่ที่ 140 ลอยตัวเลย ไม่ลง นั่นหมายถึงเกินกว่านี้เป็นความดันสูง ด้วยงานที่ทำอยู่ เราก็รู้ว่าถ้าปล่อยไว้ ปลายทางของความดันสูง คือ หัวใจวาย เราก็เริ่มค้นหาวิธีแก้ปัญหา ดีกว่าจะรอที่ปลายทางอย่างเดียว

 

แรงบันดาลใจหลักที่ทำให้หันมาดูแลสุขภาพ คืออะไร

ชัดเจนเลยครับ เริ่มเสี่ยงที่จะเป็นความดันสูงแล้ว  บวกกับงานที่เราทำเกี่ยวกับการช่วยชีวิตคน ต้องสอนทุกวันเรื่องปั๊มหัวใจ สอนให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เราเห็นคนตายทุกวัน อยู่อย่างใกล้ชิดก็เลยเห็นปัญหาในรายละเอียดว่า โรคฉุกเฉินแบบนี้ มันแก้ปลายทางอย่างเดียวไม่ได้ แต่ละคนต้องค้นหาสาเหตุ แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุของตัวเอง

 

เห็นสนใจวิธีการดูแลสุขภาพของคุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ เล่าให้ฟังหน่อย

ต้องออกตัวก่อนว่า อาจารย์ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ท่านเป็นปรมาจารย์สอนการช่วยชีวิต โดยการทำ CPR ให้กับประชาชน ท่านเป็นหมอที่ร่วมออกแนวทางเวชปฏิบัติที่อเมริกาด้วย ด้วยลักษณะงานของเราก็ติดตามท่านอยู่ก่อนหน้าแล้ว พอตอนหลังท่านป่วย ความดัน 167 – 168 แล้วก็มีไขมันในเลือดสูง ท่านก็ดูแลตัวเองจนดีขึ้น กลับมาออกสื่อ ส่วนของผมยังไม่ป่วย แค่เกือบ ๆ แล้วกำลังหาข้อมูลมาดูแลตัวเอง ก็โชคดีมาได้ข้อมูลจากท่าน ทั้ง YouTube และ Blog ผมก็เลยเริ่มศึกษาและเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ จำได้ว่าช่วงเดือนกุมภา มีนา ปี 60 ที่ผ่านมานี้เอง ก่อนหน้านั้นผมก็ใช้วิธีของผมก่อน แต่ไม่สำเร็จ

 

เริ่มต้นดูแลสุขภาพ ด้วยวิธีอะไร

ต้องบอกก่อนว่า ผมเลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อหาหมอกินยานะ เพราะลึก ๆ ใจมันบอกว่าเราไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะปกติผมไม่กินเหล้า ไม่ดูดบุหรี่ แถมยังเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ยังออกกำลังกายเป็นประจำ ด้วยการตีแบดอยู่สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 – 3 ชั่วโมง

ตอนนั้นผมหนัก 80 กิโลกว่า พุงกลม ๆ หน่อย เลยเลือกที่จะลดน้ำหนักโดยเพิ่มการออกกำลังกายอีก 2 วัน รวมเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ ผลที่ได้คือผมเหนื่อยง่ายมาก บางครั้งตีแบตไม่จบเซ็ต ก็ต้องขอเดินออก หายใจไม่ออก คือ เราไม่ไหวจริง ๆ เริ่มแน่นหน้าอก หน้ามืด ตาลาย ซึ่งเราก็วนอยู่กับการหาทางลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการออกกำลังกาย แต่ออกไปก็แน่นหน้าอก เวียนหัว ไม่ไหว นั่งพัก ผมวนอยู่หลายเดือน

จนกระทั่งมาเจอข้อมูลจากอาจารย์สันต์ ที่ว่าบางโรค การรักษาด้วยการใช้ยากับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ผลไม่ต่างกัน ซึ่งผมเลือกแนวทางนี้อยู่แล้ว อาจารย์บอกคนที่ไม่กินเหล้า ไม่ดูดบุหรี่ แต่กิน “ไขมันทรานส์” สม่ำเสมอก็ป่วยได้ ผมเลยเริ่มจากเอา “ไขมันทรานส์”  ออกจากชีวิตก่อน แล้วกินเฉพาะไขมันดี ที่เราพอจะกินได้ ตัวต่อมาคือ “น้ำตาล” พวกน้ำหวานน้ำขวดผมเลิกเลย ทำแค่สองอย่าง กินแต่ไขมันดีและเลิกกินน้ำหวาน โดยกินน้ำแค่ 3 อย่าง คือ “น้ำเปล่า ชา กาแฟ” ปรากฏว่าน้ำหนักผมเริ่มลดลงทันที เลยคิดว่าเส้นทางนี้น่าจะใช่

ต่อมาผมก็ดูว่าอาหารที่อาจารย์แนะนำให้กินคืออะไร คำตอบคือ กิน ผัก ผลไม้ ถั่ว แบบ…เต็มเหนี่ยว คือไม่ต้องกินยาแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการกิน ผมก็ทำตามเลย ถึงขั้นไปเรียนกับอาจารย์เลยนะ เพราะมันเห็นผล ด้วยแนวทางนี้ ก็สำเร็จตามเป้าหมาย

 

เราก็วนอยู่กับการหาทางลดน้ำหนัก โดยเพิ่มการออกกำลังกาย ออกไปก็แน่นหน้าอก เวียนหัว ไม่ไหวนั่งพัก ผมวนอยู่หลายเดือน”

 

ผลที่ได้รับภายหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ความดันลดเหลือ 120 น้ำหนักลงมาเกือบ 10 กิโล เมื่อก่อนตีแบตไม่นานก็หอบ เดี๋ยวนี้เกมต่อเกมได้เลย เวลาเรากินพืชผักมากขึ้น เราแข็งแรงขึ้น เราจะรู้สึกมีชีวิตชีวา จริง ๆ แล้วฝรั่งเค้าเรียกอาหารพวกพืชผักว่า Power Food กินแล้วไม่เครียดมีชีวิตชีวาขึ้น สนามหญ้าหน้าบ้านจะเขียวขึ้น ต้นไม้สวยขึ้น โลกจะสดใสขึ้นเลย แค่ปรับอาหารเอง การออกกำลังกายสำหรับผมเกือบเท่าเดิม แค่สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีอุปสรรคอย่างไร เอาชนะอุปสรรคดังกล่าวอย่างไร

เนื้อสัตว์เป็นอะไรที่ยอมรับว่าอร่อย พอผมน้ำหนักลงมาได้เกือบ 10 กิโล ในเวลาประมาณ 3 เดือน ผมก็เริ่มท้อ เริ่มหิวเนื้อ อดไม่ได้กลับไปกิน ทันทีเลยครับ พอกินเนื้อสัตว์ น้ำหนักเริ่มขึ้น ผมก็เลยรู้ตัว และเริ่มต้นใหม่ คนคุมอาหารลงแดงทุกคน เพียงแต่คุณจะผ่านช่วงลงแดงไปได้ยังไง ผมคิดถึงอาหารอย่าง ขาหมู ลูกชิ้น แต่พอเรารู้ว่าเราจะเอายังไงกับสุขภาพ ก็ต้องเปลี่ยน วิธีการคือ กินได้แต่ต้องลดปริมาณให้เหลือน้อย มันมีงานวิจัยบอกว่า คนที่เล่นกล้ามทุกวันก็ยังกินเนื้อได้ประมาณ 0.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ก็เท่ากับประมาณ 1 – 2 ขีดต่อวัน สำหรับคนที่ไม่ป่วย แต่ถ้าเรายังกินเนื้อปริมาณมาก ๆ อย่างทุกวันนี้ ก็จะป่วย เราแค่ลดลงและขยันออกกำลังกาย ความสมดุลก็จะเกิดขึ้น ทุกวันนี้ผมสมดุลแล้ว ผมก็ไม่ได้กินแบบเป๊ะ ๆ ยังกินส้มตำ กินลาบหมูได้ 1 – 2 ช้อนให้หายอยาก แต่เลี่ยงน้ำมัน ครีม คุกกี้ เบเกอรี่

