ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร เมื่อผู้ป่วยได้รับยาจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา ก็มักจะเข้าใจว่ายาดังกล่าวสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่ยังไม่หมดอายุ แต่ในความเป็นจริงยาอาจมีคุณลักษณะ (เช่น รูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ) คุณภาพ (เช่น ปริมาณตัวยาสำคัญ สารเจือปน) หรือประสิทธิผลการรักษา ที่แตกต่างไปจากตอนที่ผลิตออกมาใหม่ ๆ

 

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง) หรือการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนหมดอายุ ซึ่งไม่ควรนำมาบริโภค เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

 

การเสื่อมสภาพของยาเกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ

  1. การเสื่อมสภาพทางเคมี ได้แก่ การลดลงของปริมาณตัวยาสำคัญ และการเพิ่มขึ้นของสารสลายตัว
  2. การเสื่อมสภาพทางกายภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของรูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ ความใสหรือขุ่น หรือการเกิดตะกอน
  3. การเสื่อมสภาพทางจุลชีววิทยาได้แก่ การปนเปื้อนของเชื้อเกินระดับปลอดภัย

การเสื่อมสภาพของยาทั้งสามลักษณะมีความเกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มขึ้นของสารสลายตัวอาจทำให้กลิ่น รสชาติของยเปลี่ยนไป หรือก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำยาที่เสื่อมสภาพมาบริโภค

การตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยามักทำในห้องปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การเสื่อมสภาพทางกายภาพบางประการเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้เอง บทความนี้จึงขอเสนอข้อแนะนำเบื้องต้น ในการสังเกตการเสื่อมสภาพของยาทางกายภาพเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ยาอย่างปลอดภัย

 

ผู้เขียน : ศ.ดร.ภญ. ลีณา สุนทรสุข. ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2559. “ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : http://the-toast.nethttp://powertotheparent.org

 


-เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต-72-ชม.แรก-รักษาฟรีทุกโรงพยาบาล-1.jpg

ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 รัฐบาลได้บังคับใช้หลักเกณฑ์ “การจ่ายค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินใน 72 ชม.แรก” ไว้ให้กับประชาชนทุกคน ไม่ว่าสิทธิสุขภาพไหนก็ตาม บัตรทอง ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ต้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ในโรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือจุดเกิดเหตุมากที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจาก 72 ชม. ต้องย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิต่อไป แต่น่าจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้รับสิทธินี้ เลยเอามาบอกกัน

 

ส่วนเงื่อนไขในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีอะไรบ้าง? จะแบ่งตามความรุนแรง 3 ระดับ คือ

 

1. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง)

  •  เข้ารักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ ทั้งรัฐเอกชนที่ใกล้ที่สุด
  • ไม่ต้องสำรองจ่าย 72 ชม.แรก
  • ถ้าต้องการรักษาเกิน 72 ชม. ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาหลังจากนั้นไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกทีหลัง โดยจะเบิกค่ารักษาได้ 2 กรณี คือ
    • กรณียังไม่พ้นวิกฤต และไม่สามารถย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป
    • กรณีพ้นวิกฤตและย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ไม่มีเตียงรองรับ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป 8,000 บาท

 

2. ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไป แต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

3. ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินรุนแรง (สีเขียว)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไป แต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

ทุกกรณี สามารถเบิกค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ได้ในอัตราของทางราชการ ไม่รวมการนัดมาตรวจ หรือการนัดมาทำแผล หากพ้นวิกฤตและย้ายไปยังโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ปฏิเสธการย้าย ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังพ้นวิกฤตเอง

ซึ่งเราจะรู้ว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินประเภทไหน ต้องผ่านการพิจารณาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติก่อน ถึงจะเบิกใช้สิทธิได้  ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” รึเปล่า จะมีการติดป้ายนี้ไว้หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้ญาติผู้ป่วยทราบเป็นการเบื้องต้น

เรื่องเหล่านี้เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรารู้ไว้ก็ไม่เสียหาย จะได้ไม่ต้องเสียสิทธิแล้วมาเสียดายทีหลัง แต่ยังไงก็คิดว่า ถ้ามันไม่ทำให้เราเดือดร้อน หรือลำบากเกินไป การซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพไว้ ก็สามารถทำให้เราสบายใจไปได้ระดับนึง เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริง ๆ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก

 

แหล่งที่มา: www.moneybuffalo.in.th
ภาพประกอบจาก:  www.lifespan.org


-3.jpg

ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) คือ ยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง เชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือ ยาต้านจุลชีพหรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้ จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

 

ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยากลุ่มนี้ เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า การใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เอง ได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อ็อกเมนติน (Augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (Norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (Tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (Azithromycin) เป็นต้น

 

ทำไมจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

ยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรค และมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยา ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่

  • ต้องได้รับผล
    • ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยา ไม่ว่าจะเป็น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
    • โรคไม่หาย อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
    • เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
    • ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

 

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติด เชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่า ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์และต้องได้รับกาตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่ม ที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะแต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมาก ได้แก่

  • อาการคือ 
    • ไข้หวัด เจ็บคอ
    • ท้องเสีย
    • แผลเลือดออก

โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติด เชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืด และการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น

แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาปฏิชีวนะ เมื่ออาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะ เมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือเบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมาก อีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

 

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียด และให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียแล้ว และผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้ง หากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่

  • ต้องได้รับยานานเท่าไร 
    • ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
    • มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
    • ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิม หากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเองข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด พร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยา ซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

 

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไป เพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

 

ผู้เขียน : พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย. สาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิยาลัยมหิดล สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. “ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ”.
แหล่งที่มา : บทความ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 1
ภาพประกอบจาก :  https://suntreeinternalmedicine.com


5-วิตามินยอดฮิต-ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี-H2C.jpg

5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี เมื่อพูดถึง ”วิตามิน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสรรคุณทาง ”ยา” ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น และสามารถรักษาโรคได้ ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วน แม้ว่าวิตามินจะสามารถทำหน้าที่เสมือนยาแต่ถึงอย่างไรวิตามินก็ไม่ใช่ยา

 

เพราะความจริงแล้ววิตามินเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารและสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการผลิตพลังงาน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นได้เอง เราจึงต้องได้รับวิตามินที่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ผ่านการกินอาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างในร่างกาย วัตถุประสงค์และวิธีการกินวิตามิน รวมถึงสารอาหารยอดฮิตชนิดต่างๆ ให้ถูกต้องและปลอดภัยควรทำอย่างไร ลองตามไปดู

 

วิตามินซี

ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ รวมถึงการนำมาทำเป็น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพื่อเป้าหมายหลักในการบำรุงผิวให้ดูขาวใส เปร่งปรั่ง ลดความหมองคล้ำ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันและรักษาโรคหวัดทั้งยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อและระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

ปัญหาการขาดวิตามินซีพบได้ในกลุ่มคนที่ควบคุมอาหารมากๆ เป็นมังสวิรัต สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึม ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย ปริมาณวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มก.

ในบุคคลที่ขาดวิตามินซีแพทย์จะแนะนำให้กินวันละไม่เกิน 1000 มก. เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3000 มก. แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85%

 

วิตามินบีรวม

เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี1 บี 2 ไนอะซีน แพนโทธีนิก แอซิด บี 6 บี 12 โฟลิก แอซิด ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามินบีรวม นอกจากจะเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา ตับแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทและคลายความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้หลายคนไม่รู้ว่าวิตามินบียังช่วยให้กระฉับกระเฉง ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกหรือนอนหลับยาก การกินวิตามินบีก่อนนอนอาจทำให้คุณกลายร่างเป็นนกฮูกตาค้างไปทั้งคืน สำหรับปริมาณในการกินวิตามินบีเพื่อเป็นอาหารเสริมควรอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 มก. ต่อวัน

 

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

มีประโยชน์ช่วยต้านการอักเสบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน บำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังพบรายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน และช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ แม้อีฟนิงพริมโรสจะถูกโฆษณาและโหมสรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ แต่ทางที่ดีควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน สำหรับผลข้างเคียงอาจทำให้มี อาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นแพ้และลมชักกำเริบ

กลูต้าไธโอน

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากของร่างกายด้วย ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่เน้นสรรพคุณเรื่องผิวขาว มักอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำซึ่งสามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์

ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการกินกลูตาไธโอนจึงแทบจะไม่มีเลย ทำให้มีคนพยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนยากินมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นก็ยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน

 

Zinc (สังกะสี)

เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายและช่วยให้ของร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่ และช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก ควบคุมฮอร์โมน สังเคราะห์โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ หน้าที่ของ zinc ที่น่าสนใจก็คือการช่วยควบคุมอาการผิดปกติของผิวและช่วยในการรักษาบาดแผล อาหารเสริม zinc จะให้ผลดีที่สุดหากกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร อย่างไรก็ดีหากมีอาการปวดท้องควรกินพร้อมอาหาร และไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงเพราะอาจทำให้การดูดซึมสังกะสีลดลง

 

จำให้ขึ้นใจ วิตามินไม่ใช่ยาวิเศษ!

  • วิตามินไม่สามารถทดแทนอาหารได้ และไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร
  • วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท
  • วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ หรือแม้แต่ทดแทนกันเอง โดยตัวของวิตามินเองแล้วไม่ใช่ส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกายเรา คุณไม่สามารถเลิกกินอาหารอื่น ๆ และหันมากินแต่วิตามิน เพื่อสุขภาพที่ดีได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.(2015).5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี?.4 กุมภาพันธ์ 2558.
แหล่งที่มา: www.prachachat.net
ภาพประกอบจาก:  www.iherb-center.com


.jpg

คนทั่วไป หรืออีก 71.6% ของจำนวนประชากรไทย ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต อาจมาจากหลาย ๆ สาเหตุ บางส่วนของเหตุผล คือ ตัวแทนส่วนใหญ่ชอบ “ขายแบบประกันชีวิต”  โดยให้ (ว่าที่) ลูกค้าที่ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต และให้ลูกค้าเลือกหลาย ๆ แบบ หากลูกค้าไม่ชอบก็เปลี่ยนแบบไปเรื่อย ๆ สุดท้ายลูกค้าก็ไม่ซื้ออยู่ดี

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงของครอบครัว

ลูกค้าจะทำประกันชีวิตก็ต่อเมื่อหากมีวิธีการที่ทำให้เขามีความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัว “เขาอยากทำ” คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการซื้อประกันชีวิต แต่ต้องการซื้อความมั่นคงของครอบครัว ว่าเขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับรายได้ของครอบครัว ถ้าหากเขาเสียชีวิตไป ครอบครัวยังคงมีเงินใช้อยู่ ไม่เดือดร้อน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อความมั่นคงตอนเกษียณ

ลูกค้าแค่อยากรู้วิธีสร้างความมั่นคงตอนเกษียณ พวกเขาจะนึกเสมอว่า ถ้าฉันไม่มีเงินใช้ตอนฉันเกษียณฉันจะลำบาก ทำอย่างไรให้เกษียณอายุแล้วมีเงินใช้ หากตัวแทนแนะนำวิธีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อความมั่นคงตอนเกษียณอายุ ลูกค้าจะตัดสินใจ

 

ไม่ต้องการซื้อประกัน ชอบซื้อวิธีการรักษาทรัพย์สมบัติ

คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ทำงานหารายได้ นอกเหนือจากนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ก็มุ่งเน้นนำมาสร้างทรัพย์สมบัติให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ถามผู้อ่าน

  1. คุณยังผ่อนบ้านอยู่หรือไม่
  2. คุณตั้งใจจะผ่อนบ้านให้หมดหรือไม่
  3. ถ้าหากคุณไม่อยู่ ก็อยากให้บ้านอยู่กับครอบครัวของคุณต่อไป

จากคำถาม 3 ข้อข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ คุณก็ผ่อนบ้านตามปกติ แต่ถ้าโชคร้ายคุณไม่อยู่ คุณก็ไม่ต้องการให้ธนาคารยึดทรัพย์สมบัติไป อีกเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ คือ เพราะลูกค้าต้องการรักษาทรัพย์สมบัติที่เขาสร้างไว้ ให้อยู่กับครอบครัวตลอดไป

 

ไม่ชอบซื้อประกันชีวิต ชอบซื้อสวัสดิการดี ๆ

ทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขามีโอกาสป่วยโรคภัยไข้เจ็บแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ข้อดีของอาชีพรับราชการ คือ หากเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่สามารถเลือกชนิดของยา เลือกการให้บริการทางการแพทย์ เลือกเตียงห้องพัก เลือกให้มีพยาบาลเฝ้าไข้ ฯลฯ

“คุณคิดว่าข้าราชการตัดสินใจรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเพราะเลือกสวัสดิการไม่ได้ ?”

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า ถ้ามีการอนุญาตให้รักษาที่ไหนก็ได้ ข้าราชการส่วนใหญ่คงอยากไปใช้บริการดี ๆ เลือกเตียงห้องพักเองที่โรงพยาบาลเอกชน

 

บทสรุป ประกันชีวิต

ตัวแทนประกันชีวิต หรือนักขายประกันชีวิตที่เก่ง ๆ จะให้คำปรึกษากับลูกค้าในแนวทางการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิต ตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าเอง ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อประกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Insurefordream.com.(2014).เหตุผลสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจ ซื้อประกัน.24 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา: http://www.insurefordream.com
ภาพประกอบจาก: www.reunionfamily.com

 


.jpg

มาวางแผนทางการเงินกันดีกว่า ซึ่งหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ว่า “เงิน” เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญในการดูแลสุขภาพรวมถึงการป้องกันและรักษาโรค อย่างไรก็ตามเรายังมีความจำเป็นต้องจัดสรรปันส่วนเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ ของชีวิต สำหรับตอนนี้เรามาดูเรื่องของการวางแผนทางการเงินกันค่ะ

 

อะไรคือการวางแผนทางเงิน

เมื่อสักสองถึงสามปีที่ผ่านมามีกระแสการรักษาสุขภาพในแนวทางชีวจิตตื่นตัวขึ้นมาอย่างมาก แต่ผมจะไม่พูดเรื่องการกินอยู่ การถอนพิษออกจากร่างกายเพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึงแต่จะขออ้าง คำพูดของ ดอกเตอร์สาทิต อินทรกำแหง ที่ท่านกล่าวในทำนองนี้ว่า การรักษาแบบชีวจิตเป็นการรักษาแบบองค์รวม คือ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้นทั้งหมดโรคภัยไข้เจ็บจะได้ไม่มาเยือน ไม่ใช่การรักษาโรคที่บางครั้งโรคหายแต่คนร่างกายทรุดโทรมจนเกือบไม่รอด (ในบางรายแพทย์แนะนำว่าต้องตัดอวัยวะบางส่วนของร่างกายออกด้วย)

ด้วยแนวคิดเดียวกันถ้าเราตัวแทนประกันชีวิตไปพบผู้มุ่งหวังและนำเสนอการประกันชีวิตอย่างเดียว โดยไม่รู้ข้อมูลด้านอื่น ๆ ของผู้มุ่งหวังเลย (ด้วยความสามารถในการใช้บทเจรจาการขายที่ยอดเยี่ยม ผู้มุ่งหวังก็ตัดสินใจจ่ายเบี้ยก้อนโต) ก็เหมือนการรักษาโรคที่เน้นให้โรคหาย แต่คนไข้อาจจะบอบช้ำจากการรักษาจนไม่สามารถส่งเบี้ยประกัน หรือไม่อยากส่งเบี้ยปีต่ออายุปีต่อไปอีกเลย (เหมือนคนไข้กลัวหมอยอมตายดีกว่าต้องตัดอวัยวะออกอีก)

โดยแนวคิดของ Financial Planner ตัวแทนสามารถให้คำปรึกษาทางด้านการเงินแก่ผู้มุ่งหวังแบบองค์รวม และผู้มุ่งหวังจะสบายใจในการใช้บริการจากตัวแทนคนนั้นมากกว่า เพราะตัวแทนได้นำปัญหา ความฝัน เป้าหมายทางการเงินทุกด้านขึ้นมาตีแผ่ให้ผู้มุ่งหวังได้เห็นชัดเจนว่าตัวเขาอยู่ในจุดใด และเขาจะเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างไร โดยมีการประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินของเขาซึ่งทำให้ผู้มุ่งหวังยอมรับการมีประกันชีวิตได้ง่าย และได้มากกว่าที่ตัวแทนจะเสนอขายประกันชีวิตอย่างเดียว

 

แล้วองค์รวมของแผนการเงินมีอะไรบ้าง ?

ข้อมูลที่ผมนำเสนอต่อไปนี้ได้จากการค้นหาในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Financial Planner ข้อมูลบางอย่างยังไม่มีในประเทศไทย แต่เรารู้กว้าง ๆ กันก่อน แล้วค่อยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้างในองค์รวมนี้

  1. Retirement Planning การวางแผนเกษียณอายุ
  2. Education funding กองทุนการศึกษาบุตร
  3. Estate planning การวางแผนมรดก
  4. Cash management and budgeting การบริหารเงินสดและการจัดงบประมาณ
  5. Employee benefits การวางแผนผลประโยชน์สำหรับพนักงาน
  6. Planning for business owners การวางแผนสำหรับเจ้าของธุรกิจ
  7. Investment and asset management การลงทุนและการบริหารสินทรัพย์
  8. Tax planning การวางแผนทางภาษี
  9. Insurance การประกัน
  10. Planned and charitable giving การวางแผนบริจาคเพื่อการกุศล
  11. Elder and long term care planning การวางแผนสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

จะเห็นได้ว่าประกันชีวิตเป็นเพียงข้อเดียวใน 11 ข้อของการวางแผนทางการเงิน แต่ผู้เขียนมุ่งหวังไม่ใช่จะต้องการการวางแผนการเงินทุกด้านทั้งหมด บางคนอาจจะต้องการ 5 ข้อ 8 ข้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะของตัวเขาเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมนึก ธนวัฒน์โกศล.(2010).มาวางแผนทางการเงินกันดีกว่า.8 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.bangkokwealth.com
ภาพประกอบจาก : www.ebony.com


5-วิธีแก้พฤติกรรมเสพติดมือถือ.png

ในยุคนี้การเสพติดเทคโนโลยี โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือหรือ smartphone ชีวิตของคุณจะถูกควบคุมโดยคุณไม่รู้ตัว ทั้งกิจกรรมในแต่ละวัน การงาน และความสัมพันธ์ของคุณ ลองสังเกตง่าย ๆ ว่าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้มั้ย เช่น ตื่นมาก็เช็กมือถือทันที เช็กข้อความขณะขับรถ หรือดู Facebook ขณะรับประทานอาหารกับคนสำคัญ นั่นแปลว่ามันเริ่มคุกคามชีวิตคุณ และคุณเสพติดมันแล้ว เรามาดู 5 วิธีแก้พฤติกรรมเสพติดมือถือ กันเลย

 

1. 30 นาทีแรกหลังตื่นนอน อย่าสนใจมือถือ

ถ้าคุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กโซเชียลทันทีทั้งที่ยังไม่ลุกจากเตียง แสดงว่าคุณอาการหนักแล้ว แนะนำให้คุณลุกจากเตียง ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ยืดเหยียดร่างกาย นั่งสมาธิ เตรียมอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าการทำตัวเองให้สดชื่นใน 30 นาทีแรกหลังตื่นนอน จะทำให้ทั้งวันเป็นวันที่สดชื่น

 

2. กำหนดเวลางดใช้มือถือวันละ 2 ชั่วโมง

โดยปกติเรามักจะนำโทรศัพท์มือถือวางไว้ใกล้ตัวในขณะทำงาน หรือในเวลาอื่น ๆ ตลอดทั้งวัน เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไม่ว่าจะสายโทรเข้าหรือแมสเซจเด้งเข้ามา มันจะดึงความสนใจจากงานหรือกิจกรรมที่คุณกำลังทำ ทำให้คุณเสียสมาธิและประสิทธิภาพการทำงานหรือกิจกรรมนั้น ๆ จะลดลง แนะนำให้คุณกำหนดเวลางดใช้โทรศัพท์ ให้กำหนดช่วงเวลาอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่คุณมีสมาธิกับงานมากที่สุด ปิดเสียงหรือปิดเครื่องไปเลย เหมือนตอนที่คุณกำลังชมภาพยนตร์ในโรงหนังนั่นแหละ

 

3. ปิดมือถือตอนขับรถ

ตามกฎหมายบ้านเราก็ห้ามโทรตอนขับกันอยู่แล้ว แต่ให้เพิ่มความเข้มข้นด้วยการปิดมันเสียเลย ให้ลองคิดว่าคุณกำลังโดยสารเครื่องบินอยู่ก็ได้ซึ่งคุณจะต้องปิดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด เพราะอย่างที่เรารู้กันเมื่อใจเราและตาของเราอยู่ที่โทรศัพท์มือถือ สมาธิจะไม่อยู่บนถนนแล้ว บางคนอาจแก้ต่างว่า “ก็มันจำเป็นต้องเปิด GPS นำทางนี่นา” ให้คุณลองคิดแบบนี้ดู ว่าเมื่อ 5 ปี 10 ปีที่แล้ว เราก็ขับรถกันได้ไม่ต้องมีอุปกรณ์พวกนี้ ถ้าทำได้จะทำให้คุณมีสมาธิกับเส้นทางและมีความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น

 

4. อยู่กับโลกความจริงให้มาก ๆ

เมื่อคุณได้พบปะพูดคุย รับประทานอาหาร ดื่มกาแฟ หรืออกไปแฮงค์เอ้าท์กับใคร ให้ตระหนักไว้ว่านี่คือโลกความเป็นจริง ซึ่งคนที่นั่งตรงหน้าคุณคือคนในโลกความเป็นจริง การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กนู่นเช็กนี่อยู่เป็นระยะ แม้จะพูดขออนุญาตแล้วก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการเสียมารยาทและอาจทำลายความสัมพันธ์กันได้ง่าย ๆ เพราะเป็นการแสดงออกว่าโลกโซเชียลในมือถือสำคัญกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า มีคำแนะนำง่าย ๆ เพียงแค่อย่าเอามือถือขึ้นมาไว้บนโต๊ะ ขณะกำลังทานอาหารกับแฟนกับเพื่อนหรือใครก็ตาม ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

 

5. งดใช้มือถือก่อนนอน 1 ชั่วโมง

ถ้าคุณพบว่าตัวเองต้องนอนดึกขึ้นเนื่องจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเล่นเกม เล่น Facebook แชท Line ดูยูทูปหรือเล่นเน็ตอยู่ คุณรู้มั้ยว่ากำลังสูญเสียเวลาการนอนที่มีค่าไปกับการเสพติดมือถือ เพราะจะเป็นการฝืน กระบวนการพักผ่อนโดยธรรมชาติของร่างกายเรา มีคำแนะนำให้คุณหยุดเล่นมือถือ 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ชั่วโมงสุดท้ายของวันเป็นเวลาผ่อนคลายเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่สดชื่น

 

แหล่งข้อมูล : www.allthaievent.com  lifehack.org.(2010).5 วิธีแก้พฤติกรรมเสพติดมือถือ.12 ตุลาคม 2559.
ภาพประกอบ : www.allthaievent.com


.jpg

โกรทฮอร์โมน ยาต้านความชรา ริ้วรอยบนหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และถุงใต้ตาบนใบหน้าคือสัญลักษณ์ของคนมีอายุ นอกจากนั้นยังพบริ้วรอยตามผิวหนังลำตัว มือ แขน ขา และตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด ความร้อน อากาศทั้งที่แห้งและร้อนชื้น

 

ยาต้านความชรา

เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกหา มีการวิจัยพบว่าร่างกายของคนเรา ตอนที่เป็นเด็กจะมีฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตซึ่งเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการสร้างมวลกระดูก ช่วยย่อยน้ำตาลและไขมัน ส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายพอถึงวัยกลางคน ปริมาณการผลิตฮอร์โมนจากต่อมจะลดลง และเมื่ออายุสูงวัยขึ้นตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนชนิดนี้จะลดลงเหลือเพียง 20% ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน กล้ามเนื้อเหลว ไขมันลงพุง ความสดใสหรือกระปรี้กระเปร่าหดหาย ความเครียดความกังวลเข้าแทนที่ ผิวหนังซีด กระดูกบาง นอนไม่หลับ ฯลฯ

เนื่องจากประโยชน์ของโกรทฮอร์โมน จึงมีการคิดค้นและสังเคราะห์ฮอร์โมนเลียนแบบธรรมชาติขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาคนป่วยที่ร่างกายบกพร่องในการสร้างโกรทฮอร์โมนแต่กำเนิด ทำให้ร่างกายไม่สมส่วน แขนขามีกล้ามเนื้อลีบ รูปร่างแคระแกรน

 

โกรทฮอร์โมนสังเคราะห์

ได้รับการยอมรับจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ให้ใช้รักษาคนป่วยที่ร่างกายบกพร่องในการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้แต่กำเนิด หรือในคนป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจำเป็นต้องได้รับโกรทฮอร์โมน อย่างไรก็ตามพบว่าในสหรัฐอเมริกา มีการนำโกรทฮอร์โมนมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ถึง 30% โดยถูกนำมาใช้สำหรับเป็นยาอายุวัฒนา ชะลอวัยในผู้สูงอายุ เนื่องจากโกรทฮอร์โมนจะช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ไม่หย่อนยาน และรู้สึกกระปี้กระเป่าหลังได้รับโกรทฮอร์โมน อารมณ์แจ่มใส เฉกเช่นหนุ่มสาว

 

อาการข้างเคียงของการใช้โกรทฮอร์โมน

ความพยายามที่จะนำโกรทฮอร์โมนมาเป็นยาต้านความชรา ในคนที่สุขภาพแข็งแรง ร่างกายไม่เป็นโรคนั้น มีโทษมากกว่าคุณ เพราะจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น

ยาชนิดนี้ในปัจจุบันจะมีการผลิตออกมาเป็นเม็ด เพื่อความสะดวกสำหรับการกิน จะพบโฆษณาตามอินเตอร์เนท ยาชนิดนี้ถูกจัดประเภทเป็นยาควบคุม ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับเป็นยาต้านความชรา แม้แต่คลินิกแพทย์ที่จ่ายยาชนิดนี้ให้คนไข้ด้วยวัตถุประสงค์ของการชะลอวัย ถือว่าผิดกฎหมาย

นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า หากเราต้องการให้ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้ร่างกายและจิตใจเป็นหนุ่มเป็นสาว เราสามารถช่วยตัวเราเองได้ โดยการจัดโปรแกรมสำหรับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอง คือ ต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เช่น

  1. ให้เวลาสำหรับการนอนหลับพักผ่อนที่มากเพียงพอทุกวัน อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน
  2. เลิกกินอาหารจานด่วน อาหารขยะที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมันและแป้ง รวมทั้งให้เลิกพฤติกรรมการชอบซื้อและกินอาหารกล่องสำเร็จรูป อาหารถุง หรืออาหารแช่แข็งจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
  3. ออกกำลังกายให้มากเพียงพอ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงเพื่อตามแฟชั่น
  4. เลิกเหล้าหรือแอลกอฮอลล์และบุหรี่
  5. พยายามเลิกกินยาสารพัดชนิดมากมาย โดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะยาเหล่านั้น คือ เคมีทั้งหลายที่จะทำลายตับไตและตับอ่อนเราได้
  6. ลดความเครียดจากภาระงานในแต่ละวัน ด้วยวิธีต่าง ๆ ตามแต่ความชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ
  7. รับประทานอาหารเสริม ที่ผ่านการวิจัยที่น่าเชื่อถือ เช่น เช่น แคลเซี่ยมเพื่อเสริมกระดูก ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว ผลไม้สด เป็นต้น

พบว่าผู้ที่สามารถควบคุมตนเองให้เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถบังคับตนเองให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นผลชัดเจนเพียงไม่กี่เดือนว่า ผิวพรรณเต่งตึง สภาพจิตใจสดใส ไม่หดหู่ ระบบขับถ่ายดี สุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้เป็นผลมาจากการกระตุ้นการให้ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนเองโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดยาเข้าสู่กระแสเลือด ไม่ต้องพึ่งเข้มฉีดยา ไม่มีความเสี่ยงกับการเอาสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

คนเราไม่สามารถที่จะเพียงแต่คิดอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวและไม่อยากแก่ ด้วยการไปพบแพทย์ที่คลินิค ให้แพทย์จ่ายยา ฉีดยา ลอกหน้าให้ใส หรือดึงหน้าร้อยไหมให้ตึงหรืออื่นๆ เพราะสภาพจิตใจไม่ได้ดีขึ้นด้วย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สัมพันธ์กัน

นักวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่สุขภาพแข็งแรง คือ ผู้ที่โดยอัตโนมัติอยู่ในโปรแกรมของการชะลอวัย ทำให้มีอายุยืนยาว ชาวตะวันตกในประเทศที่เจริญมากๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จะพบว่าชาวอเมริกันทุกวันนี้จะเรียกได้ว่าอยู่ในโปรแกรม “เร่งความชราภาพ” ไม่ใช่ชะลอความชราภาพ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงหรือผัดผ่อนการออกกำลังกาย กินอาหารจานด่วนและอาหารขยะเป็นประจำ กินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลปริมาณมาก บางคนอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่ทำงานมากเกินพอดี มีเวลาพักผ่อนน้อยเกินไป เกิดความเครียด แต่พยายามดูแลตนเองด้วยการกินไวตามินและอาหารเสริมเป็นกำมือเพราะคิดว่าจะช่วยชะลอวัยได้ ความจริงพฤติกรรมเหล่านี้เป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในโปรแกรม “เร่งความชราภาพ” โดยไม่รู้ตัว

ทุกท่านลองพิจารณาตนเองดูว่า ท่านอยู่ในโปรแกรมแบบไหน “เร่งให้ตัวเองแก่เร็ว” หรือไม่ แต่พยายามถามหาและเรียกร้องเทคโนโลยีของการชะลอความแก่!

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Melmed GY, Devlin SM, Vlotides G, Dhall D, Ross S, Yu R, Melmed S. Anti-aging therapy with human growth hormone associated with metastatic colon cancer in a patient with Crohn’s colitis. Clin Gastroenterol Hepatol; 2008, 6(3):360-3.
  2. Human growth hormone (HGH): Does it slow aging? http://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/healthy-aging/in-depth/growth-hormone/
  3. Human Growth Hormone (HGH) Directory. http://www.webmd.com/a-to-z-guides/human-growth-hormone-hgh-directory

ผู้เขียน : รศ. ดร. ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล. ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2560.
ภาพประกอบจาก : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

 


.jpg

การประกันสุขภาพ คือ อะไร

การประกันสุขภาพ คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย

 

การประกันสุขภาพมีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครองแค่ไหน

การประกันสุขภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพหมู่และการประกันภัยอุบัติเหตุ และสุขภาพรายบุคคล ทั้ง 2 ประเภท ให้ความคุ้มครองที่เหมือนกัน โดยแบ่งความคุ้มครองหลักออกได้เป็น 7 หมวด ได้แก่

  • ให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

    • ค่าห้องและค่าอาหาร
    • ค่าบริการทั่วไป
    • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หลังการเกิดอุบัติเหตุ
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลินิก หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่าย

อันเกิดขึ้นจากการบริการโดยพยาบาลพิเศษขณะอยู่ในโรงพยาบาล หรือที่บ้านภายหลังจากการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์

 

อัตราเบี้ยประกันภัยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร

อายุ อายุของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกัน สามารถแสดงถึงโอกาสที่ร่างกายจะบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย รวมถึงการได้รับผลกระทบแทรกซ้อนแตกต่างกันไปด้วย เพราะบุคคลทั่วไปเมื่อมีอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพได้มากขึ้น และถ้าได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยแล้วประสิทธิภาพในการที่ร่างกายจะซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอก็จะลดลง มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวนานกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า

เพศ ปัจจุบันความเสี่ยงภัยของเพศหญิงจะไม่แตกต่างจากเพศมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายยังมีความแตกต่างกันอยู่โดยปกติ เพศหญิงจะใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บทางร่ายกายนานกว่าเพศชาย ผู้รับประกันภัยจึงอาจจะรับประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยสูงกว่าเพศชาย

สุขภาพ ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล รวมทั้งสภาพร่ายกายของผู้ขอเอาประกันภัย บุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยรุนแรง โอกาสที่จะได้รับการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยร้ายแรง หรือได้รับผลกระทบจนทุพพลภาพเป็นเวลานานในอนาคต ก็ย่อมเป็นไปได้น้อยกว่าบุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอผิดปกติ หรือมีประวัติการเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน อีกทั้งอาการผิดปกติของร่างกาย หรือจิตใจ บางอย่างจะก่อให้เกิดแนวโน้ม หรือความเป็นไปได้สูงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น โรคลมบ้าหมู ประสาทหลอน หรืออาการตื่นตกใจง่าย เป็นต้น

อาชีพ อาชีพแสดงถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงภัย หรือแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยที่ต่างกันออกไป

การดำเนินชีวิต แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หรืออุบัติเหตุของบุคคลที่แตกต่างกันไป  เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย เป็นต้น

สำหรับการประกันภัยหมู่ จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัยด้วย เพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้

การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท

การพิจารณารับประกันภัยของบริษัท ย่อมขึ้นอยู่กับสุขภาพ/อายุของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ และในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น บริษัทจะไม่คุ้มครอง “โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันภัย”  เช่น หากผู้เอาประกันภัยเป็นโรคเบาหวานมาก่อนการทำประกันภัย บริษัทจะไม่คุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นต้องรักษาตัวด้วยโรคเบาหวาน แต่จะคุ้มครองหากผู้เอาประกันภัยนั้นเกิดเป็นโรคหัวใจขึ้นมาภายหลัง

ดังนั้น หากผู้ขอเอาประกันภัยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โอกาสที่จะเจ็บป่วยในอนาคตย่อมมากกว่าผู้มีสุขภาพแข็งแรง บริษัทอาจจะพิจารณารับประกันภัยผู้ขอเอาประกันภัยรายนั้นด้วยเบี้ยประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติ หรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ ในกรณีที่ผู้ขอเอาประกันภัยเจ็บป่วยด้วยโรคที่รุนแรง เช่น เอดส์ มะเร็ง บริษัทมักจะไม่รับประกันภัย

 

หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นอย่างไร

การจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับการประกันสุขภาพ ยึดหลักเกณฑ์ดียวกับการประกันภัยประเภทอื่น ๆ คือ “จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้”

 

ข้อยกเว้นความคุ้มครอง

การประกันสุขภาพ โดยทั่วไปจะไม่คุ้มครองการเข้าพักรักษาตัว ซึ่งมิได้เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ หรือป่วยไข้ เช่น การทำหมัน การทำศัลยกรรม การลดความอ้วน การพักผ่อน รวมทั้งการรักษาโรคประสาท กามโรค การติด และการตรวจสายตา เช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: การประกันสุขภาพ.(2010).สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย.8 ตุลาคม 2559.
แหล่งที่มา: www1.oic.or.th
ภาพประกอบจาก: www.moph.go.th


-01.jpg

เมื่อพูดถึง ” วิตามินซี ” หลายคนคงนึกถึงผลไม้รสเปรี้ยว อย่างเช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขามหวาน มะขามป้อมและอีกมากมาย ขอเพียงแต่เป็นผักผลไม้สด ๆ เป็นใช้ได้ หรือบางคนอาจนึกถึงยาเม็ดสีส้ม สีเหลือง ที่มีรสชาติออกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ไว้กินเวลามีเลือดออกตามไรฟัน ในความเป็นจริงแล้ว” วิตามินซี “มีประโยชน์มากมายกว่านั้น

 

วิตามินซีมีประวัติการค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่า ทหารเรือออกเดินเรือเป็นระยะเวลานานๆ ไม่ได้รับประทานผักและผลไม้สด จึงมักป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ ต่อมาจึงได้หาสารอาหารที่เป็นต้นเหตุได้ คือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbicacid) หรือวิตามินซีนั่นเอง

 

วิตามินซี ประโยชน์ที่ได้รับ

ประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมาย นอกเหนือจากที่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคหวัดทำให้หายเร็วขึ้นถึง 21% คือ

  • วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์เสริมภูมิคุ้มกันสุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน
  • วิตามินซีช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เนื่องจากช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง โดยการไปเสริมสร้างผนังเซลล์ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบจึงทำให้แผลหายเร็ว
  • วิตามินซีช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดยจะไปช่วยรักษาเซลล์ที่ถูกทำลาย และช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
  • วิตามินซีช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี โดยจะไปลดการเกาะของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  • วิตามินซีช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอัลตราไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก
  • วิตามินซีช่วยป้องกันไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ Pantothenic acid โดยวิตามินซีจะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
  • วิตามินซีช่วยลดความเครียด และยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโน ให้กลายเป็นสารในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นต่อสมองและหน้าที่ของระบบประสาทด้วย
  • วิตามินซีช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว

 

การรับประทานวิตามินซี

การรับประทานวิตามินซี ภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้ทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดีจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียด ควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่นิยมรับประทานวิตามินซีไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพราะสามารถละลายในน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่มีการรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทานวิตามินซี แม้รับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000-18,000 มิลลิกรัม

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อพึงระวังในการรับประทานวิตามินซี การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium อาจมีผลต่อความผิดพลาดของผลการตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้ วิตามินซีทำให้การดูดซึมแร่ธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับแร่ธาตุเหล็กเกิน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: นพ.ครรชิต อมาตยกุล.(2008).เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินซี.12 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา: www.hilight.kapook.com
ภาพประกอบจาก: www.livestrong.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก