ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-ใช้สมุนไพรอะไรไดบ้าง.jpg

ก่อนที่จะหาสมุนไพรมารับประทานเพื่อลดความอ้วน ควรมารู้จักโรคอ้วนก่อนว่า หมายถึงอะไรและเกิดจากอะไร

 

โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากเกินไป โดยการวัดจากดรรชนีมวลรวมของร่างกาย (Body Mass Index) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า BMI

 

ส่วนสาเหตุของโรคอ้วน นั้นเกิดมาจาก

  1. พฤติกรรมการรับประทานอาหารตามใจปากมากเกินไป เกินความต้องการของร่างกาย จึงถูกสะสมไว้ในร่างกาย เมื่อมีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  2. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไธรอยด์ และกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย คือ อัตราความสามารถในการใช้พลังงาน และเผาผลาญของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ
  3. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่อ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนถึง 80% แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนถึง 40%
  4. เพศ เพศหญิงมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าเพศชาย โดยธรรมชาติเพศหญิงมักรับประทานได้ตลอดเวลา อีกทั้งต้องตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรับประทานอาหารเพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ หลังคลอดแล้วไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้
  5. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีโอกาสอ้วนง่ายขึ้นทางเพศชายและหญิง ซึ่งเนื่องมาจากการใช้พลังงานน้อยลง
  6. ยา ผู้ป่วยบางโรค จะได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ก็ทำให้อ้วนได้ หรือในเพศหญิงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน (อ้างอิง : www.thailabonline.com)

ดังนั้น การที่จะลดความอ้วนให้ได้ผลดี ก็ต้องปรับพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนการใช้สมุนไพรเพื่อลดความอ้วนนั้น ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าไม่มียาสมุนไพรตัวใดช่วยลดความอ้วนโดยตรง แต่ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้อ้วนได้ อย่างเช่น สมุนไพรบุก เม็ดแมงลัก ซึ่งจะมีกากใยและพองตัวในกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่ม โดยไม่ต้องรับประทานอาหารมากนัก หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น มะขามแขก ชุมเห็ดเทศ จะช่วยลดการดูดซึมโมเลกุลของไขมันเข้าสู่ผนังลำไส้ คือ ช่วยระบายไขมันออกมาพร้อมกับอุจจาระ โดยทั่วไปคนอ้วนมักจะท้องผูก เนื่องจากกินอาหารจำพวกเนื้อ ไขมัน เนย แป้ง ซึ่งเป็นอาหารไม่มีกากใยขณะเดียวกันโมเลกุลของไขมัน โปรตีน น้ำตาล ก็ถูกดูดซึม เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผนังลำไส้เป็นจำนวนมาก ไม่ถูกขับถ่ายมาพร้อมกับกากใย เมื่อมีแต่เข้าไม่มีออกแบบนี้จึงทำให้อ้วนได้

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


.jpg

เหงือกปลาหมอ เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae พบในประเทศไทยมี 3 ชนิด คือ

  1. เหงือกปลาหมอดอกขาว (Acanthus ebracteatus Vahl)
  2. เหงือกปลาหมอดอกม่วง (Acanthus ilicifolius L.)
  3. เหงือกปลาหมอเครือ (Acanthus volubilis Vahl)

 

ตามตำราแพทย์แผนโบราณแล้วมักนิยมใช้เหงือกปลาหมอดอกขาว (Acanthus ebracteatus Vahl)

ซึ่งมีสรรพคุณดังนี้

  1. ลูกและเมล็ด รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณ ขับโลหิตระดู และขับโลหิต แก้ฝี ขับพยาธิ
  2. ทั้งต้น รสเค็มกร่อย มีสรรพคุณ แก้พิษฝีดาษ ฝีภายใน แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ต้มอาบแก้พิษไข้หัว แก้ผื่นคัน ตำพอกปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง เป็นยาอายุวัฒนะ
  3. ใบ รสเค็ม แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้ประดง แก้ฝีภายในและภายนอก
  4. ทั้ง 5 ส่วน เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษกาฬ

 

ในอินเดีย

ใช้ยอดและใบอ่อนผสมน้ำเล็กน้อย ปิดแผลที่ถูกงูกัด ทั้งต้นใช้แก้โรคเกี่ยวกับหลอดลม และแก้ไอ นำมาต้มใช้เป็นยารักษาโรคธาตุพิการ

 

ในสิงคโปร์

ใช้เมล็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มกับดอกมะเฟือง หรือดอกตะลิงปลิง เติมเปลือกอบเชย และน้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เมล็ดบดเป็นผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วบดละลายน้ำกินแก้ฝี ฝักต้มรับประทาน เป็นยาขับโลหิต และแก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด

 

ภาพประกอบจาก: en.wikipedia.org


-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

โลหิตจาง หรือเลือดน้อย คือการที่เม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติทางการแพทย์จะหมายถึงการที่ระดับค่าฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่า 13 กรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย หรือ 12 กรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง ถ้าคิดเป็นค่าฮีมาโตคริต คือความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต่ำกว่า 39 และ 36% ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับ

 

สาเหตุของโลหิตจาง

  1. เกิดจากความสูญเสียเลือด
    • บางครั้งมีเลือดออกจากทางเดินอาหาร ซึ่งจะสังเกตจากการถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำ แต่ถ้าออกครั้งละน้อย ๆ แต่ออกบ่อยอาจไม่เห็นว่าอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำ แต่จะมีโลหิตจางได้ โรคที่ทำให้ถ่ายมีเลือดปนที่พบบ่อยได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร โรคหลอดเลือดโป่งพอง โรคมะเร็งลำไส้ เป็นต้น
    • เสียเลือดจากการมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ถ้าถึงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีเลือดออกทางช่องคลอด ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที อาจเกิดจากการเป็นมะเร็งได้
  2. ซีดจากการขาดสารอาหาร ผู้เป็นโรคโลหิตจางบางรายอาจรับประทานอาหารม่ครบ 5 หมู่ทำให้โลหิตจางได้
  3. ซีดจากโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคตับ ข้ออักเสบ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดได้น้อย
  4. โรคอื่น ๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกเสื่อม หรือธาลัสซีเมีย

 

ชนิดของโลหิตจาง

  1. ขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งพบมากที่สุดเกิดจากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่เพียงพอในการสร้างฮีโมโกลบินอาจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ มีโรคลำไส้หรือเสียเลือดซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการมีประจำเดือนมากหรือการเสียโลหิตเรื้อรังจากสาเหตุอื่น
  2. ชนิดไขกระดูกบกพร่องหรืออะพลาสติก (Aplastic Anemia) เกิดเมื่อไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดบางชนิดได้เพียงพอ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด
  3. ชนิดขาดกรดโฟลิก (Folic acid Deficiency Anemia) มักเป็นผลจากการขาดวิตามินบี ซึ่งจำเป็นในการสร้างฮีโมโกลบิน ภาวะโลหิตจางชนิดนี้พบบ่อยในผู้ที่เป็นพิษสุราเรื้อรัง
  4. ชนิดขาดวิตามินบี หรือเพอร์นิเซีส (Pernicious Anemia) เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 เนื่องจากกระเพาะอาหารไม่สามารถสร้างสารที่จำเป็นในการดูดซึมวิตามินเข้าสู่กระแสเลือด

 

การรักษา

การรักษาผู้เป็นโลหิตจางในแต่ละชนิด มีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน จึงควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง หรือถ้ามีอาการไม่มากก็จะเป็นการดูแลตนเองโดยการรับประทานผักต่าง ๆ ที่มีสีเขียวหรือตับ จะเป็นการเพิ่มธาตุเหล็ก เพราะฉะนั้นการเป็นโลหิตจางยังไม่มีสมุนไพรชนิดใดที่มีข้อมูลทางการวิจัยยืนยันว่าสามารถรักษาโลหิตจางได้

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-มีสรรพคุณและประโยชน์อย่างไร.jpg

บัวบก เป็นสมุนไพรในเขตร้อนชื้นทั่วไป เป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันดี นิยมใช้เป็นผักแกล้มลาบ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ กินกับน้ำพริก หรือกินกับหมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย และเป็นที่รู้กันดีว่าน้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน คนจีนเชื่อว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงกำลัง ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อน ขม เย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับลมเสีย

 

ส่วนในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย บันทึกไว้ว่า บัวบกมีกลิ่นฉุนรสขม อมหวาน ย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้โรคเกี่ยวกับเลือด และโรคที่สมุฏฐานเกี่ยวกับเสมหะ

ปัจจุบันใบบัวบกเป็นสมุนไพรยอดนิยมของชาวตะวันตก มีประสิทธิภาพการผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความทรงจำได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัช พบว่า ใบบัวบกจะให้สารไกลโคไซด์ (Glycosides) หลายชนิด ที่ให้ผลต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน มีผลในการลดความเสื่อมของเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ นอกจากนี้ สารไกลโคไซด์จากใบบัวบกยังส่งผลให้เกิดการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นโครงสร้างของผิวหนัง จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานเร็วขึ้น

 

จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ยังพบว่า สารสกัดจากบัวบกช่วยป้องกันการติดเชื้อของแผล โดยมีข้อมูลสนับสนุนว่าน่าจะป้องกัน และลดรอยแผลเป็นได้ ในทางเครื่องสำอางถือว่าบัวบกเป็น magic herb หรือสมุนไพรมหัศจรรย์ทีเดียว เพราะมีสรรพคุณเย็น ให้พลังงานแก่เซลล์ (Bio-energizing) กระตุ้นการสร้าง collagen และ elastin อันจะช่วยรักษาแผล และรอยเหี่ยวย่น ลดการอักเสบ และเชื่อว่าน้ำคั้นจากใบบัวบกช่วยลดอาการหน้ามันได้ด้วย แม้แต่อาการที่ผิวหนังมีอาการบวมแดงเป็นปื้น (orange peel-like) น้ำคั้นจากใบบัวบกก็ใช้ได้เช่นกัน ทั้งยังมีรายงานว่าสารสกัด 50% เอทานอล มีฤทธิ์กระตุ้นการงอกของผมในคนศีรษะล้าน

 

สรรพคุณทางยาของบัวบกก็มีไม่น้อย

โดยเฉพาะเรื่องของการช้ำใน คือ การที่ตกจากที่สูง ถูกกระแทก เชื่อว่าเกิดจากฤทธิ์ของการลดการอักเสบ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้มากขึ้น จึงทำให้อาการดังกล่าวดีขึ้น วิธีใช้ คือ คั้นเอาแต่น้ำกินและตำพอกบริเวณที่เป็น และกินไปเรื่อย ๆ จนกว่าแผลจะหาย

 

คนไทยใช้บัวบกเป็นยาอายุวัฒนะ

โดยแก้ปัญหาเรื่องมีฤทธิ์เย็นของบัวบกด้วยการผสมพริกไทย โดยใช้ผงใบบัวบก 2 ส่วนผสมกับพริกไทย 1 ส่วน ละลายน้ำร้อนกินก่อนนอน ครั้งละครึ่งช้อนชา โดยกล่าวว่า “กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้นมีปัญญา กิน 2 เดือน บริบูรณ์น่ารักมีเสน่ห์ กิน 3 เดือนริดสีดวงสิบจำพวกหายสิ้น กิน 4 เดือนลมสิบจำพวกหายหมด กิน 5 เดือนโรคร้ายในกายทุเลา กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ กิน 7 เดือนผิวกายจะสวยงาม กิน 8 เดือน ร่างกายสมบูรณ์ เสียงเพราะ”


-รักษาโรคใดได้บ้าง.jpg

สบู่ดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha Curcas Linn. จัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเพื่อใช้เป็นน้ำมันทดแทน และอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สบู่ดำสามารถนำมาใช้ปลูกเป็นแนวรั้ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าทำลายผลผลิต เนื่องจากมีสารพิษ Hydrocyanic ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเขียว

 

ตามตำราแพทย์แผนโบราณสบู่ดำมีสรรพคุณดังนี้

  1. ยางจากก้านใบ ใช้ป้ายรักษาโรคปากนกกระจอก ห้ามเลือด แก้ปวดฟัน แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว
  2. ลำต้น แก้ซางตานขโมย แช่น้ำอาบแก้โรคพุพอง

 

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  1. ใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและฆ่าพยาธิโดยยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียกลุ่ม Taphylococcus, Bacilius และ Mcrococous
    ยาง (sap) มีความเข้มข้น 50% และ 100% สามารถฆ่าไข่พยาธิไส้เดือน และพยาธิปากขอ และยับยั้งการเจริญของลูกน้ำยุง และยางจะมีความเป็นพิษสูงมากต่อหนูถีบจักร เมื่อเข้าทางปาก หรือฉีดเข้าช่องท้อง 
  2. กิ่งก้าน พบว่า มีฤทธิ์ยับยั้ง Cytopathic effect ของเชื้อ HIV โดยมีพิษต่ำ (จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ)
  3. ผล ทดสอบกับปลาคาร์ฟ พบว่า พิษของ phorbol ester ทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าลง มีมูกในอุจจาระและไม่กินอาหาร แต่ถ้าหยุดให้ phorbol ester ปลาจะกลับมาเจริญเป็นปกติ ได้ทดสอบกับตัวอ่อน ในครรภ์ของหนู พบว่า ผลสบู่ดำทำให้หนูแท้งได้
  4. เมล็ด สารพิษในเมล็ด คือ curcin มีฤทธิ์ต่อสัตว์หลายชนิดและมนุษย์
  5. ราก ฤทธิ์ต้านอักเสบ ผงรากเมื่อทาบนใบหูของหนูถีบจักรจะช่วยต้านอักเสบ จากการถูกสาร TPA ได้ และสารสกัดด้วยเมธานอลของผงราก เมื่อให้ทางปากจะต้านอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ได้รับสาร carrageenan
  6. ยางสบู่ดำ ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น (พบในคน) แต่ถ้าเจือจางมาก ๆ จะทำให้เลือดไม่แข็งตัว
  7. ไม่ระบุส่วน ฤทธิ์ต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ พบว่า สบู่ดำมีฤทธิ์ในการลดการแพร่กระจาย เคลื่อนที่ และการหลั่งสาร เอนไซม์ matrix metallo ของเซลล์

 

ภาพประกอบจาก: www.pixabay.com


-ใช้สมุนไพรอะไรรักษาได้บ้าง.jpg

การไอ ช่วยขับสิ่งแปลกปลอมที่มากระตุ้นทางเดินหายใจ เช่น ควัน ฝุ่นละออง เสมหะ ออกจากทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการไอชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การไอติดต่อกันเป็นเวลานานจนเรื้อรัง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น หวัดจากการแพ้ หลอดลมอักเสบ ไอกรน วัณโรค

 

การรักษาจึงต้องรักษาสาเหตุของการไออื่น ๆ เพื่อคู่ไปด้วย ยาแก้ไอที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะอาการไอ เช่น หากไอแห้ง ๆ ต้องใช้ยากดอาการไอ ซึ่งสมุนไพรในกลุ่มนี้ที่สำคัญ คือ ฝิ่น แต่ถ้าไอมีเสมหะควรใช้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ซึ่งสมุนไพรในกลุ่มนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มย่อยตามสารสำคัญ คือ

  1. กลุ่มที่มีสาระสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ เหง้าขิง หัวกระเทียม และผลดีปลี
  2. กลุ่มที่มีสาระสำคัญเป็นกรด ซึ่งมีรสเปรี้ยว ได้แก่ มะขามเปียก น้ำมะนาว ผลมะขามป้อม และเนื้อสับปะรด และ
  3. กลุ่มสมุนไพรอื่น ๆ ได้แก่ มะแว้งเครือ มะแว้งต้น และเพกา เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรพักผ่อนมาก ๆ งดบุหรี่ อาหารทอด น้ำเย็น และพยายามดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 1 – 2 สัปดาห์ร่วมกับน้ำหนักลด หรือมีอาการรุนแรงขึ้นควรปรึกษาแพทย์

 

ตำรับยาแก้ไอสมุนไพรต่าง ๆ ตามตำราพื้นบ้าน

  • กระเทียม ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ต่ำละเอียดละลายกับน้ำอ้อยสด คั้นน้ำจิบแก้ไอขับเสมหะ หรือคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิบ หรือกวาดคอก็ได้
  • ขิง วิธีใช้ขิงเป็นยาแก้ไอมีอยู่หลายวิธี อาจใช้ต้มกับน้ำพอเดือด ชงด้วยน้ำเดือด หรือคั้นน้ำขิงโดยใช้กระสายยา คือ น้ำมะนาวก็ได้ ขนาดที่ใช้ตั้งแต่ 5 – 30 กรัม
  • ดีปลี ใช้ดีปลีประมาณครึ่งผล ตำละเอียดเติมน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อย ๆ
  • มะนาว ใช้น้ำมะนาว 1 ถ้วยชา ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือเล็กน้อย ชงน้ำอุ่นดื่มบ่อย ๆ หรือน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ จิบแก้ไอ
  • มะขาม ใช้มะขามเปียก 3 กรัม จิ้มเกลือรับประทาน หรือนำมะขามเปียกมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล และเกลือเล็กน้อย
  • มะขามป้อม ใช้ผลสดตำคั้นน้ำดื่มหรือกัดเนื้อเคี้ยวอมบ่อย ๆ
  • มะแว้งเครือ/มะแว้งต้น ใช้ผลมะแว้งสด 5 – 6 ผล ล้างให้สะอาดเคี้ยวอมไว้ กลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมแล้วคายกาก หรือจะกลืนทั้งน้ำและเนื้อก็ได้ หรือใช้ผลสด 5 – 10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือเล็กน้อยจิบบ่อย ๆ เวลาไอ
  • เพกา ใช้เมล็ดครั้งละครึ่งถึง 1 กำมือ (หนัก 1 1/2 – 3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 cc. ต้มไฟอ่อนพอเดือดประมาณ 1 ชั่วโมงรับประทานวันละ 3 ครั้ง

 

ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-จะใช้สมุนไพรอะไรช่วยได้บ้าง.jpg

ท้องผูก เป็นอาการภาวะผิดปกติของการถ่ายอุจจาระ ซึ่งจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ โดยทั่วไปน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่าผิดปกติ และอุจจาระเป็นก้อนแข็ง

 

สาเหตุ ที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก

  1. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย
  2. ผลจากการรับประทานยา เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันโลหิตสูง ยาลดกรด
  3. ภาวะที่ร่างกายมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน และโรคระบบประสาท นอกจากนี้ อาจเกิดจากการมีเนื้องอก หรือมะเร็ง เข้าไปอุดตันบริเวณลำไส้

เพราะฉะนั้น การรักษาอาการท้องผูกจึงต้องดูจากสาเหตุและอาการร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น ปวดท้องมากผิดปกติ ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด ถ้าเป็นไม่มาก และไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใย ให้ปรับปรุงพฤติกรรมการรับประทาน และดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว เพื่อเป็นการบรรเทาอาการเบื้องต้น แต่ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือจะใช้สมุนไพรช่วย ก็มีสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการระบาย ดังนี้

  1. ขี้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby) ใช้ใบอ่อน ดอก และแก่นแห้ง ประมาณ 4 – 5 กำมือ น้ำหนัก 20 – 25 กรัม ใส่น้ำให้ท่วมตัวยา ต้มนาน 25 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน
    ข้อแนะนำ ให้ใช้ในขณะที่มีอาการท้องผูก ห้ามใช้เป็นประจำและห้ามใช้ในบุคคลที่กำลังตั้งครรภ์แก่
  2. ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) ใช้ใบตากแห้งคั่วจำนวน 12 – 15 ใบย่อย ต้มกับน้ำพอควร ดื่มครั้งเดียวก่อนอาหารตอนเช้า หรือใช้ช่อดอกสด 1 – 3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก
    ข้อแนะนำ ให้คั่วใบชุมเห็ดเทศทุกครั้ง ไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  3. คูณ (Cassia fistula L) ใช้เนื้อในฝักแก่สีน้ำตาลดำ ประมาณ 2 หัวแม่มือ น้ำหนัก 4 – 5 กรัม ต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอน หรือเช้ามืดก่อนรับประทานอาหาร
  4. มะขาม (Tamarindus indica L) เนื้อมะขามเปรี้ยว 70 – 150 กรัม ประมาณ 10 – 20 ฝัก จิ้มเกลือรับประทาน ดื่มน้ำตามมาก ๆ หรือใส่น้ำพอประมาณต้มเดือดใส่เกลือเล็กน้อย รินน้ำดื่ม
  5. มะขามแขก (Senna alexandrina Mill) ใช้ใบแห้ง 3 – 10 กรัม หรือฝัก 5 – 8 ฝัก ต้มกับน้ำดื่ม หรือบดเป็นผงชงด้วยน้ำเดือด รับประทานก่อนนอน หรือเช้ามืดก่อนอาหาร
    ข้อแนะนำ เพื่อป้องกันการเสาะท้องให้ใส่กระวาน 1 – 2 ผล หรือกานพลู ทุบพอแหลก 1 – 2 ดอก ลงไปด้วย สตรีมีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์ห้ามใช้ ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  6. แมงลัก (Ocimum americanum L) ใช้เม็ดแมงลัก 1 – 2 ช้อนชา เติมน้ำเมื่อพองเต็มที่ ดื่มก่อนรับประทานอาหาร

 

ภาพประกอบจาก: www.lovepik.com


.jpg

ยาหอมไทยมีการใช้กันมายาวนานมาก จะเห็นได้จากบันทึกตำราวัดโพธิ์ ซึ่งมีด้วยกันหลายตำรับ แต่ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ. 2542) เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ได้จัดยาหอมเป็นยาสามัญประจำบ้านไว้ 4 ตำรับ ซึ่งแต่ละตำรับก็มีตัวยาสมุนไพรเป็นองค์ประกอบแตกต่างกัน ดังนี้

 

ยาหอมอินทจักร

ประกอบด้วย สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง ลูกผักชีลา โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศน้ำเต้า โกศพุงปลา โกศกระดูก เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี จันทน์แดง จันทน์เทศ เถามวกแดง เถามวกขาว รากย่านาง เปลือกชะลูด อบเชย เปลือกสมุลแว้ง กฤษณา กระลำพัก บอระเพ็ด ลูกกระดอมกำยาน ขอนดอก ชะมดเช็ด ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู รากไคร้เครือ ลำพันแดง ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ดอกคำไทย ฝางเสน ดีงูเห่า ดีหมูป่า ดีวัว พิมเสน สิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมบาดทะจิต แก้ลมจุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน

 

ยาหอมนวโกฐ

ประกอบด้วย สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง หนักสิ่งละ 3 ส่วน แห้วหมู โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศหัวบัว โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ สักขี ลูกราชดัด ลูกสารพัดพิษ ลูกกระวาน กานพลู ดอกจันทน์

ลูกจันทน์ จันทน์เทศ จันทน์แดง อบเชยญวน เปลือกสมุลแว้ง หญ้าตีนนก แฝกหอม เปลือกชะลูด เปราะหอม รากไคร้เครือ กฤษณา ขอนดอก กระลำพัก เนื้อลูกมะขามป้อม เนื้อลูกสมอพิเภก ชะเอมเทศ ลูกผักชีลา ลูกกระดอม บอระเพ็ด เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกมะลิ แก่นสน หนักสิ่งละ 4 ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก 2 ส่วน ชะมดเช็ด พิมเสน หนักสิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมกองละเอียดพิการ

 

ยาหอมทิพโอสถ

ประกอบด้วย ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง ดอกกระดังงา ดอกจำปา ดอกบัวจงกลนี หัวแห้วไทย กระจับ ฝาง จันทน์แดง จันทน์ขาว จันทน์เทศ กฤษณา ชะลูด อบเชย สมุลแว้ง สนเทศ ว่านน้ำ กระชาย เปราะหอม ดอกคำไทยชะเอมเทศ สุรามฤต ข่าต้น ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ หนักสิ่งละ 4 ส่วน โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศกักกรา โกศน้ำเต้า โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี และชะมดเช็ด พิมเสน หนักสิ่งละ 2 ส่วน เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวภาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบการบูร หนักสิ่งละ 1 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน

 

ยาหอมเทพจิตร

ประกอบด้วย ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กานพลู ลูกกระวาน จันทน์แดง จันทน์ขาว กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชย เปราะหอม แฝกหอม หนักสิ่งละ 2 ส่วน ผิวมะกรูด ผิวมะนาว ผิวมะงั่ว ผิวส้มตะรังกะนู ผิวส้มโอ ผิวส้มจีน ผิวส้มเขียวหวาน หนักสิ่งละ 4 ส่วน ชะมดเช็ด การบูร หนักสิ่งละ 1 ส่วน โกศสอ โกศเขมา โกศก้านพร้าว โกศเชียง โกศจุฬาลัมพา โกศหัวบัว โกศพุงปลา โกศกระดูก โกศชฎามังสี เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนตาตั๊กแตน เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวภาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบพิมเสน หนักสิ่งละ 4 ส่วน ดอกมะลิ หนัก 184 ส่วน มีสรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ

 

ภาพประกอบจาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th


.jpg

ปัจจุบันนี้ โรคเอดส์กำลังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุข ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งโรคนี้ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ มีเพียงยาต้านไวรัสเท่านั้น ที่จะช่วยให้เชื้อไวรัสเอดส์ลดลง ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งข้อดี คือ ทำให้ไวรัสลดลง มีภูมิคุ้มกัน CD4 เพิ่มขึ้น แต่ข้อเสีย คือ มีผลทำให้เกิดภาวะผิดปกติ เช่น ตับอักเสบ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคไต ปลายประสาทอักเสบ ปวดเมื่อยตามข้อตามตัว มีผื่นขึ้นตามตัว เกิดภาวะไขมันเคลื่อนย้าย แก้มตอบ แขนขาลีบ

 

แนวคิดในการรักษา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แนวคิดในการรักษาเปลี่ยนไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีรักษาแบบ 2 ทางที่เรียกว่า Complementary treatment หมายถึง การรักษาระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่ไปกับแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

  1. ใช้ต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อไวรัส จนไม่สามารถตรวจพบได้ ปริมาณไวรัสต่ำกว่า 50 ตัวต่อลบ.มม.
  2. ใช้วิธีป้องกันข้อเสียของยาต้านไวรัส โดยการซ่อมสร้างร่างกายที่เรียกกันว่าแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) เช่น การใช้ยาสมุนไพรแบบสกัด ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ว่ามีฤทธิ์ในการปกป้อง ซ่อมสร้างร่างกาย เช่น ปกป้องตับ โดยการใช้เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ฯลฯ ใช้มะระขี้นกซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ใช้น้ำมันปลาในกลุ่มโอเมก้า 3 ป้องกันไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถช่วยปกป้องผลข้างเคียงที่เกิดจากยาต้านไวรัสได้

 

สมุนไพรที่ใช้ในการเพิ่มภูมิต้านทานในผู้ติดเชื้อเอดส์

  1. ลูกใต้ใบ พบว่า สารสกัดจากลูกใต้ใบสามารถยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase ของ HIV-1 ได้
  2. ฟ้าทะลายโจร พบว่า สาร dehydroandrographlide succinic acid monoester ซึ่งสังเคราะห์ได้จากสาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV-1 และมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อด้วย
  3. ขมิ้นชัน พบว่า มีสารสีเหลือง curcumin ในขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ protease ของ HIV-1 และ HIV-2 และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์ integrase ของเชื้อ HIV-1 จึงได้มีการนำ curcumin ไปทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยเอดส์อยู่ในขณะนี้
  4. เห็ดหลินจือ พบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ HIV-1 ได้ผลดี โดยป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายในช่วงแบ่งตัวของไวรัส
    และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ และยังพบอีกว่ามีสาระสำคัญที่ช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และอาการภูมิแพ้ ตุ่มคันตามผิวหนัง
  5. มะระขี้นก พบว่า มีเมล็ดแก่ของมะระขี้นก มีโปรตีน TBG-P 29 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV โดยการยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase  ผลอ่อนใช้เป็นยาเจริญอาหาร รักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ป่วยเอดส์ได้ดี

 

ภาพประกอบจาก: www.th.wikipedia.org


-มีประโยชน์อย่างไร.jpg

ปัญจขันธ์ เป็นพืชที่พบในภูมิภาคเขตร้อน เขตอบอุ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีน และญี่ปุ่น ทั้งใช้เป็นยาแก้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง และเป็นอาหารเสริมสุขภาพ

 

สมุนไพรปัญจขันธ์ มีชื่อจีนว่า เจียวกู่หลาน

“ปัญจขันธ์” มีชื่อจีนว่า “เจียวกู่หลาน” (Jiaogolan) หรือซีแย่ตั่น เซียนเฉ่า มีคำแปลว่าสมุนไพรอมตะ และมีชื่อญี่ปุ่นว่าอะมาซารู (ซาหวานจากเถา) ฟากตะวันตกมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษหลายชื่อ เช่น Miracle glass (หญ้ามหัศจรรย์) หรือ Southern ginseng (โสมภาคใต้) หรือ 5-Leaf ginseng (โสมห้าใบ) ดังนั้น “ปัญจขันธ์” จึงนับว่าเป็นยาสารพัดชื่อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการทดลองศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรจีน “เจียวกู่หลาน” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสร้างรายได้ ตลอดจนช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศไทย ในการนำเข้าพืชสมุนไพรจากประเทศจีน ปีละหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เดิมเจียวกู่หลาน เป็นอาหารที่ใช้รับประทานแก้หิว ยามกระหาย ใช้เป็นยาแก้ไอ และแก้ร้อนใน

ต่อมาก็เริ่มมีการคิดค้นวิจัยและพัฒนาใช้เจียวกู่หลานในการผลิตยาและเหล้า ซึ่งหลังจากการศึกษาด้านคลินิก และด้านเภสัชในประเทศจีน พบว่า มีสรรพคุณใช้บำรุงร่างกาย ระงับประสาท ช่วยให้นอนหลับ ลดความตื่นเต้น ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และกรดไขมันอิสระ ลดน้ำตาลในเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์ เพิ่มจำนวนอสุจิ รักษาโรคปวดหัวข้างเดียว ช่วยควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่ต้องอดอาหาร และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคต่าง ๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณในการควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็ง และสามารถควบคุมการแพร่การเจริญของเซลล์มะเร็งเองได้ รวมทั้งสามารถยับยั้งการทำงานของเชื้อ HIV

สำหรับในประเทศไทย มีการบันทึกการใช้ประโยชน์ปัญจขันธ์ ในยาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าลาหู่ ใช้ทั้งต้นเป็นยาพอกแผล รักษากระดูก และอาการปวดกระดูก ปัจจุบันมีการใช้เป็นสมุนไพร ในรูปแบบชาชงสมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย

 

ภาพประกอบจาก: www.th.wikipedia.org


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก