ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

3-วิธี-สร้างสุขภาพในที่ทำงาน-1.jpg

การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะภายในออฟฟิศทั้งวัน ย่อมส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และกว่า 8 ชั่วโมงอันแสนทรมานนี้ล้วนเต็มไปด้วยปัจจัยที่จะฉุดเอาสุขภาพให้ย่ำแย่ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของหวานที่ต้องมีติดโต๊ะ หรือแสงไฟที่ไม่เพียงพอ ทางด้านเดอะไทมส์ ได้แนะนำกลยุทธ์เด็ด 3 วิธี สร้างสุขภาพในที่ทำงาน

 

เคล็ดลับที่ 1

เพิ่มพื้นที่สีเขียวบนโต๊ะ งานวิจัยชิ้นใหม่จากวารสารการทดลองด้านจิตวิทยา พบว่า หากมีต้นไม้ดอกไม้ไว้ในออฟฟิศมีส่วนในการเพิ่มศักยภาพในการผลิตงานได้มากถึง 15% เลยทีเดียว นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าระดับความพึงพอใจและสมาธิของพนักงานยังสูงขึ้นอีกต่างหาก และแน่นอนว่าอากาศในอาคารก็ย่อมดีขึ้นด้วย รู้แบบนี้ก็น่าลองหาต้นไม้จิ๋วที่ไม่ต้องดูแลมากมาไว้หน้าโต๊ะเสียแล้ว

 

เคล็ดลับที่ 2

มองออกไปนอกหน้าต่างบ้างมหาวิทยาลัยการแพทย์นอร์ทเวสเทิร์น รัฐอิลลินอยส์ ค้นพบว่าพนักงานที่ได้รับแสงจากธรรมชาติระหว่างวัน มีคุณภาพการนอนหลับ และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีกว่าบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศที่เอาแต่เพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียวมิหนำซ้ำผลการวิจัยยังได้ชี้ว่าพนักงานที่ได้นั่งโต๊ะติดกับหน้าต่าง จะได้รับ “แสงสีขาว” ที่ลอดเข้ามามากกว่าถึง 173% ซึ่งส่งผลให้นอนหลับมากกว่าคนอื่นเฉลี่ยถึง 46 นาที ทั้งนี้สำหรับคนที่ไม่มีหน้าต่างอยู่ใกล้ ๆ ก็ลองหาที่นั่งรับประทานอาหารกลางวันข้างนอกแทนก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน

 

เคล็ดลับที่ 3

ลุกขึ้นยืนการทำงานในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทำให้ต้องนั่งอยู่กับที่มากขึ้น บางคนถึงขั้นเปรียบเปรยเลยว่า “นั่งจนรากงอก” แต่ผลเสียของการนั่งนาน ๆ ก็คือ การต้องเสียค่าบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หัวใจวาย หรือน้ำหนักเกิน ก็ทะยานมากกว่าเดิมอย่างเหลือเชื่อ กระนั้นกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่สามารถจัดการภัยร้ายรากงอกได้ก็คือ ลุกขึ้นยืนและขยับตัวเดินไปมา

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ชาลินี ลงกานี.(2009).3 วิธี สร้างสุขภาพในที่ทำงาน.9 กันยายน 2559.
แหล่งที่มา : http://www.thaihealth.or.th/partnership/Content/26115-3%20วิธี%20สร้างสุขภาพในที่ทำงาน.html
ภาพประกอบจาก : http://www.thaihealth.com


-541.jpg

ความสำคัญของการป้องกันโรคภูมิแพ้

อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก และการสำรวจในประเทศไทยเอง พบว่า เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โดยอุบัติการในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่

โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ

สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจาก กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30 – 50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50 – 70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้

 

ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม และมีการศึกษาที่แสดงว่า สิ่งแวดล้อมและอาหารเป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้น การกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ ตั้งแต่แรกในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการให้เด็กดื่มนมมารดาจะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนังอาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้ การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed formula หรือ partially hydrolyzed formula) ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ (probiotic bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็น จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันและลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้

 

รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เด็กที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  • ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้ ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับการแพ้นมวัว
  • ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน โดยแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มไก่ ผักใบเขียว
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วและปลาจนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี

สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา) อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี วิตามินเอ ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์ นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิด เช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง เชื้อรา แมลงสาบ ตั้งแต่ขวบปีแรก โดย

  • งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอนหรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์ ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
  • ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
  • ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มทุก 1 – 2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
  • ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว ภายในบ้าน
  • พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
  • จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ

การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ ฝุ่นละอองจากแหล่งต่าง ๆ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : si.mahidol.(2009).ทำอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้.6 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=532
ภาพประกอบจาก : http://www.bangkokhospital.com


-ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว-h2c.jpg

ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว ซึ่งในปัจจุบันการดำรงชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงไป มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูงมากขึ้น ขาดการออกกำลังกาย จึงทำให้พบผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ในร่างกาย อยู่ในช่องท้องบริเวณด้านบนขวาใต้ซี่โครง ตับมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

จะเห็นได้ว่าตับมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานในร่างกายคนเราเป็นอย่างมาก และเช่นเดียวกับอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย หากได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิ ยา แอลกอฮอล์ สารเคมีหรือสารพิษต่าง ๆ รวมถึงไขมันที่มากเกินไป ตับก็อาจเกิดปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ หรือมะเร็งตับ

 

ไขมันพอกตับ 

เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับเป็นจำนวนมาก โดยไขมันส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งมาจากอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน ภาวะไขมันพอกตับ แบ่งได้เป็น 2 สาเหตุ คือ

  • จากแอลกอฮอล์
  • ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญที่สุดคือ การรับประทานอาหารจำพวกอาหารมัน อาหารหวาน หรืออาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ เมื่อร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมด ก็จะเกิดการสะสมขึ้นที่ตับในที่สุด

พบว่ามีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้มากขึ้น อาทิ ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคต่าง ๆ ของตับเอง เช่น ไวรัสตับอักเสบ การใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อตับ ภาวะเหล็กเกินในตับ เป็นต้น ทั้งนี้ หากต้องการทราบว่าตัวเราเองมีความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ อาจพิจารณาได้จาก

  • รอบเอว ในผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้
  • น้ำตาลในเลือด ซึ่งสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ไขมันชนิดดีหรือ HDL cholesterol ต่ำ (โดยปกติแล้วค่า HDL cholesterol ยิ่งสูงยิ่งดี ในผู้ชายควรมีค่า HDL cholesterol มากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และในผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)
  • ความดันโลหิตสูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังเป็นตัวกระตุ้นให้มีไขมันพอกตับมากขึ้นด้วย

โดยทั่วไปแล้วภาวะไขมันพอกตับจะมีการดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัว โดยมากผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่มีอาการแสดง มักทราบว่ามีความผิดปกติก็เมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปีหรือมาตรวจร่างกายด้วย ปัญหาอื่น ยกเว้นในกรณีที่โรคเริ่มดำเนินไปจนเกิดภาวะตับอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติได้ ทั้งนี้ ในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับพบว่า มีปัญหาตับอักเสบ 10 – 20% ซึ่งเมื่อไรที่มีตับอักเสบก็จะมีความเสี่ยงของตับแข็งและมะเร็งตับตามมา ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่ควรละเลยการรักษาและการดูแลตนเอง

สำหรับการรักษาภาวะไขมันพอกตับ ขึ้นกับระยะของโรคว่าอยู่ในระยะใด ซึ่งการรักษาภาวะไขมันเกาะตับในระยะที่ยังไม่มีการอักเสบจะแตกต่างจากระยะ ที่มีตับอักเสบหรือตับแข็งแล้ว โดยทั่วไปการรักษาภาวะไขมันเกาะตับที่สำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิตและพฤติกรรมการรับประทานอาหาร รวมถึงการแก้ไขต้นเหตุของความเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ความดันโลหิตสูง ส่วนการใช้ยาในการรักษา แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำหรับผู้ป่วยภาวะไขมันพอกตับ และผู้ที่ต้องการป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับ

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ถูกสัดส่วน คือ เน้นการรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และน้ำตาลให้น้อยลง
  • ลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์มากสำหรับการ รักษาภาวะไขมันพอกตับ พบว่า ถ้าลดน้ำหนักลงได้ 5 – 10% จะทำให้ภาวะไขมันในตับลดลง และถ้าน้ำหนักลดลงมากกว่า 10% จะทำให้การอักเสบของตับซึ่งเกิดจากภาวะไขมันพอกตับดีขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป การลดน้ำหนักที่เหมาะสมจะต้องค่อย ๆ ลด โดยมีเป้าหมายคือ 5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบ ในกรณีของผู้ที่เป็นโรคตับอยู่แล้วควรตรวจดูว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันป้องกัน ไวรัสตับอักเสบหรือไม่ หากไม่มีควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา
  • ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจดูค่าการทำงานของตับและปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.พวงเพ็ญ สิริสุวรรณทัศน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ.(2010).
แหล่งที่มา : https://www.bumrungrad.com/healthspot/July-2015/fatty-liver-disease
ภาพประกอบจาก : www.bumrungrad.com


-re.jpg

หนุ่ม ๆ คนไหนที่ช่วงนี้อยากจะฟิตหุ่นให้กล้ามหนาบึกบึน พยายามเข้ายิมทุกวันก็แล้ว ยกเหล็กหนัก ๆ ทุกวันก็แล้ว ทำทุกอย่างตามคำแนะนำครบถ้วน แต่ไม่ยักจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง เรามาดูวิธีที่จะช่วยให้เพิ่มกล้ามกันเถอะครับ

แบรด โชเอนเฟลด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะกีฬา ทำการศึกษาเรื่องนี้ให้กับหนังสือ Sports Medicine บอกว่าการเล่นแบบปกติ อาจจะทำให้ร่างกาย กล้ามเนื้อของคุณดูแน่น แต่ถ้าอยากเห็นกล้ามเนื้อขยายใหญ่ คุณจะต้องเล่นเซ็ตนึงให้นานกว่า 30 วินาที เพื่อให้มัดกล้ามของหลั่งสารไฮโดรเจนอิออน ซึ่งมีภาวะทำให้กล้ามเนื้อเป็นกรด และจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโปรตีนและฮอร์โมนที่สำคัญในการกระตุ้นการขยายของกล้ามเนื้อและอีกหนึ่งเคล็ดลับดี ๆ ก็คือ เรื่องอาหารการกินครับ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่จะมีอาหารที่ควรรับประทานเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเร่งในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

 

อาหารที่ควรรับประทานเป็นพิเศษ

  1. แอปเปิ้ล ผลไม้แสนวิเศษที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพกล้ามเนื้อ แถมยังอุดมด้วยสารเควอซิทินซึ่งช่วยด้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจากการฝึกหนัก ๆ โหด ๆ แถมด้วยไฟเบอร์ที่ปรับระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้น ลดการดูดซึมไขมันเข้าพุงได้เป็นอย่างดี
  2. ไข่ สำคัญทั้งในช่วงการเพิ่มกล้ามและช่วงคงสภาพกล้ามเนื้อไม่ให้ตกหล่นหายไปเหมาะ สำหรับคนที่ควบคุมน้ำหนัก ไข่ขาวดูจะเป็นเพื่อนแท้ได้ดี สำหรับเวลาฝึกหนักแนะนำให้ทานไข่ขาวหลังออกกำลังกาย 1 – 3 ฟอง เพื่อป้องกันการเผากล้ามเนื้อ หรือสักหนึ่งฟองตอนเช้า จะช่วยให้คุณมีพลังมากขึ้นและคุมอาหารได้ดีในระหว่างวัน
  3. กาแฟ หากคุณกำลังมองหาเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ ให้นึกถึงกาแฟสักแก้วทันทีครับ เพราะคาเฟอีนในกาแฟหอม ๆ จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคุณเรียกพละกำลังออกมาได้มากขึ้น ระหว่างออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดความปวดล้าของกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อโหลดได้นานยิ่งขึ้น
  4. อัลมอนด์ แหล่งโปรตีนสร้างกล้าม คนส่วนใหญ่นึกถึงแต่เนื้อสัตว์กันหมด จริง ๆ แล้วอัลมอนด์เป็นตัวเลือกเร่งการเบิร์นได้อย่างเหลือเชื่อ ป้องกันไขมัน พอกพุง รสชาติก็เยี่ยม เหมาะมากเวลาเบื่อ ๆ อาหารโปรตีนจืดชืด ไร้รสชาติ แต่แนะนำให้ทานวันละประมาณ 1 ถ้วยชาเล็กพอนะครับ เพราะว่ามันมีไขมันไม่น้อย ซึ่งอาจทำให้แคลอรีเกินได้
  5. กล้วย อาหารสร้างกล้ามนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อ นม ไข่นะครับ กล้วยก็ให้พลังงานได้ และทำให้คุณมีแรงในการฟิตกล้ามเนื้อได้มากยิ่งขึ้น พลังงานในกล้วยแม้จะมีคาร์โบไฮเดรตมาก แต่ก็เป็นกลุ่มดูดซึมช้า และยังมีโพแทสเซียมสูง ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวไวขึ้นอีกด้วยครับ จึงเหมาะมาก ๆ ทั้งทานก่อน และหลังเข้าฟิตเนสครับ
  6. โยเกิร์ต ถือเป็นอาหารว่างยอดนิยมสำหรับหนุ่มฟิตเนสทุกคน โยเกิร์ต 1 ถ้วย อุดมด้วยธาตุสังกะสีซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น และสำคัญต่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อมาก ๆ ที่สำคัญคือ ร่างกายจะไม่สมดุลเด็ดขาดถ้าคุณยังขาดสังกะสี แนะนำว่าควรเลือกชนิดไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน หรือไขมันศูนย์ก็ได้ครับ เสริมทั้งโปรตีน แร่ธาตุ และแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับลำไส้ของคุณครับ
  7. แซลมอน ยุคนี้อาหารเสริมน้ำมันปลามีเต็มบ้านเต็มเมือง ดูทีวียังตามมาเลยครับ ทั้งนี้เพราะงานวิจัยใหม่ ๆ ค้นพบประโยชน์มากมาย ทั้งหัวใจ ผิวพรรณ และกล้ามเนื้อ เพราะโอเมก้า -3 ช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อที่ฝึกหนัก ช่วยการเผาไขมัน ป้องกันไขมันแทรกพุงได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่สำคัญต่อการเผาผลาญอีกด้วย ยิ่งบ้านเราสมัยนี้ นิยมอาหารญี่ปุ่นมาก ๆ ทานปลาดิบแซลมอนเสริมสุขภาพ เสริมกล้ามเนื้อด้วยนะครับ ยิ่งถ้าได้คนเสิร์ฟเป็นสาวญี่ปุ่นเซ็กซี่ล่ะก็ หนุ่มอย่างเราทานไม่เหลือแน่ครับ
  8. อบเชย หรือชินนามอน เวลาดื่มกาแฟลองโรยชินนามอนเพิ่มกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟแก้วโปรดสิครับ เจ้าเครื่องเทศตัวนี้ช่วยเร่งการเผาผลาญ และเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีไปพร้อม ๆ กันครับ ทั้งยังช่วยควบคุมความหิวได้อีกด้วย
  9. ชาเขียว สำหรับคนดื่มกาแฟไม่ได้ไม่ต้องเสียใจ เพราะคุณมีชาเขียวเป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้กัน ชาเขียว 1 ถ้วย อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศที่ช่วยให้เซลล์ไม่แก่ เร่งการเผาไขมัน และกล้าม

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณจะเริ่มใช้วิธีหักโหมนี้ ให้พึงระวังว่า อาจะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ให้เล่นอย่างหักโหมในเซ็ตท้าย ๆ จนรู้สึกว่าแขน ขา ขยับแถบไม่ได้ ก็แสดงว่าเพียงพอแล้วครับ และที่สำคัญดูแลและควบคุมเรื่องอาหารการกินด้วยจะดีมากเลยครับ…สุดท้ายนี้เวลาเราออกกำลังกายเล่นกีฬาหนัก ๆ ก็อย่าลืมดูแลน้องชายไม่ให้เกิดความอับชื้นด้วยนะครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Men’s Health.(2010).เข้ายิมทุกวัน..แต่ไม่ได้ผลซักที.2 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.blog.bondsociety.com

ภาพประกอบจาก : http://www.blog.bondsociety.com


-health2.jpg

คนเรามีชีวิตอยู่ในโลกที่มี เชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม อยู่ตลอดเวลา แต่เรามีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับความสะอาดของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราหลายอย่าง ทุกวันนี้หลายคนรู้ว่าก่อนปรุงอาหารแม่ครัวควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน

หลายคนไม่รู้ว่า เมื่อเสร็จจากการปรุงอาหารแล้ว ควรจะล้างมือให้สะอาดด้วย เนื่องจากในอาหารดิบ มีเชื้อโรคมากโดยเฉพาะเนื้อสด

โรคที่คนเราติดจากสิ่งแวดล้อมที่พบบ่อย ๆ คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ท้องเดิน ตับอักเสบ โรคเหล่านี้บ้างก็ติดต่อทางอากาศ บ้างก็โดยการสัมผัสด้วยมือ นักจุลชีววิทยา ชาร์ล เกอร์บา แห่งมหาวิทยาลัยอริโซนาได้ทำการศึกษา โดยการเพาะเชื้อจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แล้วพบว่าคนเรามีความเชื่อผิด ๆ หลายอย่างเกี่ยวกับความสกปรก ของสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่

 

เชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม 

  • ลูกบิดประตู เราเคยเชื่อกันว่าลูกบิดประตูมีความสกปรกมาก และเชื่อว่าการติดเชื้อทางมือ มาจากลูกบิดประตูมาก เช่น โรคหวัด แต่จากการเพาะเชื้อเขาพบว่า ลูกบิดประตูมีเชื้อโรคค่อนข้างต่ำ คงเนื่องจากมันไม่ชื้น แบคทีเรียหรือไวรัสจึงไม่ค่อยขึ้นมาก
  • คีย์บอร์ด เขาศึกษาพบว่าตามคีย์บอร์ด ของเครื่องคอมพิวเตอร์มีเชื้อโรคมาก มากกว่าปุ่มลิฟท์ ปุ่มและที่กดเปิดเตาไมโครเวฟ หรือปุ่มกดเครื่องทำน้ำเย็นเสียอีก ส่วนเครื่องโทรศัพท์ก็สกปรกมาก โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้ร่วมกันหลายคน เขาพบว่ามีเชื้อโรคในระดับสูงพอ ๆ กับคีย์บอร์ด เนื่องจากมันไม่ได้รับการเช็ดถู ทำความสะอาดเอาเสียเลย
  • โต๊ะทำงาน คุณคิดว่าโต๊ะทำงานของเราจะสะอาดแค่ไหน มันไม่สะอาดอย่างที่คุณคิดหรอก เขาศึกษาพบว่า มันมีเชื้อโรคมากกว่าที่รองนั่งส้วมถึง 400 เท่า ทั้งนี้ คงเป็นเพราะว่า เราไม่เคยเช็ดโต๊ะเลย แต่เราเช็ดล้างส้วม แถมบางแห่งใส่ยาฆ่าเชื้อทุกวัน ทำให้เชื้อโรคยังไม่ทันได้แบ่งตัว เพิ่มจำนวนขึ้นมากมาย
  • อ่างล้างหน้า ก็อย่าเข้าใจว่ามันสะอาด มันมีความชื้นมาก เชื้อโรคชอบ เขาพบว่ามันมีเชื้อ E. coli ซึ่งปกติพบในอุจจาระมากกว่าโถส้วมเสียอีก
  • โถฉี่ของผู้ชาย ก็มีเชื้อโรคมาก โดยเฉพาะตรงปุ่มกดน้ำชะล้าง
  • ผ้าที่ผ่านเครื่องซักและอบ มาแล้วก็ยังไว้ใจไม่ได้ มันไม่สะอาดอย่างที่เราคิด เขาพบว่าในกางเกงในแต่ละตัวมีเชื้อโรคจากอุจจาระราว 0.1 กรัม ซึ่งนับว่ามาก ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าไม่ซักผ้าเช็ดหน้าร่วมกับกางเกงใน
  • เชื้อโรคในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลก็มีเชื้อโรคมากมาย แถมยังเป็นเชื้อก่อโรคด้วย เขาพบเชื้อโรคบนเสื้อกาวน์ บนหูฟังของแพทย์ บนเตียงคนไข้ เวชระเบียน และในโรงพยาบาลชั้นยอด ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องคนไข้ ก็พบเชื้อโรคมากบนคีย์บอร์ด คนไข้ที่เข้าพักในโรงพยาบาลเพียง 1 วัน จะมีเชื้อโรคของโรงพยาบาล ติดตัวไปอยู่นาน 2 สัปดาห์ คนนอนโรงพยาบาลติดเชื้อมากกว่าคนอยู่บ้าน การเข้านอนในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น จึงไม่มีผลดี


เชื้อโรคที่เขาตรวจพบในสิ่งแวดล้อมมีดังนี้ E. coli, Klebsiella pneumonia, Streptococcus, Samonella, Staphylococcus aureus และ Virus ซึ่งถ้าในที่แห้งสามารถอยู่ได้เป็นวัน ถ้าเป็นที่ชื้นอยู่ได้เป็นสัปดาห์ โดยทฤษฎีเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ก็อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะบ้านที่เลี้ยงไก่ แต่โชคดีที่มันยังไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.modernformhealthcare.co.th.(2009).เชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม.14 พฤศจิกายน 2559.
แหล่งที่มา :  http://www.modernformhealthcare.co.th/index.php?page=print_product_detail&id=427
ภาพประกอบจาก : www.yeastnomore.tumblr.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก