แบบทดสอบ สุขภาพหญิง
เลือกคำตอบที่ถูกต้อง จากเนื้อหาที่อยู่ในหมวดหมู่ สุขภาพหญิง
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
แนะนำให้ "คลิก" กลับไปที่เรื่อง หลังตอบครบทุกข้อ
เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำแล้ว หลายๆคนอาจไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร เพราะคุ้นเคยเป็นอย่างมากกับการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ทั้งใช้เพื่อดื่ม เพื่อล้างจาน ถูบ้าน ล้างพื้น ชงกาแฟ เกือบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อีกมุมหนึ่ง น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย ทุกคนอาจอยู่ได้นานแม้อดอาหาร แต่รู้ไว้เลยว่าไม่สามารถอยู่ได้นานแบบนั้นแน่ ถ้าคุณอดน้ำ
น้ำมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยสิ่งมีชีวิตบางชนิด น้ำหนักตัว 90% มาจากน้ำ สำหรับร่างกายมนุษย์แล้ว 60% หรือ 2 ใน 3 ส่วนของร่างกาย คือ น้ำ ข้อมูลเรื่ององค์ประกอบของร่างกายมนุษย์ (Composition of human body) ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Biological Chemistry พบว่า สมองและหัวใจประกอบด้วยน้ำ 73% ปอดประกอบด้วยน้ำ 83% ผิวหนังประกอบด้วยน้ำ 64% กล้ามเนื้อและไตมีน้ำ 79% และกระดูกมีน้ำ 31%
น้ำในร่างกายนั้นไม่ได้มีจำนวนคงที่ตลอดเวลา ในแต่ละกิจกรรม เราจะสูญเสียน้ำออกไปจากร่างกายได้ตลอดทั้งวัน เช่น จากการปัสสาวะ 1.5 ลิตร จากอุจจาระ 0.1 ลิตร จากการหายใจออก (ไอน้ำ) 0.4 ลิตร และเหงื่อ 0.6 ลิตร เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 2.6 ลิตร
ทั้งนี้การได้รับน้ำของร่างกาย มีได้จากหลายช่องทางเช่นเดียวกัน เช่น น้ำจากการดื่มน้ำสะอาด เฉลี่ย 1.5 ลิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและควรดื่มให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ น้ำจากอาหารที่บริโภคในแต่ละวัน เฉลี่ย 0.8 ลิตร เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อแดง ไขมัน เป็นต้น รวมถึงน้ำจากการเผาผลาญพลังงาน 0.2 ลิตร
ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการนั้น แตกต่างกันไปตามอายุ เพศ สภาพแวดล้อม โดยปริมาณที่ต้องการต้องไม่น้อยกว่าน้ำที่สูญเสียไปในแต่ละวัน ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้กำหนดสูตรคำนวณปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ของแต่ละคนต่อวันไว้ดังนี้ น้ำหนักตัว (ก.ก.) / 2 X 2.2 X 30 = จำนวน C.C. (1,000 C.C. = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 5 แก้ว) เช่น น้ำหนัก 45/2 x 2.2 x 30 = 1500 C.C. หรือ 1.5 ลิตรต่อวัน เฉลี่ยประมาณ 8 แก้วต่อวัน
โดยปกติแล้วร่างกายจะประสบกับภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ด้วยสาเหตุหลักๆ คือ การสูญเสียน้ำมากเกินไป อาทิ เสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาเสียน้ำไปกับอุจจาระจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง การเป็นโรคหรือใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ปัสสาวะมาก และการได้รับน้ำน้อยเกินไป อาทิ การดื่มน้ำน้อยในคนปกติ การดื่มน้ำน้อยจากการไม่สบายในผู้ป่วยโคม่า ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการป่วย เป็นหวัด หรือเจ็บคอ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหารและดื่มน้ำน้อยลง
ทั้งนี้อาการของการขาดน้ำ คือ กระหายน้ำ ง่วงซึม อ่อนเพลีย ผิวแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ ท้องผูก มึนหัว วิงเวียน ปวดศีรษะ อาการที่มีความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน เช่น กระหายน้ำรุนแรง ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็วและแรง หายใจเร็วและหอบ มีไข้ ตาโหลหรือตาลึก ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น ท้องเสียรุนแรง อุจจาระเป็นเลือด ไม่สามารถดื่มน้ำได้ ดูซึมลง สับสน สูญเสียการรับรู้เรื่องบุคคล เวลาและสถานที่ (Disorientation) อ่อนเพลีย ทั้งนี้หากพบหรือสงสัยว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอาการป่วยหนักจากโรคอื่น ๆ มีอาการหรือเข้าข่ายของภาวะขาดน้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
การป้องกัน สามารถทำได้โดยดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น อากาศหนาวเย็น หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่สูง และสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้
เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.water.usgs.gov www.vcharkarn.com www.pobpad.com
ภาพประกอบจาก : www.thriveglobal.com
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
ชื่อมะเหมี่ยว – ชรวดี วงศ์พานิช ค่ะ อาชีพปัจจุบันคือผู้แทนเครื่องมือแพทย์ อายุ 26 ปี
เรากำลังจะเป็นว่าที่เจ้าสาว ก็เลยขอดูแลสุขภาพของตัวเองเพื่อเอาใจคนรักค่ะ จึงไปปรึกษาคุณหมอเรื่องสุขภาพ และบอกปัญหาเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น เราเจ็บหน้าอก หรือมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว อ่อนไหวง่าย แล้วก็ปวดเมื่อยเนื้อตัว จากการไปปรึกษาคุณหมอ ได้คำแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายตามแบบที่ตัวเองชื่นชอบ และดูแลเรื่องอาหารการกินเพื่อเตรียมพร้อมความสวยค่ะ
เริ่มแรกก็คือใช้วิธีว่ายน้ำค่ะ โดยปรึกษาแฟนและมีผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายมาให้คำแนะนำในการดูสุขภาพ ควบคุมอาหาร และออกแบบคอร์สว่ายน้ำให้ โดยวันหนึ่งจะต้องว่ายประมาณ 1 กิโลเมตร ในเวลา 45 นาที จะกำหนดให้อยู่ระดับกลาง ๆ ไม่หักโหมหนักเกินไป หลังจากนั้นก็ออกกำลังกายด้วยวิธีการคาร์ดิโอ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการไหลเวียนโลหิต เพื่อลดการปวดท้องประจำเดือน
นอกเหนือจากการว่ายน้ำแล้ว ก็จะคุมปริมาณอาหาร เช่น อาหารประเภทของมัน ของทอด เครื่องดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำที่มีน้ำตาลสูง เราจะลดปริมาณการบริโภคลงทีละน้อย จากเดิมจะต้องกินอาหารเหล่านี้แทบจะทุกมื้อ ทุกวัน แต่พอหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ก็จะเปลี่ยนวิธีกิน จะค่อย ๆ ตัดทีละอย่าง เนื่องจากว่าถ้าเราหยุดทันที จะทำให้เราโหยและยิ่งกินเยอะกว่าเดิม หรือถ้าเราออกกำลังกายตามเป้าที่ตั้งไว้ ก็ให้รางวัลกับตัวเองด้วยของหวานเล็กน้อย โดยใช้วิธีแบ่งกับเพื่อน ๆ แทน ซึ่งเรื่องการควบคุมอาหารเราไม่จำเป็นต้องเลิกกินทั้งหมด แต่หาวิธีจัดการกับมันได้ตามแบบของเราค่ะ
จริง ๆ แล้ว เรื่องการดูแลสุขภาพเราไม่จำเป็นต้องเลิกกินทั้งหมด แต่หาวิธีจัดการกับมันได้ตามแบบขงเรา
ตอนนี้วิธีออกกำลังกายหลัก ๆ ก็จะเป็นการว่ายน้ำ เนื่องจากว่า ถ้าวิ่งจะมีปัญหาเรื่องข้อเข่า จึงเลือกการออกกำลังกายที่มีแรงต้านน้อย และไม่มีแรงกระแทก นอกจากนี้ก็มีการพาสุนัขไปเดินเล่น และปั่นจักรยานบ้าง หรือเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน เช่น วันทำงานปกติจะใช้วิธีการเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ และทำสม่ำเสมอให้เป็นเรื่องปกติค่ะ
สิ่งที่ได้รับหลังจากหันมาดูแลสุขภาพ คือ เรื่องความทนในการออกกำลังกาย หรือว่าการทำกิจกรรมต่าง ๆ เราเหนื่อยยากขึ้น เรามีแรงที่จะทำอย่างอื่นมากขึ้น แล้วก็ร่างกายมีความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อาการปวดเมื่อย อารมณ์หงุดหงิดในช่วงประจำเดือนก็ลดลง ที่สำคัญช่วยขจัดความเครียดได้ จากที่เราทำงานแทบทุกวันต้องเผชิญความเครียดรอบ ๆ ตัว แต่พอมาออกกำลังกาย เราก็ได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปด้วย แถมคนรักก็ชื่นชมความสดใสของหน้าตา และรูปร่าง ก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้น
อยากให้เข้าใจในเรื่องของการรักษาสุขภาพว่า ไม่ได้หมายถึงการออกกำลังกายหนัก ๆ หรือการทานอาหารคลีนอย่างเดียว แต่อยากให้เข้าใจว่า การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นว่าเราจะต้องหุ่นดี ผอม หรือบางท่านเข้าใจว่าการลดน้ำหนัก เราอยากได้ผลเร็วใน 1 เดือนลงไปเยอะ ๆ อันนี้ก็จะไม่แนะนำ อยากให้ทุกท่านคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานทาน การออกกำลังกาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว และที่สำคัญไม่ควรหักโหมออกกำลังกายซึ่งจะส่งผลเสียและบั่นทอนสุขภาพค่ะ
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
ทีมงาน Health2click ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณวาสินี สร้อยสุวรรณ ชื่อเล่น “ญี่ปุ่น” ตำแหน่ง Sales & Customer Manager (Trainer) ของ Sport city ในฐานะที่เธอมีประสบการณ์ในเรื่องของการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ติดตามกันได้เลยค่ะ
โดยภาพรวมของคนในประเทศตะวันตก เขามีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย อาหารการกิน สภาพอากาศ ที่ค่อนข้างได้เปรียบเรา ตัวอย่างเช่น ในการใช้ชีวิตเขาจะเดินเยอะ ขี่จักรยานเยอะ อากาศบ้านเขาเย็น เขาจึงต้องพยายามออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ในด้านอาหารการกิน ด้วยภูมิประเทศติดทะเลหรือถ้าไม่ติดก็มีการคมนาคมที่ดี มีเนื้อปลา เนื้อสัตว์ มีโปรตีนในรูปแบบอื่น ๆ ให้เลือกกินกันได้หมด ที่สำคัญคือหลายๆประเทศเขามีเป็นยิมเล็กๆสำหรับออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเขาจะมีพื้นฐานการออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็ก ต่อยอดอะไรได้ง่าย และเขาให้ความสำคัญกับท่าทาง มุมการเคลื่อนไหว จังหวะการเคลื่อนไหว รวมไปถึงเรื่องของความยืดหยุ่น (Flexibility) จึงทำให้การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายของเขานั้นออกมาค่อนข้างดี สังเกตได้จากเราจะเห็นนักท่องเที่ยงชาวตะวันตกสูงอายุ สุขภาพดี ๆ มาเที่ยวบ้านเราเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะเขาดูแลสุขภาพมาตั้งแต่หนุ่ม สาว
สำหรับคนไทย เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า อดีตที่ผ่านมาเราใส่ใจในเรื่องสุขภาพน้อยกว่าคนตะวันตกมาก คนไทยจะเริ่มสนใจหนัก ๆ ก็ตอนที่เป็นโรค หรือกลัวจะเป็นโรค ซึ่งมาถึงตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้มากเท่าไร โชคดีที่ปัจจุบันคนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เรียกว่าเป็นเทรนที่มาแรงเลยก็ว่าได้ สำหรับ “เทรนรักสุขภาพ” อย่างตัวเองอยู่กับการออกกำลังกายจะเห็นเลยว่ามีคนหันมาดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกายมากขึ้น โดยเฉพาะเวท เทรนนิ่ง (Weight training) หรือที่เรียกฮิตติดปากว่า “เล่นเวท” รวมถึงการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว สุขภาพดีขึ้นมากอย่างชัดเจน
คนไทยที่สนใจทางด้านสุขภาพมีเพิ่มขึ้นมาก แต่มีคนที่ยังออกกำลังกาย หรือทำเวท เทรนนิ่งไม่ถูกต้องอีกเยอะพอสมควร และยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ด้วย เช่น มาออกกำลังกายแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพอีก ต้องผอมแล้วจะแข็งแรงไม่มีโรค ต้องหุ่นดีแล้วจะไม่ปวดหลัง ปวดเข่า เลือกออกกำลังกายแล้วก็อดอาหารไปด้วย ประเภทที่เรียกว่าลดความอ้วนด้วยการชั่งน้ำหนัก โดยไม่ใส่ใจในการเลือกทานอาหารที่ให้สารอาหารครบถ้วน เหตุที่พูดแบบนี้เพราะ คนอ้วนใช่ว่าจะไม่แข็งแรง จะต้องมีโรค และคนผอมหุ่นดีใช่ว่าจะแข็งแรง จะไม่มีโรค รวมทั้งพวกกล้ามโต ๆ ทั้งหลายก็เช่นกัน การดูแลสุขภาพด้วยออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าที่คิด ควรศึกษาพื้นฐานเบื้องต้นก่อนว่าประกอบด้วยอะไรยังไง ให้ความสำคัญในส่วนลึกของขั้นตอนการออกกำลังกายอย่างแท้จริง เพื่อสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนและไม่ส่งผลทำลายสุขภาพภายหลัง และการจะมีสุขภาพที่ดีนั้น การออกกำลังกายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นที่จะมีสุขภาพที่ดี แต่ก่อนเริ่มออกกำลังกายควรประเมินสุขภาพและพื้นฐานเบื้องต้นของแต่ละบุคคลก่อน โดยควรหาที่ปรึกษาหรือศึกษาข้อมูลก่อนเริ่มต้น
มีคนที่ยังออกกำลังกาย หรือทำเวท เทรนนิ่ง
ไม่ถูกต้องอีกเยอะและยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพอยู่ด้วย”
ก็มีหลายเคสนะ เคสแรก เป็นผู้ชายอายุ 45 ปี มาออกกำลังกายโดยที่ไม่ตรวจสุขภาพ มาก่อน ไม่มีพื้นฐานมาก่อน มาเล่นเองเลย สุดท้ายอยู่ ๆ เจ็บอกล้มลงไป หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่โชคดีที่เรามีเครื่อง AED เราจึงช่วยไว้และนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน เคสนี้เตือนว่าต่อให้ออกกำลังกายแล้วก็ยังต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำ
เคสที่สอง เป็นเด็กอายุ 3 – 4 ขวบ ชอบวิ่ง ๆ แล้วล้ม หยิบของหลุดมือ ทรงตัวไม่ดีเท่าที่ควร มีกล้ามเนื้อหลายมัดที่ไม่แข็งแรง เราก็ฝึก ก็ปรับ ด้วยแบบฝึกจำพวก motor learning (การฝึกทำให้ระบบประสาทมีการเรียนรู้ ทำให้กล้ามเนื้อร่วมมือกันในการเคลื่อนไหว) ก็ดีขึ้นกว่าตอนที่เด็กไม่ได้ทำ
สำหรับเคสอื่น ๆ ก็จะเป็นเคสที่การพัฒนาร่างกายของเขาอาจต้องใช้เวลา เราต้องมีการให้ข้อมูล อธิบายรูปแบบ วางแผนการฝึกเป็นระยะตามศักยภาพของร่างกาย เช่น เคสที่เกิดการบาดเจ็บหรือมีปัญหาที่เข่าแล้วต้องมาเวทสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อพยุงข้อต่อ อัมพฤกษ์ ปวดหลัง และอื่น ๆ อีกมากมาย
โดยส่วนตัว แนะนำให้ตรวจดูองค์ประกอบของร่างกาย ที่เรียกว่า Body composition ดูกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ไขมัน น้ำ แล้วก็เอาข้อมูลมาดีไซน์การออกกำลังกายให้เหมาะกับแต่ละคน โดยจัดส่วนผสมให้ลงตัว ทั้งแบบที่เป็น Cardio, Weight, Fat burn, Stretching เป็นต้น
อยากให้เรามาเริ่มออกกำลังกาย ใครมีลูกหรือหลาน ก็ปลูกฝังวินัยการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก เพียงแค่เอาชนะใจตัวเอง ชนะความไม่ว่าง ชนะความขี้เกียจ วางมือจากแท็บเล็ตและลงมือทำ เพราะเดี๋ยวนี้การออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด มีข้อมูลให้เข้าถึงได้มากมาย มีเทคนิครวมถึงเคล็ดลับต่าง ๆ จากเพจหรือเว็บไซต์ แต่ควรเลือกศึกษาในเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลถูกต้อง นอกจากนี้การมีสุขภาพที่ดีได้นั้นต้องครอบคลุม การทานอาหารที่ดีครบถ้วน การนอนหลับ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ลดละพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ พยายามทำให้ได้ติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน แล้วมันจะกลายเป็นนิสัย ถึงจุดนั้นเราจะได้สัมผัสว่าชีวิตนี้วิเศษมาก ท้าทายทุกคนทำแล้วจะรู้ว่า ไม่มีอะไรยากเกินกว่าจะทำได้ ขอให้ทุกคนมีความสุขและมีสุขภาพทีดี
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
สวัสดีค่ะ อ๋อ – ญาดา เทพนม มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2013 มิส NTL Pink และนักแสดงช่อง 7 ค่ะ
เคยมีปัญหาสุขภาพสมัยเด็ก เราน้ำหนักขึ้นเยอะมากสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตอนนั้นอายุ 17 น้ำหนักจาก 60 ขึ้นมาเป็น 70 เพราะไปอยู่เยอรมัน 1 ปี ไม่ได้คุมอาหาร ทานแต่ของมัน ๆ อ้วน ๆ พอกลับมาก็เป็นเด็ก ม.ปลาย ก็เลือกที่จะจัดการกับมันด้วยการออกกำลังกาย อย่างเต้นแอโรบิค กิจกรรมของโรงเรียนก็เต้นเป็นส่วนใหญ่ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็คุมอาหารบ้างแต่ไม่ได้ซีเรียสจริงจัง กระทั่งอายุ 19 ผ่านมาเกือบ 2 ปี น้ำหนักก็ลงเหลือ 50
มีปัญหาอย่างนึงที่ตอนแรกเราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา พอเราโตขึ้นก็เริ่มรู้ว่านี่แหละคือปัญหาสำคัญ ก็คือการขับถ่าย เป็นคนที่ขับถ่ายไม่ดีตั้งแต่เด็ก 2 วันครั้ง 3 วันครั้ง แล้วก็ไม่เป็นเวลา บางทีก็สาย เที่ยง บ่าย เย็น กลางคืนก็มี ซึ่งจริง ๆ ปัญหานี้เกิดกับหลายคนในปัจจุบันแต่หลายคนเองก็ไม่ได้สนใจ เหมือนที่อ๋อก็ไม่ได้สนใจมาก่อน แล้วก็การเหนื่อยง่ายมาเป็นตอนโต
เนื่องจากเราเรียนหนังสือก็เรียนยากขึ้น นอนก็ดึกขึ้น บางทีเราเรียนมหาลัยก็อ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็จะพบว่าตื่นเช้ามารู้สึกไม่เฟรช ไปเรียนมหาลัยก็ไม่เฟรช หลับตอนที่อาจารย์สอนทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วมันก็เป็นปัญหาที่วัยของเราตอนนั้นยังเด็กก็เลยเลือกที่จะเมินเฉย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังบ้าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มันกลับเป็นภัยด้วยซ้ำ พอโตขึ้นมาอีกสเตปนึง ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เคยลองงานออฟฟิศอยู่ช่วงนึงก็มีอาการเหนื่อยง่ายเพราะนอนดึกและตื่นเช้ามาก สักพักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาทำงานในวงการบันเทิงยิ่งไปกันใหญ่เพราะเราทำงานไม่เป็นเวลา ถ่ายละครเช้าจรดเย็น เย็นจรดดึก บางทีถึงตี 4 ผลก็คือเรารู้สึกว่าร่างกายเรามันอ่อนแอกว่าปกติ หลายครั้งไม่มีเวลาเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ทำให้ช่วงนั้นเรามีปัญหาเยอะพอสมควร
หลาย ๆ อย่าง อย่างแรกคือเรื่องของความอ้วน เพราะการเป็นนักแสดงต้องดูผอมมาก ๆ และในขณะเดียวกันคือ คุณจะผอมอย่างไรให้ไม่ทำร้ายสุขภาพตัวเอง อันนี้เป็นโจทย์สำคัญมาก ตอนเราอายุ 19 เราลดน้ำหนักเหลือ 50 โดยที่ชิล ๆ แต่พอเราโตขึ้น การทำงานของร่างกายที่จะเผาผลาญอาหารก็ทำได้แย่ลง แต่เราก็ยังอยากหุ่นดีอยู่ นั่นเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำยังไงให้เราผอมแล้วก็สุขภาพดีด้วย แถมมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอีก เหนื่อยง่ายทำงานหนักอีก ทุกอย่างมันก็ประดังประเดเข้ามา
เราก็ต้องหาทางเลือกที่ตอบโจทย์เรา ก็เลยเริ่มคุมอาหาร เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์กว่าเดิม ก็คือเคยทานอาหารคลีน ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องอาหารก็มีเรื่องออกกำลังกาย จากเดิมที่ออกกำลังกายอะไรก็ได้ เต้นแอโรบิคโดยที่ไม่ได้โฟกัสกับร่างกายเฉพาะจุด ผลก็คือมันไม่ทำให้เราดูมีเอวขึ้นหรือดูมีกล้ามเนื้อขนาดนั้น มันเหมือนเราไม่รู้ทิศทางก็เลยมามีเทรนเนอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากเพราะเค้ามาเทรนเฉพาะจุดให้เรา ร่างกายก็แข็งแรง แล้วก็หุ่นดีขึ้น
ต้องบอกว่าเรื่องของอาหารคลีนเราไม่ได้ทานตลอดเวลาเพราะเราก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่มีทาง Everyday 3 มื้อทานแต่อาหารคลีน มันเป็นไปไม่ได้ ยอมรับว่าทุกสัปดาห์ต้องมี Cheat day 1 – 2 วันอยู่แล้ว ดังนั้นมันคือความ Balance ของชีวิตที่เราจะทำยังไงให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วงนึง ทานอาหารแย่ ๆ ขยะ ๆ สัก 3-4 มื้อ ต่อสัปดาห์ ออกกำลังกาย 3 – 4 มันอยู่ที่เราจะจัดการชีวิตเราเองว่าเราจะให้ความสำคัญกับมันขนาดไหน อ๋อเชื่อว่าต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง เราจะหาเวลามาให้มันจนได้
ต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง
เราจะหาเวลามาให้มันจนได้
หลังจากที่เปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเองเป็นการคุมอาหารอย่างเดินทางสายกลาง ก็คือมีอาหารคลีนบ้าง อาหาร Cheat บ้าง แล้วก็เริ่มวิ่งออกกำลังกายด้วยการวิ่นเบิร์นธรรมดาบนลู่ประมาณอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วก็มีเทรนเนอร์ ทั้งหมดที่ทำมาคือทำให้ร่างกานเราฟิตขึ้น ฟิตในที่นี้ก็คือ เราต้องการเอวแบบนี้ อกแบบนี้ สะโพกแบบนี้ ต้องการลดตรงนั้นเพิ่มตรงนี้ มันจับต้องได้เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญที่แนะนำเราอย่างถูกต้องจริง ๆ
สองเลยก็คือ อาหาร สำคัญมาก มีช่วงนึงสมัยเด็กเคยลดความอ้วนแบบอยากผอมก็ไม่ต้องกินสิ ไม่กิน 2 วันก็ลงละ 2 กก. มันทำได้เพราะตอนเด็กเราเผาผลาญดี กินน้ำปั่นแก้วนึงเงี้ยแทนข้าวเย็นไปเลยก็ได้ ซึ่งบางครั้งมันอันตรายกับเรามากเลยนะคะ แต่พอเราโตชึ้นเราเริ่มรู้ละ แทนที่เราจะกินของหวานที่มันไม่ดีแทนมื้อนึง เราเลือกกินของดี ๆ เช่น สลัดสักถ้วยใหญ่ ๆ เราอิ่มด้วยแล้วเราก็ไม่ทำร้ายตัวเองด้วย ที่สำคัญคือขับถ่ายดีขึ้น อ๋อกินผักมากขึ้นและดื่มน้ำมากขึ้น ทำให้อ๋อขับถ่ายได้ดีขึ้น อ๋อว่ามันเป็นวิธีที่ชีวิต Balance กว่าสมัยก่อน ทำให้เรารู้สึกเฟรช เวลาตื่นมารู้สึกว่าร่างกายเราสมบูรณ์ทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น
อย่างแรกเลยคือทุกคนชมว่าเราดูแข็งแรงดูเป็นนักกีฬาโดยที่เราไม่ได้ผอมมากแล้วก็ไม่ได้อ้วนตัวใหญ่เกินไป ทุกคนก็ชมว่าดูดี หุ่นดี ดูเฟิร์ม ทั้งที่น้ำหนักมันไม่ใช่ 50 เหมือนสมัยเด็ก มันหนักแบบ 53-54-55 คือ 50 กว่า แต่มันกลับดูฟิต มีเอว สะโพก อก ซึ่งตรงนี้ได้จากการที่กล้ามเนื้อถูกเทรนให้แข็งแรง เป็นมัดกล้ามเนื้อขึ้นมา ทำให้เราดูไม่มีไขมัน ไม่ดูเผละเหมือนแต่ก่อนที่ผอมมากแต่ดูเผละ นี่คือความแตกต่างที่ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน
เรื่องระบบขับถ่ายคือ พอตื่นมานั่งตอนเช้า เราให้เวลากับมันมากขึ้น ในขณะที่เมื่อก่อนไม่เคยแค่ร์ว่าจะถ่ายตอนไหน ถ่ายไม่ถ่าย กี่วันถ่าย เราก็ไม่แคร์ เดี๋ยวนี้เราพยายามตื่นมานั่งถ่ายตอนเช้ามากขึ้น ที่เรามั่นใจก็เพราะว่า เราทานของดี ๆ ในมื้อเย็น ก่อนนอนเรามีดื่มพรุนสกัดบ้างขวดนึงเล็ก ๆ อาจจะดื่มตอนเช้าด้วยบ้าง แล้วก็ทานมื้อเช้าประมาณนึง แล้วเราก็นั่ง ให้เวลากับมัน ผลคือตื่นเช้ามาได้ทานอาหาร ได้ถ่าย หน้าท้องก็แบนราบเหมือนเดิม บางคนอาจจะมองว่ามื้อเช้ากินเยอะแล้วท้องพอง ก็เป็นเพราะคุณไม่ถ่าย คุณสะสมของเสียไว้ในท้อง แต่ว่าตอนนี้พอเราถ่ายก็แฮปปี้ขึ้น
เรื่องเหนื่อยง่าย ถามว่าพอออกกำลังกายมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพอ เหนื่อยง่ายปัญหานี่มันก็จบนะ โอเคมีบ้างวันที่เราทำงานเยอะ ทำงานดึก ไปถ่ายละครเช้ามาก เลิกดึกมาก แต่ชดเชยด้วยการที่เราทานอาหารดี ๆ ระหว่างวันที่เราถ่ายละคร แล้วกลับมาก็รีบนอน ไม่ชักช้าลีลา เลือกที่จะวางสมาร์ทโฟนทิ้งไปบ้าง ปิดมันแล้วนอนเลย เวลานอนมากขึ้น ตื่นมาก็เฟรชขึ้น
อย่างนึงเลยมีช่วงนึงที่รู้สึกว่าทำไมลดน้ำหนักแล้วไม่ลงสักที มันลงยากมากเพราะเราก็อายุเยอะขึ้น มันก็ไม่ได้เยอะแบบ 30 มันก็ 20 กว่า แต่มันก็เกิดจากการที่เราลดความอ้วนผิด ๆ มาโดยตลอด อดอาหารบ้างอะไรบ้างทำให้ระบบเผาผลาญทำงานไม่ดีเหมือนแต่ก่อน มันก็เลยท้อใจว่าทำไมไม่ลงสักที ออกกำลังกายขนาดนี้ วิ่งขนาดนี้ แต่สุดท้าย…ใจเย็น ๆ มันจะลงเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปเร่งร้อน หรือ น้อยใจ
เรื่องฟิตเนสนี่สำคัญเลย ข้อดีคือเรามีฟิตเนสที่คอนโด ลงมาจากคอนโดก็เจอฟิตเนสเลย แล้วเราก็เป็น Brand ambassador ของเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งออฟฟิศเนี่ยมีฟิตเนสที่ดีมาก เราก็มาเข้าออฟฟิศอยู่ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ถ้าหากเช้าวันไหนมาออฟฟิศแต่เช้าเราก็มาทำงาน ตกเย็นก็มาฟิตเนสของเมืองไทยประกันชีวิตได้ อำนวยความสะดวกดีมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็มีฟิตเนสให้เราดูแลตัวเอง เราก็เลยสบายใจกับเรื่องนี้ด้วย
ไม่มีอะไรที่หวือหวาเลย ไม่ได้ต้องทานวิตามิน ประโคมทุกอย่างมา ถ้าถามว่าทานได้มั้ย ทานได้ค่ะ แต่ขอให้ทานโดยที่ปรึกษาคุณหมอแล้ว และก็มีลิมิต แต่หลัก ๆ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือ การ Balance ชีวิตค่ะ สมดุลของชีวิตสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ นั่นก็คือ การกินเข้ามาในร่างกาย และการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย ถ้าเรา Balance ได้ เราจะมีสุขภาพร่างกายที่ดีมาก แล้วก็เป็นคนที่มีความสุขมาก คุณน่ะคือเจ้าของปากเจ้าของร่างกาย คุณมีสิทธิ์จะเลือกกินสิ่งที่มันมีประโยชน์กับคุณ You are what you eat. ถูกมั้ยคะ ถ้าเราให้ตัวเองได้กินของที่ไม่ดีในวันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้เราขอร้องตัวเองได้มั้ยว่า เราจะทานแต่สิ่งดี ๆ นะเพราะเราจะมีอนาคตที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่ดี
ขณะเดียวกันเรื่องออกกำลังกาย โอเคมันอาจจะเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับใครหลาย ๆ คนด้วยปัจจัยอย่างอื่น แต่ขอให้คุณเจียดเวลา เสาร์อาทิตย์ก็ได้ 2 วันต่อสัปดาห์ สักเช้านึงลงทุนตื่นเช้า ตื่นสัก 6 โมง อย่างอ๋อเนี่ยข้อดีคือเป็นคนตื่นเช้า พอตื่นเช้าจะมีเวลาชีวิตมากขึ้น 6 โมงตื่นมาไปวิ่งฟิตเนสก็ได้ เริ่มจาก 2 กม. ก่อนวันนี้เหนื่อยแล้วพอ วันต่อมา 3 กม. อาทิตย์หน้า 4 กม. ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้ ไม่ต้องมีเทรนเนอร์ก็ได้เพราะว่าเราก็ไม่ได้ต้องการหุ่นเป๊ะเป็นดารานางแบบ แต่ถ้าเราไปวิ่งบ้าง ไปยกเวทบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เปิด Youtube ดูก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้โลกโซเชียลคุณสามารถหาความรู้ได้
Balance การกินกับการออกกำลังกาย กินให้น้อยกว่าที่ใช้แล้วคุณจะผอมเอง หลักการง่าย ๆ เลยค่ะไม่ต้องไปพึ่งยาลดความอ้วนเลย อ๋อขอบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เคยลองเหมือนกันยอมรับ แล้วผลคือ คุณก็จะผอมแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมาอีก
Balance สมดุลระหว่างการกิน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้คุณก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความสุข เฟรชกับทุกวันได้ค่ะ
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
สวัสดีครับ ผมฟาง – ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช อายุ 36 ปีครับ ตอนนี้ก็ทำพิธีกรรายการอาหาร เป็นเชฟตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ และเป็นเจ้าของร้าน Pain Perdu ที่เซ็นทรัลเวิลด์, Mango Mani ที่ Siam Square 1 และ Bao Bing ที่ The Scene Town in Town ครับ
เกิดจากชั้นเรียนที่ผมไปเรียนทำอาหารครับ มันเป็นหน้าที่ของเชฟที่ต้องทำให้อาหารรสชาติดี ทานได้ หน้าตาหน้ารับประทาน และที่สำคัญคือดูแลเรื่องสารอาหารที่จะเข้าไปสู่ร่างกายของคนที่ทานอาหารของเราด้วย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่ทำให้มาถึงจุดนี้
เรารู้สึกว่าเราอยากมีหุ่นดี ๆ เราอยากเท่ แล้วก็เริ่มศึกษามาเรื่อย ๆ ว่าการออกกำลังกายทำอย่างไร ตอนที่ดูแลสุขภาพแบบที่มีความรู้จริง ๆ คือประมาณ 4 ปีที่แล้ว เริ่มจากการลองผิดลองถูกต่าง ๆ สุดท้ายมาเจอวิธีที่เรียกว่า “If it fit your macro” (IIFYM) ก็คืออะไรก็ได้ที่ทานเข้าไปแล้วโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตของคุณมันโอเค ก็คือเป๊ะตามที่ตัวเองตั้งไว้ แล้วผมก็เอาอันนั้นมาคิดเวลาทานอาหาร แล้วก็เริ่มใช้แอปพลิเคชั่นในการนับอาหารซึ่งค่อนข้างสะดวกครับ ต้องมีความรู้เรื่องการดูอัตราส่วนนิดนึงว่าข้าวอันนี้คือ 1 คัพนะ ไก่นี้คือ 100 กรัมนะ ถ้าทำตรงนั้นได้มันก็จะทำให้เรานับได้ง่ายขึ้นแล้วก็ดูแลตัวเองเรื่องการทานอาหารได้ง่ายขึ้น
หลัก ๆ เลยคือผมจะแบ่งเป็นการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง 80% อีก 20% ผมก็จะเล่นสนุกสนานของผม คือ ทานอย่างที่ชอบ ใช้ชีวิตอย่างที่ชอบ แต่อีก 80% ของผมคือนับแคลอรี่ ทานอาหารนับสารอาหาร (Macronutrients) ว่าโปรตีนเท่าไหร่ ไขมันเท่าไหร่ คาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ แล้วก็ออกกำลังกาย ผมออกกำลังกายน้อยที่สุด 4 วัน ปกติประมาณ 5 วันครับ ใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน
หลายคนจะเชื่อว่าไม่ควรรับประทานแคลอรี่เยอะวันที่มา
ออกกำลังกาย ผมว่ามันก็จริง แต่ก็อย่าลืมว่าช่วงวันที่
เราไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายมันกำลังฟื้นฟูต้องการ
พลังงานเช่นกัน
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างบ้าการออกกำลังกาย อย่างวันแรกผมจะเล่นกล้ามอก ส่วนของ Upper Body วันนี้จะไม่ได้ออกกำลังกายเยอะมาก จะมีหลังแขนด้วย แล้วก็เดินประมาณ 1 ชั่วโมง ผมเล่นเวทมานานแล้ว กล้ามเนื้อจะทนได้ ผมเลยไม่จำเป็นต้องพัก อีกวันผมจะเล่นหลัง หน้าท้อง แล้วก็แขน วันนี้ผมจะไม่ค่อยทำอะไรเยอะแล้วเพราะผมเล่น 3 ส่วน วันถัดไปจะเล่นไหล่ คือเน้นหัวไหล่อย่างเดียว แต่จะวิ่งยาวหน่อย เพราะไม่ได้ใช้ร่างกายเยอะเท่าไหร่ ก็จะวิ่งประมาณ 5 – 7 กม. วันต่อมาเราจะเล่นขากับท้อง มันหนักหน่วงมากครับ ค่อนข้างเหนื่อย วันนี้จะไม่ทำอะไรเพราะใช้พลังเยอะมาก ผมจะทานอาหารประมาณ 3,000 – 5,000 แคลอรี่เลย คือทานให้พอดีหรือมากกว่าปกติที่ร่างกายต้องการ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารและผมก็เหลืออีก 1 วัน ผมจะตัดสินใจอีกทีว่าอาทิตย์นั้นผมเหนื่อยมากหรือน้อย ผมอาจจะแค่เดินชันก็ได้ หรือเล่นเครื่องที่มันไม่ Hi-impact เกินไป เพราะว่าเราทรมานร่างกายมาเยอะละ เหมือนเบิร์นๆ ไป แต่อีก 2 วันผมจะพักจริงจังเลยนะ คือแทบไม่ทำอะไร เพราะร่างกายมันจะพัฒนาได้ คือมันโตตอนพักนี่แหละครับ
ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนะ ร่างกายก็สุขภาพดีขึ้น หลังจากที่แต่ก่อนเราเหนื่อยง่าย เดินขึ้น 1 – 2 ชั้นก็เหนื่อยแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เราทำมันได้ง่ายขึ้น แล้วจิตใจมันสดชื่นกว่า เพราะตอนที่ผมพักไม่ได้ออกกำลังกายมันอึดอัด หงุดหงิดมาก พอทำแบบนี้ทำให้เรากระปรี้กระเปร่า มีแรง แล้วก็ช่วยลดความเครียดได้ ส่วนบางช่วงที่เราไม่อยากทานแบบนับแคลอรี่แล้ว ไม่อยากไดเอทแล้ว เรารู้สึกได้เลยว่าร่างกายมันไม่ความสุข ไม่สดชื่น ขับถ่ายไม่ดี แล้วเราก็รู้สึกว่า เราเริ่มอ้วนขึ้น
ผมอยากหุ่นดี แต่ผมคิดว่าเนื่องด้วยอายุเรา ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิม ตาเริ่มมองไม่ชัด แล้วก็มีปวดโน้นนี่บ้าง เวลาป่วยก็เริ่มป่วยยาวขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรจะดูแลรักษาร่างกายบ้าง มันทำให้เราเด็กลงด้วยนะ สำหรับผมเวลาออกกำลังกายเหมือนมันไปกระตุ้นร่างกายว่าฉันยังต้องใช้งานแกอยู่นะ เพราะฉะนั้นแกอย่าเพิ่งแก่นะเว้ย ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งของผม
นับแคลอรี่ให้เป็น ดูอาหารให้ถูก แล้วออกกำลังกาย
ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองกินเข้าไป เราก็จะได้
สุขภาพที่ดีกลับมาแล้วก็ได้ทานอาหารที่เราชอบด้วย
เทคนิคที่อยากจะแนะนำ คือ หนึ่งเลยต้องรู้ว่าเราต้องการพลังงานเท่าไหร่ อันนี้สำคัญสุด ๆ นะครับ สองเลยต้องดูอาหารให้เป็นว่าอาหารแต่ละอย่างมันให้ประโยชน์อะไรแก่เรา โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน ก็ต้องทานให้ครบ ผมอยากให้มาดูว่าอาหารที่เราทานควรจะเป็นอะไรบ้าง สำหรับคนที่เริ่มทานนะครับ อย่าคิดว่าอาหารอะไรที่เป็นอาหารที่ทานไม่ได้ ผมอยากแนะนำอย่างนี้ครับว่า นับแคลอรี่ให้เป็น ดูอาหารให้ถูก แล้วออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสิ่งที่ตัวเองกินเข้าไป ง่าย ๆ แค่นั้นเองครับ เราก็จะได้สุขภาพที่ดีกลับมา แล้วก็ได้ทานอาหารที่เราชอบด้วย
ส่วนการหาข้อมูลก็สามารถเข้าไปหาที่ Google ได้ครับ มีอะไรเข้าไปหาก่อน แต่ถ้ารู้เรื่องภาษาอังกฤษมันก็จะดีกว่าเพราะฝรั่งเค้ามีข้อมูลแน่น ส่วนที่ผมใช้หลัก ๆ ส่วนตัวคือแอพลิเคชั่น My Fitness Pal เป็นโปรแกรมนับแคลอรี่ เริ่มมีอาหารไทยที่คนเข้าไปใส่ไว้เยอะแล้ว ดังนั้นพิมพ์ภาษาไทยมันก็จะเริ่มขึ้นแล้วว่าโปรตีนเท่าไหร่ ไขมันเท่าไหร่ มีกี่แคลอรี่ ง่ายมาก ๆ แล้วเว็บไซต์ที่ผมใช้ประจำคือ www.bodybuilding.com เป็นเว็บไซต์ที่นักเพาะกาย นักออกกำลังกาย ปั้นหุ่น เข้าไป มีข้อมูลครบเหมือนกัน แต่ถ้าบางคนที่คิดว่าไม่พอ อยากจะลงไปในเชิงลึกละ อย่างเช่น ออกกำลังกายแล้วเจ็บปวด ออกแล้วไม่ได้ผล ผมแนะนำอีกเว็บนึงคือ www.t-nation.com จะเป็นเว็บไซต์ที่พวกนักวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ข้อมูลกัน พอเราเริ่มเข้าใจในเชิงลึกแล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นครับ
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
สวัสดีครับ ชื่ออ้น – กนิษฐ์ ศรีสุวรรณ ปัจจุบันอายุ 39 ปีครับ เป็นพนักงานราชการ ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสนโยบายและแผน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสครับ
ปกติเราก็มีการเล่นฟุตบอลกับเพื่อน อาทิตย์นึงประมาณ 1 – 2 ครั้ง วันนึงเราเกิดอุบัติเหตุทำให้เอ็นหัวเข่าพลิกขาดก็เลยต้องกลับมาฟื้นฟูดูแลสุขภาพตัวเองใหม่ หลังจากเข้ารับการผ่าตัด พักฟื้น เข้าเฝือก ประมาณ 6 เดือน คุณหมอก็แนะนำให้ไปทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อส่วนของต้นขาเพื่อชดเชยส่วนของเอ็นหัวเข่าที่ขาดด้วยการปั่นจักรยาน ประมาณ 1 ปี จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถเล่นกีฬาได้
พอเริ่มปั่นจักรยานมาได้ปีกว่า ๆ ก็รู้สึกเบื่อ เราก็เลยเปลี่ยนเป็นการออกไปวิ่ง การวิ่งครั้งแรกของผมคือการวิ่งรอบสนามฟุตบอล ประมาณ 4 รอบก็รู้สึกเหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานอีก แต่พอวิ่งแล้วเราก็รู้สึกดี ความรู้สึกใหม่ ๆ ได้สัมผัสอากาศ บรรยากาศข้างนอกมากขึ้น พอวิ่งมาก ๆ ร่างกายก็เริ่มสนุกกับการวิ่ง ก็วิ่งได้ระยะมากขึ้น จนเพื่อนชวนไปวิ่งในงานมินิมาราธอนครั้งแรก 10 กิโลเมตร พอไปเจอบรรยากาศที่คนวิ่งเยอะ มันตื่นเต้น มันสนุก ทำให้เราอยากวิ่งอีก ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเลือกการวิ่งเป็นการดูแลสุขภาพ วิ่งต่อเนื่องมาตลอด 3 ปีละครับ
ผมก็วิ่งเกือบทุกวัน ด้วยความที่เราหนีปัญหาการจราจร ผมก็จะมาถึงเช้าก็เลยมีเวลาวิ่ง ก็วิ่งทุกเช้าครับ ประมาณ 5 – 7 กิโลเมตร ถ้าวันไหนมาถึงเร็วก็ได้วิ่งเยอะหน่อย 8-10 กิโลเมตร ผมใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วก็ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อประมาณ 20 – 30 นาทีครับ ผมจะชอบวิ่งข้างนอก เพราะมันได้สัมผัสบรรยากาศจริง วันไหนอากาศดีหน่อยก็ถือว่าเป็นกำไร วันไหนอากาศร้อนก็ถือว่าเป็นการฝึกทนต่ออากาศร้อนเวลาเราไปวิ่งมาราธอนครับ
สิ่งที่ได้รับรู้ ที่เห็นได้ชัดจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นผลที่เกิดจากการลงทุนกับตัวเอง เราเอาร่างกายเรามาทำให้แข็งแรงขึ้น อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็หายไป สองคือผลการตรวจสุขภาพเป็นที่ยืนยันว่า 3 ปีหลังที่เราวิ่งอย่างต่อเนื่องช่วยเราได้มาก ทั้งคอเลสเตอรอล ไขมัน น้ำตาล อันนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามคืออาการที่ผมเคยบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าที่ฉีกขาด ปัจจุบันก็ใช้ชีวิตได้โดยปกติ อีกด้านนึงก็ได้พบกับสังคมเพื่อนนักวิ่ง กลุ่มก๊วนที่จะไปวิ่งด้วยกัน กลุ่มอาสาที่จะไปช่วยงานวิ่งอย่างการเป็นเพเซอร์ (Pacer) สวีพเปอร์ (Sweeper) และแฟนซี (Fancy) เรียกว่าเป็นกลุ่มสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ครับ ก็คือได้ทั้งสุขภาพของตัวและสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ด้วย
การที่เราออกมาสู้กับใจตัวเองว่าให้ออกไปวิ่งเถอะ
ไปออกกำลังกายเถอะ มันอาจจะยากตอนเริ่มต้น
แต่พอเริ่มต้นแล้วผมคิดว่ามันให้ประโยชน์ทั้งสุขภาพ
ของตัวเองและได้สังคมเพื่อนฝูง
มันเป็นเรื่องของจิตใจ ความขี้เกียจ ความเบื่อ แน่นอนว่าใครที่ออกกำลังกายใหม่ ๆ จะเริ่มเป็น มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทำมันด้วยความรู้สึกที่ยังไม่ได้ชอบ ยังไม่ได้รู้สึกสนุกับมัน มันจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น แต่ถ้าเราทำด้วยความชอบ เราเห็นประโยชน์จากมันจริง ๆ พอเราเห็นผลที่ได้จากการออกกำลังกาย เราจะก้าวข้ามผ่านความเบื่อ ความขี้เกียจจะหายไปเอง
ผมสามารถวิ่งได้ระยะมินิมาราธอน ฮาฟมาราธอน มาราธอนได้แล้ว ปัจจุบันระยะที่ผมวิ่งได้อย่างเป็นทางการก็ประมาณ 66 กิโลเมตร ปลายปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ได้สัก 100 กิโลเมตร ก็เป็นลักษณะของการวิ่งเทรล (Trial) วิ่งในสภาพภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งใจอยากจะท้าทายตัวเองครับ
โปรแกรมการออกกำลังกายตอนนี้คือผมวิ่งทุกเช้าอยู่แล้วครับก็เป็นการซ้อมโดยปกติ แต่สิ่งที่อยากเพิ่มคือการเวทเทรนนิ่ง การไปซ้อมในสภาพภูมิประเทศจริง คือการวิ่งขึ้นเขาก็น่าจะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ก็ต้องมีการวางแผนการซ้อมให้มากขึ้นด้วย เพราะมันก็คงไม่ง่ายที่เราจะไปให้ถึง 100 กิโลเมตร แต่ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ เราแค่วางโปรแกรมให้ดี ให้ชัด แล้วก็ฝึกซ้อมตามโปรแกรมที่กำหนดครับ
การวิ่งทำให้เราได้เห็นมุมมองต่าง ๆ ได้เห็นวิถีชีวิต
ได้เห็นผู้คน พอมันเป็นความชอบมันเกิดเป็นสิ่งที่เรา
อยากจะทำมันก็จะไม่รู้สึกฝืน แต่มันเป็นสิ่งที่เราทำแล้ว
เราได้ประโยชน์
หลัก ๆ เลยคือการที่เราชอบหรือสนุกกับมัน โดยที่เราไม่ต้องฝืนตัวเองเลย เราต้องหาความชอบของเราก่อนว่าเราชอบออกกำลังกายด้วยวิธีไหน แล้วก็หาความสนุกจากมัน การวิ่งก็ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ๆ จากที่เคยขับรถผ่านก็ลองมาวิ่งผ่านดู มันก็จะเป็นอารมณ์นึง ถ้าเราชอบวิธีการแบบนี้ก็จะทำใหเราสนุกกับมันมากขึ้นครับ
สำหรับคนที่อยากจะเริ่มออกกำลังกาย ลองเริ่มออกไปเดินก่อนก็ได้ครับ สัก 1 กิโลเมตร สัก 10-15 นาที แล้วก็เดินให้เร็วขึ้น อาจจะเริ่มวิ่งสั้น ๆ วิ่งสลับเดิน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและทำได้ทันทีครับ พอเดินให้เร็วขึ้น หัวใจทำงานมากขึ้นก็ทำให้เราสุขภาพดี แต่ถ้าเดินแล้ว วิ่งแล้วไม่ชอบ ลองหากิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้เราออกแรงมากขึ้น และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
เมื่อรู้ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพแล้ว สำหรับวัยทำงานถือเป็นวัยที่ต้องเข้ารับบริการตรวจสุขภาพอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นวัยที่มักจะตรวจพบโรคซ่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
——–
หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง
การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
——-
หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง
การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
———————
หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง
การซักประวัติ เป็นการคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะคนที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โดยเฉพาะชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากเป็นโรคที่อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อการประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ตรวจฟังเสียงหัวใจผิดปกติ ตับม้ามโตว่าโตผิดปกติ หรือมีภาวะบวม หรือไม่ เป็นต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน เป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
ชื่อ ศิริลักษณ์ หาพันธ์นา ชื่อเล่น อาร์ตี้ อายุ 26 ปี อาชีพพนักงานเอกชน
ก่อนที่จะหันมาออกกำลังกายคือ ป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรมหนักมาก หนักจนแบบว่าไปนวดมาเท่าไหร่ก็ยังไม่หาย นั่งทำงานอยู่แค่คลิกเม้าท์ก็มือชาขึ้นมาเลย ก็เริ่มคิดว่าร่างกายเราสมควรต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก็ไปปรึกษาหมอ ซึ่งหมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อเนื้อมากิน แต่พอเรากลับมาอยู่สภาพเดิมที่ต้องนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ทุกวัน พอกินยามันก็หายในระยะสั้น ๆ แต่พอเลิกกินอาการมันก็กลับมาอีก ทีนี้เราก็เลยคิดว่าทำยังไงที่ต้องหายอย่างถาวรก็เลยต้องเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ
หลังจากที่รู้ว่าร่างกายของเราไม่โอเคแล้ว เราต้องหันมาออกกำลังกายแล้ว ต้องเริ่มขยับตัวออกมาจากนอกคอมพิวเตอร์ละ เลยคิดว่าจะต้องลองออกมาวิ่งเนี่ยแหละ คือการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด แค่เรามีรองเท้ากีฬา 1 คู่ก็สามารถวิ่งได้แล้ว เราเลยขุดตัวเองออกจากออฟฟิศขึ้นมาแล้วก็ลงไปวิ่งกันค่ะ
หาข้อมูลจาก Internet และ Youtube สมัยนี้จะมี Blogger หรือคนที่เป็นเทรนเนอร์ ที่มาให้ความรู้ใน Youtube หรือตาม Channel ต่าง ๆ เราก็ติดตาม ซึ่งเขาจะแนะนำว่า กินแบบนี้ ก็เป็นประโยชน์มากเนื่องจากหาดูได้ง่ายมาก และหลังจากเริ่มไปวิ่งในระยะแรกนั้น วิ่งได้ไม่เร็วเลย วิ่งได้ประมาณ 200 เมตร เราเหนื่อยไม่ไหวแล้ว เราเลิกไปอาทิตย์นึง แล้วกลับมาวิ่งอีกครั้งทีนี้ เราคิดว่าจะตั้งใจวิ่ง เลยจดเป็นตาราง เช่น วันอังคารเลิกงานดึกก็จะไปวิ่งตอนเช้าแทน แต่ถ้าวันพุธเราเลิกงานเย็นเราก็จะวิ่งทั้งเช้าและเย็น
รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างน้อย ๆ คือ หัวใจ เพราะว่า มันจะทำให้เราไม่เหนื่อยง่าย จากที่เราเป็นคนเหนื่อยง่ายมากวิ่ง 200 เมตรวิ่งไม่ได้ เดียวนี้ก็วิ่งมาราธอนได้แล้ว รู้สึกว่าหัวใจแข็งแรงขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น รู้สึกสดชื่นเวลามาทำงาน และก็อาการออฟฟิศซินโดรมที่ปวดตรงไหน ข้อมือ ต้นคอของเราก็หายไป โดยที่แทบไม่ต้องไปหาหมอและไม่ได้กินยาหมออีกเลย
ลองหาความบันเทิงให้ตัวเองเพิ่มขึ้น จากที่เราวิ่งไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขในการวิ่งของเรา ทีนี้เราก็ลองหาวิธีการออกกำลังกายแบบอื่น อย่างการฝึกเต้นออกกำลังกายดู ซึ่งจากการที่ได้ไปลองเต้นดูก็สนุกมากและรู้สึกว่าหุ่นดีขึ้น พอเราได้ออกเฉพาะส่วนมากขึ้น ก็ทำให้เอวเราเล็กลงหรือแม้น้ำหนักเราจะไม่ลดลงมากแต่ก็กระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
รูปแบบการออกกำลังกายที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันเลยก็จะเน้นวิ่งเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ก็จะมีเต้นและออกกำลังกายในยิม ซึ่งการวิ่งนี่ วันนึงวิ่งตอนเช้า อีกวันวิ่งตอนเย็น และก็จะมีเบรกแบบวิ่งวันเว้นวัน สำหรับวันที่เรายุ่งจริง ๆ เพราะว่าทุกคนก็จะมีวันที่งานยุ่ง ซึ่งแต่ละสัปดาห์เราก็ไม่สามารถวางแผนได้บางทีเราก็อาจจะงานด่วนเข้ามาเราก็ต้องทดแทนกันให้ได้ ถ้าวิ่งปกติก็ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อวัน โดยแบ่งเป็นวันจันทร์วิ่งช่วงเช้า วันอังคารวิ่งช่วงเย็น เว้นวันพุธ วันพฤหัสบดีก็วิ่งเช้า และวันศุกร์ก็วิ่งเย็น ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์เราก็รีแล็กซ์หน่อยคือจะไปเต้นกับเพื่อน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือว่าไปเข้ายิมก็จะใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันในช่วงเสาร์-อาทิตย์
รู้สึกว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากก่อนหน้านี้ที่มีปวดหลัง ปวดคอ แต่ตอนนี้หลังจากออกกำลังกายแล้ว รู้สึกว่ามาทำงานก็ไม่ปวดอีกเลย โดยที่เราไม่ต้องกินยาคลายกล้ามเนื้อหรืออะไรทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการออกกำลังกายนั้นเอง
ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ ขั้นตอนเริ่มแรก คือจะลุกขึ้นไปออกกำลังกายได้ยังไง คือช่วงแรกต้องยอมรับว่าออกกำลังกายไปแล้วจะเจ็บ หลังออกกำลังกายกลับมานี่ปวดกล้ามเนื้อมาก วิ่งได้แค่ 200 – 300 เมตร กลับมาคือปวดไปหมด วันต่อไปเราก็ไม่อยากไปออกกำลังกายเพราะเราปวดท้อง ปวดขาไปหมด ซึ่งเป็นช่วงเดือนแรกที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ซึ่งถ้าเราก้าวผ่านมันไปได้ในเดือนแรกแล้ว เราก็จะเริ่มเสพติดมัน และทำให้เราอยากไปวิ่งอยากออกไปเต้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็จะมีความสุขกับมันและอยู่กับการออกกำลังกายได้ค่ะ
เราต้องใจแข็งมาก ๆ และเราต้องไปดูแรงบันดาลใจใน Youtube ที่เขาออกกำลังกายให้เราดูว่าออกแล้วจะหายนะ ออกกำลังกายแล้วจะหุ่นดีขึ้นนะ แล้วเราก็ต้องทำเป็นตารางว่าเราเลิกงาน 2 ทุ่มนะ เราต้องวางปากกาและต้องเปลี่ยนชุดออกไปวิ่งนะ ต้องใจแข็งมาก ๆ และต้องมีวินัยกับตัวเองสุด ๆ ค่ะ
เทคนิคก็คือเราต้องสร้างความบันเทิงให้กับตนเอง อย่างเราไปวิ่งในยิมประมาณ 30 นาที เราจะออกมาพักนะ หรือวิ่งให้ได้ 1 ชั่วโมงและจะออกมาถ่ายรูป 2 รูปนะ ซึ่งมันเป็นเหมือนการบังคับตัวเองให้วิ่ง ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจค่ะ และก็มีเทคนิคอีกเล็ก น้อย ๆ ก็คือ เราจะต้องทำตาราง ในสมัยนี้เราก็มีแอพพลิเคชั่นมากมายมาช่วยเรา เราก็แค่จดมันลงไปในโทรศัพท์ของเรา แค่ทำให้มันเป็นตารางอย่างแน่นอนว่าและเราต้องทำให้ได้ หรือเราจะหาเพลงที่ชอบทำเป็นลิสต์เพลงมาเปิดฟังขณะออกกำลังกาย ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้น สำหรับหัวใจหลักของการวิ่งมาราธอน คือ การฝึกซ้อม เราจะต้องมีความอดทนและมีวินัยเป็นอย่างมาก ซึ่งกว่าที่เราจะวิ่งได้ 10 หรือ 20 กิโลเมตร นี่เราต้องซ้อมไปวันละ 3 กิโลเมตร จากนั้นขยับมาเป็น 5 กิโลเมตร ต่อไปก็เป็นวันละ 7 กิโลและ 10 กิโลเมตร ค่ะ
สุขภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิตคนเราแล้ว ถึงเราจะมีเงิน มีเวลามากแค่ไหน แต่ถ้าเรามีสุขภาพที่ไม่ดีแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างของเราไม่ดีไปหมดเลย ฉะนั้นก็เริ่มต้นดูแลสุขภาพง่าย ๆ เช่นการวิ่งหรือไปเต้นกับเพื่อน ๆ มันเป็นความสุขที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองด้วยและทำให้เรามีสังคมกับเพื่อน ๆ อีกด้วยค่ะ
ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”
สวัสดีค่ะ เจส – เจสสิก้า ภาสะพันธุ์ อายุ 30 ปี อาชีพนักแสดงอิสระค่ะ
เรารู้ตัวว่าเราผอมเกินไปแล้วก็บวกกับอายุที่เริ่มมากขึ้นด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเราน่าจะต้องเริ่มสนใจสุขภาพมากขึ้น
ตอนแรกก็ออกกำลังกายเหมือนคนอื่นปกติเลยค่ะ คือ เข้าฟิตเนส แต่เรารู้สึกว่ามันอาจจะไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่ เพราะมันค่อนข้างจะจำเจ มันน่าเบื่อเกินไปสำหรับเรา วิธีการแก้เบื่อก็คือเปลี่ยนไปเลยค่ะ ตอนแรกเริ่มจากฟิตเนสก็ทำได้สักครึ่งปี มันก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่สำหรับเรา หลังจากนั้นก็เลยต่อยมวยไปด้วย ก็ดีนะ แต่มันอาจจะแบบดูโหดเกินไปหน่อยสำหรับเรา ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป ก็เลยหากิจกรรมใหม่ ๆ ทำ เราก็มาเจอกีฬาที่รู้สึกว่าเออ…มันถูกจริตกับเราคือปีนหน้าผาจำลอง
ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นอะไรทำได้เรื่อย ๆ ไม่เบื่อ ต่อให้เราปีนอันนี้แล้วกลับมาปีนใหม่มันก็ไม่เหมือนเดิม คือมันมีอะไรที่แปลกใหม่ตลอดเวลาสำหรับเรา แล้วเราเห็นผลด้วย
ถ้าเริ่มปีนก็สัก 2 ปีกว่า ๆ ช่วงนี้อาจจะน้อยลงอาทิตย์ละ 1 – 2 วัน แต่ตอนแรก ๆ ก็อาทิตย์ละ 2 – 3 วันค่ะ
ส่วนตัวใช้เวลาไม่นานที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง อย่างที่บอกเราเป็นคนผอม พอเล่นได้สัก 2 เดือน เราก็จะเห็นละว่าร่างกายเรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น เมื่อก่อนเราเป็นคนผอมแห้ง ไม่มีกล้ามเนื้อ แต่พอเรามาปีนแล้วก็รู้สึกว่าเราผอมอยู่ แต่เป็นผอมที่มีกล้ามเนื้อมากขึ้น เห็นได้ชัดมากคือพวกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ต่อให้คุณเข้าฟิตเนสคุณก็ยกไม่ได้ เพราะมันเป็นอะไรที่ได้มาจากธรรมชาติเองจากที่เราใช้ร่างกาย รู้สึกว่าเราได้เรื่องของความยืดหยุ่นของร่างกายด้วย ได้การเบิร์นที่มากขึ้นของการออกกำลังกาย ได้ความสนุก แล้วก็ได้เรื่องการท้าทายตัวเอง เรื่องของใจ มันส่งผลดีต่อตัวเรา แล้วมันก็จะส่งผลดีกับอย่างอื่นด้วยอยู่แล้ว คือคนอื่นเค้าก็จะมองเรา Healthy ขึ้น ดูรูปลักษณ์เราดีขึ้น
ความยากหรืออุปสรรคของมันก็เป็นเสน่ห์
ของมันเลยค่ะ มันทำให้เราท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้น
ความยากของมันก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น
กีฬาปีนหน้าผามันมีอุปสรรคด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่าเราเก่งแล้วเราจะไม่มี มันมีตั้งแต่เริ่มแรก ต่อให้เราเก่งขึ้นอย่างไรมันก็มี เพราะมันก็จะเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความยากหรืออุปสรรคของมันก็เป็นเสน่ห์ของมันเลยค่ะ มันทำให้เราท้าทายตัวเองเพิ่มมากขึ้น ความยากของมันก็จะทำให้เราแข็งแรงขึ้น
สิ่งที่ยากที่สุดของการออกกำลังกายปีนหน้าผาคือใจตัวเอง ร่างกายตัวเองล้วน ๆ ถ้าวันนั้นเรารู้สึกว่าเรานอนไม่พอ มันจะทำให้เรามีแรงปีนได้น้อยลง กล้ามเนื้อเราอาจจะไม่ตื่นพอ
วิธีการเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คือ ทำเลยค่ะ เหมือนกับเราต้องไม่คิด เราทำเลย เราลองทำแล้วเราจะรู้ว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ก็ลองทำใหม่เพื่อให้เราทำได้ ถ้าเราลองไปเรื่อย ๆ ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สามอาจจะไม่ได้ แต่ถ้าเราลองไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะทำได้ค่ะ
มันจะเสียวในช่วงแรก แต่ว่าพอเราขึ้นไปถึงจุดบนสุด
เราจะรู้สึกฟิน มันถึงจุดสุดท้ายแล้ว เราทำได้แล้ว
เราจะลืมความกลัวไปเลย
มันต้องใช้ระยะเวลาในการลองทำ ลองปีนดู เพราะว่าเทคนิคแต่ละเทคนิคมันขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคนด้วย ถ้าจะให้แนะนำก็น่าจะต้องเริ่มจากการเปิดใจก่อน ให้ได้มาลองก่อน ถึงรู้ว่าเราควรจะไปทางไหนต่อค่ะ
แนะนำให้มาลองค่ะ คนที่ไม่เคย อย่าคิดว่าทำไม่ได้ อย่าคิดว่าชั้นอ้วน ชั้นปีนไม่ขึ้นหรอก มันไม่มีข้อแม้ในการปีนเลยค่ะ ไม่ว่าคุณจะน้ำหนักเท่าไหร่ อายุเท่าไหร่ ถ้าคุณเปิดใจ คุณสามารถปีนได้ ต้องลองค่ะ
อยากจะฝากถึงทุก ๆ คนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเลือกออกกำลังกายชนิดไหนก็ตาม คือไม่อยากให้ไปโฟกัสที่ว่าชั้นจะต้องหุ่นดีเท่านั้น แต่อยากให้ไปโฟกัสการออกกำลังกายเป็นการทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น แล้วเรื่องหุ่นที่ดีขึ้นเป็นผลพลอยได้ของมัน ต่อให้เลือกเล่นกีฬาอะไรก็ตามก็อยากให้คิดแบบนี้มากกว่า
แล้วก็อยากจะฝากให้ลองดูค่ะ กีฬาปีนหน้าผาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีมาก ๆ เพราะเป็นกีฬาที่ได้ครบในครั้งเดียว ทั้งการเบิร์นแคลอรี่ ในเรื่องของคาดิโอ กล้ามเนื้อ การยืดหยุ่น คือได้ครบหมดเลย อยากให้ลองดูค่ะ อย่าเพิ่งไปคิดว่าทำไม่ได้ ต้องมาลองก่อนค่ะ
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า