ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ตกขาวเป็นสิ่งที่พบได้ในผู้หญิงทั่วไป  ความสำคัญ คือ คุณควรรู้ว่าเมื่อไหร่ตกขาวนั้นปกติ เมื่อไหร่ตกขาวนั้นผิดปกติ ซึ่งการประเมินนั้นจะขึ้นอยู่กับสี กลิ่น ปริมาณ และอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณพื้นที่ลับของคุณ

 

ตกขาวปกติ

ตกขาว เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยธรรมชาติของเพศหญิง ตกขาว คือ สารคัดหลั่งที่หลั่งจากต่อมบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อหล่อลื่นและความสะอาดอวัยวะเพศ โดยทั่วไปตกขาวจะมีลักษณะเป็นเมือก ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว เชื้อแบคทีเรียและของเสียอื่นจากภายในช่องคลอด ดังนั้น ตกขาวจึงเป็นขั้นตอนธรรมชาติในการรักษาความสะอาดภายในอวัยวะเพศของผู้หญิง ซึ่งจากกระบวนการนี้ทำให้ โดยทั่วไปการล้างทำความสะอาดตอนอาบน้ำนั้นก็เพียงพอ ในการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ไม่จำเป็นต้องสวนล้างด้วยน้ำยาหรือสเปรย์ใด ๆ ซึ่งน้ำยาหรือสเปรย์เหล่านั้นจะระคายเคืองช่องคลอด และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อภายในช่องคลอดได้

ลักษณะตกขาวของผู้หญิงหนึ่งคนอาจจะแตกต่างกันในแต่ละช่วง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงให้นมบุตร หรือกระทั่งช่วงใกล้หมดประจำเดือน และสำหรับผู้หญิงในช่วงหมดประจำเดือนแล้วนั้นส่วนมากจะมีตกขาวที่ลดลง ลักษณะตกขาวที่ปกติโดยทั่วไปนั้นจะมีสีขาวใส และเหนียวข้น แต่อาจจะมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆได้ หากผู้หญิงคนนั้นอยู่ในช่วงตกไข่ของรอบเดือน หรือกำลังมีการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ โดยการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิดอาจทำให้ตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะปกติเดิมได้ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาอะไร การหยุดยาเหล่านั้นจะทำให้ตกขาวกลับมาปกติเอง

นอกจากลักษณะขาว ใส เหนียวข้นแล้ว ตกขาวที่มีลักษณะเป็นครีมขาว หรือการมีเลือดปนออกมาบ้างครั้ง (มักพบในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน) ก็ถือว่าเป็นปกติได้ และตกขาวที่ปกติก็มักจะไม่มีกลิ่น หรือมีกลิ่นฉุน ๆ แค่เพียงเล็กน้อย

 

ตกขาวที่ผิดปกติ

ลักษณะที่พบได้บ่อยสำหรับตกขาวที่ผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีสีเหลือง เขียว หรือเป็นตะกอนก้อนๆ คล้ายชีสหรือตะกอนคล้ายนมและการมีอาการปวด แสบ หรือคันบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย ซึ่งจากลักษณะข้างต้นนั้น เป็นอาการของภาวะช่องคลอดอักเสบ โดยสาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อภายในช่องคลอด หรือ จากภายนอกช่องคลอดก็ได้ โดยราชวิทยาลัยสูตินรีเวชของประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Congress of Obstetricians and Gynecologists) ได้อธิบายถึงภาวะการอักเสบของช่องคลอด ซึ่งเกิดจากเชื้อภายในช่องคลอดว่า เกิดจากความผิดปกติของสมดุลระหว่างเชื้อแบคทีเรียกับเชื้อราในช่องคลอด โดยในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นจะมีเชื้อแบคทีเรียและราอาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ในลักษณะของการรักษาความสมดุล หากเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งปริมาณน้อยลงอีกชนิดหนึ่งก็จะการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้น  หากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสมดุลดังกล่าวทำให้เชื้อตัวใดตัวหนึ่งมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติเชื้อนั้นจะทำให้เกิดภาวะอักเสบของช่องคลอด โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อสมดุลในช่องนั้นประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน การสวนล้างช่องคลอด ยาฆ่าตัวอสุจิ การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อขนิดอื่นๆ นอกจากนั้นเชื้อจากภายนอกที่ทำให้ช่องคลอดอักเสบนั้น สามารถติดทางการมีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น เชื้อคลามัยเดีย (Chlamydia) เชื้อหนองใน (Gonorrhea) เชื้อทิโครโมนาส (Trichomoniasis)

ดังนั้น เมื่อสงสัยว่ามีตกขาวที่ผิดปกติหรือสงสัยว่าจะตัวเองจะเป็นช่องคลอดอักเสบให้มองหาลักษณะเหล่านี้ในตกขาวของคุณ

  • กลิ่นที่ผิดปกติ ซึ่งหากคุณทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นประจำ ตกขาวของคุณไม่ควรจะมีกลิ่น หากกลิ่นของตกขาวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นเป็นอาการบ่งบอกว่า คุณอาจมีภาวะช่องคลอดติดเชื้อได้ โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ คลามัยเดีย (Chalmydia) ทิโครโมแนส (Trichomoniasis) และเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอดเอง
  • สีที่ผิดปกติ โดยปกติสีของตกขาวจะเป็นสีขาวครีม หรือขาวใส หากตกขาวของคุณเปลี่ยนไปเหลือง เขียว หรือน้ำตาล และอาจมีเลือดปนออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน แสดงว่าคุณมีภาวะช่องคลอดอักเสบ
  • ลักษณะของตกขาวที่ผิดปกติไป เช่นการมีตกขาวที่มีลักษณะ เหนียว ข้น ร่วมกับการมีตะกอน คล้ายก้อนชีสเล็กหรือ ตะกอนของนม ซึ่งเป็นลักษณะของการอักเสบของช่องคลอดที่เกิดจากเชื้อรา โดยการติดเชื้อรา มักเกิดความอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือการเปลี่ยนสมดุลกรดเบสในช่องคลอด นอกจากลักษณะของตกขาวที่เปลี่ยนไปแล้ว มักจะมีอาการคันบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งการรักษานั้นสามารถทำได้ง่าย โดยการใช้ยาตามร้านขายยาทั่วไป
  • อาการอื่น ๆ เช่น อาการคัน ปวดแสบปวดร้อน บวม แดง ผื่น  หรืออาการที่แสดงถึงการระคายเคืองอวัยวะเพศ

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ในกรณีที่เคยไปรักษาและได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้อรา และหากอาการในครั้งนี้เป็นเหมือนเดิม คุณสามารถซื้อยาฆ่าเชื้อราในช่องคลอดมาใช้เองได้ ซึ่งโดยส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบยาสอดทางช่องคลอด แต่หากไมแน่ใจสาเหตุ หรือเพิ่งเปลี่ยนคู่นอนควรปรึกษาแพทย์

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Qualityhealth.(2009).ตกขาว.23 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.Qualityhealth.com
ภาพประกอบจาก: www.ayushveda.com


-วิ่งลดพุง.jpg

เพื่อน ๆ ทุกคนคงไม่มีใครอยากมีพุงใช่ไหมครับ นอกจากจะลำบากในการหาเสื้อผ้าใส่ (เพราะมันใหญ่ขึ้นทุกวัน 55) สุขภาพยังไม่ดี ตามมาด้วยโรคต่าง ๆนานาอีกด้วย ผลวิจัยพบว่าสำหรับผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว จะมีความเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจนะครับ นอกจากนั้นการอ้วนลงพุงยังมีผลทำให้ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานอีกด้วย เรียกว่ามันไม่อยู่เปล่า ๆ พาโรคมาด้วยอีกมากมาย

 

ข่าวดีของทุกคนคือ เพื่อน ๆ มีเครื่องมือที่ดีที่สุดในการลดพุงอยู่ในมือครับ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล…ก็ขา 2 ข้างของเรานี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน หรือ ออกกำลังต่าง ๆ ก็สามารถช่วยลดพุงได้ทั้งนั้นครับ กุญแจสำคัญคือการออกกำลังกายให้หลากหลายครับ เพื่อให้เกิดการเผาผลาญไขมัน กระตุ้นระบบ Metabolism และฮอร์โมนที่ช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นครับ โดยเพื่อน ๆ สามารถใช้เทคนิคดังต่อไปนี้เพื่อช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นครับ

 

Interval

ออกกำลังกายแบบ Interval Training อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง
การออกกำลังกายมีหลายรูปแบบครับ แต่การศึกษาหลายๆชิ้นพบว่าการออกกำลังกายแบบเข้มข้น (High-Intensity Training) หรือ Interval Training ครับ สามารถช่วยเผาผลาญไขมันหน้าท้องได้ดีกว่า ทำให้ลดพุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการออกกำลังกายแบบเบาๆ หรือ Low Intensity Exercise ครับ โดยการออกกำลังกายแบบ Interval Training มีได้หลากหลายครับ โดยหลัก ๆ จะทำเป็นรอบ ๆ หลาย ๆ รอบ เช่น

  • Warm up 10 – 15 นาที
  • ออกกำลังกายที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากๆ (ระดับ 9 จาก Scale 10) โดยเพื่อน ๆ เลือกได้เลยไม่ว่าจะเป็นการกระโดดตบ วิดพื้น กระโดดแยกขา กระโดดสลับขา ฯลฯ
  • พักประมาณ 1 นาที
  • ทำซ้ำประมาณ 5 รอบ
  • Cool Down 2 – 3 นาที

โดยผลการวิจัยพบว่าหลักจากประมาณ 10 – 30 วินาที ของการทำ Interval Training ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ซึ่งช่วยเผาผลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อครับ นอกจากนั้น Interval Training ยังกระตุ้น Hormone ที่ช่วยควบคุมความอยากอาหารได้ดีกว่าการออกกำลังกายเบา ๆ อีกด้วยครับ

 

วิ่งแบบสบาย ๆ

อ่าวไหนเพิ่งบอกให้ออกกำลังกายแบบหนัก ๆ คืองี้ครับ…การออกกำลังกายแบบ Interval Training บ่อย ๆ เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ครับ ดังนั้น ควรออกกำลังแบบ Interval Training แค่ 1 – 2 ครั้งต่ออาทิตย์ก็พอแล้วครับ ที่เหลือให้วิ่งแบบสบายๆครับ เพื่อนๆอาจเกิดคำถามว่า “สบาย ๆ” นี่มันประมาณไหน ถ้าใช้ภาษาทางการก็เรียกว่า Zone 2 หรือที่ Heart Rate ประมาณ 65 – 75% ครับ การวิ่งในระดับนี้เพื่อนๆจะยังสามารถพูดกับคนรอบข้าง ๆ ได้อยู่นะครับ

 

ใช้กฎ 80/20

การออกกำลังกายแบบ 80/20 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Polarized Training ครับ นั่นคือเพื่อนๆควรใช้ 80 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่วิ่งไปกับการวิ่งแบบเบา ๆ (Low Intensity Running) ในขณะที่ใช้เวลาที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์กับการวิ่งแบบกลางถึงหนัก (Moderate to Hard Intensity) ครับ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องวิ่งแบบหนัก ๆ ร่างกายจะได้พร้อมและมีพลังงานเพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

การออกกำลังกายทั้งแบบ Low Intensity และ High Intensity ต่างเกื้อกูลและช่วยพัฒนาการวิ่งของเพื่อน ๆ ได้นะครับ การวิ่งเบา ๆ นอกจากจะสมดุลจากการวิ่งแบบหนัก ๆ ยังช่วยให้เพื่อนๆออกกำลังกายได้หนักขึ้นในช่วง High Intensity อีกด้วยล่ะครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ทีมงานวิ่งไหนดี.(2010).เทคนิค “วิ่งลดพุง”.22 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา: http://www.wingnaidee.com/?p=4067
ภาพประกอบจาก: http://www.wingnaidee.com


-เพื่อลดน้ำหนัก.jpg

วิธีปั่นจักรยาน เพื่อลดน้ำหนัก การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดีที่จะได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อได้รับอากาศที่สดชื่น แถมยังได้ท่องเที่ยวชมทัศนียภาพรอบข้างไปพร้อมกัน และยังถือว่าเป็นการเผาผลาญพลังงานและลดไขมันที่ดีทางหนึ่ง

 

นอกจากนี้ จักรยานถือว่าเป็นพาหนะที่เหมาะในยุคนี้ เพราะมีคุณสมบัติ 3 ส. คือ สะดวก สิ้นเปลืองน้อย และสุขภาพดี ทำให้เราผ่อนคลายและยังช่วยให้ระบบหายใจแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน เพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราอารมณ์ดี จากการเพิ่มของระดับฮอร์โมนแอนเดอร์ฟินอีกด้วย

การปั่นจักรยาน เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ช่วยอย่างมากต่อการไหลเวียนของเลือด ซึ่งนั่นก็เท่ากับช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงไปด้วย ที่สำคัญคือ ตะกรันไขมันที่จับอยู่ตามเส้นเลือดของเรา ก็พลอยจะถูกกำจัดออกไป จึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันได้อีกทางหนึ่ง ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ย่อมส่งผลดีไปด้วยโดยเฉพาะปอด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับการปั่นจักรยานนั้น โดยปรกติจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 400 – 500 kcal ต่อหนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความหนักของการปั่นด้วย

ด้านกล้ามเนื้อ การปั่นจักรยานมีประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาหน้าและหลังมีความแข็งแรง เป็นการยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ นอกจากนี้ ยังช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี และหากเราออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น

 

ปั่นจักรยานลดความอ้วน

การปั่นจักรยานให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หากทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องจะช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อช่วงขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าท้อง ก้น และหากใช้อุปกรณ์บางอย่างเพิ่ม จะช่วยบริหารแขนได้ด้วย เพียงแค่มีแท่งยกน้ำหนัก 1 คู่ ที่หนักไม่มาก ก็เพียงพอแล้ว

การปั่นจักรยานนั้นดีกว่าการวิ่ง เพราะจะไม่ส่งผลกระทบกับข้อเท้า หัวเข่า และหลัง คุณอาจเริ่มจากการปั่นแบบช้า ๆ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือเรียกว่าขั้นพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่มความเร็วในการปั่นและน้ำหนักที่แป้นถีบมากขึ้นเหมือนปั่นขึ้นเขา และเช่นเดียวกับการออกกำลังกายทุกประเภท เคล็ดลับที่จะบริหารร่างกายให้ได้ผลก็คือ ทำทุกวันบ่อย ๆ แม้จะใช้เวลาไม่มากก็ตาม

 

อบอุ่นร่างกาย

ปรับที่นั่งให้สูงพอที่จะเหยียดขาเวลาปั่นได้ เมื่อวางเท้าบนแป้นขนานกับพื้น หัวเข่าจะต้องทำมุม 10 – 15 องศา ถ้าที่นั่งอยู่ต่ำเกินไป จะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น และทำให้หัวเข่าต้องออกแรงมากกว่าปกติ ถ้าอยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเคลื่อนไหวส่วนอุ้งเชิงกราน ทำให้หลังส่วนล่างต้องรับน้ำหนักมาก ที่จับสามารถปรับระดับได้ ขั้นแรกเริ่มจากระดับ “สูง” ก่อนวางมือทั้งสองข้างขนานกันบนที่จับจากนั้นค่อยลดระดับลงเพื่อเพิ่มความโค้งให้แผ่นหลัง

 

ความเร็วและแรง

ถ้าคุณยังไม่ชิน เริ่มจากการปั่นแบบธรรมดาที่ความเร็ว 60 รอบต่อนาที (1 รอบต่อวินาที) นาน 10 นาที จากนั้นเริ่มปรับให้ชันมากขึ้น ปั่น 10 นาที สลับกลับไปที่แบบธรรมดาอีก 10 นาที ทำแบบนี้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 3 วัน เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ก่อนที่จะเริ่มโปรแกรมถัดไป

 

เมื่อเริ่มชำนาญมาก

ขึ้นแนะนำให้เริ่มปั่น 80 – 90 รอบต่อนาที สลับกับแบบธรรมดา 15 นาที และแบบชัน 15 นาที และแบบธรรมดา 15 นาที ทำ 3 – 4 ครั้งต่ออาทิตย์ อย่างน้อย 3 อาทิตย์ก่อนที่จะเข้าโปรแกรมที่สูงขึ้นต่อไป หลังจากชินกับระดับ ต่าง ๆ แล้ว ลองเปิดเพลงเพื่อกำหนดความเร็วสำหรับการปั่นแบบธรรมดาและแบบชัน ในขั้นนี้อาจสลับด้วยการเดินได้และเพิ่มเวลาขึ้นอีก 2 อาทิตย์

 

ขี่จักรยานแค่ไหนดี

ถ้าขี่จักรยานบนทางราบด้วยความเร็วน้อยกว่า 20 กม./ชม. อย่างนี้เราถือว่าช้าไป จะไม่เกิดสภาพแอโรบิกที่ต้องการ อย่าลืมว่าการขี่จักรยานเป็นการออกกำลังที่ตัวจักรยานมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมาก ถ้าขี่ช้า ๆ ตัวจักรยานจักเป็นตัวช่วยเสียส่วนใหญ่ ประโยชน์ต่อหัวใจก็ไม่มี หรือมีก็น้อย

แต่ผู้รู้กล่าวได้ว่า ถ้าขี่จักรยานด้วยขนาดความเร็วกว่า 30 – 32 กม./ชม. ก็จะเทียบได้เท่ากับการวิ่งความเร็วประมาณ 3 นาทีเศษต่อกิโลเมตร (อันนี้เป็นการวิ่งที่เร็วมากสำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ในบ้านเรา) ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

โดยสรุป เราจึงควรถีบจักรยานอยู่ในช่วงความเร็วประมาณ 25 ถึง 28 กม./ชม. จึงจะได้ออกแรงสมกับที่ตั้งใจมาออกกำลังกัน ความเร็วที่พูดถึงในตอนนี้ เป็นความเร็วเฉลี่ยที่ฝรั่งเขาทำได้กัน แต่คนไทยเราโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน ก็อย่าได้เผลอไผลยึดข้อมูลนี้เป็นบรรทัดฐานในการฝึกเป็นอันขาด ทางที่ดีควรจะลองขี่ไปลองจับชีพจรไป ก็จะรู้ได้ว่าแค่ไหนจึงจะได้ 75 – 80% ของอัตราหัวใจเต้นสูงสุดของตัวเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ๆ

 

วิธีการขี่จักรยานให้ถูกต้อง

พวกขี่จักรยานใหม่ ๆ มักเข้าใจผิด และพยายามใช้เกียร์สูงสำหรับการขี่โดยส่วนใหญ่ ไม่พิจารณาว่าทางจะเป็นอย่างไร ทางที่ถูกแล้วควรเลือกเกียร์ต่ำไว้ก่อน และถีบให้วิ่งไปเรื่อย ๆ อย่างราบเรียบ โดยถีบซอยขาด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาที พยายามถีบให้ขาซอยคงที่ขนาดนี้ ถ้ามีทางขึ้นเนินลงเนินหรือมีลมต้าน ก็ค่อยสับเกียร์ต่ำเกียร์สูงตามไปอีกที คือพยายามปรับการซอยให้คงที่อย่างที่ว่าไว้

ไอ้รอบซอยขาคงที่ขนาดนี้ นักจักรยานฝรั่งเขาเรียกว่า ‘เคเดนซ์’ หรือ cadence แปลตรงตัวว่า จังหวะเคาะตอนเล่นดนตรี ในที่นี้คงหมายถึงการทำอะไรให้เป็นจังหวะคงที่สำหรับพวกเรา ๆ เอาเป็นว่าพยายามซอยขาให้คงที่ด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาที ที่ว่านี้ก็แล้วกัน

ตอนเริ่มใหม่ ๆ ถีบไปสัก 20 นาทีก็พอ แล้วพักจนชีพจรกลับมาเป็นปกติ แล้วก็เริ่มซอยขาใหม่ ต่ออีกจนคุณรู้สึกเหนื่อยแบบสบาย ๆ คือเหนื่อย แต่ไม่ใช่เหนื่อยจนเดินไม่ได้ หัวใจแทบจะเต้นออกมานอกอกหล่นไปกองกับพื้น จนเกือบถูกจักรยานที่ขี่อยู่ทับเอา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป เอาแค่เหนื่อยไม่มากก็เป็นพอ

 

ระยะเวลาในการปั่นจักรยาน

พยายามให้เหมือนกับการคารร์ดิโอทั่วไป อยู่ที่ ครั้งไม่ต่ำกว่า 40 นาที 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ การขี่จักรยานโดยเฉลี่ยจะใช้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี/ชม. ซึ่งการใช้พลังงานขนาดนี้ถ้าทำสม่ำเสมอก็จะสามารถลดความอ้วนได้อีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.lovefitt.com/exercise/วิธีการปั่นจักรยานเพื่อการลดน้ำหนัก/
ภาพประกอบจาก: www.lovefitt.com


12-เหตุผล-ทำไมเราต้องเล่นโยคะ.jpg

ฝึกโยคะดียังไง หลายคนก็คงพอจะทราบมาบ้างแล้ว วันนี้ FITALIKA ขอเพิ่มอีก 12 เหตุผล ทำไมเราต้องเล่นโยคะ ที่เด็ดมากพอจะชักจูงเพื่อน ๆ ให้มาลองเล่นโยคะดูสักหน่อย ใครชอบเหตุผลไหนเป็นพิเศษ แอบกระซิบมาบอกกันหน่อยนะคะ

 

เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย

เหตุผลหลัก ๆ ที่หลายคนหันมาเล่นโยคะก็คงเป็นเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย เชื่อว่าหลายคนไม่อาจก้มตัวลงแล้วแตะปลายนิ้วเท้าตัวเองได้ด้วยซ้ำ (แน่ะ กำลังลองก้มตัวอยู่ใช่มั้ยล่ะ) แต่เชื่อมั้ยว่าหลายคน ๆ หลังจากเล่นโยคะแล้วก็มักทำได้ เพราะโยคะ คือ การฝึกฝนที่เพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อ เอ็นยึด และเส้นเอ็นก็จะได้เหยียดยืดและเพิ่มความยืดหยุ่นไปด้วย ยิ่งฝึกก็ยิ่งทำท่าโยคะ ท่าต่าง ๆ ได้ง่ายและดีมากขึ้นกว่าเดิม แถมยังช่วยลดความปวดต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน ทั้งอาการ‎ปวดหลัง คอ ไหล่ ‎ข้อต่อ และปัญหาอาการปวดส่วนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ลดความเครียด

การฝึกโยคะช่วยให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีเลย หายใจเข้าออกและค้นหาความสงบจากภายใน ลองจดจ่ออยู่กับช่วงเวลานั้น ตัดขาดจากความวุ่นวายของโลกภายนอก นั่นแหละที่จะช่วยลดความเครียดให้คุณได้ นอกจากนี้ความวิตกกังวล หดหู่ เหนื่อยล้าสะสม โรคหืด และอาการนอนไม่หลับก็จะค่อย ๆ ลดลงด้วยนะ

 

หายใจได้สะดวกขึ้น

อย่างที่บอกไปแล้ว การฝึกโยคะเน้นเรื่องการหายใจเป็นหลัก หายใจเข้าช้า ๆ หายใจออกช้า ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ความเครียดที่สะสมในร่างกายลดลง แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

 

ลดอาการปวด

เล่นโยคะก็จะช่วยลดความปวดต่าง ๆ ได้ด้วยนะคะ บอกเลยว่ามันดีมาก ปลอดภัยกว่ากินยาไอบูโพรเฟนอีกนะ หันมาเล่นโยคะกันดีกว่าค่ะ เพราะช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอาสนะโยคะ ทั้งท่าโยคะ การทำสมาธิ การหายใจ ทั้งหมดนั่น ช่วยลดความปวดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการปวดจากโรคมะเร็ง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (โรคเอมเอส – MS : Multiple sclerosis) ความดันโลหิตสูง ข้ออักเสบ หรือออฟฟิศซินโดรมที่หลายคนเป็นกัน ‎ปวดหลัง ปวดไหล่ ให้โยคะช่วยเหลือเถอะค่ะ

 

เพิ่มความแข็งแรง

เพราะว่าโยคะจัดเป็นการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) ทั้งตัวเลย เราจึงได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแบบเต็ม ๆ ยิ่งถ้าฝึกอาสนะโยคะด้วย ก็ยิ่งได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย 

 

เพิ่มระดับความสามารถในการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ

ไม่ใช่แค่ช่วยเสริมความแกร่งแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) อย่างเดียวนะคะ เพราะว่าโยคะยังทำให้เราฝึกแบบคาร์ดิโอได้นานขึ้นด้วยค่ะ บางคนอาจคิดว่าโยคะที่แสนเชื่องช้าน่าเบื่อ เป็นการออกกำลังกายที่เสียเปล่า แต่บอกเลยว่าโยคะนี่แหละ ที่ช่วยลดอัตราชีพจรขณะพัก เพิ่มความอึดทน และเพิ่มอัตราการดูดซึมออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้สูงขึ้นอีกด้วยนะคะ

 

ควบคุมน้ำหนัก

โยคะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เพราะเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ต้องเพิ่มโยคะเข้าไปในตารางออกกำลังกายเดี๋ยวนี้เลย นอกจากนี้ อย่าลืมดูแลอาหารการกินให้ดีด้วย แล้วเพื่อน ๆ ก็จะรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิมด้วยนะคะ

 

ระบบการไหลเวียนดีขึ้น

เมื่อฝึกโยคะ เราจะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ระหว่างนั้นระบบการไหลเวียนต่าง ๆ ก็จะทำงานและทำงานได้ดีขึ้นด้วย ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะคะ

 

จิตใจแน่วแน่

โยคะคือปัจจุบัน  ปัจจุบันที่ว่าหมายถึงการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบัน หายใจอยู่กับปัจจุปัน โยคะจะสอนให้คุณรู้จักและตะหนักถึงร่างกายตัวเอง ทั้งสร้างความแข็งแรงด้านจิตใจให้คุณได้ด้วย แล้วคุณจะมีสมาธิมากกว่าเดิม ร่างกายทำงานสอดประสานกันได้มากขึ้น แถมปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ก็ดีขึ้นด้วย

 

ได้เข้าสังคม

หลัง ๆ มานี้โยคะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเราไปฝึกโยคะตามสตูดิโอต่าง ๆ ก็มีโอกาสเจอผู้คนมากหน้าหลายตาเลย ลองพูดคุยผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ ๆ ก็อาจช่วยเปิดมุมมองด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้นเลยทีเดียวละ

 

หลับได้ดีขึ้น

ถ้าหากว่ามีปัญหาเรื่องการนอน หลับไม่สนิท หลับยาก หรือชอบตื่นมากลางดึกแล้วละก็ ต้องลองมาฝึกโยคะ ทั้งการหายใจ การผ่อนคลาย และท่าทางการฝึกโยคะจะช่วยให้เราหลับง่าย หลับลึก หลับสบายเลย

 

ความสงบภายใน

แค่ตัดสินใจฝึกโยคะ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เพราะจะได้ฝึกการทำสมาธิ ค้นพบตัวตนลึก ๆ ค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นความสงบทางจิตใจที่ดีเลยค่ะ

เรารับประกันได้เลยว่า โยคะมีประโยชน์มากกว่านี้แน่นอน ที่ยกมา 12 ข้อเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้นนะคะ แค่ 12 ข้อนี้ก็ยั่วยวนไม่ใช่น้อยแล้วใช่มั้ยล่ะ มาฝึกโยคะเลย อย่าให้เสียเวลาค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://fitalika.com/12-reasons-to-do-yoga/
ภาพประกอบจาก: http://thesociallit.com


.jpg

การหย่าร้างนั้น เป็นอีกหนึ่งวิธีของการสิ้นสุดการสมรส และถือเป็นหนทางสุดท้ายของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ซึ่งเมื่อคู่สมรสไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอีกต่อไป ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะทนอยู่ แต่ก่อนที่จะด่วนตัดสินใจอะไรลงไปนั้น

 

การจดทะเบียนหย่า

การจดทะเบียนหย่า นั้นมีวิธีปฏิบัติได้ 2 วิธี ดังนี้

  • การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย กระทำได้ 2 กรณี คือ การจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน และการจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียน
  • การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลสำหรับเอกสาร ที่ใช้ในการติดต่อขอจดทะเบียนหย่าทั้งในสำนักทะเบียนและต่างสำนักทะเบียน ก็ใช้เพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชน ใบสำคัญการสมรส และหนังสือหย่า หรือหนังสือสัญญาหย่า

 

ขั้นตอนในการติดต่อเพื่อขอจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม

แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  • กรณีจดทะเบียนหย่าในสำนักทะเบียน คู่หย่าต้องตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร  หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่าและยื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน
  • กรณีจดทะเบียนหย่าต่างสำนักทะเบียนคู่หย่าต้องตกลงเรื่องทรัพย์สิน การปกครองบุตร หรือเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี) โดยทำเป็นหนังสือหย่า พร้อมทั้งตกลงกันก่อนว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องก่อนหลัง และแต่ละฝ่ายจะยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียนใด เสร็จแล้วก็ไปยื่นคำร้องพร้อมหนังสือหย่าต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนหย่า กรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้น หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วคู่หย่าไม่ต้องเดินทางไปจดทะเบียนหย่าอีก แต่หากศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันโดยมีเงื่อนไขให้ไปจดทะเบียนการหย่าตามกำหนดวันเวลาที่ศาลสั่งแล้ว กรณีนี้คู่หย่าจะต้องไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียนการสมรสจึงจะสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ขอฝากไว้ว่า แต่ละคนต่างมีเหตุผลของตนเอง ซึ่งการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ไม่สามารถใช้เหตุผลแต่เพียงอย่างเดียวได้ ควรจะใช้ความรักและความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย แต่ถ้าหากใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้การหย่าร้างเป็นหนทางสุดท้ายในการตัดสินใจจบความสัมพันธ์ และนี่เป็นอีกหนึ่งสาระเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการทะเบียน ซึ่งพี่น้องประชาชนทุกท่านสามารถนำไปใช้ในการติดต่อราชการได้ และในโอกาสหน้าจะได้นำเสนอความรู้ในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

 

ผลของการหย่า

ผลของการหย่าโดยความยินยอม การหย่าโดยความยินยอมนั้น ถ้าการสมรสเป็นการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียน (การสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย) การหย่าโดยความยินยอมก็มีผลทันทีที่ทำเป็นหนังสือถูกต้อง และลงลายมือ ชื่อทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมทั้งมีพยานรับรอง 2 คน แต่ถ้าการสมรสนั้นเป็นการสมรสที่ต้องจดทะเบียน (ตามบรรพ 5) การหย่าโดยความยินยอมนั้นนอกจากจะต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ยังต้องไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภออีกด้วย การหย่าจึงจะมีผลตามกฎหมาย

1.1 ผลของการหย่าต่อบุตร คือ

ใครจะเป็นผู้ปกครองบุตร ตามกฎหมาย ให้ตกลงกันเองได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ได้ตกลง ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ใครจะเป็นคนจ่ายก็เช่นกันคือให้ตกลงกันเองว่า ใครจะเป็นผู้จ่ายถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

1.2 ผลเกี่ยวกับสามีภริยา 

ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงทันที และไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันเลย

1.3 ผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน 

ให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาคนละครึ่ง โดยเอาจำนวนทรัพย์ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่าเป็นเกณฑ์

 

ผลของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้จะยังไม่จดทะเบียนหย่าก็ตาม ดังนั้น ความเป็นสามีภริยาจึงขาดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป

2.1 ผลเกี่ยวกับบุตร

  • ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ปกติแล้วฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ศาลอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้
  • เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเป็นผู้กำหนด

2.2 ผลเกี่ยวกับคู่สมรส 

แม้กฎหมายจะถือว่า การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม แต่ในระหว่างคู่สมรสก็เกิดผลทางกฎหมายบางประการคือ

มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้

  • ค่าทดแทนจากสามีที่อุปการะหญิงอื่นหรือจากภริยาที่มีชู้และ จากชายชู้หรือหรือหญิงอื่นแล้วแต่กรณี
  • ค่าทดแทนเพราะเหตุหย่าตามข้อ 3.2 (3), (4), (8) โดยเป็นเพราะความผิดของอีกฝ่ายหนึ่ง

มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์คือ

  • เหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียงอย่างเดียว
  • การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพนี้กฎหมาย กำหนดว่า จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งมาในคดีที่ฟ้องหย่าด้วย มิฉะนั้นก็หมดสิทธิ

เอกสารประกอบการจดทะเบียนหย่า

  1. บัตรประจำตัวประชาชนฝ่ายชาย/ฝ่ายหญิงที่ยังไม่หมดอายุ
  2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของคู่หย่า ใบสำคัญการสมรสทั้ง 2 ฉบับ เอกสารการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
  3. พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ข้อตกลงการหย่า
  4. สูติบัตรหรือทะเบียนบ้านของบุตร (กรณีมีบุตร)
  5. คำร้องจดทะเบียนการหย่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: whatiknow.(2010).การจดทะเบียนหย่า.20 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: http://whatiknow.wordpress.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-h2c.jpg

ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเหงื่อท่วมกาย การออกกำลังแบบเบามีข้อดีคือ ค่อนข้างปลอดภัย แต่อาจได้ประโยชน์ในแง่แอโรบิกและสุขภาพโดยรวมน้อยไปหน่อย ส่วนการออกกำลังแบบหนักทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ แต่โอกาสบาดเจ็บก็มีสูง การออกกำลังระดับปานกลางจึงค่อนข้างประนีประนอมระหว่างสองฝั่ง

 

สำหรับผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป และไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรเริ่มจากการออกกำลังระดับเบา แล้วค่อย ๆ ขยับถึงระดับปานกลางหรือหนักขึ้นไป คนที่จะออกกำลังแบบหนักควรสามารถออกกำลังแบบปานกลางได้ดีเสียก่อน จึงจะสามารถออกกำลังได้ดีและปลอดภัย เราอาจประเมินตนเองได้ว่าการออกกำลังกายที่เราทำอยู่นั้นเป็นการออกกำลังกายแบบไหนได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะการออกกำลังกายที่เบาสำหรับคนหนึ่งอาจเป็นการออกกำลังที่หนักสำหรับอีกคนก็ได้

 

ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเหงื่อท่วมกาย

  • ออกกำลังกายแบบเบา เช่น เดินช้า ๆ ขณะออกกำลังกายควรรู้สึกสบาย ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเล่น การออกกำลังกายแบบเบานี้จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน แต่ควรใช้เวลาในการออกกำลังกายนานเช่น 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง         
  • ออกกำลังกายแบบปานกลาง เช่น เดินเร็ว ๆ ขณะออกกำลังกายควรรู้สึกเริ่มเหนื่อย แต่ยังมีอารมณ์พูดคุยกับเพื่อนที่ออกกำลังกายด้วยกันได้ ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่รีบเดินไปทำงานเมื่อใกล้ถึงเวลานัดและจะไปไม่ทันนั่นแหละ การออกกำลังกายแบบปานกลางนี้ควรออกกำลังอย่างน้อย 20 – 60 นาที สำหรับรูปแบบการออกกำลังกายแบบผสมผสานที่หมอแนะนำท้ายเล่มนี้ จัดเป็นการออกกำลังกายแบบปานกลางสำหรับคนโดยทั่วไป
  • ออกกำลังกายแบบหนัก เช่น วิ่งเร็ว ๆ สามารถประเมินได้ง่าย ๆ ว่า ใครที่ไม่สามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้นานถึง 15 นาทีขึ้นไป แสดงว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบหนักถึงหนักมากสำหรับตัวเอง การออกกำลังกายแบบหนักนี้ถ้าตรวจแล้วไม่มีโรคภัยไข้เจ็บก็สามารถทำได้เองเลย แต่ควรค่อย ๆ เพิ่ม โดยค่อย ๆ สลับการออกกำลังกายแบบปานกลางกับการออกกำลังกายแบบหนัก ใช้วิธีปรับเพิ่มการออกกำลังกายแบบหนักทีละน้อย ยกตัวอย่างเช่น เดินเร็ว 10 นาทีสลับกับวิ่ง 2 นาที (หรือจนเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยมากจนไม่อยากพูด) เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาของการวิ่ง ในขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ลดระยะเวลาของการเดิน ในที่สุดก็วิ่งต่อเนื่องได้

เวลาหมอแนะนำให้คนไข้หัวใจเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดิน คนไข้มักจะถามอยู่เสมอว่า เหงื่อไม่เห็นออกเลย จะได้ประโยชน์อย่างไร เหมือนไม่ได้ออกกำลังกาย หมอต้องขอปรับความเข้าใจกันเสมอว่า การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายจนเหงื่อหยดติ๋ง ๆ ก็ได้ประโยชน์ เพราะเมื่อมีโรคหัวใจ (หรือโรคอย่างอื่นก็ตาม) ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในขณะที่ออกกำลังกายเป็นหลักถึงไม่มีโรคประจำตัว แต่อายุเริ่มเข้าใกล้วัย 40 แล้วก็ตาม ต้องมองว่าการออกกำลังกายที่ทำนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี ค่อย ๆ เริ่มและค่อยเป็นค่อย ๆ ไป ไม่ใช่คิดจะออกกำลังกาย (หลังจากที่ไม่ได้ออกมาเป็นปี ๆ ) ก็ลุกขึ้นมาซื้อรองเท้า แล้วก็ไปวิ่งทันทีด้วยความเร็วเหมือนจะวิ่งแข่ง โดยไม่มีวอร์มอัพ คูลดาวน์ เสียด้วยซ้ำ เพราะจำได้ว่าสมัยเรียนเคยทำได้ (ลืมไปว่านั้นคือเกือบ 20 ปีมาแล้ว) อย่างนี้ไม่ปลอดภัยแน่ หลักการออกกำลังกายที่ถูกต้องคือค่อย ๆ ปรับเพิ่มระดับการออกกำลังกายจากเบาหรือปานกลางแล้วไปหนัก (ถ้าทำได้) ถ้าออกกำลังกายแบบไม่หนักมากขอให้ใช้เวลาออกกำลังกายนานขึ้นก็แล้วกัน

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายจนเหงื่อหยดติ๋ง ๆ ก็ได้ประโยชน์ ในทางกลับกัน คนที่ออกกำลังกายแบบหนักอย่างเดียวอยู่เป็นประจำมาตลอด พออายุมากเข้าก็ควรจะต้องพิจารณาปรับการออกกำลังกายให้เหมาะกับวัยที่เพิ่มขึ้น

 

สิ่งจำเป็นที่เราต้องเตรียมก่อนเริ่มออกกำลัง 

  • ความรู้การออกกำลังกายทุกประเภท (นอกจากการเดินที่ทุกคนทำเป็นอยู่แล้ว) ล้วนต้องมีความรู้เบื้องต้นเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี ได้ประโยชน์เต็มที่และป้องกันการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น
  • ต้องมีการเตรียมตัว เช่น การออกกำลังบางอย่างต้องใช้อุปกรณ์เสริม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งอายุเยอะขึ้นอุปกรณ์พวกนี้จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้มากเป็นต้นว่า จะไปวิ่ง เราต้องเลือกรองเท้าวิ่งที่เหมาะสม ซึ่งอาจไม่ต้องแพง แต่ควรรู้ว่ารองเท้าที่เหมาะนั้นเป็นอย่างไร
  • คือควรรู้หลักการออกกำลังที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:  แพทย์หญิงปิยะนุช รักพาณิชย์ สถาบันหัวใจเพอร์เฟคฮาร์ท.(2010).ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเหงื่อท่วมกาย.10 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.drnithi.com
ภาพประกอบจาก : www.thaigoodview.com

.jpg

อาการ “เหน็บชา” หรือ “อาการชา” พบได้บ่อยและมีอยู่หลายแบบ บางคนแค่ชาเฉพาะที่เป็นครั้งคราวจากการนั่งหรือนอนผิดท่า แค่เปลี่ยนท่าทางชั่วครู่ก็หายได้ แต่อาการชาของบางคนนั้นบ่งบอกถึงความผิดปกติที่มีการกดทับเส้นประสาทบริเวณต่าง ๆ จนอาจต้องถูกผ่าตัดเลยก็มี

 

ดังนั้นหากเราเรียนรู้ลักษณะของอาการชาประเภทต่าง ๆ ไว้ ก็จะช่วยวินิจฉัยโรคของตัวเองในเบื้องต้นได้บ้าง จะได้ไม่ตกใจจนเกินเหตุ หรือจะได้ไม่ชะล่าใจจนเกินไป

 

อาการชา แบบไหน บริเวณไหน

สิ่งสำคัญคือ ต้องสังเกตตัวเองให้ดีว่ามีอาการชาแบบไหน และชาบริเวณไหนกันแน่ อย่านำไปปนกับอาการปวด มันคนละเรื่องกัน ปวดก็คือปวด แต่ชาคือการที่มีความรู้สึกในบริเวณนั้นน้อยลง คนไข้เองก็ต้องให้ความร่วมมือ ตั้งสติและสังเกตตัวเองให้ดี อย่าบอกมั่ว ถ้ามั่วไปก็วินิจฉัยไม่ถูกหรือถ้าบอกบริเวณที่ชาผิดตำแหน่งก็อาจจะกลายเป็นคนละเรื่อง คนละโรคกันไปเลย บางคนถึงขั้นถูกผ่าตัดผิดที่ก็มีมาแล้ว

เกือบทุกคนคงเคยมีอาการเหน็บชาเฉพาะที่จากการนั่งหรือนอนผิดท่าเป็นครั้งคราว ซึ่งเกิดจากการกดทับเส้นประสาทบางเส้น เช่น เหน็บชาบริเวณเท้าขณะนั่งพับเพียบไหว้พระ เมื่อเปลี่ยนท่าสักครู่อาการก็จะหายไป แต่ถ้ายังฝืนทนหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเปลี่ยนท่าได้ เช่น หลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง เป็นต้น เส้นประสาทที่ถูกกดทับจะช้ำมากจนไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หรืออาจเสียหายถาวรได้

 

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. ชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว
  2. ชามือ เท้าไม่ชา
  • ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชาหรือชาน้อย มักเป็นกลางคืนหรือตอนตื่นนอน ในตอนกลางวันมักชามากในบางท่า เช่น ชูมือ ขี่มอเตอร์ไซค์ ถือโทรศัพท์ หรือใช้มือทำงานหนัก สาเหตุเกิดจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ต้องลดงานที่ใช้มือลง เลี่ยงท่าที่ทำให้ชา บางคนอาจต้องฉีดยาที่ข้อมือ
  • ชานิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เลยเกินข้อมือ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก ให้เลี่ยงท่าที่ทำให้ชา (ถ้าชาเลยข้อมือขึ้นมาถึงศอก จะเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า ควรปรึกษาแพทย์)
  • ชาหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน ห้ามนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้ แต่ถ้าชาเลยขึ้นมาถึงแขน เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้
  • ชาเป็นแถบตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ เกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์

 

  1. ชาเท้า มือไม่ชา
  • ชาหลังเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก ให้เลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง ขัดสมาธิ พับเพียบ และห้ามใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่าเวลานอน
  • ชาฝ่าเท้า เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านในหรือในอุ้งเท้า ให้เลี่ยงท่าที่ทำให้ชาและลดการยืนหรือเดินนาน ๆ
  • ชาทั้งเท้า ข้างใดข้างหนึ่ง มักชาขึ้นมาถึงใต้เข่า เกิดจากเส้นประสาทบาดเจ็บที่สะโพก ควรปรึกษาแพทย์
  • ชาด้านนอกของต้นขา คล้ายยืนล้วงกระเป๋ากางเกง เส้นประสาทจะถูกกดทับที่ขาหนีบ ควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก
  • ชาเป็นแถบจากสะโพกลงไปถึงเท้า เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์

 

  1. อาการชาอื่น ๆ ที่ควรปรึกษาแพทย์
    เช่น ชาครึ่งซีก (ซ้ายหรือขวา) ชาครึ่งตัว (บนหรือล่าง) ชาบริเวณใบหน้าและศีรษะ หรือชาเป็นแถบบริเวณอื่น ๆ

การศึกษารูปแบบของอาการชาหลาย ๆ ลักษณะนี้ จะเกิดประโยชน์เมื่อผู้อ่านมีอาการแล้วสังเกตตำแหน่งได้ถูกต้อง ทำให้รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และควรไปปรึกษาแพทย์หรือไม่

ที่สำคัญคือถ้าจะไปปรึกษาแพทย์ก็ต้องตั้งสติ สังเกตอาการให้ชัด ๆ อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าปวด และ/หรือชาตรงตำแหน่งไหน เพราะจะช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้อง อย่าอธิบายแบบมั่ว ๆ เพราะถ้าแพทย์ไม่ละเอียดเกิดผ่าตัดไปแบบมั่วๆ บ้าง ถือว่าแพทย์และผู้ป่วยเองก็มีส่วนเหมือนกัน    

 

บทความ : นพ. พินิจ ลิ้มสุคนธ์. นิตยสารหมอชาวบ้าน  เล่มที่ 372. เมษายน 2553. “เรียนรู้ เรื่องเหน็บชา”
แหล่งที่มา : https://www.doctor.or.th/article/detail/10723
ภาพประกอบจาก : http://www.ultimatebowling.com

 


.jpg

ในชีวิตคู่นั้น ความขัดใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่วิธีจัดการอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ หลายคนอาจคิดว่าเมื่อไม่พอใจ ก็ใช้วิธีนิ่งเงียบเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกจริงๆออกมาได้หรือไม่อยากพูด ไม่อยากมีเรื่อง “ไม่พอใจ แต่ไม่พูด” ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร

การนิ่งเงียบ เมื่อไม่พอใจ เป็นอันตรายต่อผู้หญิง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงออกอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่ใจต้องการได้ จะมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพมากกว่าผู้หญิงที่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดถึง 4 เท่า ขณะที่ผู้ชายที่ใช้วิธีเงียบในการสงบศึกจะไม่เป็นอันตรายเหมือนผู้หญิงเพราะผู้ชายไม่ค่อยคิดอะไร มักปล่อยให้ผ่านเลย ผู้ชายจึงไม่กดดันต่างจากผู้หญิงที่จะมีปัญหาสุขภาพ เช่น เป็น โรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ หรือเป็น โรคหัวใจ

การที่ผลของการนิ่งเงียบเมื่อไม่พอใจของผู้ชายผู้หญิงต่างกันนั้นเป็นเพราะผู้หญิงจะรู้สึกกดดัน รู้สึกเครียด รู้สึกผิดได้ง่ายกว่าผู้ชาย ซึ่งคนที่อยู่กับความรู้สึกผิดและเครียดนานๆ จะมีอาการทางกายแสดงออกมาที่เรียกว่า อาการจิตสรีระแปรปรวน (phychosomatic disorder) บางคนเป็น ไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว หรือปวดหัวสองข้าง คลื่นไส้อาเจียน แผลในกระเพาะอาหาร บางคนย้ำคิดย้ำทำ ย้ำกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ยิ่งเครียดยิ่งกิน คนฝรั่งจะเน้นกิน คนเอเชียจะซึมเศร้า น้อยเนื้อต่ำใจ มีอารมณ์เศร้าหมองตลอด ซึ่งโรคหัวใจจะตามมาเพราะเกิดจากความดันโลหิตสูง เวลาเครียดหัวใจจะบีบตัวแรง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจเรื้อรังได้

 

ทำไมผู้ชายไม่มีปัญหา 

ผู้ชายไม่มีปัญหากับความเงียบเพราะผู้ชายมีทางออกมากกว่า เช่น ไปกินเหล้า ไปเที่ยวกับเพื่อน ได้ปลดปล่อยทางอื่น หรือคิดว่าเสียเปรียบเมียบ้างก็ไม่เป็นไร อีกอย่างกลไกชีวิตก็ต่างกัน ผู้ชายเป็นฝ่ายล่า เวลาโกรธก็จะแก้แค้นเอาคืนได้ง่ายกว่า แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายสมยอม เช่นเวลามี sex ไม่เต็มใจแต่ก็ยอมได้ ขณะที่ผู้ชายเวลาโกรธก็ยังมี sex ได้ อาจจะทำไปด้วยเพราะความโกรธและความไม่พอใจบางอย่าง ดังนั้น กลไกทางจิตในการแก้ไขความเครียดของผู้ชายมีทางระบายออกได้ดีกว่าผู้หญิงแม้ในเรื่องเพศ

จะพูดอย่างไร ถ้าเราไม่พอใจ

ควรพูดกับเขาดีๆพูดอย่างเป็นมิตร มีความเมตตา แสดงให้เห็นว่าเราอยากอธิบายให้ฟัง พูดช้าๆ ชัด ๆ ย่อความสั้น ๆ พูดในแง่บวก ไม่มีน้ำหูน้ำตา ไม่ทะเลาะ ไม่ตะโกน ทำความเข้าใจกับคำพูดที่เราคิดว่า “เขาว่าเรา” ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่ก็ได้ เมื่อเราพูดก็เท่ากับเราได้แสดงความจริงใจแล้ว แต่เขาจะเชื่อหรือไม่ ก็ขึ้นกับพื้นฐานบุคลิกของเขา แต่การเงียบนั้นไม่ดีแน่ เพราะเงียบแปลได้หลายอย่าง เช่น โกรธ หรือ ยอมรับ อีกฝ่ายก็อาจตีความผิดพลาด ผู้ที่เก็บความรู้สึกติดลบกับตัวเอง ไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่อธิบาย อาจทำให้อีกฝ่ายมองเราผิดได้

 

เชื่อว่าเขารักฉัน เพื่อที่เราจะได้รักกันนาน ๆ

บางครอบครัวทะเลาะกันบ่อย แต่ถ้าเรารักกัน มองกันและกันในแง่ดี ไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะทะเลาะกันน้อยลง พอไม่รัก ก็จะรำคาญและรังเกียจ พอไม่เชื่อใจก็จะระแวง ทำให้ทะเลาะกัน แต่ถ้ารักกันก็จะให้อภัยกัน ทำอะไรผิดไปบ้างก็มองข้าม เพราะเราคิดว่าเรารักกัน มีสมการอยู่ว่า ถ้าฉันรักเขา แต่เขาไม่ค่อยรักฉัน เราจะหาเรื่องเขาได้ง่าย เพราะคิดว่าเราขาดทุน แต่ถ้าคิดว่าเขารักฉัน (เพราะว่าวันนั้นเขายิ้มให้ ยังซื้อขนมมาฝาก วันนั้นเขายังจ่ายเงินค่ารองเท้าให้) ความเชื่อนี้จะทำให้ฉันรักเขาตอบ แล้วธรรมชาติของมนุษย์จะรักคนที่รักเรา ถ้ามีการแสดงความรักทั้งท่าทางกิริยาวาจา อีกฝ่ายก็จะรู้สึกถึงความรักและรักตอบ จะทำให้รักกันได้นาน ลองมองหาพฤติกรรมดีๆ ที่จะทำให้เรามั่นใจว่าเขารักเรา

ความรักก็เหมือนขนม จะหวานมากหวานน้อยก็เป็นขนม ขึ้นอยู่กับว่าบางคนจะแสดงความรักอย่างไร แต่ยังไงก็หวาน ถ้ายอมรับได้ก็จะอยู่กันได้นาน เขาให้เราแล้ว เราจำในสิ่งดีๆ คำว่าขาดทุนก็จะไม่มี แต่ถ้าเขาไม่รักเราจริงๆ เขาเปลี่ยนไป ไม่ปกติ มองเห็นชัดว่าหลอกเรา ถ้าไม่ไหวก็ลาจาก ความรักต้องทำให้เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส และสร้างสรรค์ คนที่อยากได้คู่ที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างคงหาได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็ยังดี ยังทำอะไรได้ไม่ถูกใจตนเองเลย

 

ความรักทำให้เราแข็งแรงก็ได้ ทำให้เราเจ็บป่วยก็ได้ ถ้าเราวางใจไม่ถูก ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกพาไป เราเองนั่นแหละที่จะตามใจตนเองไม่ทัน และปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.วิทยา นาควัชระ .(2009). อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่ .24 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา: http://www.familynetwork.or.th/content/“ไม่พอใจ-แต่ไม่พูด”-อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่
ภาพประกอบจาก: www.onlineloveastrologysolution.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก