ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

10-บทเรียนสำคัญ...ในการใช้ชีวิต.jpg

ในสังคมยุคดิจิทัลเรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือประสบการณ์ของผู้มีอายุกันเท่าไร ยุคนี้หลายคนถือว่าเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นผู้สูงอายุหรือผู้มีประสบการณ์ จึงมักไม่ใช่แหล่งที่เราจะเข้าไปหาเมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำแนะนำ คนรุ่นใหม่มักจะหันหน้าเข้าหาผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ หรือไม่ก็หนังสือพวก Self-Help หรือไม่ก็ปรึกษา Google เลย

เรามักจะมองว่าบรรดาผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่านไม่ทันสมัย ชอบแต่เล่าเรื่องเก่า ๆ ไม่ทันต่อยุคและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแต่จริงๆ ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายนั้นได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และกว่าที่อายุจะยืนยาวได้ถึงระดับหนึ่งย่อมจะต้องได้เรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่า ที่หนังสือหรือเว็บไหนก็ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ ถึงแม้สภาวะแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่แก่นและหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตย่อมไม่ต่างกันมาก

ในต่างประเทศนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ

 

บทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

  1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ
  2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย
  3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง
  4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้
  5. เที่ยวให้มากไว้ เมื่อมีโอกาสให้เดินทางครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่าง ๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว
  6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลาย ๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ
  7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น
  8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่าง ๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา
  9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับหรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น
  10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อย ๆ ซึมซับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ

ท่านผู้อ่านคงจะเห็นตรงกันนะครับว่าข้อคิดดี ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ในประเทศไทยเองก็น่าจะมีการศึกษาในลักษณะนี้เหมือนกันนะครับ เพื่อรวบรวมบทเรียนสำคัญของชีวิตจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับรุ่นหลังต่อไปครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaihealth.(2010).10 บทเรียนสำคัญ…ในการใช้ชีวิต.23 สิงหาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/28122l
ภาพประกอบจาก : www.thaihealth.or.th


ตรวจภายใน-ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด.jpg

ตรวจภายใน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ประโยคสั้น ๆ นี้ที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจไปตาม ๆ กันหากต้องรับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นหญิงมีบุตรแล้ว หรือหญิงที่ยังไม่แต่งงานก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การตรวจภายในเป็นการตรวจทางการแพทย์ที่ผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องตรวจตามความเหมาะสม

ผู้หญิง ควรจะตรวจภายในเมื่อไร ตรวจแล้วจะบอกอะไรได้บ้าง เวลาตรวจควรเตรียมตัวมาอย่างไร การตรวจภายใน ทำได้ทุกอายุของผู้หญิงเลย ถ้าเกิดมีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออก ช่องคลอดมีกลิ่น ปวดท้องน้อย สงสัยมีก้อนหรือ มีน้ำในท้อง ในเด็กวัยอนุบาลประถม ก็ตรวจได้ถ้ามีอาการผิดปกติดังกล่าว จะมีเครื่องมืออันเล็กเหมือนที่ตรวจรูจมูก บางครั้งสูตินรีแพทย์ใช้นิ้วก้อยตรวจได้ หรือตรวจทางทวารหนักแทน

เด็กผู้หญิง ที่มีเพศสัมพันธ์เร็วตั้งแต่วัยรุ่นก็สามารถตรวจได้ เพื่อรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์ ตกขาว เลือดออกผิดปกติ ปวดท้องน้อยหรือเกิดโชคร้ายท้องนอกมดลูก เป็นถุงน้ำที่รังไข่ ก็สามารถตรวจภายในวินิจฉัยได้

ส่วนผู้หญิงโสด ถ้าประจำเดือนปกติ ตรวจสุขภาพทั่วไปและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกปกติ จะเริ่มตรวจภายในเช็คมะเร็งปากมดลูกตอนอายุ 30 ปีขึ้นไปก็ได้

 

ในการตรวจภายใน สิ่งที่ต้องคำนึงด้วยเสมอเพื่อมิให้วินิจฉัยโรคผิดพลาด

เรื่องประจำเดือน ซึ่งต้องเน้นรายละเอียดและความแม่นยำที่ถูกต้อง ในบางครั้งคำนำหน้าชื่อของผู้หญิงที่ยังเป็นนางสาว มิได้ยืนยันการไม่ เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ถ้าเชื่อตามคำนำหน้าชื่ออาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ การสอบถามประวัติของแพทย์และการให้ข้อมูลที่เป็นจริงของ ผู้ได้รับการตรวจเป็นเรื่องสำคัญมากที่เคยเจอมาแล้วก็คือ สูตินรีแพทย์บางคนเกรงใจไม่กล้าถามมาก ปรากฏว่าได้ผ่าตัดสิ่งที่คิดว่าเป็นเนื้องอกในมดลูกที่มีขนาดเท่าอายุครรภ์ 4 เดือนออกไป หลังจากตรวจชิ้นเนื้อกลับพบว่าเป็นเด็กทารก เป็นที่น่าเสียใจว่าเธอถูกตัดมดลูกออกไปโดย ที่ไม่มีโอกาสมีบุตรอีก เพราะพยายามปิดบังข้อมูลกับแพทย์ และแพทย์ท่านนั้นก็ไม่นึกว่าเธอจะมีเพศสัมพันธ์จนมีบุตร เพราะลักษณะภายนอกเธอ เป็นผู้ดีและเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เพราะฉะนั้นการซักประวัติส่วนตัวอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ การใช้ยาคุม จำนวนบุตรการ แท้งธรรมชาติหรือการทำแท้งจะมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคมาก ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่แพทย์จำเป็นต้องถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เด็กผู้หญิงบางคนจะใจแข็งมาก บางครั้งอยู่ที่หอพักเดียวกัน พากันมาส่งเพราะมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง ท้องป่อง แพทย์ห้องฉุกเฉินนึกว่าปัสสาวะไม่ออกเลยปวด กำลังจะสวนปัสสาวะให้ ปรากฏว่าเบ่งแป็บเดียวเด็กออกมาเลย ก็เคยพบกันบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีบางคนที่มารดาพามาตรวจนึก ว่าเป็นโรคท้องป่องท้องมาร นึกว่าใครเสกอะไรเข้าท้องพอหมอตรวจท้อง ฟังแล้วพบว่ามีเสียงหัวใจอีกดวงก็ยังไม่ยอมรับ ผู้หญิงเรามักจะใจแข็งจริง ๆ แต่พอเอกซเรย์ดูจึงเห็นกระดูกศีรษะ ซี่โครง แขนขา มารดาเข่าอ่อนไปเลยก็มีส่วนใหญ่มารดาของเด็กสาวมักจะห้ามบอกบิดาเพราะบิดาจะอารมณ์รุนแรงรับไม่ได้ ทั้งที่พ่อแม่ควรให้อภัยแก่ลูกสาว บางเรื่องพลาดแล้วย้อนกลับคืนไม่ได้แต่โอกาสทำความดีต่อไปของคนเรายังมีอย่าไปด่าว่าหรือทุบตีรุนแรงเลย

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ในบางครั้งระยะที่ขาดประจำเดือนกับขนาดท้องไม่สัมพันธ์กัน เป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เสมอ ต้องติดตามดูอาการและได้รับการตรวจครรภ์ตามแพทย์ และใส่ใจประเมินครบกำหนดคลอด บางคนมีลูกมา 2 – 3 คนแล้ว ท้องลาย ก้นลาย แต่มาบอกหมอสูติว่าท้องแรกเอ้าท้องแรกก็ท้องแรกแต่เวลาคุณเธอคลอดเราต้องระวัง เพราะท้องแรกจะคลอดช้า ท้องสองและสามจะไวมาก หมอสูติต้องเตรียมพร้อม

 

เรื่องอาการทางกระเพาะปัสสาวะ มักเกี่ยวข้องกับช่องคลอดและมดลูกเสมอ ในเรื่องการรักษาเช่น ถ้ากระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ รักษาไม่หายควรนึกถึงการอักเสบเรื้อรังในช่องคลอดด้วย บางครั้งปัสสาวะไม่ออก เพราะมดลูกจากผู้หญิงที่เบ่งลูก หลายคนเอ็นที่ยึดมดลูกจะไม่ตึง ทำให้มดลูกหย่อนมาจุกตรงช่องคลอด กดช่องปัสสาวะทำให้ปัสสาวะไม่ออก

การเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูกและช่องคลอดนำส่งตรวจหามะเร็งต่อไปจาก

  1. มดลูก
  2. ปากมดลูก
  3. ช่องคลอด
  4. คีมปากเป็ด

 

เรื่องควรรู้เพื่อเตรียมตัวรับการการตรวจภายใน

ผู้หญิงสามารถตรวจภายในได้ทุกเวลา ยกเว้นช่วงที่มีประจำเดือน แต่ถ้ามีเลือดออกผิดปกติไม่ใช่ประจำเดือนก็ตรวจ ได้เลยจะได้ดูจุดที่เลือดออกสีของเลือด ปริมาณมากน้อยแค่ไหน วินิจฉัยได้แม่นยำไม่ต้องรอเลือดหยุดซึ่งควรเตรียมตัวก่อนรับการตรวจภายในดังนี้

  • ควรปัสสาวะทิ้งให้หมดก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้คลำขนาดมดลูกและปีกมดลูกให้ชัดเจน
  • ถ้ามีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะ สูตินรีแพทย์อาจสวนตรวจเพาะเชื้อโรคและให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อโรคนั้นๆ
  • ถ้ามีปัญหาเรื่องตกขาวมีกลิ่น คัน ตกขาวเปลี่ยนสี ไม่ควรสอดยามาเอง ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจเชื้อได้ถูกต้องให้ยาได้ทันท่วงทีถ้าสอดยามา จะมียาเต็มในช่องคลอด จะตรวจไม่ได้
  • ไม่ควรใช้น้ำยาล้างลึกเข้าไปในช่องคลอดก่อนมาตรวจมะเร็งปากมดลูก หรือมาตรวจการ เพราะภาวะความเป็นกรดด่างถูกทำลาย เซลล์ที่หลุดลอกออกมาถูกล้างไปหมด
  • ไม่ต้องงดอาหารและน้ำดื่มมาในการตรวจภายในมาตรวจได้เลย ทางสูตินรีแพทย์จะ ตรวจคลำเต้านมให้ด้วย ถ้ามีน้ำไหลจากหัวนมจะบีบใส่ slideไปตรวจเซลล์มะเร็ง
  • ในการวินิจฉัยบางโรค เช่น เยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ อาจตรวจทางทวารหนักร่วมด้วยโดย ใช้นิ้วชี้ตรวจทางช่องคลอด นิ้งกลางตรวจทางทวารหนักและอีกมือคลำหน้าท้องด้วย
  • เวลาตรวจภายในจะเริ่มจาก ดูต่อม Bartholin และต่อม Skene ซึ่งหลั่งสิ่งหล่อลื่นใน ช่องคลอดรวมทั้งกลิ่นด้วย ว่ามามีหนองหรือเป็น cyst ไหม มีการหย่อนด้านหลังของผนังช่องคลอดไหม ตรวจดูว่าหูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อนหรือไม่ ให้เบ่งดูหรือไอดูขณะมีน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะอยู่ เต็มว่าเล็ดกระเด็นออกมาหรือไม่ มดลูกเคลื่อนต่ำลงมาหรือเปล่า มีหนองอยู่ในที่ปัสสาวะและในช่องคลอดหรือไม่ สังเกตปากมดลูกว่าปลิ้นมี รอยฉีกขาดอักเสบเรื้อรัง หรือมีหนองจากรูมดลูกหรือไม่ จังหวะนี้ก็จะตรวจมะเร็งปากมดลูกจากรูมดลูก รอบคอมดลูก และด้านหลังของช่องคลอดส่วนลึกต่ำกว่าปากมดลูกนอกจากนี้ก็จะคลำขนาด ตำแหน่งการเคลื่อนไหวของมดลูก กดแล้วเจ็บหรือไม่ รวมทั้งผิวเรียบหรือไม่ และคลำปีกมดลูก 2 ข้างด้วยเพื่อดูเนื้องอกรังไข่และท่อรังไข่ว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่

การตรวจภายในไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แต่จะกลับทำให้ผู้หญิงเรามั่นใจได้ว่าสุขภาพสตรีของตัวเองนั้นปกติดีหรือ ไม่หรือหากพบความผิดปกติก็จะได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ง่ายต่อการรักษาและหายได้เร็ว ลดโอกาสการสูญเสียต่าง ๆ ได้มากกว่าค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: นิตยสาร Health Today.(2010).ตรวจภายในไม่น่ากลัวอย่างที่คิด. 24 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา : http://www.healthtodaythailand.net
ภาพประกอบจาก : www.yourhealthyguide.com


เรื่องต้องรู้กับการเปลี่ยน-ประกันสังคม.jpg

สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า ในปี 2561 นี้มีโรงพยาบาลเอกชนขอออกจาก “ระบบประกันสังคม”  3 แห่ง คือ โรงพยาบาลยันฮี  โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ และโรงพยาบาลศรีระยอง  หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือก 1 ใน 3 โรงพยาบาลนี้เพื่อใช้บริการอยู่ สิ่งที่ต้องทราบและดำเนินการคือ…

 

1. เลือกโรงพยาบาลแห่งใหม่

  • หากเป็นพนักงานเอกชนทั่วไป (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปยังบริษัทที่พนักงานมีสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลที่ออกจากระบบ จากนั้นฝ่ายบุคคลจะดำเนินการต่อให้
  • ส่วนผู้ที่เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (ผู้ประกันตนมาตรา 39)  หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ประกันตนเอง (ผู้ประกันตนมาตรา 40) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปที่บ้านของผู้ประกันตนโดยตรง ให้รอเอกสารที่จะส่งมาถึง

จากนั้นให้กรอกแบบฟอร์มเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการไปใช้สิทธิ 1 แห่ง และโรงพยาบาลสำรองอีก  2 แห่ง แล้วส่งกลับฝ่ายบุคคลหรือส่งเอกสารไปที่สำนักประกันสังคม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ หากไม่เลือกมาภายในกำหนด สำนักงานประกันสังคมจะจัดสถานพยาบาลให้เอง

 

2. แจ้งโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์ใหม่

ภายในเดือนธันวาคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมจะแจ้งชื่อโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์แห่งใหม่ให้ทราบ ซึ่งหากผู้ประกันตนมีโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง อาจจะต้องประสานกับโรงพยาบาลเดิมเพื่อขอรายละเอียดการรักษาต่าง ๆ เตรียมไว้ด้วย และผู้ประกันตนยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเดิมได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560

 

3. เริ่มใช้สิทธิตอนต้นปี

สำหรับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ส่วนผู้ประกันตนที่ต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ก็ยังสามารถทำได้ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เหมือนปกติครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง ข่าวจากสำนักงานประกันสังคม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือที่ เว็บไซต์ประกันสังคม
ภาพประกอบจาก : www.istockphoto.com


การเลือกซื้อประกันสุขภาพ-ต้องดูอะไรedit.jpg

เมื่อเราเริ่มจะคิดถึงสุขภาพของตนเอง แน่นอนว่าการทำประกันสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเป็นหลักประกันที่จะทำให้เราไม่ต้องคอยมานั่งกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจจะทำให้เงินเก็บของคุณหมด

 

1. ศึกษาค่าใช้จ่ายในการรักษาของโรงพยาบาลให้ดี

เมื่อเราเลือกทำประกันสุขภาพ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องศึกษาค่ารักษาและค่าบริการของโรงพยาบาลที่เราจะใช้บริการนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะได้เลือกซื้อแพคเกจของประกันสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยค่าใช้จ่ายและค่ารักษาหลัก ๆ ที่เราควรพิจารณา คือ ค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษาและค่าผ่าตัดกรณีเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจหาได้จากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล หรือโทรเข้าไปสอบถามที่โรงพยาบาลก็ได้ครับ

 

2. ควรเลือกทำประกันสุขภาพในลักษณะของวงเงินเหมาจ่าย

การทำประกันสุขภาพ ในวงเงินเหมาจ่ายนั้นจะครอบคลุมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยร้ายแรงหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งจะทำให้คุ้มกว่าการทำประกันสุขภาพที่แยกประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะประกันสุขภาพแบบแยกประเภทจะมีวงเงินค่ารักษาที่น้อยกว่า ในกรณีการผ่าตัด หรือรักษาโรคร้ายแรง เพราะเป็นกรณีที่มีค่ารักษาแพงที่สุด เช่น วงเงินค่ารักษากรณีผ่าตัดของแบบแยกประเภทอาจจะอยู่ที่ 100,000 บาท แต่ขณะที่แบบเหมาะจ่ายจะเหมารวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ยกเว้นค่าห้อง) อยู่ที่ 1 ล้านบาทเลย ทำให้ครอบคลุมความเสี่ยงมากกว่า

 

3. เลือกทำประกันสุขภาพที่ให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง

บางคนเลือกทำประกันสุขภาพเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด เพราะยังมีกรณีสำคัญที่เราควรจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า คือกรณีที่เราอาจจะประสบภาวะเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” (ไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้ปกติ) ไม่ว่าจะเกิดจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดในสมองแตก หรือจากอุบัติเหตุ แขนขาด ขาขาด พิกลพิการ มันจึงเกิดประเด็นว่า ถึงแม้ประกันสุขภาพอาจจะจ่ายค่ารักษาให้เราได้หมด แต่หลังจากนั้น เราอาจจะใช้ชีวิตต่อไปโดยทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ หรือรายได้ลดลงกว่าเดิม ขณะที่เรายังมีชีวิต ยังต้องกินต้องใช้ เราจึงต้องการ “เงินชดเชย” ก้อนโต เพื่อนำมาเลี้ยงชีวิตตลอดระยะเวลาที่เหลือ มันจึงเป็นสาเหตุที่เราควรจะต้องทำประกันสุขภาพกรณีโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพที่ครอบคลุมเรื่องการเจ็บป่วยที่เกิดจากอุบัติเหตุด้วย

ดังนั้น อย่าลืมว่า หากจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแล้ว เราจึงควรซื้อประกันเรื่องค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุ ให้ครบทั้ง 3 ประเภท (ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเภทก็ให้พิจารณาเองตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องซื้อให้ครบทุกแบบที่บริษัทประกันมีก็ได้ครับ) จึงจะปิดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยได้อย่างครอบคลุมที่สุด

อย่าลืมเปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละบริษัท เลือกบริษัทที่ให้การคุ้มครองไม่แตกต่างจากบริษัทอื่นมากนัก แต่เบี้ยประกันถูกกว่า ในขั้นสุดท้ายเราก็แค่นำเงื่อนไขของประกันสุขภาพของบริษัทประกันแต่ละที่มาเปรียบเทียบกัน แล้วเลือกบริษัทที่คิดเบี้ยประกันที่ถูกกว่า หรือเบี้ยประกันพอๆกัน แต่มีวงเงินคุ้มครองที่สูงกว่า นั่นคือประกันสุขภาพที่คุ้มค่ากับเราที่สุด

ส่วนหลักการในการเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ ก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ ประกันสุขภาพ ดูว่าแพคเกจประกันอุบัติเหตุ (PA : Personal Accident) นั้น ชดเชยครอบคลุมกรณีใดบ้าง (เช่น เสียชีวิต ทุพพลภาพ พิการ กระดูกหัก กรณีถูกลอบทำร้าย กรณีเกิดอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์ กรณีเกิดจากการจลาจล ฯลฯ) ก็ควรจะเลือกแพคเกจให้คุ้มครองหลาย ๆ กรณี โดยที่เบี้ยที่จ่าย แนะนำว่าไม่ควรเกิน 5% ของรายได้รวมทั้งปี ก็พอครับ เนื่องจากประกันอุบัติเหตุก็เปรียบเสมือนประกันสุขภาพแบบย่อมๆ ที่คุ้มครองเฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่คุ้มครองกรณีเป็นโรค และค่ารักษาพยาบาลต่างๆ จึงเหมาะกับการคุ้มครองเบื้องต้นที่อาจจะไม่ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมด สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก แต่ต้องการเริ่มปกป้องความเสี่ยงบ้าง แต่สำหรับคนที่มีรายได้พอสมควรแล้ว ผมแนะนำว่าให้ทำประกันสุขภาพอย่างครอบคลุมเลยจะเหมาะสมกว่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://aommoney.com
ภาพประกอบจาก :  www.policymantraa.com

 


5-วิตามินยอดฮิต-ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี-H2C.jpg

เมื่อพูดถึง ”วิตามิน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสรรคุณทาง ”ยา” ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น และสามารถรักษาโรคได้ ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วน แม้ว่าวิตามินจะสามารถทำหน้าที่เสมือนยาแต่ถึงอย่างไรวิตามินก็ไม่ใช่ยา

เพราะความจริงแล้ววิตามินเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารและสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการผลิตพลังงาน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นได้เอง เราจึงต้องได้รับวิตามินที่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ผ่านการกินอาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างในร่างกาย วัตถุประสงค์และวิธีการกินวิตามิน รวมถึงสารอาหารยอดฮิตชนิดต่างๆ ให้ถูกต้องและปลอดภัยควรทำอย่างไร ลองตามไปดู

 

วิตามินซี

ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ รวมถึงการนำมาทำเป็น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพื่อเป้าหมายหลักในการบำรุงผิวให้ดูขาวใส เปร่งปรั่ง ลดความหมองคล้ำ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันและรักษาโรคหวัดทั้งยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อและระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ปัญหาการขาดวิตามินซีพบได้ในกลุ่มคนที่ควบคุมอาหารมากๆ เป็นมังสวิรัต สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึม ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย ปริมาณวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มก. ในรายที่ขาดวิตามินซีแพทย์จะแนะนำให้กินวันละไม่เกิน 1000 มก. เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3000 มก. แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85%

 

วิตามินบีรวม

เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี1 บี 2 ไนอะซีน แพนโทธีนิก แอซิด บี 6 บี 12 โฟลิก แอซิด ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามินบีรวม นอกจากจะเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา ตับแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทและคลายความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้หลายคนไม่รู้ว่าวิตามินบียังช่วยให้กระฉับกระเฉง ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกหรือนอนหลับยาก การกินวิตามินบีก่อนนอนอาจทำให้คุณกลายร่างเป็นนกฮูกตาค้างไปทั้งคืน สำหรับปริมาณในการกินวิตามินบีเพื่อเป็นอาหารเสริมควรอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 มก. ต่อวัน

 

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

มีประโยชน์ช่วยต้านการอักเสบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน บำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังพบรายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน และช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ แม้อีฟนิงพริมโรสจะถูกโฆษณาและโหมสรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ แต่ทางที่ดีควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน สำหรับผลข้างเคียงอาจทำให้มี อาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นแพ้และลมชักกำเริบ

กลูต้าไธโอน

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากของร่างกายด้วย ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่เน้นสรรพคุณเรื่องผิวขาว มักอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำซึ่งสามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการกินกลูตาไธโอนจึงแทบจะไม่มีเลย ทำให้มีคนพยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนยากินมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นก็ยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน

 

Zinc (สังกะสี)

เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายและช่วยให้ของร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่ และช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก ควบคุมฮอร์โมน สังเคราะห์โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ หน้าที่ของ zinc ที่น่าสนใจก็คือการช่วยควบคุมอาการผิดปกติของผิวและช่วยในการรักษาบาดแผล อาหารเสริม zinc จะให้ผลดีที่สุดหากกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร อย่างไรก็ดีหากมีอาการปวดท้องควรกินพร้อมอาหาร และไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงเพราะอาจทำให้การดูดซึมสังกะสีลดลง

 

จำให้ขึ้นใจ วิตามินไม่ใช่ยาวิเศษ!

  • วิตามินไม่สามารถทดแทนอาหารได้ และไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร
  • วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท
  • วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ หรือแม้แต่ทดแทนกันเอง โดยตัวของวิตามินเองแล้วไม่ใช่ส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกายเรา คุณไม่สามารถเลิกกินอาหารอื่น ๆ และหันมากินแต่วิตามิน เพื่อสุขภาพที่ดีได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.(2015).5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี?.4 กุมภาพันธ์ 2558.
แหล่งที่มา : www.prachachat.net
ภาพประกอบจาก : www.iherb-center.com


ข้อควรรู้สำหรับผู้ใช้ยา-1.jpg

ข้อควรรู้ สำหรับผู้ใช้ยา ให้ปลอดภัย อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้

 

ใช้ยาให้ปลอดภัย

  1. อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน
  2. เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้
    • ควรรู้ชื่อยา หากเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยควรรู้ว่า มีข้อบ่งใช้หรือรักษาอะไร
    • มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรบ้าง
    • ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาใดบ้าง
    • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มประเภทใดบ้าง
    • มีวิธีใช้ยาอย่างไรและเวลาใดบ้าง
    • ต้องใช้เป็นระยะเวลานานเท่าใด หรือควรพบแพทย์อีกหรือไม่
  3. ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ทราบว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
  4. ยาเกือบทุกชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียง ที่นอกเหนือจากฤทธิ์สำคัญที่ต้องการ และอาจเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ยามีปัญหาของฤทธิ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้น ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  5. ผู้ใช้ยาควรแจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่า ตนเองเคยมีอาการแพ้ยาชนิดใดบ้าง อาการแพ้ยาแสดงให้เห็น ด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง ผื่นลมพิษ คันตามตัวหรือใบหน้า หน้าบวม หรือหายใจขัด เป็นต้น
  6. ไม่ควรนำยาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ไปให้ผู้อื่นหรือแนะนำให้ซื้อใช้ชนิดเดียวกับตนถึงแม้ว่าจะมีอาการแสดงคล้ายคลึงกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกันก็ได้
  7. การซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เช่น ยาหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บ ควรอ่านฉลากหรือถามผู้ขายถึงวิธีใช้ยาให้เข้าใจ เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าการใช้ยาไม่ถูกต้อง ทำให้โรคหรืออาการไม่หายได้
  8. คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ต้องใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ จำเป็นต้องระมัดระวัง ในการซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับ การเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาได้
  9. ไม่ควรให้ยาแก่ทารก ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และการให้ยาเพื่อบำบัด อาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง แก่เด็กที่มีอายุ 1 – 12 ปี ผู้ใช้ยาต้องรู้ขนาดใช้ยาที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก
  10. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร ควรปรึกษาการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร
  11. ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเก็บยาให้ถูกต้อง โดยทั่วไปยาที่ไม่ได้ระบุฉลากว่าต้องเก็บในตู้เย็นแล้ว ก็ควรเก็บไว้ในตู้เก็บยาที่ปิดมิดชิด ในสถานที่แห้งและเย็น ไม่มีแดดส่อง
  12. ตรวจตู้ยาเป็นระยะ ๆ เพื่อกำจัดยาที่ไม่ใช้หรือหมดอายุแล้ว

 

ใช้ยาให้ถูกต้อง

1.ใช้ยาให้ถูกวิธีหรือถูกทาง

  • ยาเม็ดหรือแคปซูลวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง คือกลืนยาทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำโดยไม่ต้องเคี้ยวยา ยกเว้นยาที่ระบุว่า “ควรเคี้ยวยาก่อนกลืน” เช่นยาลดกรด
  • ยาน้ำสำหรับรับประทานก่อนรินยาต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วขวด และต้องใช้ช้อนตวงยา หรือหลอดยาที่ติดมากับขวดยา ห้ามใช้ช้อนกาแฟ หรือช้อนรับประทานอาหาร เพราะทำให้มีขนาดยาไม่ถูกต้อง
  • ยาผงสำหรับรับประทานหากระบุให้ละลายน้ำก่อนรับประทาน ก็ต้องละลายก่อนรับประทาน ไม่ควรเทผงยาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม หากเป็นผงยาโรยแผล เวลาใช้ต้องระวังอย่าให้ผงยาปลิวเข้าปาก จมูก และตา
  • ยาขี้ผึ้งหรือครีมเป็นยาที่ใช้กับผิวภายนอกร่างกาย เวลาใช้ให้ทาบาง ๆ วันละ 2 – 3 ครั้ง โดยไม่ต้องถูหรือนวด ยกเว้นเมื่อมีระบุไว้ในฉลากเท่านั้น
  • ยาประเภทหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บควรอ่านฉลากแนะนำให้เข้าใจก่อนใช้
  • ยาอมเป็นยาที่ต้องการให้ละลายในปาก ห้ามเคี้ยวหรือกลืนยาทั้งเม็ด

2.ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกเวลา ขนาดยา

คือจำนวนยาที่ให้เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยทั่วไปขนาดยาที่ใช้ในแต่ละคน จะไม่เท่ากันซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ น้ำหนักร่างกาย และความรุนแรงของโรค ดังนั้น ผู้ใช้ยาจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก เกี่ยวกับขนาดและระยะเวลา หรือช่วงห่างในการใช้ยา จึงจะทำให้ยานั้น ๆ ได้ผลตามต้องการ ผู้ใช้ยาควรต้องทราบถึงความหมายของคำต่าง ๆ ที่พบเสมอในฉลากยา เช่น

  • รับประทานก่อนอาหาร หมายความว่า ก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีในขณะท้องว่าง
  • รับประทานหลังอาหาร หมายความว่า หลังอาหารอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีโดยมีอาหารช่วยในการดูดซึม
  • รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ยามีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารจนถึงขั้นเป็นแผลทะลุได้ บ่อยครั้งที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานขณะท้องว่าง ดังนั้น จึงต้องมีอาหารหรือน้ำช่วยทำให้เจือจางลง ยาดังกล่าวได้แก่ ยาแก้ปวดข้อต่าง ๆ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • รับประทานก่อนนอน หมายความว่า รับประทานก่อนนอนตอนกลางคืนวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

การใช้ยาอย่างปลอดภัย

เราจะใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ก็ต่อเมื่อรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น ๆ ให้มากที่สุด การรู้ว่ายาที่จะใช้คือยาอะไร และใช้เพื่ออะไรนั้น จะช่วยให้ใช้ยาได้เต็มประโยชน์ และลดโอกาสที่อาจเกิดอันตรายจากยา ให้เหลือน้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าลืมจดคำถามที่อยากรู้ เอาไว้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนรับยามาด้วยทุกครั้ง

หลักในการใช้ยาที่ถูกต้องคือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือคำแนะนำที่ระบุบนฉลากยา อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง โดยเฉพาะยาที่ซื้อกลับมาใช้เองที่บ้าน (ยาบาอย่าง เช่น ยาต้านมะเร็ง ต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ฉีดให้เท่านั้น) ตัวอย่างเช่น ยาที่ระบุว่าให้กินพร้อมอาหาร ก็แสดงว่าเป็นยาที่มีผลระคายเคือง ต่อทางเดินอาหาร

ยาบางอย่างนั้น ต้องกินตามช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น ทุก 4 หรือ 6 ชั่วโมง เนื่องจากมีฤทธิ์อยู่ได้ เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นหากลืมกินยามื้อใดมื้อหนึ่งไป ก็เท่ากับว่าร่างกายจะไม่ได้รับยาตามขนาด ที่จะให้ผลได้ตามต้องการ เมื่อรับยามาทุกครั้ง จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า ยาที่ระบุไว้ว่าให้กินวันละ 4 ครั้งนั้น หมายถึง ต้องกินยาทุก 6 ชั่วโมงจริง ๆ (ตื่นขึ้นมากินตอนกลางคืนด้วย) หรือให้กินตามเวลาอาหาร คือ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

 

การเรียกชื่อตัวยา

เมื่อจะใช้ยาอะไรก็ตาม เราต้องรู้จักชื่อสามัญของยานั้นด้วย ไม่ใช่รู้จักแต่เฉพาะชื่อการค้าเท่านั้น ชื่อสามัญของยา คือ ชื่อทั่วไปที่ใช้เรียกตัวยา โดยตัวยาชนิดหนึ่งจะมีชื่อสามัญเพียงชื่อเดียว แต่อาจมีชื่อการค้าได้หลายชื่อ ตามแต่บริษัทผู้ผลิตยาจะตั้งไว้

เมื่อบริษัทยาค้นพบยาใหม่ๆ ตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะตั้งชื่อการค้าและขายยาตามชื่อนั้น จนกระทั่งหมดสิทธิ์ (ส่วนใหญ่ลิขสิทธิ์ยามีอายุประมาณ 20 ปี) หลังจากนั้นยาดังกล่าวก็จะถูกเรียกโดยชื่อสามัญ และบริษัทอื่น ๆ ก็สามารถผลิตออกมาขายได้ ประโยชน์ของการรู้จักชื่อสามัญของยานั้น นอกจากจะทำให้สามารถเลือกใช้ยาที่ถูกกว่า แต่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันแล้ว ยังช่วยป้องกันความสับสน และความซ้ำซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นในการใช้ยาได้ด้วย

 

การใช้ยา

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราต้องใช้ยาชนิดนั้น ๆ นานเท่าใด ยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะนั้น จำเป็นต้องใช้ให้ครบ ตามจำนวนที่แพทย์สั่ง แม้ว่าจะหายป่วยแล้วก็ตาม หรือการหยุดใช้ยาบางชนิดอย่างกะทันหัน ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นหากอาการยังไม่ดีขึ้น และต้องการยาเพิ่ม จึงควรไปพบแพทย์ ก่อนที่ยาชุดเก่าจะหมด

ยาบางอย่างแสดงฤทธิ์ได้เร็วมาก เช่น ยากลีเซอริลไตรไนเตรต ซึ่งเป็นยาแก้อาการปวดเค้นหัวใจ เนื่องจากหัวใจขาดเลือด ที่ออกฤทธิ์ได้เกือบทันที แต่ยาบางอ่างก็แสดงฤทธิ์ช้าๆ และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ จึงจะเห็นผล ดังนั้นจึงควรถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับเวลาในการออกฤทธิ์ของยา ก่อนที่จะหยุดยา เนื่องจากคิดว่ายานั้นใช้ไม่ได้ผล

ยาทุกชนิดล้วนมีอาการข้างเคียง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย และจะสังเกตได้หรือไม่ก็ตาม โดยบางชนิดอาจแสดงผลอันไม่พึงประสงค์ทันที แต่ยาบางชนิดอาจแสดงผล หลังจากใช้ไปแล้วหลายวัน ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยา ต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรโดยเร็ว นอกจากนั้น การใช้ยาหลายๆ อย่างพร้อมกัน ก็อาจทำให้ยาเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ ไม่ว่าเป็นการเสริมฤทธิ์ ด้านฤทธิ์ หรือทำให้ยาอีกตัวไม่แสดงฤทธิ์ เป็นต้น จึงต้องบอกแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง หากกำลังใช้ยาตัวอื่นอยู่ด้วย

เรื่องที่ต้องถาม

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญ ที่ต้องถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง และต้องทำความเข้าใจกับคำตอบที่ได้ให้ชัดเจน ก่อนจะรับยากลับบ้าน

  • ชื่อสามัญและชื่อการค้าของยาชนิดนี้คืออะไร
  • ยาชนิดนี้เป็นยาประเภทใดหรือกลุ่มใด เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไขมันในเลือด หรือยาลดความดันโลหิต
  • ยาออกฤทธิ์อย่างไร
  • ยาทำให้เกิดอาการข้างเคียงอย่างไรบ้าง
  • ต้องกินยาวันละกี่ครั้ง กินอย่างไร (ก่อน หลัง หรือพร้อมอาหาร) และนานเท่าใด
  • ระหว่างการใช้ยา ต้องงดอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดหรือไม่
  • จะทำอย่างไร ถ้าลืมกินยา
  • จะรู้ได้อย่างไรว่ายาใช้ได้ผลแล้ว

และสุดท้าย ต้องนึกไว้เสมอว่าโรคบางโรคนั้น อาจหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยา ดังนั้น เมื่อเจ็บป่วยและไปพบแพทย์ ก็อย่าคาดหวังว่าแพทย์ต้องจ่ายยา หรือฉีดยาให้เราทุกครั้ง เพราะวิถีแห่งเวชปฏิบัติที่ดี และควรจะเป็นก็คือ การรู้ว่าเมื่อใดบ้าง ที่ควรและไม่ควรใช้ยา

 

การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี

ยาปฏิชีวนะนั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น และมีประโยชน์สำหรับร่างกาย แต่ในบากรณีก็ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็คือ เพื่อฆ่าหรือยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อราหรือบัคเตรี แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับอาการไอ หรือไข้หวัดซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส ทุกครั้งที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง การหยุดาเอง เมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น จะทำให้เชื้อที่เหลืออยู่พัฒนาตัวเอง จนดื้อยาและรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเป็น

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • อาการปอดบวม
  • วัณโรค
  • สิวที่มีการอักเสบรุนแรง
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ก่อนและหลังการผ่าตัดใหญ่
  • โรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงและไม่ควรใช้เมื่อเป็น
  • ไข้หวัด เจ็บคอ (ยกเว้นที่เกิดจากเชื้อบัคเตรี) หัด อีสุกอีใส คางทูม หรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  • อาการท้องร่วงและอาเจียน ยกเว้นที่เกิดจากการติดเชื้อบัคเตรี

 

ยาบรรจุเสร็จ

ยาบรรจุเสร็จ คือ ยาที่ใช้แก้อาการหรือบำบัดโรค ที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก และสามารถหาซื้อได้ โดยไม่ต้องใช้ใบยาสั่งยาจากแพทย์ แม้ว่ายาบรรจุเสร็จมักมีฤทธิ์รุนแรง น้อยกว่ายาที่แพทย์สั่งจ่าย แต่ก็ยังเป็นยาเช่นกัน จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น และหากใช้เกิดขนาด ก็อาจเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น การใช้ยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ตับถูกทำลายอย่างรุนแรง นอกจากนั้น ยังควรใช้อย่างระมัดระวัง และอ่านฉลากยาให้ถ้วนถี่ก่อนใช้ โดยเฉพาะเรื่องขนาดสูงสุดที่ใช้ได้ รวมทั้งข้อห้ามใช้อื่นๆ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิภาวดี.(2009).ข้อควรรู้สำหรับผู้ใช้ยา.9 กันยายน 2559.
แหล่งที่มา : http://www.vibhavadi.com/mobi/health_detail.php?id=27
ภาพประกอบจาก : www.kvamsook.com

 


เทคโนโลยีการผลิตวัคซีน.jpg

ปัจจุบันวิธีการผลิตวัคซีนมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก อาจแบ่งวิธีการผลิตตามเทคโนโลยีการผลิต antigen ได้เป็น 4 วิธี คือ

 

1. First generation vaccine production

เป็นการผลิตวัคซีนแบบดั้งเดิม (conventional method) ที่ใช้การผลิตวัคซีนทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • Killed vaccine หรือ Inactivated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาทำให้ตาย เช่น วัคซีนทัยฟอยด์ อหิวาต์ ไอกรน โรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโปลิโอชนิดฉีด เป็นต้น
  • Live attenuated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาทำให้อ่อนกำลังลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ เช่น วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน และวัคซีนไข้เหลือง เป็นต้น
  • Toxoid Antigen ได้จากการทำให้ toxin ที่ตัวเชื้อก่อโรคสร้างขึ้น หมดความเป็นพิษลง เช่น ท๊อกซอยด์บาดทะยัก และท๊อกซอยด์คอตีบ เป็นต้น
  • Subunit Vaccine Antigen ได้จากการแยกชิ้นส่วนของเชื้อก่อโรค ตามธรรมชาติ เช่น plasma-derived hepatitis B vaccine ได้จากการนำส่วน HBsAg ของ hepatitis B virus หรือการนำส่วน polysaccharide ของเชื้อ meningococcus และเชื้อ pneumococcus มาผลิตเป็น meningococcal vaccine และ pneumococcal vaccine

 

2. Second generation vaccine production Antigen

เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งได้จากการผลิตในสิ่งมีชีวิต โดยอาศัยความรู้ด้าน molecular biology และ recombinant DNA tecnology เช่น yeast-derived recombinant hepatitis B vaccine

 

3. Third generation vaccine production

Antigen เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งผลิตในหลอดทดลองโดยขบวนการทางเคมีและฟิสิกส์ วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

4. Forth generation vaccine production Antigen

เป็น DNA ของเชื้อโรคที่ควบคุมการสร้างโปรตีน ที่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ เรียกวัคซีนประเภทนี้ว่า nucleic acid vaccine หรือ DNA vaccine วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : dmsc.(2009).เทคโนโลยีการผลิตวัคซีน.22 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา : www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก : www.thaicancerj.wordpress.com


วัคซีนไข้หวัดใหญ่-ที่นี่มีคำตอบ.jpg

ประเทศไทยพบ โรคไข้หวัดใหญ่ ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน พบมากในฤดูฝนช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม แต่พบได้ประปรายตลอดปี

 

เหตุผลที่ควรฉีดวัคซีน

เหตุผลที่ควรต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอยู่เสมอ ทำให้เกิดเชื้อใหม่ในสัตว์และในคนอยู่เป็นระยะ เป็นเหตุให้ภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์และในคนที่มีอยู่เดิม อาจไม่สามารถป้องกันโรคได้ นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้น คงอยู่ไม่นานและมักจะลดต่ำลงได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือปี ดังนั้น การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี จึงเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เหมาะสมกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มาใหม่แต่ละปี และมีระดับที่สูงอยู่ตลอดเวลาสำหรับรับมือกับเชื้อที่จะเข้ามาสู่ร่างกายของเรา

 

ชนิดของวัคซีน

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จะประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือ สายพันธุ์ A 2 subtypes (H1N1 และ H3N2) และสายพันธุ์ B 1 สายพันธุ์ย่อย โดยองค์การอนามัยโลกจะคัดเลือกสายพันธุ์ย่อยของเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบการระบาดหลายแห่งทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเชื้อต้นเหตุในปีถัดไปของซีกโลกเหนือ และซีกโลกใต้ เพื่อเป็นข้อกำหนดให้ใช้ในการผลิตวัคซีนสำหรับปีถัดไป ในปัจจุบัน พบว่า มีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิดที่มี 3 สายพันธุ์ย่อย (Trivalent Vaccine; TIV) และ 4 สายพันธุ์ย่อย (Quadrivalent Vaccine; QIV) ของ influenza virus ซึ่งคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกสำหรับปี พ.ศ. 2558-2559 มีดังนี้

  • สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดที่มี 3 สายพันธุ์ย่อย (Trivalent Vaccine; TIV) ควรประกอบด้วย
    • Influenza A/California/7/2009 (H1N1) pdm 09-like virus;
    • Influenza A/Switzerland/9715293/2013 (H3N2)-like virus;
    • Influenza B/Phuket/3073/2013-like virus.

โดยการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดที่มี 4 สายพันธุ์ย่อย (Quadrivalent Vaccine; QIV) อาจมีประโยชน์ในกรณีที่มีการระบาดของเชื้อ Influenza B ชนิดที่เพิ่มขึ้นในวัคซีนนี้ และเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยเด็ก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Influenza B และสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

 

กลุ่มเป้าหมายที่แนะนำให้ฉีด

กลุ่มเป้าหมายที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ปีละ 1 เข็ม ตามสายพันธุ์ที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก ได้แก่

  1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะเกิดอาการแทรกซ้อน หลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
  • บุคคลที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • บุคคลที่เข้ารับการบำบัดอยู่ใน nursing home และสถานที่รับดูแลโรคเรื้อรัง
  • ผู้ใหญ่และเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคระบบหัวใจไหลเวียน รวมทั้งเด็กที่เป็นโรคหอบหืดด้วย
  • ผู้ใหญ่หรือเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษา เป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำด้วยโรคเรื้อรัง คือ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดระบบภูมิคุ้มกัน
  • เด็กหรือวัยรุ่น(6 เดือน-18 ปี) ที่จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาด้วยแอสไพรินเป็นประจำจะมีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็น Reye’s Syndrome หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
  1. กลุ่มที่อาจแพร่โรคไปสู่กลุ่มเสี่ยงสูง
  • แพทย์-พยาบาล บุคลากรอื่นๆ ในโรงพยาบาล
  • เจ้าหน้าที่ใน nursing home และสถานที่บำบัดผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
  • บุคคลที่เข้าพักอยู่ในบ้านเดียวกันกับคนที่มีความเสี่ยงสูง
  1. กลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ต้องการฉีดเพื่อป้องกันการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ โดยคนที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว หรือปวดบวมบริเวณที่มีการฉีดวัคซีน แต่อาการส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง และสามารถหายเป็นปรกติได้ภายใน 1-2 วัน สำหรับบุคคลที่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่แบบรุนแรง เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ผลิตจากไข่ไก่ฟัก และผู้ที่มีไข้สูง หรือมีอาการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน ควรรอให้อาการไข้ลดลงก่อนแล้วจึงไปเข้ารับการฉีดวัคซีน

 

ผู้เขียน : อาจารย์ จันทนา ห่วงสายทอง
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งที่มา : www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/staff/jantana.ho