ความกังวลของคนที่ตกงานนั้น หากให้อธิบายก็คือคนที่ยอมให้ “เงิน” มาเป็นตัวกำหนดความสุขความทุกข์ อารมณ์ความรู้สึกที่บั่นทอน หากเรารู้วิธีแก้ไข สุขภาพจิตของเราก็จะดีขึ้นค่ะ
กังวลว่าจะไม่สามารถหาเงินมาใช้ในการดำเนินชีวิต ใครที่เป็นหนี้อยู่ก็วิตกว่าจะต้องถูกยึดทรัพย์สินบางอย่าง (ที่อาจจะเป็นสิ่งที่รักและหวงแหน) หรืออาจจะไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องอันเป็นที่รัก ดังจะเห็นว่ามีการขายลูกเพื่อใช้หนี้ ก็นำมาซึ่งความทุกข์ระทมใจกันทุกฝ่าย รวมถึงความกังวลว่าจะไม่สามารถใช้หนี้ได้ ยิ่งทุกวันนี้มีเจ้าหนี้โหดๆ ประเภทขูดเลือดขูดเนื้อ แถมขู่ทำร้ายด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความทุกข์ทวีคูณ
อับอายที่จะต้องเสียหน้าที่การงาน ตกงาน มองว่าตัวเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอก น่าสมเพช ทั้ง ๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจรอบนี้เป็นเหมือนกันทั้งโลก การปลดคนงานออกเป็นความจำเป็นของนายจ้าง และเป็นไปตามกระแสเศรษฐกิจ
พวกไม่กลุ้มเพราะตกงาน คนมักถามจิตแพทย์ว่า การตกงานจะมีเรื่องสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ คำตอบคือ เกี่ยวข้องแน่นอน เพราะเรื่องเงินเรื่องหนี้ เรื่องเหล่านี้หนีความกังวลในความสัมพันธ์และความรู้สึกไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ก็พบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกเฉยๆ และไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรจากการตกงาน ลองศึกษาดูว่าคนพวกนี้เป็นใครและมีวิธีคิดอย่างไร รวมทั้งผลลัพธ์
คนทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นมีปะปนอยู่ในสังคม แต่ถ้าคุณไม่เข้ากลุ่มใดเลย ต่อไปนี้คือคำแนะนำที่พึงกระทำ นพ.กัมปนาท กล่าวว่า อาจมีหลายคนไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ แต่อันดับแรกขอให้มุ่งประเด็นที่ใจของตนเอง ขอให้อยู่อย่างใจสงบและอิสระจากการผูกมัดจากเรื่องภายนอก คิดเสียว่าทุกอย่างที่เป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราก็แล้วกัน ดังนั้น เราจะรับมือกับการตกงานให้ดีที่สุด มาดู 9 คาถารับมือการตกงานกันค่ะ
คิดเสียว่าการที่เราตกงานก็เพื่อให้ตนเองได้พักผ่อน เพราะบางคนทำงานหนักจนแทบไม่ได้พักเลย ได้เงินมาแต่ไม่ได้ดูแลสุขภาพตัวเองเลยจะมีประโยชน์อะไร ที่มีเงินแต่อยู่ในสุขภาพที่ย่ำแย่ในที่สุดก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้เงินอยู่ดี
บางคนมองว่าการตกงาน เป็นการบอกว่าเราด้อย ไม่มีความสามารถ ทนไม่ได้กับการที่ต้องตกงาน ก็เลยไม่กล้าลงทุนทำอะไรอย่างอื่นอีก หรือคิดรวยทางลัด หาเงินจากแหล่งการพนัน เสี่ยงโชค ยอมขายตัวขายศักดิ์ศรีแลกเงิน อย่างนี้ทำให้สถานการณ์เลวร้าย
ว่าควรจะได้มีการพัฒนามากขึ้นจนได้อยู่ในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงน้อย รวมทั้งได้ฝึกการบริหารจัดการเรื่องเงินเรื่องทองให้ได้ ถ้าทำได้หรือฝ่าฟันไปได้ก็จะเป็นคนที่มีประสบการณ์และแกร่งขึ้น
หากจำเป็นต้องใช้เงิน ก็อาจจะต้องยอมสละอะไรบางอย่าง (ที่เคยยึดติด) เช่น อาจจะต้องยอมขายหรือเสียอะไรบางอย่างบ้าง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินให้ได้ อย่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบยึดติดกับวัตถุมากเกินไป เพราะเงินทองเป็นของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าไปปักใจอยู่กับคุณค่าของวัตถุมากเกินไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คุณค่าที่เกิดขึ้นเกิดจากใจของเราเองต่างหากที่ไปสร้างเงื่อนไขทางความคิด จัดลำดับความสำคัญในชีวิตดี ๆ ว่าจะทำอย่างไรให้พอดำรงชีวิตอยู่ได้ แม้จะต้องสูญเสียวัตถุสิ่งของที่รักไปบ้าง
ต้องพยายามหาทางนำออกมาใช้ให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าไม่มีทรัพย์ใดจะมีค่ามากไปกว่าปัญญาของเราเอง ยิ่งไปกว่านั้นการได้คิดได้ร่วมแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า มากกว่าทรัพย์สินใด ๆ เพราะประสบการณ์ที่ได้ จะทำให้ทั้งแข็งทั้งแกร่ง ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินทองหรือของมีค่า
อย่าเพิ่งคิดสั้น ๆ และมองว่าตนเองไม่มีทางเลือก อย่าลืมว่าปัญหามักจะมีทางออกสำหรับผู้ที่ฝึกคิดเสมอ
อย่าไปหวังว่าใครจะมาช่วยเราถ้าเรายังไม่เริ่มต้นที่จะคิดช่วยเหลือตนเอง
โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องการตกงานให้อยู่ในสมองมากนัก คิดเพียงการมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกว่าภูมิใจที่เราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบที่ดี อย่าลืมชมตัวเองบ่อย ๆ ก็แล้วกัน
ความวิตกกังวลนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่าง ทำให้ขยันขึ้น หรือทำให้หมดเรี่ยวหมดแรงในการต่อสู้กับปัญหากันแน่ ถ้าเป็นประเด็นหลังอาจต้องมารับการบำบัดทางด้านสุขภาพจิต เพราะหากปล่อยไว้ ชีวิตจะค่อย ๆ หมดพลังในที่สุด
คำแนะนำส่งท้าย นพ.กัมปนาท กล่าวว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ในช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งเปลี่ยนงานหรือโลภมากขออัพเกรดตัวเองเร็วนัก สำคัญคืออย่าเลือกงาน แต่ขอให้รับผิดชอบในหน้าที่ ณ เวลาที่เป็นอยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด รวมทั้งอย่าหาความสุขที่มากเกินพอดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เล่นการพนัน หรือหาทางออกด้วยยาเสพติด
“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน อย่าลืมว่าความพยายามและความอดทนอยู่ที่ไหน ปัญหาทางใจก็จะไม่อยู่ที่นั่นอีกต่อไป จัดการกับปัญหา (ทางใจ) ของคุณให้ได้ เพื่อการมีสุขภาพจิตที่ดีแม้ภาวะเศรษฐกิจจะแย่ก็ตาม” นพ.กัมปนาท กล่าว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล .(2007) .9 คาถาคุมสติ (แตก) เมื่อตกงาน!. 23 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา: https://thaipsychiatry.wordpress.com/2010/09/04/9-คาถาคุมสติ-แตก-เมื่อตกง/
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com
เตรียมความพร้อมก่อนคลอด เรื่องสำคัญของคนเป็นแม่ สิ่งสำคัญในชีวิตของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่เป็นหน้าที่ และมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างชีวิตครอบครัว ก็คือ การมีบุตร เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อสุขภาพของตัวแม่เอง รวมถึงความแข็งแรง และพัฒนาการของบุตรตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งเติบโต
เมื่อช่วงเวลานี้เป็นเวลาสำคัญ ย่อมจะมาพร้อมกับความวิตกกังวลของผู้เป็นแม่รวมทั้งคุณพ่อ ว่าจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม เราจึงมีข้อปฏิบัติที่มีความสำคัญในการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่มาฝากกัน ทั้งในเรื่องของสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่ตั้งท้องเป็นครั้งแรก
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงจะมีความวิตกกังวลในเรื่องของน้ำหนักตัวที่ เพิ่มมากขึ้นและรูปร่างที่เปลี่ยนไปจนอาจกลายเป็นความเครียด ซึ่งอาจส่งผลไปถึงสภาพจิตของลูกในท้องด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้เป็นแม่ควรพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นให้น้อยที่ สุดและมุ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกในท้องเป็นอันดับแรกเพราะรูปร่างคุณ แม่ภายหลังจากคลอดแล้วก็สามารถกลับมามีรูปร่างดีเหมือนเดิมได้ รวมทั้งผู้เป็นพ่อก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องช่วยดูแลจิตใจที่ค่อนข้าง เปราะบางของภรรยาในเวลานี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งจำเป็นในบางส่วนที่ผู้เป็นแม่ในขณะตั้งครรภ์ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รวมทั้งการไปพบคุณหมอตามที่มีการนัดก็ควรไปให้ตรงตามเวลาทุกครั้ง และหากมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยเอาไว้ ควรรีบปรึกษาคุณหมอโดยทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: myparentage. (2010). เตรียมความพร้อมก่อนคลอด. 22 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา: www.myparentage.com
ภาพประกอบจาก: www.guruobgyn.com
เบื่อ เบื๊อ เบื่อ ไม่รู้เป็นอะไร แค่ปรายตามองเตียงก็หมดอารมณ์ซะแล้ว นั่นแสดงว่าอารมณ์รักใคร่พิศวาสบาดจิตของเรากำลังลดลงต่ำถึงขั้นเบื่อหน่าย เซ็กซ์ อาจเป็นเพราะความซ้ำซากจำเจเสมือนกินน้ำพริกถ้วยเดิมทุกวี่วัน ต่อไปนี้คือวิธีแก้เซ็ง แก้เบื่อ และช่วยเพิ่มอารมณ์เซ็กซ์ให้คึกคักราวกับข้าวใหม่ปลามันเชียวค่ะ
วิธีนี้ง่ายที่สุดค่ะ แค่นั่งจับเข่าคุยกันให้รู้เรื่อง เปิดใจต่อกันว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แล้วค่อยร่วมมือกันสะสางทีละอย่างจากความต้องการ ทั้งของเราและของเขา ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ อย่าจู่โจมจนอีกฝ่ายตกใจ เพราะสำหรับบางคนการคุยเรื่องเซ็กซ์ดูเป็นเรื่องน่าตะขิดตะขวงใจ
การช่วยตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราไม่พิศวาสคนของเราอีกต่อไป เพราะมันเป็นเพียงวิธีที่ง่ายและเร็วในการเพิ่มระดับอารมณ์รัก ยิ่งมีจุดสุดยอดมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งมีอารมณ์รักมากขึ้นเท่านั้น
สมอง คือ เครื่องเพศที่ใหญ่ที่สุด ถ้าไม่มีสมองการตอบสนองทางเพศก็จะไม่บังเกิด ลองสร้าง จินตนาการก่อน ระหว่าง และหลังมีเซ็กซ์ดูสิคะ ลองอ่านนิยายอีโรติกเพื่อให้อารมณ์ระอุจนน้องหนูเปียกชื้น หรือลงมือเขียนเรื่องอีโรติกเองก็ได้ ถ้าได้ลงมือทำจริง ๆ จะทำให้เราคิดถึงเซ็กซ์มากขึ้น อารมณ์รักก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ถ้ามีเซ็กซ์ซ้ำซากจำเจเหมือนกันทุกวันราวกับทำงานรูทีน ลงท้ายก็จะมีแต่ความเบื่อหน่าย อารมณ์รักก็พลอยหดหายไปด้วย ลองเติมสีสันด้วยการเล่นเกมสวมบทบาทเป็นนู่นเป็นนี่ ทำตัวซุกซนเปรี้ยวซ่าท้าทาย หรือลงทุนซื้อเซ็กซ์ทอยอันใหม่ แต่ถ้าใจไม่กล้าพอ เอาเป็นแค่เปลี่ยนบทบาทจากที่เคยเป็นผู้ให้ลองเป็นผู้รับดูบ้างก็ดีนะคะ
แทนที่จะจดจ่ออยู่แต่การไปให้ถึงจุดสุดยอดหรือมีเซ็กซ์แบบสอดใส่ ลองมองข้ามสิ่งเหล่านี้ หันไปสร้างความสุขทางเพศในด้านอื่น เช่น ลองนวดคลึงกันแบบอีโรติกเพื่อความผ่อนคลายเบาสบาย หรือตั้งกฎว่าห้ามแตะต้องบริเวณจุดยุทธศาสตร์สัก 1 เดือน (ฟังดูนานจังแฮะ) วิธีนี้เป็นการผลักดันให้เราต้องคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ บนเตียง และเมื่อครบ 1 เดือนก็มอบโบนัสพิเศษให้กันและกันอย่างสาสมใจ
ทำอะไรโรแมนติกให้กัน อาจดูเชย อย่างเช่น ดินเนอร์ใต้แสงเทียนเพียงสองเรา หรือดอกไม้งาม ๆ สักช่อ ถึงแม้เป็นมุขซ้ำซากเก่าจำเจแต่ใช้ได้ผลเสมอ ลองหาเวลาดื่มไวน์และดินเนอร์โรแมนติกด้วยกันบ้าง ออกเดทบ้าง เอ่ยปากชมเสื้อผ้าที่สวม (ข้อแนะนำสำหรับคุณผู้ชาย : ดอกไม้ใช้ได้ผลต่อผู้หญิงเสมอค่ะ)
ถ้าหากสาเหตุของอารมณ์รักที่ลดลงเป็นเพราะระดับฮอร์โมนต่ำคงต้องใช้ยาช่วย เทสโทสเตอโรนมักถูกใช้รักษาระดับอารมณ์ทางเพศที่ตกต่ำ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ผลออกมาในทางที่ดีค่ะ ก่อนอื่นคุณหมอจะเทสต์ระดับฮอร์โมนของเรา เพื่อค้นหาสาเหตุที่อารมณ์เพศตกต่ำก่อนที่จะสั่งจ่ายยา เพราะการใช้ยาเป็นทางเลือกสุดท้ายในการแก้ไขปัญหาค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : tswriter.(2009).เสื่อมสมรรถภาพทางเพศแก้ไขได้.4 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.tswriter.com/shortstory.aspx?id=c4320b6f-4d36-46f9-bdd4-a7db6a657472
ภาพประกอบจาก : http://www.pb-effect-beauty.com, www.t-pageant.com
Burn แคลอรีอย่างไร…ให้ได้ผล จึงมีคำถามมาเสมอ ๆ ว่าวิธีการใดเป็นการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและไขมันที่ดีที่สุด บางคนอาจจะบอกว่าออกกำลังกายไว้ก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าออกกำลังกายไม่ถูกต้องหรือหักโหมจนมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ได้ผลตามที่ต้องการอีกด้วยครับ
จากการศึกษาพบว่าโปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้องการนั้น จะต้องทำการบริหารร่างกายแบบ weight training ควบคู่กันไปกับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกินออกไปจะต้องทำ aerobic exercise เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการบริหารร่างกายแบบ weight training ก็สำคัญและมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้วยังมีส่วนช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีที่มากขึ้นตาม ไม่แต่เฉพาะระหว่างการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงช่วงที่พักหรือไม่ได้ออกกำลังกายด้วย
ถ้าเรามองเฉพาะ aerobic exercise ก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปได้ เช่นเดียวกัน เรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานเพื่อผลในการเผาผลาญเปอร์เซนต์ของไขมันที่มากกว่า ความเชื่ออันนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้ามีการออกกำลังกายแบบเบา ๆ ประมาณ 40 – 50% maximum heart rate (ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งหาได้จาก 220- อายุ) ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามองถึงแคลอรีโดยรวมแล้วจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกายที่หนัก แถมยังเปลืองเวลากว่าด้วย เช่น การเดินเร็ว ๆ 50 – 60 นาที อาจมีการเผาผลาญแคลอรีประมาณ 250 – 300 แคลอรี (เปรียบเทียบจากคนที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม) จะเป็นการเผาผลาญแคลอรีจากไขมันประมาณ 120 – 180 แคลอรี หรือประมาณ 50 – 60% จากแคลอรีโดยรวม
เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายที่มีความหนัก 65 – 80% maximum heart rate เช่น การวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 6 – 7 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลาที่เท่ากันสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 700 – 800 แคลอรี เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของการเผาผลาญไขมันอาจอยู่ที่ 30 – 40% เท่านั้น แต่เมื่อดูถึงปริมาณของแคลอรีที่ใช้ไปจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 210 – 320 แคลอรี ถ้ามีการออกกำลังกายลักษณะนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเผาผลาญไขมันได้ปริมาณใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเบา ๆ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า
ดังนั้น ถ้าร่างกายของเราฟิตและแข็งแรงดีสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็ควรบริหารร่างกายแบบ aerobic exercise ที่มีความหนักมากๆ ได้เลย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและแคลอรีโดยรวมได้มากเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่หนักยังมีผลทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานต่อเนื่องไปประมาณ 24 – 48 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งการบริหารร่างกายแบบเบา ๆ จะไม่เกิดผลเช่นนี้ ถ้าพิจารณาน้ำหนักของไขมันที่ต้องการกำจัดออกไป 1 กิโลกรัมจะต้องมีการเผาผลาญแคลอรีอย่างต่ำประมาณ 7,700 แคลอรี โดยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ
ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรีให้มากอาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ชนิดต่าง ๆ ดังนี้
การเผาผลาญแคลอรีไม่เพียงแต่เกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะเวลาของการทำกิจกรรมนั้น เช่น การล้างรถ ร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 112 – 150 แคลอรี ภายใน 30 นาที ดังนั้นถ้าเราต้องการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในแต่ละวันให้มากขึ้น ก็ควรเพิ่มหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มากขึ้น อย่านั่งเฉย ๆ ดูทีวีเพียงอย่างเดียวนะครับ จะได้ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียนครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : med.cmu .(2010).Burn แคลอรีอย่างไร…ให้ได้ผล?.9 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.med.cmu.ac.th/hospital/opd/health/burn.htm
ภาพประกอบจาก : http://www.med.cmu.ac.th
ขณะที่เข็มผ่านผิวหนัง จะมีอาการเจ็บอยู่บ้างแต่ไม่มาก และเมื่อเข็มแทงเข้าไปลึกถึงตำแหน่งของจุดฝังเข็มจะมีอาการปวดตื้อ ๆ หรือปวดหน่วง ๆ และปวดร้าวไปตามทางเดินของเส้นลมปราณ
เข็มที่ใช้ในการฝังเข็มมีขนาดเล็กและบางมาก เป็นเข็มตันปลายตัด ไม่มีสารหรือยาชนิดใดเคลือบอยู่
การฝังเข็มสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคได้หลายโรค ได้แก่
เมื่อฝังเข็มแล้ว ใช้สายไฟเชื่อมต่อเข็มกับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดพิเศษเป็นกระแสไฟตรงเพียง 9 โวลท์ จึงไม่ทำให้เกิดไฟดูด แต่จะกระตุ้นกล้ามเนื้อเป็นจังหวะตามกระแสไฟฟ้า ทำให้เข็มกระดิกตาม และไม่ทำให้เจ็บปวดจนทนไม่ไหว
เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและขจัดความชื้นในบริเวณที่ลมปราณมีการติดขัด ทำให้รักษาอาการปวดได้ หลังจากการทำแล้ว บริเวณผิวหนังอาจมีสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำ แต่ไม่มีอันตราย และจะหายได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์
ควรมาฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ครั้ง หรือแล้วแต่การพิจารณาของแพทย์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.(2010).การฝังเข็ม (Acupuncture) คืออะไร.6 ธันวาคม 2558.เข้าถึงจาก//www.tm.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.natural-fertility-info.com
ตัวการทำลายความสัมพันธ์ มีไม่มากนักหรอกที่คนเราจะแยกทางกันเดินด้วยทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงในประเด็นเรื่องการนอกใจเหมือนอย่างในหนังหรือในละครน้ำเน่า แต่สำหรับในโลกของความเป็นจริงแล้วประเด็นที่ทำให้คู่รักมากมายหลายคู่ต้องเลิกราหรือแยกทางกันมักจะเป็นด้วยเรื่องแค่ขี้ปะติ๋ว อะไรทำให้เป็นไปเช่นนั้น แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้ชีวิตคู่มีความสุข
เรื่องของความรักไม่ใช่เพราะพรหมลิขิต แต่เป็นเพราะกลไกของฮอร์โมนในร่างกายต่างหากที่สั่งให้หัวใจมีความรัก ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครนำมาวิเคราะห์แยกแยะให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริงนัก จนกระทั่งได้มาค้นพบข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมว่า เจ้าสารเคมีในร่างกายหรือฮอร์โมนนั้นได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับจุดแตกหักของความรักด้วยหรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรักและความเป็นไปของความรักได้ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยฮอร์โมน
จากความรู้และข้อมูลที่น่าประหลาดใจดังกล่าวได้จุดประกายให้นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย โอไฮโอ ศาสตาจารย์หญิง เจนิซ คีโคลตกลาเซอร์ เกิดความสนใจในเรื่องนี้ขึ้น แล้วเธอก็ได้ทำการสำรวจวิจัยจากอาสาสมัครซึ่งเป็นคู่สมรสหนุ่มสาวจำนวน 90 คู่ที่เพิ่งจะแต่งงานกันแน่นอนความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มุ่งไปที่ความเครียดมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ ดังนั้นจึงได้มีการวัดระดับความก้าวหน้าในระหว่างที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันและวัดความเข้มข้นของฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลในเลือดด้วย หลังจากนั้นอีกสิบปีต่อมานักจิตวิทยาผู้นี้ก็สอบถามไปยังคู่สมรสอาสาสมัครกลุ่มดังกล่าวอีกอีกเกี่ยวกับสถานภาพความสัมพันธ์ของพวกเขาซึ่งผลที่ได้รับปรากฏว่า คู่สมรสส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างแยกกันอยู่ หรือไม่ก็หย่าขาดจากกันไปแล้วและเมื่อได้ทำการตรวจวัดสภาพร่างกายของพวกเขาเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเมื่อสิบปีก่อนก็พบว่ามีความก้าวร้าวสูงและมีการหลั่งคอร์ติซอลที่เข้มข้นมากขึ้นด้วย
ซื่อสัตย์ตลอดไป หรือไม่นานก็แยกทางกัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากฮอร์โมนงั้นสิ ถ้าเช่นนั้นคำถามเกี่ยวกับตอนจบที่จะถามว่าได้อยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุขตลอดไปหรือไม่ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแบบดื้อๆ และไม่โรแมนติกเลยอย่างไรก็ดีคนเรายังสามารถจะกำหนดความรักของเราเองได้เพราะฮอร์โมนความเครียดจะไม่มีทางมากระตุ้นเราได้อย่างแน่นอน หากเราเรียนรู้ที่จะควบคุมสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างเด็ดขาด และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เพียงเท่านี้เจ้าความเครียดเจ้าเล่ห์ก็ไม่สามารถจะเล่นงานเรา และเราก็สามารถรักษาความรักของเราเอาไว้ให้มั่นคงได้
ความเครียดในสองรูปแบบ ศาสตาจารย์กาย โบเดนมันน์ แห่งสถาบันวิจัยครอบครัวในเมืองฟรีบอร์กชไวซ์ ได้แบ่งแยกความเครียดเป็นสองรูปแบบ ดังนี้
เมื่อก่อนเราอาจเคยคิดว่ามือที่สามเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนหลายคู่ต้องพังทลายลง แต่จากงานวิจัยของโบเดนมันน์ทำให้เรารู้ว่าความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นผลมาจากความสนใจที่แตกต่างกันของคนสองคน เช่น การทะเลาะกันเกี่ยวกับการใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาอยากจะใช้เวลาในวันหยุดด้วยการออกไปเที่ยวตามประสาผู้ชายกับเพื่อนๆ ในขณะที่เธออยากจะให้เขาอยู่บ้านและช่วยกันทำสวนปลูกต้นไม้ หรือทำกับข้าวกิน เรื่องขัดใจเล็กๆน้อยๆ อย่างนี้ บางทีเราอาจไม่ทันได้คิดว่าสามารถขยายกลายเป็นเรื่องขัดแย้งที่รุนแรงต่อไปได้
ส่วนพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือการนอกใจที่ทำให้เห็นตำตา อย่างที่ในหนังในละครมักจะเอามาแสดงให้ดูว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการแยกทางนั้น สำหรับในชีวิตรักจริงๆแล้ว สาเหตุดังกล่าวเราพบเจออยู่น้อยมาก ขณะที่เรื่องขัดใจเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในใจกลับเป็นตัวปัญหาใหญ่ที่ทำลายความสุขไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมพ่อแม่ของอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องบัญชีเงินฝากในธนาคาร เรื่องล้างจาน หรือเรื่องสัพเพเหระต่างๆซึ่งพอเก็บรวบรวมเอาไว้ในใจมากๆ เข้าในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหนักได้ไม่มีการปลอบโยนกัน
ปัญหาของคนยุคนี้หากนำไปเปรียบเทียบกับของคนยุคก่อนอาจฟังดูค่อนข้างตลก แต่โบเดนมันน์ก็อธิบายว่า เนื่องจากโฉมหน้าของความเครียดได้เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมันยิ่งทำให้การใช้ชีวิตคู่ยิ่งยุ่งยากมากขึ้น ทุกวันนี้การดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของคนเราสะดวกสบายขึ้น แต่กลับต้องไปทุ่มเทอย่างหนักเพื่อที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เช่น ต้องทำงานล่วงเวลา และต้องแข่งขันกันในด้านต่างๆ โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำอย่างนั้นได้ส่งเสริมให้ความเครียดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามากัดแทะทั้งร่างกายและจิตใจของเราให้แย่ลงไปเรื่อยๆ
ระเบิดเวลาทางอารมณ์ เพื่อจะทำให้ระเบิดเวลาลูกนี้สงบลง ได้มีการเปิดสอนวิธีบริหารจัดการกับความเครียดสำหรับคู่รักขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้วิธีการสื่อความเข้าใจกันทั้งๆที่ยังทะเลาะกันอยู่ ช่วยให้รู้จักปล่อยวางและให้อภัยแก่กัน นอกจากนี้ยังช่วยให้เรารู้จักดูแลและถนอมน้ำใจของคนที่เรารักด้วย การเรียนการสอนนี้จะไม่เพียงแค่ให้คุณมานั่งพูดคุยปรับทุกข์กันเท่านั้น แต่เราจะมีข้อแนะนำดีๆ ที่เป็นประโยชน์ให้แก่คุณด้วย
กว่าเมฆดำพัดผ่านพ้นไป เราอาจจำเป็นต้องรอ ค่อยๆเข้าไปปรับความเข้าใจกันทีละนิด เพื่อที่จะหยั่งให้ถึงในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดแต่ไม่ยอมพูดออกมาซึ่งนั้นก็เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวของเขาอย่างไรก็ตามความเครียดก็มักจะทำให้คนเราแสดงความเห็นแต่ตัวออกไป แต่วิธีแก้ไขที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นก็คือกลับมาใส่ใจกันและกันอย่างเคย สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งศาสตรจารย์คนดังกล่าวให้ข้อแนะนำมาก็คืออย่าปล่อยให้ความรู้สึกติดลบต่ออีกฝ่ายค้างคาใจอยู่โดยไม่ยอมสอบถามเพื่อปรับความเข้าใจกัน เพราะนั่นจะทำให้เกิดรอยร้าวภายในที่ไม่มองเห็นได้จากภายนอกและเมื่อมีรอยร้าวเกิดขึ้นมามากพอ สักวันหนึ่งมันก็พร้อมที่จะแตกสลายลงได้อย่างง่ายดาย ทางที่ดีจึงควรจะมีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก ปลดปล่อยให้แต่ละฝ่ายได้เป็นตัวของตัวเองบ้าง เมื่อสามารถรักและเข้าใจกันได้ถึงขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็นวันดี วันร้าย หรือวันไหนๆระดับของคอร์ติซอลฮอร์โมนก็จะยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Lisawellfit ลิซ่าเวลฟิต.(2004). พลังความงามของสาวสุขภาพดี. 22 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.never-age.com
ภาพประกอบจาก : www.never-age.com
หลายคนอาจคิดว่า อาการปวดหัวจากความเครียดไม่อันตราย กินยาแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย บางคนปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง บางรายสะสมจนถึงขั้นกลายเป็นโรคเรื้อรังในที่สุด ดังนั้นเรามารู้จักวิธีการ บรรเทาปวดหัวจากความเครียดได้ด้วยตัวเอง
อาการปวดหัวที่ไม่มีลักษณะกะทันหัน หรือมีอาการรุนแรงมากนัก สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ด้วย
หากมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น อาการปวดต่าง ๆ การบำบัดรักษามีมากมายหลายแบบแผน แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลา สามารถนำหลักของการแพทย์แผนไทยเหล่านี้ ไปประยุกต์ใช้ที่บ้านหรือที่ทำงานก็ได้ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 147.(2008).บรรเทาปวดหัวจากความเครียดได้ด้วยตัวเอง.23 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/44512.html
ภาพประกอบจาก : http://www.thaimassage-academy.com
สังเกตอาการเสี่ยง ส่อโรคหัวใจ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน คืออาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้
คืออาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้
เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย
เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกำลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของโรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น หากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจ
เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่ง เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็นโรคหัวใจ
ภาวะหัวใจล้มเหลว
เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือด ไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึก อีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 – 100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง 150 – 250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน
เป็นลมหมดสติ
คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้น และเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์
หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของโรคหัวใจมาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็นโรคหัวใจ และควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกัน เป็นต้นว่า
ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้ คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว
ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ
อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง
การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเน ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน เอ็กซเรย์พบว่าขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่าง ๆ ของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบไปพบแพทย์โดยด่วน
ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็นโรคหัวใจหรือไม่ คือแพทย์โรคหัวใจเท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนดีที่สุด
สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 216.(2009).สังเกตุอาการเสี่ยง ส่อโรคหัวใจ.
แหล่งที่มา : https://nawaporn.wordpress.com/2010/05/26/สังเกตอาการเสี่ยง-ส่อโร/
ภาพประกอบจาก : https://www.1413.in.th/category-view-13.htm
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า