ทุกวันนี้ ผมแก้ความอยากด้วยการกินสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เพราะยิ่งกินน้ำหนักยิ่งลดลง และเวลาผมหิวก็กินเลยไม่รอให้โหย เป็นการลดน้ำหนักที่มีความสุข พอเราสนุกกับการกิน เราก็จะเพลิดเพลินกับมัน อย่างผลไม้พวกแอปเปิ้ล สับปะรด ฝรั่ง ผมก็กินกับกาแฟดำ ไม่ใส่อะไรเลย ตอนแรกมันขม แต่กาแฟหอม เป็นอโรม่าบำบัด แล้วพอเรากินไปมันขมติดที่ปาก เสร็จแล้วเอาของหวานที่เป็นผลไม้กินตามเข้าไป มันดับรสขม แล้วก็ทำให้เราเข้าใจรสผลไม้ละเอียดขึ้น เรามีความสุขกับการกินผลไม้ขึ้นไปอีก การกินผลไม้แกล้มกับกาแฟหอม ๆ มันสดชื่นมาก

 

ให้น้ำหนักความสำคัญอย่างไร ระหว่างการกินกับการออกกำลังกาย

สูตรที่เรียนกับอาจารย์สันต์มาคือ อาหารการกินเป็น 70% ของเรื่องพวกนี้ ออกกำลังกายอีก 20 % และสุดท้าย 10% คือเรื่องจิตใจ ให้มีสังคมมีเพื่อนอย่าปลีกวิเวก คุยกับเพื่อนแล้วผ่อนคลาย

สำหรับการออกกำลังกาย สำหรับผมไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนส ไม่ต้องวิ่งมาราธอน ผมแบ่งเป็น 3 เรื่อง แอโรบิค เวทเทรนนิ่งสร้างกล้ามเนื้อ และการทรงตัว แค่นั่งตรง ๆ ตัวตรง ๆ ลุกนั่งฝึกกล้ามเนื้อขึ้นลงแนวดิ่ง ก็เป็นการออกำลังกายแล้ว

 

ฝากถึงคนที่ต้องการดูแลสุขภาพในแนวทางเดียวกัน

ผมอยากบอกว่า วันนี้โลกของข้อมูลเต็มไปหมด สิ่งที่อยากฝาก คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เราเชื่อมั่นได้ แต่ต้องเป็นความรู้ที่ผ่านการวิจัย และทดลองที่วงการแพทย์ยอมรับ งานวิจัยหลายอย่างไม่ได้มาเร็ว มันต้องผ่านการติดตาม อย่าเอาความคิดทางวิทยาศาสตร์ไปทะเลาะกับหมอ เพราะมันไม่มีประโยชน์ ยังไงหมอก็รอเราเวลาเราป่วย

 

การปฏิบัติตนมันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะเลือกเชื่อ ในสิ่งที่ควรจะเป็น เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้เราเชื่อในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล ต้องทดลองค้นหาด้วยตัวเอง อย่ามัวแต่เชื่อตามตำราหรือคนที่น่าเชื่อถือ ให้เราทดลอง”

 

ผมว่าการกลับมากินผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก เป็นการทดลองที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเยอะเลย เทียบกับการที่เราต้องไปซื้ออาหารเสริม ไปรักษาด้วยวิธีพิเศษอื่น ๆ การเริ่มกินผลไม้และออกกำลังกายนิดหน่อย ช่วยคุณได้ในราคาที่ถูกมาก ๆ 3 เดือนเห็นผลแล้วครับ

 

 


FeaturedImageH2C1920x783.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวด้วยค่ะ

แสงทัย ตั้งแสงสกุล ชื่อเล่น หนึ่ง ทำงานวิศวกรฝ่ายก่อสร้าง ปัจจุบันอายุ 37 ปี ครับ

 

แรงบันดาลใจในการหันมาดูแลสุขภาพ

แรกเริ่มเดิมที เป็นคนอ้วนมาก หนักร่วม 100 โล เลย แล้วมันก็มีโรคนั้นโรคนี้ตามมา หนักสุดก็เป็นโรคเกาต์  มันอักเสบ ปวดร้อนบวมแดงที่ข้อเท้า ถึงขั้นเดินไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แค่จะลุกไปกินน้ำ หาข้าว ทำอะไรให้กับตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังทำไม่ได้เลย

อย่างในการทำงาน เราเป็นวิศวกร ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งจะต้องไปตรวจหน้าไซต์งานตามที่ต่าง ๆ หรือต้องไปประชุม ต้องไปเดินขึ้นตึกหลาย ๆ ชั้น หรือแม้กระทั่งขับรถ คนอื่นก็ต้องมาช่วยเราหมด ขับรถพาเราไป พยุงเราเดิน เลยรู้สึกว่าเรากลายเป็นภาระของคนที่รู้จักเราทุกคน

ตอนนั้นก็คิดแล้วว่าถ้าหายกลับมา จะหันมาดูแลสุขภาพ และมันถึงเวลาแล้วที่เราจะไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน

 

รักษาอย่างไร

ไปหาคุณหมอและรับยามาทาน เหมือนขั้นตอนในการรักษาโรคเกาต์ทั่วไป ก็ดีขึ้น แต่พอเราศึกษาเองลึก ๆ จริง ๆ แล้ว ถึงแม้ว่ายาที่วิเศษที่สุด มันก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยกเว้นตัวเราเอง เพราะว่ามันเกิดจากอาหารที่เราทาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทานอาหารอย่างเดียวกัน แล้วจะเป็นเหมือนกันหมด มันก็อยู่ที่ร่างกายของแต่ละคนมัน

 

ตอนเริ่มแรกดูแลสุขภาพวิธีใดก่อน ผลเป็นอย่างไร

นอกจากทำตามคำแนะนำของหมอแล้ว เราก็มาศึกษาจากอินเตอร์เน็ตว่าอาการปวดเกาต์มันเกิดจากอะไร และเราก็รู้ว่ามันเกิดจากอาหารที่เราทาน ต้องควบคุมอาหาร แต่พอไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตต่อว่าอาหารอะไรบ้าง โห มันเยอะแยะมากมายไปหมด ก็เลยมาตัดสินใจว่าไหน ๆ เราต้องควบคุมอาหารขนาดนั้นแล้ว เราก็ลดไขมัน ลดน้ำหนักไปด้วยเลยดีกว่า นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นคือการควบคุมอาหาร

 

แต่พอเราศึกษาไปลึก ๆ จริง ๆ แล้ว โรคนี้
ถึงแม้ว่ายาที่วิเศษที่สุด 
มันก็ไม่สามารถรักษา
ให้หายขาดได้ ยกเว้นตัวเราเอง”

 

มีวิธีการควบคุมอาหารอย่างไรบ้าง

ผมใช้วิธีการจดแคลลอรี่ ตามวิธีที่แนะนำในอินเตอร์เน็ต สมมุติว่าเราอายุ 35 ปี น้ำหนัก ส่วนสูง พฤติกรรมปกติเป็นอย่างไร ก็คำนวณออกมาเป็นปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องใช้ อย่างถ้าคำนวณออกมาประมาณ 2,000 แคลลอรี่ ผมก็ใช้วิธีการกินไม่ให้มันถึง 2,000 แคลลอรี่ เบื้องต้นแบบนี้ก่อน แต่กิน ต้องกินให้ครบทุกมื้อ ห้ามอด เพราะถ้าอด มันจะทำให้เกิดอาการโหย เราจะต้องไปกินเยอะ ๆ อีกในมื้อต่อ ๆ ไป  มันจะทำให้สะสมมากขึ้นอีก อันนี้เป็นเบื้องต้นใช้วิธีการควบคุมแคลลอรี่

 

การดูแลสุขภาพหลังจากนั้น

พอคุมอาหารได้ น้ำหนักตัวเริ่มลดลง ทีละ 1 กิโล 2 กิโล 3 กิโล ลดไป 5 ลดไป 10 กิโล อาการเจ็บปวดข้อเท้าเริ่มลดลงเรื่อย ๆ บอกตรง ๆ มันทำให้มีกำลังใจในการควบคุมอาหารมากมาย เพราะเห็น ๆ เลยว่าทั้งน้ำหนักลด และโรคที่เราเป็นมันลดลงไปด้วย พอถึงจุดที่ร่างกายพร้อม ก็เริ่มมาออกกำลังกาย

 

วิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สาเหตุที่ชอบ

พอมาเริ่มออกกำลังกาย ก็เริ่มด้วยการเดินช้า ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ก่อนเดินอย่างเดียวอยู่เป็นเดือน ๆ พอแข็งแรงขึ้นก็เปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะ ๆ แล้วก็ตามเทรนด์เลย เสริมด้วยขี่จักรยาน แล้วก็ว่ายน้ำ แต่ปัจจุบันวิ่งเป็นส่วนใหญ่  เพราะอะไรเลือกวิ่ง มันสะดวกสุด เราสามารถใช้รองเท้า ใช้เสื้อผ้าที่เรามีอยู่เตรียมใส่รถไว้เลย บางครั้งจักรยานเอาใส่ไปก็ค่อนข้างที่จะลำบาก เทียบกับวิ่งพอสะดวกตอนไหน เราก็จะมาเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่วิ่งได้เลย ก็เรียกว่าออกกำลังกายควบคู่กับการคุมอาหารมาหลายเดือนแล้ว

 

ผลที่ได้รับกับร่างกาย มีอะไรบ้าง เทียบกับก่อนหน้านี้

เรื่องแรกเลย น้ำหนักลดลงมา 25 โล ในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉง คล่องตัว รู้สึกร่างกายมีกล้ามเนื้อขึ้น ปอด หัวใจ ทุกอย่าง รู้สึกมันฟิตขึ้น อาการที่ข้อเท้าก็ไม่เจ็บไม่ปวด ทำอะไรก็รู้สึกสบาย เสื้อผ้าก็หาง่าย เพราะเมื่อก่อนถ้าอ้วน ๆ ก็หาเสื้อผ้าไม่ได้เลย

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัว เมื่อก่อนเราเดินไม่ได้  เราต้องให้เขาไปซื้อข้าว ซื้อน้ำ เดินขึ้นบนบ้านก็เดินไม่ได้ต้องให้เขาประคอง นั่นคืออย่างที่ผมบอกมันเป็นภาระให้กับทุกคน  พอหลังจากนั้นเราลดความอ้วนได้ ดูแลโรคเกาต์ได้ ก็ไม่เป็นภาระใครอีก มันดีสำหรับทุก ๆ คนไม่ใช่แค่เพราะตัวเรา ทุกวันนี้ก็ไปหาคุณหมอทุก ๆ 2 เดือน เพื่อติดตามอยู่เรื่อย ๆ แต่เราดำเนินชีวิตปกติ

 

ฝากถึงผู้ที่สนใจในแนวทางเดียวกัน

อันดับแรก จะบอกว่าไม่ต้องรีบนะครับ ในการออกกำลังกายไม่ใช่ว่าเห็นคนอื่นวิ่งได้ อยู่ดี ๆ เราไปวิ่งเลย มันก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ข้อแนะนำให้เดินก่อน เดินช้า ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ประกอบกับควบคุมอาหารไปด้วย เราจะเห็นผลทันทีว่า หลังจากที่เราควบคุมอาหาร และออกกำลังกายประกอบ น้ำหนักเราลดลงจริง

และเราเฟิร์มขึ้น พอหลังจากนั้น เริ่มวิ่งช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ มันจะเร็วขึ้นภายหลังถ้าพร้อมมากขึ้น จะบอกว่า ไม่ต้องเก่งเหมือนคนอื่น เราพยายามในสิ่งที่เรามีอยู่แค่นั้นพอครับ สำคัญคือ เราต้องมีวินัยในการกิน วินัยในการบังคับตัวเอง ที่สำคัญอยู่ที่ใจเราครับ

 

แนวทางการลดน้ำหนักที่ผ่านมา

เรื่องการกิน ต้องควบคุมอาหารเน้นกินปลา กินผัก กินข้าว หรือแป้งให้น้อย ไม่กินของหวาน ของทอดต่าง ๆ หากให้ลดลงเร็ว ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

เดือนแรก เป็นเดือนที่ค่อย ๆ เริ่ม ไม่ต้องรีบไม่ต้องหักโหมน้ำหนักจะลงประมาณ 1 – 2 กก.

  • กินไม่เกิน (2,500 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายแบบไม่ต้องหักโหมให้รู้สึกเหมือนกับไม่ได้ออก เช่น เช้าปั่นจักรยาน 1.5 กม. เย็นปั่น 1.5 กม. รวมออกกำลังกายแบบไม่หักโหมต่อวันให้เผาผลาญประมาณ 100 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 5,000 ก้าว

เดือนที่สอง น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (2,000 – 2,300 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 3 กม. เย็นปั่น 3 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 180 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 6,000 ก้าว

เดือนที่สาม น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (1,500 – 1,800 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 6 กม. เย็นปั่น 6 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 250 – 350 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 8,000 ก้าว

เดือนที่สี่ น้ำหนักจะลงประมาณ 2 – 3 กก.

  • กินไม่เกิน (1,400 – 1,700 kcal) ต่อวัน
  • ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เช่น เช้าปั่นจักรยาน 6 กม. เย็นปั่น 6 กม. รวมออกกำลังกายให้เผาผลาญประมาณ 250 – 350 kcal หากไม่มีเวลาต้องตื่นแต่เช้าแทนต้องบังคับตัวเองให้ได้
  • ระหว่าง 1 วัน ควรเดินให้มากกว่า 8,000 ก้าว

รวมน้ำหนักทั้งหมดที่ลดลงประมาณ 10 – 12 กก.โดยใช้ระยะเวลา 4 เดือน ส่วนอาหารที่ผ่านมาไม่อดอาหาร แต่ต้องเลือกกินให้เหมาะสม

 

 


FeaturedImageH2C03052018.jpg

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัวเองด้วยค่ะ

ชื่อแป้งค่ะ เป็นพนักงานบริษัทเอกชน อายุ 28 ปีค่ะ

 

แรงบันดาลใจที่หันมาออกกำลังกาย

ต้องเรียนตามตรงเลยว่า ครั้งหนึ่งมีเหตุการณ์เข้ามาในชีวิตทำให้จิตตก ไม่รู้เรียกว่าซึมเศร้าหรือเปล่า เห็นอะไรก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับเรื่องอะไรเลย ประมาณว่าเลิกกับแฟน อยากอยู่เงียบๆคนเดียว สมองมันวนมาก ๆ เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งปี จนมีปัญหากับที่ทำงาน หัวหน้างานก็เรียกไปตำหนิ ตอนนั้นเพื่อน ๆ ก็เข้ามาทัก แนะนำกันเต็มไปหมด เราก็พยายาม ก็มีเพื่อนอยู่คน ชวนมาออกกำลังกาย เราไม่รู้จะทำอะไร ก็มาออกกำลัง

 

เริ่มด้วยการออกกำลังกายอย่างไร

เริ่มเลย เพื่อนก็ชวนไปวิ่งก่อน บังเอิญอยู่แถวนนทบุรี มีที่วิ่งหลายที่ ก็ไปศาลากลางจังหวัด มีเครื่องเล่นหลายอย่าง แต่ตัวเองเบื่อง่าย เพราะปกติเป็นคนไม่ออกกำลังกาย ก็ตามเพื่อนไป 5 นาที 10 นาทีเหนื่อย เปลี่ยนไปเรื่อย เดิน วิ่ง ช่วงแรก ๆ เบื่อมาก ทำไมมันยากเย็นขนาดนั้น มีเถียงกับเพื่อนบ้าง คนสนุกกับไม่สนุกคุยกันไม่รู้เรื่อง เพื่อนก็ไปๆมาๆ อาจด้วยความเป็นห่วง ก็ดันทุรังมาได้ร่วม ๆ เดือน

มาพัฒนาอีกทีก็ตอนมีเพื่อนมาชวนไปเดิน 5 กิโลที่กระทรวงสาธารณสุข ตอนนั้นเป็นครั้งแรก ที่เห็นคนมารวมกันเดินวิ่งเยอะมาก น่าจะเป็นของสสส. กับหน่วยงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ตอนแรกก็คิดว่าไม่ได้จ่ายเงิน เพื่อนสมัครให้เราเดิน แต่เวลาไปเดินเห็นพี่ ๆ ที่มีอายุมากกว่าเขาวิ่งกัน มันสร้างความรู้สึกว่า ชีวิตมีเรื่องดี ๆ อีกหลายด้านที่เราไม่เห็น แล้วเขาสามารถทำได้ดีกว่าเราอีก ใจมันไม่ไปโฟกัสเรื่องเดิมแล้ว มันมองไปข้างหน้าว่าจะมีเรื่องอะไรดีๆเข้ามาในชีวิต แต่สุดท้ายก็ไม่ไปจบที่การวิ่ง เพราะส่วนตัวไม่ชอบโดนแดดมันร้อนเกิน

 

ใจมันไม่ไปโฟกัสเรื่องเดิมแล้ว

มันมองไปข้างหน้าว่าจะมีเรื่องอะไรดี ๆ เข้ามาในชีวิต”

 

ไปไงมาไงถึงมาเข้าฟิตเนส

ไม่รู้จักหรอก ฟิตเนส แต่รู้จักโยคะ มีเพื่อนเล่นอยู่ แต่เริ่มอยากออกกำลังกายแล้ว ใจมันมาแล้ว ตอนนั้นอยากได้ในร่ม ไม่ชอบแดด ก็มีหลายๆอย่างให้เลือก ไปดูโยคะแถววัชรพล แต่เลือกฟิตเนสเพราะไม่อยากเล่นอย่างเดียว เป็นคนเบื่อง่าย ไปหนึ่งครั้งอยากเล่นได้หลายอย่าง วันนี้อยากออกกำลังกายแบบนี้ อีกวันอาจอยากจะเปลี่ยนไปออกกำลังกายอีกแบบ ฟิตเนสมันมีทางให้เลือก ที่สำคัญไม่มีแดดเท่าไร (หัวเราะ)

 

แล้วมาฟิตเนส มาทำอย่างไร

2 อาทิตย์แรก เดินวนมองดูเขาทำ มึนๆว่าแต่ละเครื่องเล่นอย่างไร ก็ถามเขา บางคนก็ตอบเราไม่ได้ จนได้มาถามเทรนเนอร์พอเขาตอบได้ ให้กำลังใจเรา ก็มีกำลังใจมากขึ้น ก็ใช้เวลาอีกสักพัก ประมาณ 2 – 3 เดือน แบบแอบถามเทรนเนอร์ตลอด มีวอร์ม แล้วมาเวท เทรนนิ่ง แล้วเบิร์นไขมัน หนักเบา เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน เราก็ทำเฉพาะของเรา

 

ทุกวันนี้ออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

มาฟิตเนสสัปดาห์ละ 3 – 4 วัน 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่มครึ่ง วอร์ม แล้วเวทเทรนนิ้ง มีคาร์ดิโอ แล้วมาเบิร์นไขมันออก เห็นเขาทำ ๆ กัน เรามาใหม่ยังไม่มีความรู้

 

สิ่งที่ได้มาภายหลังการออกกำลังกาย

หลังจากที่ได้มาออกกำลังกายก็ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น เราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ได้รู้สึกหดหู่ไปกับชีวิต ทำการทำงานปกติแล้วปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องผลพลอยได้ทางสุขภาพ อย่างปกติประจำเดือนมา เราจะปวดท้องมาก หลัง ๆ จากการออกกำลังกายรู้สึกดีขึ้น อาการปวดลดลง มาทำงานได้ตามปกติ มั่นใจในชีวิตมากขึ้นค่ะ

 

ข้อคิดถึงคนที่สนใจหรือยังไม่ออกกำลังกาย

ผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกาย อยากให้ลองหันมาสนใจนิดหนึ่ง อย่างเคสตัวเอง เราออกกำลังกายเพื่อต้องการจะแก้ปัญหาของตัวเอง แก้ได้ไหม จากหนักเป็นเบาได้ แถมยังได้ความมั่นใจเพิ่มเติมอีกด้วย สำหรับใครที่มีแพลนจะไปออกกำลังกาย หรือว่าออกกำลังกายอยู่แล้ว อยากให้โฟกัสที่ผลที่ได้รับกับตัวเองเป็นหลัก และขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จนะค่ะ

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก