ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-1.jpg

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น เป็นวัคซีนเฉพาะที่ไม่ได้ฉีดให้คนไทยโดยทั่วไป แต่เป็นวัคซีนที่สำคัญสำหรับบางกลุ่ม เช่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรป กลุ่มผู้แสวงบุญที่จะไปประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศในแถบแอฟริกาบางประเทศ

 

ข้อมูลโรคไข้กาฬหลังแอ่น

  1. โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก เชื้อก่อโรค คือ เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria meningitidis ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) หรือเกิดการแพร่กระจายลุกลามในกระแสโลหิต (Meningococcemia) และทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  2. โรคนี้ติดต่อทางละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย หรือจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากการสัมผัสใกล้ชิด แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางรายจะเป็นพาหะ มีน้อยรายมากที่เชื้อจะลุกลามไปที่เยื่อหุ้มสมอง หรือกระแสโลหิต ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ประปราย ไม่พบการระบาดใหญ่ จากสถิติย้อนหลังพบว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในประเทศไทย ปีละไม่เกิน 10 คน
  3. โรคนี้จะติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิด หรือคลุกคลีอยู่กันคนหมู่มาก อยู่รวม ๆ กัน เช่น นักเรียนนักศึกษาในหอพัก กลุ่มผู้แสวงบุญ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวนักเดินทางที่เข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในประชากรกลุ่มดังกล่าว
  4. วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นที่มีใช้ในประเทศไทย สามารถป้องกันโรคได้ 4 สายพันธุ์คือ A, C, Y, W-135 แต่ในประเทศไทยสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ สายพันธุ์ B ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน ดังนั้น จึงยังไม่มีคำแนะนำให้การฉีดวัคซีนในคนไทยโดยทั่วไปในการป้องกันโรคนี้

 

ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนนี้ มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  1. นักเรียนนักศึกษาที่จะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา หรือบางประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าไปพักในหอพัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการระบาดของโรคนี้ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ทำให้ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดเลยว่า นักเรียนนักศึกษาที่จะเข้าไปเรียนจะต้องได้รับวัคซีนดังกล่าวก่อนเข้าไป และจะต้องยื่นเอกสารว่าได้รับการฉีดวัคซีนนี้ด้วย นอกจากวัคซีนชนิดนี้แล้ว ในแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดเรื่องสุขภาพแตกต่างกัน เช่น ในบางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าจะต้องได้รับวัคซีนหัดหัดเยอรมัน-คางทูม ด้วย หรือจะต้องทำการตรวจวัณโรคก่อนไป ฯลฯ แต่ในบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้น สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการมาตรวจสุขภาพ หรือมาฉีดวัคซีนก่อนไปเรียน ควรนำใบข้อกำหนดต่าง ๆ จากมหาวิทยาลัยมาให้แพทย์ดูด้วย จะได้พิจารณาเรื่องการตรวจต่าง ๆ และเรื่องวัคซีนไปในคราวเดียวกัน
  2. กลุ่มผู้แสวงบุญในพิธีฮัจจ์ และอุมเราะห์ เป็นข้อกำหนดของทางการประเทศซาอุดิอาระเบีย ว่าก่อนเข้าร่วมพิธีดังกล่าวจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น โดยจะต้องยื่นหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนนี้แล้ว เพื่อใช้ในการขอ visa เข้าประเทศ โดยจะต้องฉีดล่วงหน้าก่อนเดินทางไปอย่างน้อย 10 วัน แต่ไม่เกิน 3 ปี
  3. กลุ่มนักท่องเที่ยว/นักเดินทางที่จะไปในประเทศในเขต Meningitis belt ในแอฟริกา ตั้งแต่ประเทศแกมเบีย บูร์กินาฟาโซ เซเนกัล กีนี ไล่ไปทางตะวันออกจนถึงประเทศเอธิโอเปีย หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องเข้าไปคลุกคลีกับคนพื้นที่มาก ๆ หากศึกษาเพิ่มเติมได้จากแผนที่ Meningitis belt จาก US CDC จะเห็นว่าประเทศในแถบนี้เคยมีการระบาดของโรคที่รุนแรง และมีอัตราการเกิดโรคสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าไปท่องเที่ยว หรือทำงานในประเทศดังกล่าว ควรได้รับวัคซีนก่อนเดินทาง

วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่นที่มีใช้ในประเทศไทย เป็นชนิด tetravalent meningococcal polysaccharide vaccine มีชื่อการค้าว่า Menomune สามารถป้องกันได้ 4 สายพันธุ์ คือ A, C, Y, W-135 ฉีดได้ในผู้ใหญ่ และเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 7 – 10 วัน และฉีด 1 ครั้งภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้ 3 – 5 ปี 

เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ไม่ได้ฉีดให้คนไทยโดยทั่วไป จึงอาจหาได้ยาก และไม่มีในโรงพยาบาลทั่วไป ผู้ที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนสามารถติดต่อได้ที่คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข

 

ข้อมูลจาก: thaitravelclinic.(2009).เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น. 14 กันยายน 2558.
แหล่งที่มา: www.thaitravelclinic.com
ภาพประกอบจาก: www.scitechdaily.com


-เวลาที่ต้องเข้าโรงพยาบาล-1.jpg

ไม่อาจปฏิเสธว่าร่างกายมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรประเภทหนึ่งที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง นานหลายปี มีระบบกลไกการทำงานภายใน ที่ไม่สามารถมองเห็นความเสื่อมสภาพได้ด้วยตาเปล่า และคนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยการดูแลสุขภาพ ทั้งที่ร่างกายมีอายุการใช้งานจำกัด สึกหรอไปตามวัย และการใช้งาน

 

ทำให้ชีวิตคุณเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด และปัญหาหลักที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการ “รักษาพยาบาล” ที่คุณต้องควักจ่ายไปกับการรักษาตัว แต่ก่อนถึงจุดนั้น มาเช็คกันหน่อยว่า ถ้าคุณ “เจ็บป่วย” หนึ่งครั้ง ต้องควักจ่ายเท่าไหร่ เพื่อวางแผนการเงินในปัจจุบันและในอนาคต

 

ค่าบริการตรวจรักษา หรือค่าบริการหมอเฉพาะทาง

รายจ่ายที่ต้องรับมือแน่นอนเมื่อเข้ารับการรักษา คือ “ค่าหมอ” ที่ต้องจ่ายทุกครั้งเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้นของคุณ เฉลี่ยอยู่ที่ 150 – 1,000 บาท*/ครั้ง แต่ราคาดังกล่าว อาจเพิ่มสูงขึ้น 2 – 3 เท่า หากคุณจำเป็นต้องพบหมอเฉพาะทาง เช่น หาหมอระบบไขข้อกระดูก หาหมอสูตินารีแพทย์ หาหมอระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และค่าหมอมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น หากคุณเกิดเจ็บป่วยนอกเวลาทำงานของแพทย์

 

ค่ายารักษาโรค

ค่ายารักษาโรคตามโรงพยาบาล มักมีราคาแตกต่างกันออกไป เฉลี่ยอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป/1 ตัวยา ทั้งนี้ ราคาขึ้นอยู่กับกลุ่มของโรคที่คุณเจ็บป่วยด้วย ว่าต้องใช้ยาชนิดใดในการรักษา ต้องกินอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หรือเป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ค่ายาเวชภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ แม้ค่ายาตามโรงพยาบาลเอกชนจะมีราคาสูง แต่อย่าลืมว่าการได้รับยาที่ถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยารักษาที่ตรงกับโรคของคุณ ย่อมช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง และลดระยะเวลาการพักฟื้นได้

 

ค่าห้องพักผู้ป่วยใน

ในกรณีที่คุณเจ็บป่วยหนัก และแพทย์ลงความเห็นว่า ควรนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตามมาหลังการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น โดยราคาห้องพักผู้ป่วยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 2,400 – 10,600 บาท/คืน แต่ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ เช่น ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าบริการพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าอาหารผู้ป่วย หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จะเฉลี่ยอยู่ที่คืนละ 6,500 บาท ขึ้นไป (ราคาขึ้นอยู่กับห้องพัก แต่ละประเภท)

 

ค่าการเอกซเรย์ ค่าฉายแสงบำบัด ค่าผ่าตัด

หากคุณเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน ป่วยฉุกเฉิน หรือมีอาการของโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องวินิจฉัย หรือรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การเข้าเครื่องเอกซเรย์ สแกน MRI การ ส่องกล้องทางเดินอาหาร การตัดชิ้นเนื้อตรวจ ฯลฯ การตรวจด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการหาหมอหนึ่งครั้งเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยแล้วค่ารักษาต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx – 1x,xxx บาทขึ้นไป

 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดใหญ่

มักเกิดในผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเรื้อรัง เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือมีอาการของโรคเกิดขึ้นเฉียบพลัน ต้องรับการผ่าตัดทันทีเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งทุกการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ และความพร้อมของผู้ป่วย แต่บางกรณีต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต

โดยค่าใช้จ่ายการผ่าตัดเฉลี่ยต่อครั้ง จะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx – 1xx,xxx บาทขึ้นไป (ยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ ของโรงพยาบาล) ราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค ชนิดของโรค อุปกรณ์พิเศษที่ต้องใช้ในการผ่าตัด ฯลฯ

 

ค่าใช้จ่ายแฝง

กรณีหาหมอแบบผู้ป่วยนอก นอกจากต้องชำระค่าหมอตรวจรักษา และค่ายา คุณต้องเสียค่าบริการของโรงพยาบาลเพิ่มเติม เช่น ค่าอุปกรณ์การแพทย์และวัสดุสิ้นเปลือง ค่าบริการพยาบาล ค่าคลินิกนอกเวลา ค่าบริการผู้ป่วยนอก ฯลฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,xxx บาท ขึ้นไป++ ต่อการตรวจรักษา 1 ครั้ง

 

นี่เป็นเพียงการประเมินค่าใช้จ่ายการเจ็บป่วย “1 ครั้ง” ในกรณีตัวอย่างเท่านั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่น จ่ายค่าเครื่องมือแพทย์ แลกกับความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรค ยาเวชภัณฑ์คุณภาพสูง สภาพเศรษฐกิจ มาตรฐานโรงพยาบาล แต่ละแห่ง ฯลฯ

นอกจากค่าใช้จ่ายในการหาหมอแล้ว การเจ็บป่วยแต่ละครั้งก็มีโอกาส ทำให้คุณสูญเสียรายได้หากต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ดังนั้น ควรมองหาตัวช่วยเพื่อรักษารายได้ของคุณ ซึ่งประกันชีวิตแบบชดเชยรายได้ เป็นตัวช่วยหนึ่งในการสร้างความอุ่นใจทุกครั้ง เมื่อต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: www.play.scblife.co.th
ภาพประกอบจาก: www.kasikornbank.com

 

 


-ๆ-มีประโยชน์-1.jpg

อ่านฉลากยาดี ๆ มีประโยชน์ การใช้ยาถึงแม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ยาอย่างผิดวิธี ทำให้ส่งผลเสียต่อการรักษาและรวมไปถึงสุขภาพของผู้ใช้ยา บางครั้งผู้ใช้ยาอาจลืมวิธีการใช้ยาแต่ก็ละเลยที่จะอ่านฉลากยา ซึ่งจริง ๆ แล้วการอ่านฉลากเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก

ฉลากยาที่พบได้บ่อย คือ ฉลากยาจากบริษัทผู้ผลิต และ ฉลากยาจากสถานพยาบาล/คลินิก/ร้านขายยา ดังตัวอย่างในรูปที่ 1 ซึ่งรายละเอียดจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ทั้งนี้ื การให้ข้อมูลมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา

ฉลากยา

 

ข้อมูลแสดงบนบรรจุภัณฑ์

  • ยาทุกชนิดทุกประเภทจำเป็นต้องมีฉลากและเอกสารกำกับยา ติดอยู่ในขวดหรือในกล่องยา เพราะฉลากและเอกสารกำกับยาเหล่านี้ คือ แหล่งข้อมูลสำคัญที่จะแนะนำให้ผู้บริโภครู้ไว้เพื่อประกอบในการใช้ยา ในเอกสารกำกับยาจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับยาเอาไว้หลายประเด็น ไม่เพียงแต่ทำให้เราทราบชื่อยา ข้อบ่งใช้ หรือสรรพคุณของยาเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ ดังนั้น การใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาพยาบาล เพราะหากใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่โทษอย่างมหันต์ได้ พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ความในมาตรา 25 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบันต้องจัดให้มีฉลากตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ โดยจะต้องปิดไว้ที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาหรือฉลากและเอกสารกำกับยา ดังตัวอย่างในรูปที่ 2 ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

 

ข้อมูลยา

 

  • ชื่อยาบนฉลาก ซึ่งจะมีทั้งชื่อสามัญทางยาและชื่อทางการค้า จึงเป็นที่มาของยาชนิดเดียวกัน อาจมีชื่อการค้าหลายชื่อหรือมีหลายยี่ห้อ ผู้ใช้ยาจึงควรทราบสูตร ส่วนประกอบ หรือ ชื่อสามัญทางยาของยาที่ใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงตัวยาที่แพ้ หรือ การใช้ยาซ้ำซ้อน อันเป็นสาเหตุของการใช้ยาเกินขนาดที่อาจจะเป็นอันตรายได้
  • วันผลิตและวันหมดอายุ ช่วยให้หลีกเลี่ยงอันตรายจากยาที่เสื่อมสภาพเนื่องจากการใช้ยาที่หมดอายุแล้ว วันหมดอายุของยา จึงบอกช่วงเวลาที่ควรใช้หรือจ่ายยา บางครั้งผู้ผลิตอาจจะใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษแทนข้อความภาษาไทย เช่น

MFG. date หรือ MFd ย่อมาจากคำว่า manufacturing date แปลว่าวันที่ผลิต เช่น
MFd 22/6/16 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 22 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 หรือ พ.ศ. 2559
MFG. date 15.12.58 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558
MFd AUG.15 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2558
EXP หรือ Exp. date ย่อมาจากคำว่า expiration date แปลว่า วันที่หมดอายุ เช่น
EXP JUL 17 หมายถึง ยานี้หมดอายุเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 หรือ พ.ศ. 2560
Exp. date 15.12.61 หมายถึง ยานี้หมดอายุวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561

  • ผลข้างเคียงของยา ข้อห้ามใช้และคำเตือน เป็นข้อความที่ผู้ใช้ยาควรให้ความใส่ใจและให้ความสำคัญ เนื่องจากยานั้นอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้ได้ เช่น รับประทานยานี้แล้ว อาจทำให้ง่วงนอนไม่ควรใช้เครื่องจักรหรือขับขี่ยานพาหนะ ยานี้จะระคายเคืองกระเพาะอาหาร ถ้ารับประทานขณะท้องว่างอาจจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคตับ หรือโรคไต ไม่ควรใช้ยาใด หากผู้ใช้ยาไม่เข้าใจข้อความในเอกสารกำกับยา สามารถขอคำปรึกษาจากเภสัชกรได้
  • เลขทะเบียนตำรับยาบนบรรจุภัณฑ์มักจะมีคำว่า No หรือเลขทะเบียนที่ หรือทะเบียนยา สิ่งนี้แสดงให้ผู้บริโภคทราบว่า ยานั้นได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่ามีผลในการรักษาจริง
  • ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ เป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้ใช้ทราบว่า ยาดังกล่าวมีข้อควรระวังในการใช้ยามากน้อยแค่ไหน หรือควรใช้ยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร โดยมากจะแสดงข้อความด้วยอักษรสีแดงบนบรรจุภัณฑ์
  • ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญโดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับยาของบริษัทนั้นๆ ผู้บริโภคสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อร้องเรียนได้ถูกต้อง โดยระบุเลขที่หรือครั้งที่ผลิตของยานั้นเพื่อให้หน่วยงานรับเรื่อง ทำการตรวจสอบได้ถูกต้องและรวดเร็ว
  • ชื่อและนามสกุลของผู้ป่วย ฉลากยาจากสถานพยาบาลจะแสดงชื่อและนามสกุลของผู้ป่วยกำกับทุกครั้ง นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการส่งมอบยาให้ผู้ป่วยถูกรายแล้ว ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งเพื่อเตือนใจผู้ป่วย คือ ไม่ควรแบ่งยาให้ผู้อื่นหรือรับประทานยาของผู้อื่น เนื่องจากแต่ละคนอาจมีโรคที่แตกต่างกัน หรือยามีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยบางราย ความรุนแรงของโรคต่างกัน รวมถึงขนาดยาที่ใช้แตกต่างกัน นอกจากจะไม่ช่วยในการรักษา อาจส่งผลเสียต่อผู้อื่นได้

การอ่านฉลากยานับเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยรักษาประโยชน์และให้ความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นแหล่งที่เราศึกษาหาความรู้ด้านยาด้วย

 

เอกสารอ้างอิง
• http://www.health-pmk.org/
https://www.doctor.or.th/ask/detail/4711
http://www.pharmacistchitchat.com/2015/05/05
• http://matt-thai.blogspot.com/p/blog-page.html

 

ผู้เขียน : รศ. ดร.ภญ. ชะอรสิน สุขศรีวงศ์. ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2559. (ระบบออนไลน์).“อ่านฉลากยาดี ๆ  มีประโยชน์”
แหล่งที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th (21 พฤษภาคม 2560)
ภาพประกอบจาก : http://www.dogilike.com

 


-เมื่อประสบภัยจากรถ.jpg

ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

 

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที กรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

 

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติ ดังนี้

  • กรณีมีผู้บาดเจ็บ
  1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และสะดวกที่สุดก่อน
  2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
  3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
  4. เตรียมเอกสาร ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
  5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
  • การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ให้เตรียมเอกสาร ดังนี้

  1. สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจากบริษัทประกัน)
  2. สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจประทับตราโล่ และสำเนาถูกต้องเอกสาร
  3. สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียน และหน้ารายการเสียภาษี หรือสำเนาสัญญาซื้อขาย (สมุดเขียว/น้ำเงิน)
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
  5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  6. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  7. สำเนาบัตรทะเบียนบ้านเจ้าของรถอย่างละ 2 ชุด

 

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน?

เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ

 

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่?

ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2540 ต้องใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถก่อน

การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยมากับรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ (หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้น กรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัย หรือญาติ จะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 30,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

 

วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึง ค่าเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัย อันเนื่องจากการใช้รถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่าย โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทน

1. ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 30,000 บาท
2. ค่าทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะ หรือค่าปลงศพตามข้อ 1, 2 รวมกันแล้วไม่เกิน 65,000 บาท ในชั้นต้น 35,000 บาท

  • ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (รวมค่าเสียหายเบื้องต้น) หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเมื่ออุบัติเหตุจากรถนั้นเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถที่เอาประกันภัย

1. กรณีบาดเจ็บ ไม่เกิน 80,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร 300,000 บาท
3. สูญเสียอวัยวะ
• นิ้วขาด 1 ข้อขึ้นไป 200,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 1 ส่วน 250,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ 2 ส่วน 300,000 บาท
4. ค่าชดเชยการรักษาตัว (ผู้ป่วยใน) 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน  4,000 บาท

* ยกเว้น ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิดจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น

หมายเหตุ สำหรับกรมธรรม์ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://med.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก: www.psh.go.th


fun-traveling-beautiful-shape.jpg

เที่ยวสนุก… ได้หุ่นดีเป็นของแถม การท่องเที่ยวนั้นไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาแต่กินกับนอนแล้วก็เล่นน้ำเพียงเท่านั้น เพราะบางคนนั้นถึงกับต้องเครียด เพราะพุงหนาที่มาเป็นของแถมอยู่เป็นประจำ และสุดท้ายก็ต้องมานั่งเครียดว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ดังนั้น เพื่อหุ่นสวยที่คุณปรารถนา ดังนี้

 

การวิ่งในน้ำ

การวิ่งในน้ำนั้นเป็นกิจกรรมที่เยี่ยมมาก เพราะว่าการเผาผลาญแคลอรี่เป็นสองเท่าเพียงแค่เปลี่ยนที่วิ่งจากบนบนเป็นในน้ำ คุณลองมองหาที่ที่มีน้ำค่อนข้างลึกและวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้สัก 30 วินาที จากนั้นให้ลอยตัวหรือว่ายน้ำสบาย ๆ เป็นการพักอีก 30 นาที เชื่อไหมว่าขอแค่ 30 นาทีที่เร่งจังหวะสลับกับผ่อนคลายไป ๆ มา ๆ จะช่วยเผาผลาญได้เกือบ 300 แคลอรี่เชียวนะค่ะ 

 

วิดพื้นในน้ำ

คงจะทราบกันดีใช่ไหมละค่ะ ว่าเวลาที่เรานั้นลอยตัวในนั้น ตัวเราจะเบาหวิวกันเลยทีเดียวละค่ะ เพราะฉะนั้นแล้ว การวิดพื้นก็จะง่ายขึ้นแล้วยังช่วยกระชับวงแขนและไหล่ได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนอื่นคุณต้องไปหาบริเวณตื้น ๆ มืออยู่ที่ขอบสระ ส่วนเท้าอยู่ที่ก้นสระ จากนั้นค่อย ๆ งอศอกให้ใบหน้าเราอยู่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยต้องไม่ให้ใบหน้าแตะน้ำ จากนั้นก็ยึดศอกขึ้น ทำท่านี้ช้า ๆ อีก 2 – 3 เซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง

 

เดินสบาย ๆ ริมหาด หรือในทะเล

การเดินชิลล์ ๆ ริมหาดหรือในทะเลนั้นทั้งทรายและน้ำทะเลจะช่วยเหนี่ยวรั้งร่างกายของเราเอาไว้และทำให้ร่างกายส่วนล่างต้องใช้พลังงานอย่างหนัก อีกทั้งยังมีนักวิจัยพบว่า การเดินในทะเลที่น้ำลึกระดับต้นขาจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด และแม้แต่น้ำตื้นระดับข้อเท้าก็ช่วยให้เรียวขางามได้

 

กระโดดข้ามคลื่น

คลื่นที่ซัดมาที่ฝั่งจะให้มันซัดมาแล้วผ่านไปเลยได้ยังไงละค่ะ ให้เราทำการมุ่งหน้าที่น้ำลึกระดับเอว เช็กให้ดี ๆ ว่าแถบนั้นไม่มีก้อนหิน ย่อตัวลงและพยายามกระโดดข้ามคลื่นที่เข้ามาหาทีละลูก ถ้าเบื่อก็ลองเปลี่ยนท่าเป็นกระโดดไปข้าง ๆ ข้างหลัง หรือกระโดดสลับขาเพื่อให้ได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วน 

 

ยืนให้มั่นคง 

เพียงแค่คุณยืนให้อยู่ในขณะที่ประจันหน้ากับคลื่น จะช่วยให้ได้บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและแผ่นหลัง เมื่อรู้สึกว่าได้สมดุลดีแล้ว ลองเปลี่ยนมายืนขาเดียวหรือแข่งกับเพื่อน ๆ ว่าใครจะยืนได้นานที่สุด 

 

การเดินถอยหลังในน้ำ

คุณอาจจะทำการเดินหรือจ็อกกิ้งถอยหลังในน้ำจะเห็นผลเร็วขึ้นมาก เพราะเราจะใช้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นจากการเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ควรใช้เทคนิคนี้ในน้ำทะเล

 

ไถ ๆ สไลด์ไปข้าง ๆ เพื่อกำจัดต้นขา 

หากคุณเบื่อ คุณลองเปลี่ยนจากเดินถอยหลังเป็นการก้าวยาว ๆ ไปด้านข้างเพื่อกระชับต้นขาทั้งด้านนอกและด้านใน พอลงสระน้ำแล้วให้ไปที่ความลึกระดับเอว และก้าวไปด้านข้างของอีกฝั่ง พยายามให้น้ำกระเพื่อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

จะเห็นได้ว่ากิจกรรมธรรมดา ๆ ก็สามารถเปลี่ยนมุมมองของการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ขอให้คุณใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่และได้สุขภาพกายและใจที่ดีกลับมาพร้อมต่อสู้อีกครั้ง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : todayhealth.(2009).เที่ยวสนุก… ได้หุ่นดีเป็นของแถม.11 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.todayhealth.org/daily-health/บทความสุขภาพ/เที่ยวไปด้วย-หุ่นดีเป็นของแถม.html
ภาพประกอบจาก : www.media.photobucket.com


-เกียร์จักรยานทำงานอย่างไร.jpg

ไม่ว่าจะเป็นจักรยานชนิดใด หากมีจานคู่และเกียร์ สับจานกับตีนผีและก้านเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟเตอร์ จะทำให้จักรยานประเภทนั้นๆ มีสมรรถนะของการปั่นใช้งานออกกำลังมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

จักรยานสมัยใหม่ เช่น เสือหมอบ เสือภูเขา จักรยานพับหรือทัวส์ริ่ง ที่ติดตั้งชุดเกียร์วิ่งโดยอาศัยแรงถีบกดที่ถูกส่งผ่านจากก้านจาน ตัวใบจาน โซ่ไปยังเฟืองขับที่ล้อด้านหลัง เกียร์ที่ติดตั้งมาให้สามารถปรับระดับได้ว่าต้องการให้ล้อหลังหมุนกินระยะเท่าใดต่อการออกแรงถีบลงไปบนบันไดจำนวนหนึ่งรอบ สำหรับเกียร์ต่ำในจักรยานนั้นจะใช้แรงถีบน้อยกว่าเกียร์สูง แต่ได้ระยะทางสั้นกว่าต่อการถีบหนึ่งรอบ เกียร์ต่ำจึงเหมาะกับการปั่นขึ้นสะพานหรือปั่นขึ้นเขาที่มีความลาดชันหรือตอนปล่อยตัวออกจากเส้นสตาร์ต ส่วนเกียร์สูงนั้นมีเอาไว้ใช้ทำความเร็วสูงบนทางราบ โดยเฉพาะการทำความเร็วแบบต่อเนื่องบนรถจักรยานทางเรียบแบบเสือหมอบ

 

Shifter

ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จะประกอบด้วยตัวเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าซึ่งจะอยู่ด้านซ้ายมือ และตัวเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังซึ่งจะอยู่ด้านขวามือของแฮนด์

 

สายเกียร์และปลอกสาย (Shift cable and shift-cable casing)

สายเกียร์ทำมาจากลวดเส้นเล็กๆ นำมาควั่นเป็นเกลียวคล้ายกับสายลวดสลิง สายเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ ได้แก่ Plain cable เป็นสายโลหะธรรมดาไม่มีอะไรเคลือบอยู่ จึงมีโอกาสสกปรกหรือเป็นสนิมได้ ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ Coated cable เป็นสายโลหะเคลือบผิวด้วยสารสังเคราะห์ ได้แก่ teflon มีผลช่วยลดความเสียดทานระหว่างตัวสายกับปลอกสายทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ราบรื่นขึ้น และยังช่วยลดโอกาสการเกิดสนิมของสายเกียร์ได้ สายเกียร์จะสอดร้อยไปในปลอกสายแล้วเดินไปตามตัวถังจักรยาน การเดินสายเกียร์จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือเดินไปตามท่อบน (top tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงบนส่วนสายที่ดึงตีนผี จะเดินไปตามตะเกียบอาน (seat stay) การเดินสายโดยวิธีนี้มีข้อได้เปรียบในเรื่องของการดึงสับจานเพราะแนวของสายเกียร์จะค่อยๆ โค้งไปตามปลอกสายจากท่อบนลงมาที่ท่ออาน ทำให้ไม่ต้องออกแรงในการดึงสับจานมากนัก เดินไปตามท่อล่าง (down tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงล่าง ส่วนสายที่ดึงตีนผีจะเดินไปตามตะเกียบโซ่ (chain stay) วิธีเดินสายไปตามท่อล่างเป็นที่นิยมกันในหมู่เสือหมอบและเสือภูเขาบางยี่ห้อ การเดินสายวิธีนี้จะใช้ปลอกสายน้อยกว่าวิธีการเดินตามท่อบน แต่มีข้อเสียที่สายเกียร์จะมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งสกปรกหรือโคลนทำให้เกิดสนิมได้ง่าย และสายเกียร์ที่ดึงสับจานก็จะต้องมีการวกอ้อมกะโหลกขึ้นไปโดยอาศัยร่องพลาสติกเป็นตัว guide ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าจะค่อนข้างกินแรงกว่าวิธีเดินตามท่อบน

 

สับจานหน้า (Front deraillure)

สับจานจะเป็นตัวเปลี่ยนตำแหน่งของโซ่บนจานหน้า โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์เพื่อผลักโซ่จากจานเล็กขึ้นไปจานใหญ่กว่า และอาศัยการดีดกลับของสปริงในการดันโซ่จากใบจานใหญ่ลงไปใบจานที่เล็กกว่า

 

ตีนผี (Rear derailleur)

ตีนผีจะทำหน้าที่เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลัง โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์ในการเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองตัวเล็กขึ้นไปสู่เฟืองตัวใหญ่ และอาศัยแรงดีดกลับของสปริงในตีนผีในการเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองตัวใหญ่ลงไปสู่เฟืองตัวเล็ก (ในตีนผีรุ่น reverse หรือ RapidRise ของ Shimano XTR จะทำงานตรงกันข้ามกับตีนผีทั่วไป)

 

ชุดใบจานหน้า (chain rings)

ใบจานหน้าในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 7 สปีดใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 8 สปีดใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 9 สปีด ในแต่ละกลุ่มไม่ควรจะนำมาใช้แทนกัน เนื่องจากมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของโซ่ที่ใช้ หากใช้ผิดระบบจะมีผลต่อความราบรื่นของการทำงาน รวมไปถึงอายุการใช้งานของโซ่

 

ชุดเฟืองหลัง (cog set)

ชุดเฟืองหลังโดยทั่วไปจะมีอยู่ตั้งแต่ 7, 8 และ 9 ชั้น เฟืองแต่ละชุดจะมีความแตกต่างกันและไม่อาจนำมาใช้ทดแทนกันได้เลย (ยกเว้นจะเปลี่ยนอุปกรณ์ในระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด) ชุดเฟือง 7 ชั้น ซึ่งปัจจุบันจะมีใช้ในระบบเกียร์รุ่นล่างสุดและกำลังเสื่อมความนิยมลง เพราะระบบเกียร์ที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดในปัจจุบันเป็นชุด 8 และ 9 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ ระยะห่างระหว่างเฟืองใบใหญ่สุดกับเฟืองใบเล็กสุดของระบบเฟือง 7 ชั้นจะมีระยะน้อยกว่าของระบบ 8 และ 9 ชั้น ทำให้ต้องใช้กับดุมหลัง (free wheel hub) เฉพาะรุ่นที่ทำมาเฉพาะเฟือง 7 ชั้นเท่านั้น ชุดเฟือง 8 ชั้น เป็นระบบที่ยังได้รับความนิยมอยู่ และยังถูกผลิตออกมาจำหน่ายในรุ่นล่างถึงรุ่นกลาง ชุดเฟือง 9 ชั้น เป็นระบบที่ทาง Shimano เริ่มผลิตออกมาจำหน่ายในปี ค.ศ.1999 หลังจากประสบความสำเร็จกับจักรยานถนนมาก่อน ชุดเฟือง 9 ชั้นจะมีระยะห่างระหว่างเฟืองใหญ่สุดกับเฟืองเล็กสุดเท่ากันกับชุดเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้สามารถใช้ดุมหลังร่วมกันได้ แต่เนื่องจากระยะห่างดังกล่าวเท่ากันจึงทำให้เฟือง 9 ชั้นต้องมีระยะช่องไฟระหว่างเฟืองแคบกว่า และเฟืองมีความหนาน้อยกว่าระบบเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้ต้องใช้โซ่ที่มีความบางกว่า

 

โซ่ (chain)

โซ่ถูกออกแบบมา โดยขึ้นกับลักษณะของชุดเฟืองและใบจาน โดยทั่วไปแล้วโซ่ของระบบเฟือง 7 กับ 8 ชั้นนั้นพอจะใช้ทดแทนกันได้แต่กรณีสำหรับโซ่ของเฟือง 9 ชั้นจะแปลกแยกออกไปเนื่องจากความแตกต่างของความหนาและระยะช่องไฟของเฟืองหลังทำให้โซ่
ของระบบเฟือง 9 ชั้น มีความบางกว่าของระบบ 8 ชั้น ประมาณ 0.6 mm

เกียร์จักรยานนั้นถูกออกแบบมาให้มีการทำงานคล้ายกับเกียร์รถยนต์ เพื่อให้นักปั่นสามารถใช้รอบขาและแรงถีบได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ความเร็ว และสภาพของตัวผู้ถีบเอง โดยจะเลือกอัตราทดจากการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดจานหน้าซึ่งจะมีตั้งแต่ 2 – 3 จาน ร่วมกับการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดเฟืองหลังซึ่งมีตั้งแต่ 7 – 9 เฟือง ปัจจุบันมีบางบริษัทที่ผลิตชุดขับเคลื่อนของจักรยานเแข่งได้ทำชุดเฟืองหลัง 10 เฟืองออกมาได้สักระยะหนึ่งแล้วและเริ่มเป็นที่แพร่หลายเนื่องจากใช้ในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี เกียร์จักรยานมีทั้งแบบภายนอกและภายในรวมไปถึงเกียร์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนใบจานหน้าขนาดต่างๆ รวมถึงชุดเฟืองหลังทำให้นักปั่นสามารถเลือกปรับเกียร์หรืออัตราทดได้อย่างหลากหลายซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการปั่นจักรยานในการแข่งขันทางไกลที่มีสภาพเส้นทางแตกต่างกันมีทั้งทางตรง โค้งและทางขึ้นลงเขา เกียร์ในรถจักรยานโดยเฉพาะรถเสือหมอบและเสือภูเขาจึงถูกออกแบบมาให้ทดกำลังท่ามกลางการปั่นในสถานการณ์ต่างๆ น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่นักปั่นทุกคนจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็นและความถนัด เช่นเดียวกันกับเกียร์ของรถยนต์ที่ไม่สามารถใส่เกียร์สูงขับขึ้นทางลาดชันได้ การเลือกตำแหน่งของเกียร์จึงเป็นเรื่องของกำลังและความถนัดคุ้นเคยที่นักปั่นจะต้องหาเองเนื่องจากแต่ละบุคคลก็จะมีสไตล์ของการปั่นที่มีความแตกต่างกันไป

เกียร์จักรยานมีทั้งแบบภายนอกและภายในรวมไปถึงเกียร์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนใบจานหน้าขนาดต่างๆ รวมถึงชุดเฟืองหลังทำให้นักปั่นสามารถเลือกปรับเกียร์หรืออัตราทดได้อย่างหลากหลายซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการปั่นจักรยานในการแข่งขันทางไกลที่มีสภาพเส้นทางแตกต่างกัน มีทั้งทางตรง โค้งและทางขึ้นลงเขา เกียร์ในรถจักรยานโดยเฉพาะรถเสือหมอบและเสือภูเขาจึงถูกออกแบบมาให้ทดกำลังท่ามกลางการปั่นในสถานการณ์ต่างๆ น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่นักปั่นทุกคนจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็นและความถนัด เช่นเดียวกันกับเกียร์ของรถยนต์ที่ไม่สามารถใส่เกียร์สูงขับขึ้นทางลาดชันได้ การเลือกตำแหน่งของเกียร์จึงเป็นเรื่องของกำลังและความถนัดคุ้นเคยที่นักปั่นจะต้องหาเองเนื่องจากแต่ละบุคคลก็จะมีสไตล์ของการปั่นที่มีความแตกต่างกันไป

โซ่ของจักรยานรับหน้าที่ส่งถ่ายพลังงานที่เกิดจากการถีบบันไดถ่ายเทไปยังจานและลงไปที่โซ่ แล้วจึงไปยังเฟืองล้อหลัง ห่วงลูกโซ่แต่ละห่วงจะล็อกเข้ากับฟันของใบจานกับชุดขับเคลื่อนที่เป็นเฟืองต่างขนาดในบริเวณกลางดุมล้อหลัง หากอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทั้งจาน ใบจาน สับจาน ตีนผี โซ่และเฟืองรวมถึงดุมล้อและยาง นักปั่นจะสามารถส่งกำลังไปยังล้อขับเคลื่อนหลังได้ 90% แต่หากจานเกิดสนิมหรือขาดการหล่อลื่นที่ดีพอในบริเวณจุดที่เคลื่อนไหวจะทำให้นักปั่นสูญเสียแรงปั่นโดยใช่เหตุ ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ก็จะลดลงตามไปด้วยจากอุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์

สำหรับฟันของใบจานทั้งจานหน้าและหลังในแต่ละวงจรการปั่นกำหนดถึงระดับของเกียร์ หากใบจานหน้ามีฟัน 54 ซี่ และชุดเฟืองหลังมีขนาด 27 ซี่ หมายความว่าล้อหลังจะหมุน 2 รอบต่อการปั่นหนึ่งรอบ

เมื่อนักปั่นออกแรงถีบบันได ก้านจานที่ยึดติดกับใบจานจะหมุนดึงให้สายโซ่เคลื่อนที่ โดยใบจานใหญ่จะมีจำนวนเยอะกว่าใบจานเล็กเมื่อทำการเปลี่ยนเกียร์ สายเกียร์จะทำการดึงตัวสับจานหน้าซึ่งจะผลักให้สายโซ่เลื่อนไปยังจานใบใหญ่หรือเกียร์สูงไปยังจานใบเล็กหรือเกียร์ต่ำหรือสลับกันแล้วแต่สภาพของเส้นทางและการเลือกใช้งานของนักปั่นเอง

เมื่อเกียร์ด้านหน้าเปลี่ยนมาคล้องอีกเฟือง ตีนผีหรือที่เรียกกันว่าตัวสับเฟืองหลังจะทำการปรับสายโซ่ให้คล้องกับวรจรเฟืองหลังที่ตรงกับเกียร์แบบอัตโนมัติ สายโซ่ของจักรยานจึงไม่ควรที่จะปรับให้ตึงหรือหย่อนมากจนเกินไป

กลุ่มของชุดขับเคลื่อนถูกแยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามการใช้งาน ได้ 3 ประเภท คือ เสือภูเขา (MTB) เสือหมอบ (Road bike) และกลุ่มที่ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะงาน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อาคม รวมสุวรรณ.(2010).รู้ไว้ใช่ว่า เกียร์จักรยานทำงานอย่างไร.1 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/498303
ภาพประกอบจาก : http://www.thairath.co.th


-3.jpg

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) คือ ยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง เชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือ ยาต้านจุลชีพหรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้ จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

 

ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยากลุ่มนี้ เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เอง ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อ็อกเมนติน (Augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (Tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (Azithromycin) เป็นต้น

 

ทำไมจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

ยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรค และมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยา ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่

  • ต้องได้รับผล
    • ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยา ไม่ว่าจะเป็น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
    • โรคไม่หาย อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
    • เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
    • ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

 

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติด เชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่า ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์และต้องได้รับกาตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่ม ที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะแต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมาก ได้แก่

  • อาการคือ 
    • ไข้หวัด เจ็บคอ
    • ท้องเสีย
    • แผลเลือดออก

โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติด เชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืด และการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น

แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาปฏิชีวนะ เมื่ออาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะ เมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือเบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมาก อีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

 

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียด และให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียแล้ว และผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้ง หากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่

  • ต้องได้รับยานานเท่าไร 
    • ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
    • มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
    • ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิม หากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเองข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด พร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยา ซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

 

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไป เพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

 

ผู้เขียน : พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย. สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิยาลัยมหิดล สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. “ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ”.
แหล่งที่มา : บทความ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 1
ภาพประกอบจาก :  https://suntreeinternalmedicine.com


.jpg

โกรทฮอร์โมน ยาต้านความชรา ริ้วรอยบนหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และถุงใต้ตาบนใบหน้าคือสัญลักษณ์ของคนมีอายุ นอกจากนั้นยังพบริ้วรอยตามผิวหนังลำตัว มือ แขน ขา และตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด ความร้อน อากาศทั้งที่แห้งและร้อนชื้น

 

ยาต้านความชรา

เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกหา มีการวิจัยพบว่าร่างกายของคนเรา ตอนที่เป็นเด็กจะมีฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการสร้างมวลกระดูก ช่วยย่อยน้ำตาลและไขมัน ส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายพอถึงวัยกลางคน ปริมาณการผลิตฮอร์โมนจากต่อมจะลดลง และเมื่ออายุสูงวัยขึ้นตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนชนิดนี้จะลดลงเหลือเพียง 20% ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน กล้ามเนื้อเหลว ไขมันลงพุง ความสดใสหรือกระปรี้กระเปร่าหดหาย ความเครียดความกังวลเข้าแทนที่ ผิวหนังซีด กระดูกบาง นอนไม่หลับ ฯลฯ

เนื่องจากประโยชน์ของโกรทฮอร์โมน จึงมีการคิดค้นและสังเคราะห์ฮอร์โมนเลียนแบบธรรมชาติขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาคนป่วยที่ร่างกายบกพร่องในการสร้างโกรทฮอร์โมนแต่กำเนิด ทำให้ร่างกายไม่สมส่วน แขนขามีกล้ามเนื้อลีบ รูปร่างแคระแกรน

 

โกรทฮอร์โมนสังเคราะห์

ได้รับการยอมรับจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ให้ใช้รักษาคนป่วยที่ร่างกายบกพร่องในการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้แต่กำเนิด หรือในคนป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจำเป็นต้องได้รับโกรทฮอร์โมน อย่างไรก็ตามพบว่าในสหรัฐอเมริกา มีการนำโกรทฮอร์โมนมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ถึง 30% โดยถูกนำมาใช้สำหรับเป็นยาอายุวัฒนา ชะลอวัยในผู้สูงอายุ เนื่องจากโกรทฮอร์โมนจะช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ไม่หย่อนยาน และรู้สึกกระปี้กระเป่าหลังได้รับโกรทฮอร์โมน อารมณ์แจ่มใส เฉกเช่นหนุ่มสาว

 

อาการข้างเคียงของการใช้โกรทฮอร์โมน

ความพยายามที่จะนำโกรทฮอร์โมนมาเป็นยาต้านความชรา ในคนที่สุขภาพแข็งแรง ร่างกายไม่เป็นโรคนั้น มีโทษมากกว่าคุณ เพราะจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น

ยาชนิดนี้ในปัจจุบันจะมีการผลิตออกมาเป็นเม็ด เพื่อความสะดวกสำหรับการกิน จะพบโฆษณาตามอินเตอร์เนท ยาชนิดนี้ถูกจัดประเภทเป็นยาควบคุม ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเป็นยาต้านความชรา แม้แต่คลินิกแพทย์ที่จ่ายยาชนิดนี้ให้คนไข้ด้วยวัตถุประสงค์ของการชะลอวัย ถือว่าผิดกฎหมาย

นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า หากเราต้องการให้ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนุ่มเป็นสาว เราสามารถช่วยตัวเราเองได้ โดยการจัดโปรแกรมสำหรับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอง คือ ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เช่น

  1. ให้เวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนที่มากเพียงพอทุกวัน อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน
  2. เลิกกินอาหารจานด่วน อาหารขยะที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมันและแป้ง รวมทั้งให้เลิกพฤติกรรมการชอบซื้อและกินอาหารกล่องสำเร็จรูป อาหารถุง หรืออาหารแช่แข็งจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
  3. ออกกำลังกายให้มากเพียงพอ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงเพื่อตามแฟชั่น
  4. เลิกเหล้าหรือแอลกอฮอลล์และบุหรี่
  5. พยายามเลิกกินยาสารพัดชนิดมากมาย โดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะยาเหล่านั้น คือ เคมีทั้งหลายที่จะทำลายตับไตและตับอ่อนเราได้
  6. ลดความเครียดจากภาระงานในแต่ละวัน ด้วยวิธีต่าง ๆ ตามแต่ความชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ
  7. รับประทานอาหารเสริม ที่ผ่านการวิจัยที่น่าเชื่อถือ เช่น เช่น แคลเซี่ยมเพื่อเสริมกระดูก ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว ผลไม้สด เป็นต้น

พบว่าผู้ที่สามารถควบคุมตนเองให้เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถบังคับตนเองให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นผลชัดเจนเพียงไม่กี่เดือนว่า ผิวพรรณเต่งตึง สภาพจิตใจสดใส ไม่หดหู่ ระบบขับถ่ายดี สุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกระตุ้นการให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนเองโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดยาเข้าสู่กระแสเลือด ไม่ต้องพึ่งเข้มฉีดยา ไม่มีความเสี่ยงกับการเอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

คนเราไม่สามารถที่จะเพียงแต่คิดอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวและไม่อยากแก่ ด้วยการไปพบแพทย์ที่คลินิค ให้แพทย์จ่ายยา ฉีดยา ลอกหน้าให้ใส หรือดึงหน้าร้อยไหมให้ตึงหรืออื่นๆ เพราะสภาพจิตใจไม่ได้ดีขึ้นด้วย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สัมพันธ์กัน

นักวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่สุขภาพแข็งแรง คือ ผู้ที่โดยอัตโนมัติอยู่ในโปรแกรมของการชะลอวัย ทำให้มีอายุยืนยาว ชาวตะวันตกในประเทศที่เจริญมากๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จะพบว่าชาวอเมริกันทุกวันนี้จะเรียกได้ว่าอยู่ในโปรแกรม “เร่งความชราภาพ” ไม่ใช่ชะลอความชราภาพ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงหรือผัดผ่อนการออกกำลังกาย กินอาหารจานด่วนและอาหารขยะเป็นประจำ กินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลปริมาณมาก บางคนอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่ทำงานมากเกินพอดี มีเวลาพักผ่อนน้อยเกินไป เกิดความเครียด แต่พยายามดูแลตนเองด้วยการกินไวตามินและอาหารเสริมเป็นกำมือเพราะคิดว่าจะช่วยชะลอวัยได้ ความจริงพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในโปรแกรม “เร่งความชราภาพ” โดยไม่รู้ตัว

ทุกท่านลองพิจารณาตนเองดูว่า ท่านอยู่ในโปรแกรมแบบไหน “เร่งให้ตัวเองแก่เร็ว” หรือไม่ แต่พยายามถามหาและเรียกร้องเทคโนโลยีของการชะลอความแก่!

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Melmed GY, Devlin SM, Vlotides G, Dhall D, Ross S, Yu R, Melmed S. Anti-aging therapy with human growth hormone associated with metastatic colon cancer in a patient with Crohn’s colitis. Clin Gastroenterol Hepatol; 2008, 6(3):360-3.
  2. Human growth hormone (HGH): Does it slow aging? http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/healthy-aging/in-depth/growth-hormone/
  3. Human Growth Hormone (HGH) Directory. http://www.webmd.com/a-to-z-guides/human-growth-hormone-hgh-directory

ผู้เขียน : รศ. ดร. ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล. ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2560.
ภาพประกอบจาก : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

 


.jpg

ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร เมื่อผู้ป่วยได้รับยาจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา ก็มักจะเข้าใจว่ายาดังกล่าวสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่ยังไม่หมดอายุ แต่ในความเป็นจริงยาอาจมีคุณลักษณะ (เช่น รูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ) คุณภาพ (เช่น ปริมาณตัวยาสำคัญ สารเจือปน) หรือประสิทธิผลการรักษา ที่แตกต่างไปจากตอนที่ผลิตออกมาใหม่ ๆ

 

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง) หรือการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนหมดอายุ ซึ่งไม่ควรนำมาบริโภค เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

 

การเสื่อมสภาพของยาเกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ

  1. การเสื่อมสภาพทางเคมี ได้แก่ การลดลงของปริมาณตัวยาสำคัญ และการเพิ่มขึ้นของสารสลายตัว
  2. การเสื่อมสภาพทางกายภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของรูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ ความใสหรือขุ่น หรือการเกิดตะกอน
  3. การเสื่อมสภาพทางจุลชีววิทยาได้แก่ การปนเปื้อนของเชื้อเกินระดับปลอดภัย

การเสื่อมสภาพของยาทั้งสามลักษณะมีความเกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มขึ้นของสารสลายตัวอาจทำให้กลิ่น รสชาติของยเปลี่ยนไป หรือก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำยาที่เสื่อมสภาพมาบริโภค

การตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยามักทำในห้องปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การเสื่อมสภาพทางกายภาพบางประการเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้เอง บทความนี้จึงขอเสนอข้อแนะนำเบื้องต้น ในการสังเกตการเสื่อมสภาพของยาทางกายภาพเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ยาอย่างปลอดภัย

 

ผู้เขียน : ศ.ดร.ภญ. ลีณา สุนทรสุข. ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2559. “ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : http://the-toast.nethttp://powertotheparent.org

 


.jpg

มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว แผนการต่าง ๆ ก็เตรียมไว้แล้วอะไร ๆ ก็ดูน่าจะราบรื่นดี แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ แล้วเจ้าตัวปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ก็วิ่งกันให้วุ่นอยู่ในแผน ทำให้ ไปไม่ถึงเป้าหมายเสียที

 

เพื่อไม่ให้แผนการที่อุตส่าห์วางไว้ต้องล่มไปเพราะอุปสรรคต่าง ๆ ก่อนจะเริ่ม ลงมือทำตามแผน เรามาทำความรู้จักกับศัตรูตัวร้ายของเงินออม เพื่อเตรียมรับมือกับมันเสียก่อนดีกว่า

 

ศัตรูตัวแรก คือ เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อเป็นศัตรูของเงินออมตรงที่เป็นตัวบั่นทอนค่าของเงิน เช่น ปีที่แล้วกางเกง ตัวละ 100 บาท ถ้าอัตราเงินเฟ้อ 5% พอปีหน้า จะซื้อกางเกงตัวเดิมด้วยเงิน 100 บาท ไม่ได้แล้ว เพราะราคาขึ้นไป เป็นตัวละ 105 บาทเสียแล้ว นั่นคือค่าของเงินน้อยลง ฉะนั้นถ้าการลงทุนเพื่อให้การออมของเราได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ คือ 5% หมายความว่า 5 บาทที่เพิ่มขึ้นมานั้น เอาไปหักลบกลบกับอัตราเงินเฟ้อ นอกจากจะ ไม่กำไรแล้วยังขาดทุนด้วย

ศัตรูตัวนี้เรากำจัดไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นจากระบบการเงินไม่ใช่เกิดจากผู้ออม แต่ เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการลงทุนให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ สูงกว่าเท่าไร ก็ได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น เช่น บางคนลงทุนได้อัตราผลตอบแทน 10% ก็ดีใจ คิดว่าปีหน้าจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึง 10% ปรากฏว่ามาดูอัตราเงินเฟ้อเป็น 12% แทบลมจับ เพราะจาก 10% ที่คิดว่าจะได้เพิ่มมากกลับหายไป 2% เสียนี่ แต่ถ้าอัตรา เงินเฟ้อ เป็น 7% ยังพอดีใจได้ว่าเราชนะเงินเฟ้อได้อยู่ 3%

ในช่วงทศวรรษ 2520 มีบางปีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากและมากกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินฝากประมาณ 10% เกิดข้าวยากหมากแพงประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่ว แต่จาก นั้นอัตราเงินเฟ้อก็เริ่มลดลง เป็นเวลากว่าเกินกว่า 10 ปี ที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ช่วงนั้นผู้ฝากเงินสบายใจว่าดอกเบี้ยที่ได้มาไม่ถูกอัตราเงินเฟ้อ หั่นจนถึงกับขาดทุน แต่บางปีถึงจะไม่ขาดทุนก็ได้กำไรไม่มาก แค่ปริ่มๆ จึงมีโอกาส เสมอที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะฉะนั้นก่อนจะวางแผนหรือลงทุนอะไร ควรจะตรวจสอบเจ้าศัตรูตัวร้ายนี้ให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่ดีใจเก้อ และควรจะต้องเหลียว มองรอบตัว เปิดหู เปิดตาและเปิดใจ หาช่องทางการลงทุนหลายๆ ทาง เพื่อแข่งกับ เงินเฟ้อให้ได้

 

ศัตรูตัวที่ 2 คือ ความไม่มีวินัยในการออม

ศัตรูตัวนี้ต่างไปจากเงินเฟ้อตรงที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง เป็นศัตรูที่เรากำจัดได้ แต่ กำจัดยาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกปลูกฝังมาเป็นนิสัย ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่สามารถ บังคับตัวเองให้ทำตามแผนได้ เป็นเจ้าตัวร้ายที่จะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายการออม

คนที่มักเป็นอย่างนี้ ต้องนึกไว้ว่าถ้าไม่มีวินัยในการออมจะลำบากตอนแก่ เพราะฉะนั้นต้องออมให้เป็นนิสัย เป็นกิจวัตร เหมือนที่ต้องอาบนํ้า กินข้าว ไปทำงาน ฯลฯ และต้องหมั่นทบทวนสำรับของตัวเองอยู่เสมอ จากที่เคยผัดวันประกันพรุ่ง ชอบบอกตัวเองว่าวันนี้ขอเอาเงินไปใช้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยออมเพิ่มเป็น 2 เท่า ขอให้นึก ใหม่ว่าถ้าคุณพูดกับตัวเองอย่างนี้ไปตลอดสัปดาห์ พอสิ้นสัปดาห์ คุณต้องเก็บเงินถึง 7 เท่า จากเงินที่ต้องเก็บทุกวัน… อย่าให้ใน 1 สัปดาห์ของคุณ มีวันที่ต้องลำบากอย่างนั้น อยู่เลยดีกว่า

 

ศัตรูตัวที่ 3 คือ ความอยาก

ความไม่มีวินัยในการออมมีฝาแฝดคือ ความไม่มีวินัยในการใช้เงิน หรือความ อยาก ซึ่งเป็นตัวยุยงส่งเสริมตัวเอ้ให้หยุดออม คือพอมีเงินแล้วก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด สมัยนี้มีบัตรเครดิตสารพัดแบบล่อใจให้อยากได้โน่น อยากได้นี่ แล้ว ความอยากก็กระตุ้นให้รูดก่อนจ่ายที่หลัง แบบนี้เงินออมก็ไม่ได้เก็บ แถมก่อหนี้ด้วยการ เอาเงินวันข้างหน้าถอยกลับมาใช้วันนี้เสียอีก

ทางยับยั้งความอยาก ยับยั้งได้ที่ตัวเองเพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากใจตัวเอง

อย่างแรกคือต้องมีสติ ถ้ารูดบัตรเครดิตไป แล้วไม่มีเงินใช้ตามกำหนด ก็จะมี ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบานเบอะตามมาเป็นของแถมที่ท่วมทับเงินต้น และกัดกินเงิน ออมได้รวดเร็วเหลือเชื่อ

แต่ข่มใจก็แล้ว ไม่คิดก็แล้ว ก็ยังอยากได้จนทนไม่ไหว ควรตั้งเป็นแนวทาง ว่า เราจะไม่หยิบเงินออมออกมาใช้ ไม่หยิบบัตรเครดิตออกมารูด จะใช้เฉพาะดอกผลของ เงินออม คืออย่าใช้เงินที่เราหามาจนหมด ให้ใช้เงินนั้นเป็นตัวหาเงินมาให้เราก่อน เทียบ ได้กับผู้บริหารใช้คนทำงาน แต่นี่เป็นเงินของเรา เราจึงต้องคิดใช้เงินให้ทำงานให้เรา โดยกำหนดหน้าที่ (Job description) ให้เงินว่า ต้องไปลงทุนอะไร อย่างไร เพื่อจะ หาเงินมาได้เท่านี้ๆ แล้วเอาส่วนที่หาได้เพิ่มนี้มาใช้แทน หรือดียิ่งกว่านั้น คือใช้เฉพาะ ส่วนที่หามาได้เกินเป้าหมายเท่านั้น เป็นการให้โบนัสกับตัวเองแบบหนึ่ง ข้อดีของวิธี การนี้ นอกจากจะไม่ทำให้สำรับเงินออมของเราต้องเสียไปแล้ว เผลอๆ กว่าจะได้เงิน มาใช้ (เรื่องการออม ดูหมวด “แบ่งงานให้เงิน”) คุณอาจจะหมดความอยากไปแล้วก็ได้ เลยได้เงินออมเพิ่มไปด้วย

 

ศัตรูตัวที่ 4 คือ ความโลภ

พุทธศาสนาบอกว่าตัณหาหรือความอยากเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ความโลภเป็น ตัณหาที่ทำลายแผนการออมเงินให้พังทลาย ถึงขั้นทำลายชีวิตของผู้ออมได้

พูดกันจริง ๆ ถือว่าตัวนี้เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดก็ได้ เพราะเป็นสาเหตุใหญ่ ประการหนึ่งที่ทำให้เป้าหมายการออมเสียไป บางคนโลภมากอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงจนหมด โดยไม่ดูว่าตัวเองจะรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้เท่า ไหร่ เหมือนคนเล่นการพนันพอเล่นได้ก็ติดใจ ทุ่มเงินเล่นไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงเวลาจะ เสีย ก็กินเงินส่วนที่ออมไว้ไปจนหมด ต้องกลับมาเริ่มต้นออมแบบนับหนึ่งใหม่

การใช้เงินไปลงทุนเพื่อหาเงินเพิ่ม ถ้าลงทุนด้วยความโลภโอกาสเสียจะมีมาก เวลาลงทุนจึงต้องตั้งสตินึกถึงสำรับของตัวเองให้ดีว่าต้องการทำอะไร เท่าไหร่ และที่ ต้องพึงนึกไว้ตลอดเวลาคือยิ่งอยากได้ผลตอบแทนสูงเท่าไร ก็มักจะนำเงินไปลงทุนที่มี ความเสี่ยงสูงขึ้นเท่านั้น ต้องรู้จักคำว่าพอ โดยมองเลยไปถึงว่า ถ้าเสี่ยงต่อไปแล้วเกิด โชคไม่ดี ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร รับได้ไหม คงช่วยบรรเทาความโลภได้บ้าง

ถึงแม้ว่าเรากำจัดศัตรูทั้ง 4 อย่างได้แล้ว คือออมเงินอย่างมีวินัย ใช้เงินจาก เงินเพิ่ม ลงทุนตามสำรับที่จัดไว้ โดยได้ผลตอบแทนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ แต่ถ้าอยู่ ๆ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินขึ้นมา ก็ทำให้เงินออมของเราหายไปได้เหมือนกัน

 

ศัตรูตัวที่ 5 คือเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือเหตุฉุกเฉิน

ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ เจ็บ ไข้ได้ป่วย ขึ้นโรงขึ้นขึ้นศาล ไฟไหม้ รถชน และเรื่องต่าง ๆ ทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือ แผนการใช้เงิน

มีหลายคนที่เงินออมตลอดชีวิตหายเกลี้ยง เพราะเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากเรา ไม่รู้ว่า เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดแล้วแก้ไขไม่ได้ หรือแก้ไขได้ยาก ทางที่ดีที่สุด คือ รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ระมัดระวัง รอบคอบ อย่าให้เกิดเหตุ แต่ถ้าเรื่องมันต้อง เกิด ทางป้องกันไม่ให้เงินออมต้องเสียไปกับเรื่องนี้ คือการทำประกัน อย่างน้อยที่สุด ควรมีประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเราเองเพราะเรื่องชีวิต เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่ รอไม่ได้ ถ้าทำประกันไว้จะได้ปลอดภัยทั้งชีวิตและเงินออม

ภาษิตจีนว่าไว้ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เมื่อตั้งเป้าหมายการ ออมและจัดสำรับของตนเองไว้เรียบร้อย มาบทนี้ก็รู้จักแล้วว่าศัตรูของเงินออมคืออะไร และจะรับมือได้อย่าไร ถึงตอนนี้ คุณพร้อมแล้ว….เตรียมใส่เกราะออกรบได้เลย

เงินเฟ้อ…ต้นทุนแฝงของการออมเงินที่ไม่ควรมองข้าม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.diy4wealth.com.(2010).ศัตรูของเงินออม. 12 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.diy4wealth.com/saving/chapter8.aspx
ภาพประกอบจาก : www.dreamtime.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก