ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร.jpg

ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร เมื่อผู้ป่วยได้รับยาจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา ก็มักจะเข้าใจว่ายาดังกล่าวสามารถใช้ได้ตราบเท่าที่ยังไม่หมดอายุ แต่ในความเป็นจริงยาอาจมีคุณลักษณะ (เช่น รูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ) คุณภาพ (เช่น ปริมาณตัวยาสำคัญ สารเจือปน) หรือประสิทธิผลการรักษา ที่แตกต่างไปจากตอนที่ผลิตออกมาใหม่ ๆ

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม (เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง) หรือการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนหมดอายุ ซึ่งไม่ควรนำมาบริโภค เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

 

การเสื่อมสภาพของยาเกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ

  1. การเสื่อมสภาพทางเคมี ได้แก่ การลดลงของปริมาณตัวยาสำคัญ และการเพิ่มขึ้นของสารสลายตัว
  2. การเสื่อมสภาพทางกายภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของรูปร่าง สี กลิ่น รสชาติ ความใสหรือขุ่น หรือการเกิดตะกอน
  3. การเสื่อมสภาพทางจุลชีววิทยาได้แก่ การปนเปื้อนของเชื้อเกินระดับปลอดภัย

 

การเสื่อมสภาพของยาทั้งสามลักษณะมีความเกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มขึ้นของสารสลายตัวอาจทำให้กลิ่น รสชาติของยาเปลี่ยนไป หรือก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำยาที่เสื่อมสภาพมาบริโภค

 

การตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยามักทำในห้องปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การเสื่อมสภาพทางกายภาพบางประการเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้เอง บทความนี้จึงขอเสนอข้อแนะนำเบื้องต้น ในการสังเกตการเสื่อมสภาพของยาทางกายภาพเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ยาอย่างปลอดภัย

 

 

ผู้เขียน : ศ.ดร.ภญ. ลีณา สุนทรสุข. ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2559. “ยาเสื่อมสภาพรู้ได้อย่างไร”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : http://the-toast.nethttp://powertotheparent.org

 


ประเภทวัคซีนที่ควรรู้.jpg

แบ่งตามลักษณะการใช้

  • ชนิดฉีด
  • ชนิดกิน

 

แบ่งตามลักษณะของ antigen

  • ชนิดเชื้อตาย (killed vaccine)
  • ชนิดเชื้อเป็น (live attenuated vaccine)

 

วัคซีนชนิดเชื้อตาย (killed vaccine) อาจแบ่งออกได้เป็น

  • Whole cell vaccine เช่น วัคซีนทัยฟอยด์ วัคซีนอหิวาต์ และวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า
  • Subunit vaccine การนำเอาชิ้นส่วนของจุลชีพมาใช้ทำวัคซีน เช่น
    • ผลิต Antigen โดย extract จากเชื้อจุลชีพโดยตรง เช่น Plasma-derived hepatitis B vaccine
    • ผลิต antigen โดยวิธี recombinant DNA tecnology เช่น Yeast-derived hepatitis B vaccine
    • สังเคราะห์ antigen ในหลอดทดลอง (peptide synthetic vaccine)
  • Killed whole cell-subunit vaccine เช่น Oral B subunit-whole cell cholera vaccine
  • Toxoid ผลิตจาก toxin ของแบคทีเรีย เช่น tetanus toxoid และ diphtheria toxoid
  • Anti-idiotypic vaccine โดยนำ antigen ไปฉีดกระตุ้นให้มีการสร้าง antibody จากนั้นนำ antibody (Ab1) ฉีดเข้าสัตว์ทดลองอีกครั้ง สัตว์ทดลองจะสร้าง anti-idotypic antibody (Ab2) ซึ่งจะมีลักษณะ ภายใน (internal image) เลียนแบบคล้ายเป็น antigen ตัวเริ่มต้น (antigen-mimic) นำไปผลิตเป็นวัคซีนที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพก่อโรคต้นกำเนิดได้ วัคซีนชนิดนี้อยู่ในขั้นศึกษาทดลอง
  • Nucleic acid vaccineปัจจุบันมีการศึกษาในสัตว์ทดลอง นำ DNA ที่มี gene ของเชื้อโรคที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่สามารถกระตุ้นให้เกิด protective antibody ฉีดเข้าไปใน host cell เพื่อให้มีการสร้างโปรตีนที่ต้องการขึ้นในร่างกายและเป็น antigen กระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้น จากการศึกษาในสัตว์พบว่า nucleic acid vaccine สามารถนำเข้าสู่ host ได้หลายวิธี เช่น นำ DNA มา coat บน gold particles เล็กๆและยิงเข้าสู่ skin cell โดยใช้ special DNA gun หรืออาจทำได้โดยการเชื่อม DNA เข้ากับสารไขมันที่เรียกว่า cationic lipids เข้าสู่ host โดยการพ่นในรูป aerosol ทางจมูกหรือคอ

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่พัฒนาการผลิตวัคซีนในรูปของผักผลไม้ ซึ่งจะเป็นการให้วัคซีน โดยการรับประทาน (oral immunization) โดยอาศัยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมและ trangenic plants เช่น ต้นยาสูบและมันฝรั่ง ผักผลไม้ที่มี protein antigen สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ได้ วัคซีนที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาทดลองใช้กับวิธีดังกล่าวได้แก่ hepatitis B vaccine และ cholera vaccine เป็นต้น

 

วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (live attenuated vaccine)

วัคซีนประเภทนี้ทั้งหมดเป็น whole cell vaccine ผลิตโดยนำจุลชีพจากธรรมชาติ ที่ยังมีฤทธิ์ก่อให้เกิดโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์หรือลดความรุนแรงลง แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ วิธีการทำให้จุลชีพอ่อนฤทธิ์มีดังนี้

  1. การเพาะเลี้ยงไปเรื่อย ๆ จนจุลชีพอ่อนฤทธิ์
  2. การ treat จุลชีพด้วยสารเคมีบางชนิด
  3. การ treat ด้วยแสง UV
  4. การใช้ recombinant DNA tecnology เปลี่ยนแปลงสภาพ gene ฃองจุลชีพ

ปัจจุบันการผลิต live anttenuated vaccine ยังผลิตได้ในรูปของ hybrid vaccine โดยการ insert gene ที่สามารถ express antigen ของจุลชีพก่อโรคชนิดหนึ่งเข้าไปอยู่ในจุลชีพอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอ่อนฤทธิ์ลงแล้ว นำจุลชีพอ่อนฤทธิ์ที่มีการ insert gene มาผลิตเป็นวัคซีน เมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายก็จะมีการสร้าง antigen ที่ควบคุมโดย gene ที่ insert กระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพที่เป็นเจ้าของ gene

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2010).ประเภทวัคซีน.10 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา : www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก : www.healthimpactnews.com


ว่าด้วยเรื่องของวิตามิน-อี-01.jpg

วิตามินอี (Vitamin E) เป็นวิตามินชนิดหนึ่ง ที่นำมาใช้เสริมสุขภาพอย่างแพร่หลาย เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ยาเพื่อเสริมสุขภาพมากมาย โดยมีทั้งยาชนิดที่มีการวิจัยถึงผลประโยชน์ที่ชัดเจน และยาชนิดยังไม่ทราบประโยชน์ที่แน่ชัด โดยอาจมีอันตรายแอบแฝงอยู่ด้วย แต่ก็มีขายในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในอาหารเสริมสุขภาพแต่ละชนิดเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ในการเลือกใช้ โดยเฉพาะเรื่องของ ” วิตามินอี ” ที่เราจะเอามาเล่าให้ฟัง 

 

วิตามิน อี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?

วิตามินอี เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในไขมัน และเป็นยาตัวหนึ่งที่นำมาใช้เสริมสุขภาพอย่างแพร่หลาย เราจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และโทษของยาตัวนี้เป็นอย่างดี  มีรูปแบบอยู่ถึง 8 รูปแบบ สำหรับรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ดี ได้แก่ แอลฟา-โทโคเฟอรอล เป็นสารต้านฤทธิ์ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนี้จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ อันส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เป็นต้น

ได้มีการนำวิตามินอี มาใช้เพื่อการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่ การชะลอความแก่ การรักษาผมร่วง การอักเสบของถุงน้ำในข้อ แผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง  การแท้ง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีบุตรยาก ใช้ลดการเจ็บครรภ์คลอด ใช้เป็นยาเสริมสุขภาพสตรีวัยทองและอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น รักษาหิมะกัด ผึ้งต่อย โดยอ้างอิงกลไกปฏิกิริยาของวิตามินอี และความเชื่อต่าง ๆ

ก่อนที่จะไปดูผลการศึกษาในรายงานต่าง ๆ ต้องเข้าใจเกี่ยวกับหลักการรับประทานหรือเสริมสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินก่อน คือ ปกติแล้วในร่างกายมนุษย์จะต้องได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินโดยมีความสมดุลย์ ปริมาณของสารอาหารชนิดต่างๆ แร่ธาตุ และวิตามินต้องการในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นปกติ ในกรณีที่มีการขาดของสารอาหารเหล่านี้ จะส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ของร่างกายโดยทำให้เกิดอาการผิดปกติได้หลายอย่าง สำหรับวิตามินอี ความต้องการในแต่ละวันราว 5 – 30 หน่วยสากล ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เพศ และสภาพร่างกาย การรับประทานอาหารจำพวกไขมัน โดยในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรจะมีความต้องการวิตามินอีสูงขึ้น เมื่อเกิดการขาดวิตามินตัวนี้จะส่งผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต ทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ การส่งกระแสประสาทช้าลง กล้ามเนื้ออ่อนแรงและพบการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาที่อาจส่งผลทำให้เกิดตาบอดได้

 

ใครควรจะได้รับการเสริมวิตามิน อี ?

ความเหมาะสมของการเสริมวิตามิน อี หลักดังกล่าวมาแล้วคือ “สำหรับผู้ที่ขาดหรือมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน อี ควรได้รับการเสริม”เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก สมควรให้ในทารกที่เกิดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดกว่า 1,500 กรัม โดยการเสริมจะให้เสริมลงไปในนม สำหรับวัยผู้ใหญ่ สมควรให้ในผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติของการย่อยไขมัน คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอากระเพาะบางส่วนหรือทั้งหมดออกไป ผู้ที่มีลำไส้อักเสบและมีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน สำหรับในปัจจุบันอาจพบปัญหาเพิ่มเติมขึ้นในสตรีที่ลดความอ้วนมาก ๆ โดยไม่รับประทานไขมันเลย หรือกินยาป้องกันการดูดซึมของไขมันก็อาจจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินได้

 

วิตามินอี พบมากในอาหารจำพวกใด ?

วิตามิน อี พบมากใน น้ำมันพืช ได้แก่ น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว อย่างไรก็ตาม ขณะที่ร่างกายต้องการวิตามิน อี เพิ่มขึ้น การรับประทานสารอาหารจำพวกไขมันในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความจำเป็นต่อการดูดซึมวิตามิน อี ด้วย

 

อันตรายจากการเสริมวิตามิน อี ?

จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า วิตามินอี มีความปลอดภัยสูง โดยหากเสริมจากอาหารปริมาณที่ได้รับมักจะไม่เป็นอันตราย แต่หากรับประทานวิตามิน อี ที่เกิน 800 หน่วยสากลต่อวัน อาจจะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และเสี่ยงต่อปัญหาวิตามินอี (Vitamin E) เป็นวิตามินชนิดหนึ่ง ที่นำมาใช้เสริมสุขภาพอย่างแพร่หลาย เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้ยาเพื่อเสริมสุขภาพมากมาย โดยมีทั้งยาชนิดที่มีการวิจัยถึงผลประโยชน์ที่ชัดเจนาเรื่องเลือดออกง่ายได้

 

ข้อมูลของวิตามิน อี ที่กำลังมีการศึกษา

ได้มีการศึกษาผลของการใช้วิตามิน อี ในการโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์อาการปวดกล้ามเนื้อเป็นพัก ๆ การเสื่อมของจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับอายุและการเสริมวิตามิน อี ในผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาโดยมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่ ยังไม่ชัดเจน และยังมีการศึกษาน้อย แต่มีแนวโน้มว่าน่าจะเป็นประโยชน์และไม่พบอาการข้างเคียงจากการใช้ที่รุนแรง สำหรับการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลจำนวนมากต้องใช้เวลาในการศึกษา จึงคงต้องติดตามผลการศึกษาเรื่องเหล่านี้ต่อไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: thaihealthy.(2009).ว่าด้วยเรื่องของวิตามินอี.28 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา : www.thaihealthy.thaidietetics.org
ภาพประกอบจาก : www.stronglife.in.th


ข้อควรรู้-เมื่อประสบภัยจากรถ.jpg

ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

 

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

 

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติดังนี้

  • กรณีมีผู้บาดเจ็บ
  1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
  2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
  3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
  4. เตรียมเอกสาร ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการกรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
  5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
  • การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจาก บริษัทประกัน)
  2. สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจประทับตราโล่และสำเนาถูกต้องเอกสาร
  3. สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียนและหน้ารายการเสียภาษีหรือสำเนาสัญญาซื้อขาย (สมุดเขียว/น้ำเงิน)
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
  5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  6. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  7. สำเนาบัตรทะเบียนบ้านเจ้าของรถอย่างละ 2 ชุด

 

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน?

เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ

 

มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพ อุบัติเหตุจากรถ  จะใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก่อนโดยไม่ใช้พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถได้หรือไม่?

ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2540 ต้องใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถก่อน

การเบิกค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยมากับรถคันไหนให้เบิกค่าเสียหายเบื้องต้นจากรถคันนั้น แต่ถ้าผู้ประสบภัยเป็นบุคคลภายนอกให้เบิกค่าเสียหายเบื้อต้นจากรถที่เกิดเหตุ (หรือเบิกจากกองทุนเงินทดแทน)

ดังนั้นกรณีที่มีผู้ประสบภัยจากรถ ท่านสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนโดยที่ท่านจะรับการรักษาด้วยความสะดวกรวดเร็วไม่น้อยกว่ามาตรฐานของโรงพยาบาล เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยหรือญาติจะต้องแจ้งความประสงค์ในการใช้สิทธิตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และให้ญาติเตรียมเอกสารดังกล่าวข้างต้นให้กับโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะเป็นผู้ตั้งเบิกต่อบริษัทประกันแทนผู้ประสบภัย ตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 30,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

 

วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.

  • ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึง ค่าเสียหายต่อชีวิต – ร่างกาย ของผู้ประสบภัย อันเนื่องจากการใช้รถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิดและให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทน

1. ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 30,000 บาท
2. ค่าทุพพลภาพ/สูญเสียอวัยวะหรือค่าปลงศพตาม
ข้อ 1, 2 รวมกันแล้วไม่เกิน 65,000 บาทในชั้นต้น 35,000 บาท

  • ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (รวมค่าเสียหายเบื้องต้น) หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต – ร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเมื่ออุบัติเหตุจากรถนั้นเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถที่เอาประกันภัย

1. กรณีบาดเจ็บ ไม่เกิน 80,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพถาวร 300,000 บาท
3. สูญเสียอวัยวะ
• นิ้วขาด 1 ข้อขึ้นไป 200,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ1 ส่วน 250,000 บาท
• สูญเสียอวัยวะ2 ส่วน 300,000 บาท
4. ค่าชดเชยการรักษาตัว (ผู้ป่วยใน) 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน  4,000 บาท

* ยกเว้น ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายผิดจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น

หมายเหตุ สำหรับกรมธรรม์ที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://med.mahidol.ac.th
ภาพประกอบจาก : www.psh.go.th


ปัจจัยในการเลือกประกันสุขภาพ.jpg

มีหลายท่านที่มีความสนใจอยากจะทำ ประกันสุขภาพ กลัวเวลาตัวเองป่วย เข้าโรงพยาบาลจะไม่เงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล กังวลต่าง ๆ นานา กังวลว่าจะทำอย่างไรที่คิดว่าเราเลือกดีที่สุดแล้ว กลัวคนรอบข้างตำหนิได้ จะเอาอะไรมาวัดความคุ้มกับเงินทองที่หาแสนยากเพื่อจะซื้อประกันสักฉบับแล้วที่ได้ล่ะ จะให้ได้บริการที่ดีที่สุด ต้องเปรียบเทียบหลายที่ จนแล้วจนรอดก็เลือกไม่ได้สักที ไป ๆ มา ๆ เจ็บป่วยเสียก่อน ทำให้ประวัติเสีย บริษัทประกันไม่รับประกัน เพราะมั่วแต่เสียเวลากับการตัดสินใจจะทำ

 

ไอเดียในการเลือก ประกันสุขภาพ

  1. ศึกษาแบบประกันว่าคุ้มครองและไม่คุ้มครองอะไรบ้างสามารถครอบคลุมทันทีหรือต้องรอให้อยู่ในช่วงใดที่เรียกว่าระยะเวลารอคอย
  2. ระยะเวลาประกัน ความคุ้มครองที่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ เมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่ เช่น บริษัทประกันส่วนใหญ่ที่ขายประกันสุขภาพซื้อได้ถึงอายุ 60 ปี เมื่ออายุ 60 แล้ว หากไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้และหากไม่มีประกันสุขภาพ จะสามารถดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง
  3. การทำประกันสุขภาพที่มีประกันแบบผู้ป่วยนอก OPD จะมีประโยชน์กว่า เพราะตามหลักจิตวิทยา คนเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากนอนโรงพยาบาล ให้มองเผื่อไว้ก็ดี หากปีนี้ไม่ได้ซื้อไว้
  4. ตรวจสอบโรงพยาบาลที่เข้าร่วมแบบไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสด เผื่อไว้กรณีฉุกเฉินเงินขาดมือเมื่อป่วยจะได้มีตัวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ ยิ่งมีรายชื่อโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการด้วยมาก ก็หมายความว่าคุณจะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
  5. ตรวจสอบเวลาการทำงานของฝ่ายพิจารณาสินไหมของบริษัทประกัน ควรสอบถามเวลาการทำงานของแผนกพิจารณาสินไหม เพราะบางแห่งถ้าเราเข้าโรงพยาบาลแล้วจำเป็นต้องออกจากโรงพยาบาลตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ บริษัทปิดรับ Fax Claim ไปแล้วต้องรอวันทำการวันถัดไป กรณีนี้ลูกค้าต้องสำรองเงินก่อน ทำให้เสียโอกาสไป เสียเวลา
  6. ควรศึกษาตารางผลประโยชน์ให้ดีว่าซื้อค่าห้องเท่านี้ องค์ประกอบภายในได้เท่าไร ค่าหมอ ค่าผ่าตัด ค่าใช้จ่ายทั่วไป ว่าพอดีกับยุคเศรษฐกิจและความต้องการในปัจจุบันหรือไม่ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายค่าห้องของโรงพยาบาลสูงมากบางโรงพยาบาลเป็นหลักหมื่นต่อวัน ให้เปรียบเทียบบริษัทประกันที่สามารถซื้อได้เผื่อถึงจุดนี้ เพราะต่อไปในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าห้อง จะได้อุ่นใจได้ว่าบริษัทประกันสามารถรองรับได้
  7. อย่าลืมศึกษาสอบถามตัวแทนว่าถ้าต้องสำรองจ่ายไปแล้ว บริษัทจ่ายคืนเร็วหรือเปล่า ภายในกี่วัน
  8. สิ่งสำคัญนอกจากรู้จักตัวแบบประกันสุขภาพแล้วอย่างลืมดูฐานะการเงินของบริษัทประกัน และดูบุคลิกภาพตัวแทนตลอดจนความรู้ความสามารถว่าจะสามารถบริการได้หรือเปล่า

เพียงเท่านี้คุณก็จะอุ่นใจได้ว่า สิ่งที่คุณตัดสินใจทำประกันแล้วไป คุ้มค่าจริงๆ …

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: supreme24.net.(2008).ปัจจัยในการเลือกประกันสุขภาพ.24 มกราคม 2558.
แหล่งที่มา : http://supreme24.net
ภาพประกอบจาก : www.usatoday.com


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินซี-01.jpg

เมื่อพูดถึง ” วิตามินซี ” หลายคนคงนึกถึงผลไม้รสเปรี้ยว อย่างเช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขามหวาน มะขามป้อมและอีกมากมาย ขอเพียงแต่เป็นผักผลไม้สด ๆ เป็นใช้ได้ หรือบางคนอาจนึกถึงยาเม็ดสีส้ม สีเหลือง ที่มีรสชาติออกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ไว้กินเวลามีเลือดออกตามไรฟัน ในความเป็นจริงแล้ว” วิตามินซี “มีประโยชน์มากมายกว่านั้น

วิตามินซีมีประวัติการค้นพบตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่า ทหารเรือออกเดินเรือเป็นระยะเวลานานๆ ไม่ได้รับประทานผักและผลไม้สด จึงมักป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ ต่อมาจึงได้หาสารอาหารที่เป็นต้นเหตุได้ คือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbicacid) หรือวิตามินซีนั่นเอง

 

วิตามินซี ประโยชน์ที่ได้รับ

ประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมาย นอกเหนือจากที่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคหวัดทำให้หายเร็วขึ้นถึง 21% คือ

  • วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์เสริมภูมิคุ้มกันสุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน
  • วิตามินซีช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เนื่องจากช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง โดยการไปเสริมสร้างผนังเซลล์ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบจึงทำให้แผลหายเร็ว
  • วิตามินซีช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดยจะไปช่วยรักษาเซลล์ที่ถูกทำลาย และช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
  • วิตามินซีช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี โดยจะไปลดการเกาะของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
  • วิตามินซีช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอัลตราไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก
  • วิตามินซีช่วยป้องกันไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ Pantothenic acid โดยวิตามินซีจะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
  • วิตามินซีช่วยลดความเครียด และยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโน ให้กลายเป็นสารในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นต่อสมองและหน้าที่ของระบบประสาทด้วย
  • วิตามินซีช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว

 

การรับประทานวิตามินซี

การรับประทานวิตามินซี ภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้ทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดีจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียด ควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่นิยมรับประทานวิตามินซีไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพราะสามารถละลายในน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่มีการรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทานวิตามินซี แม้รับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000-18,000 มิลลิกรัม

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อพึงระวังในการรับประทานวิตามินซี การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium อาจมีผลต่อความผิดพลาดของผลการตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้ วิตามินซีทำให้การดูดซึมแร่ธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับแร่ธาตุเหล็กเกิน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.ครรชิต อมาตยกุล.(2008).เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินซี.12 เมษายน 2558.
แหล่งที่มา : www.hilight.kapook.com
ภาพประกอบจาก : www.livestrong.com


เรื่องต้องรู้กับการเปลี่ยน-ประกันสังคม.jpg

สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า ในปี 2561 นี้มีโรงพยาบาลเอกชนขอออกจาก “ระบบประกันสังคม”  3 แห่ง คือ โรงพยาบาลยันฮี  โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ และโรงพยาบาลศรีระยอง  หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือก 1 ใน 3 โรงพยาบาลนี้เพื่อใช้บริการอยู่ สิ่งที่ต้องทราบและดำเนินการคือ

 

1. เลือกโรงพยาบาลแห่งใหม่

  • หากเป็นพนักงานเอกชนทั่วไป (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปยังบริษัทที่พนักงานมีสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลที่ออกจากระบบ จากนั้นฝ่ายบุคคลจะดำเนินการต่อให้
  • ส่วนผู้ที่เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (ผู้ประกันตนมาตรา 39)  หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ประกันตนเอง (ผู้ประกันตนมาตรา 40) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปที่บ้านของผู้ประกันตนโดยตรง ให้รอเอกสารที่จะส่งมาถึง

จากนั้นให้กรอกแบบฟอร์มเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการไปใช้สิทธิ 1 แห่ง และโรงพยาบาลสำรองอีก  2 แห่ง แล้วส่งกลับฝ่ายบุคคลหรือส่งเอกสารไปที่สำนักประกันสังคม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ หากไม่เลือกมาภายในกำหนด สำนักงานประกันสังคมจะจัดสถานพยาบาลให้เอง

 

2. แจ้งโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์ใหม่

ภายในเดือนธันวาคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมจะแจ้งชื่อโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์แห่งใหม่ให้ทราบ ซึ่งหากผู้ประกันตนมีโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง อาจจะต้องประสานกับโรงพยาบาลเดิมเพื่อขอรายละเอียดการรักษาต่าง ๆ เตรียมไว้ด้วย และผู้ประกันตนยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเดิมได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560

 

3. เริ่มใช้สิทธิตอนต้นปี

สำหรับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ส่วนผู้ประกันตนที่ต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ก็ยังสามารถทำได้ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เหมือนปกติครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง ข่าวจากสำนักงานประกันสังคม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือที่ เว็บไซต์ประกันสังคม
ภาพประกอบจาก : www.istockphoto.com


ทำประกันสุขภาพสำคัญอย่างไร-1.jpg

5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องทำ ประกันสุขภาพ มีอะไรบ้างไปติดตามกันค่ะ

 

เหตุผลที่ทำไมทุกคนควรต้องมีประกันสุขภาพ

  1. พราะค่ารักษาพยาบาลแพงมาก และแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี
    โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อคุณไม่สบายหรือเจ็บป่วย แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนั้นสูงมาก การรักษาในบางโรคคุณอาจจะต้องเสียเงินเป็นล้าน ซึ่งข้อดีของการทำประกันสุขภาพ คือ ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่แพงอีกต่อไป
  2. การทำประกันสุขภาพให้ความอุ่นใจ
    การมีประกันสุขภาพจะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้คุณในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หากคุณมีการเจ็บป่วย บริษัทประกันจะเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ โดยที่คุณไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง คุณจะได้รับคำปรึกษาและการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้คุณสามารถอุ่นใจได้ในทุกย่างก้าวของคุณ
  3. ลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณและครอบครัวของคุณ
    ยามที่คุณเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภาระเรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะภาระใหญ่ ที่ทำให้คุณและคนในครอบครัวต้องเป็นกังวล แต่เมื่อคุณทำประกันสุขภาพ จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าบริษัทฯ จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาลอีกต่อไป คุณจะได้รับความคุ้มครองสุขภาพทุก ๆ กรณี ไม่ว่าจะเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือโรคร้ายแรงก็ตาม
  4. ป้องกันการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
    คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีประกันสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยโดยมากแล้ว มักหลีกเลี่ยงที่จะไปพบแพทย์เนื่องจากกลัวต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง และมักจะหายามารับประทานเอง ซึ่งบางครั้งการไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์นั้น แม้อาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ การมีประกันสุขภาพจะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย ดังนั้นคุณจะกล้าที่จะไปพบแพทย์มากขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย
  5. มีที่ปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพ
    ในบางบริษัทที่ให้บริการด้านประกันสุขภาพ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมแพทย์และทีมพยาบาลคอยให้คำแนะนำ และให้การดูแลในเรื่องของการรักษาพยาบาลสำหรับโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาในเรื่องของดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีการให้ข้อมูล และความรู้ทางด้านการแพทย์อีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: bupa.(2010).ทำไมถึงต้องมีประกันสุขภาพ. 2 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : www.bupa.co.th
ภาพประกอบจาก : www.skincare-univ.com

 


ควรรู้-เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต-72-ชม.แรก-รักษาฟรีทุกโรงพยาบาล-1.jpg

ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 รัฐบาลได้บังคับใช้หลักเกณฑ์ “การจ่ายค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินใน 72 ชม.แรก” ไว้ให้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าสิทธิสุขภาพไหนก็ตาม บัตรทอง ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ต้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ในโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือจุดเกิดเหตุมากที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจาก 72 ชม. ต้องย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิต่อไป แต่พี่ทุยว่าน่าจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้รับสิทธินี้ เลยเอามาบอกกัน

ส่วนเงื่อนไขในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีอะไรบ้าง? จะแบ่งตามความรุนแรง 3 ระดับ คือ

 

1. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง)

  •  เข้ารักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ทั้งรัฐเอกชนที่ใกล้ที่สุด
  • ไม่ต้องสำรองจ่าย 72 ชม.แรก
  • ถ้าต้องการรักษาเกิน 72 ชม. ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาหลังจากนั้นไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกทีหลัง โดยจะเบิกค่ารักษาได้ 2 กรณี คือ
    • กรณียังไม่พ้นวิกฤต และไม่สามารถย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป
    • กรณีพ้นวิกฤตและย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ไม่มีเตียงรองรับ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป 8,000 บาท

 

2. ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไปแต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

3. ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินรุนแรง (สีเขียว)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไปแต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

ทุกกรณี สามารถเบิกค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ได้ในอัตราของทางราชการ ไม่รวมการนัดมาตรวจ หรือการนัดมาทำแผล หากพ้นวิกฤตและย้ายไปยังโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ปฏิเสธการย้าย ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังพ้นวิกฤตเอง

ซึ่งเราจะรู้ว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินประเภทไหน ต้องผ่านการพิจารณาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ก่อน ถึงจะเบิกใช้สิทธิได้  ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” รึปล่าว จะมีการติดป้ายนี้ไว้หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้ญาติผู้ป่วยทราบเป็นการเบื้องต้น

เรื่องเหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่เรารู้ไว้ก็ไม่เสียหาย จะได้ไม่ต้องเสียสิทธิแล้วมาเสียดายทีหลัง แต่ยังไงพี่ทุยก็คิดว่า ถ้ามันไม่ทำให้เราเดือดร้อนหรือลำบากเกินไป การซื้อประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพไว้ ก็สามารถทำให้เราสบายใจไปได้ระดับนึง เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก

 

แหล่งที่มา : www.moneybuffalo.in.th
ภาพประกอบจาก :  www.lifespan.org


การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.jpg

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทำได้ 2 แบบ คือแบบ active (กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง) และแบบ passive (ให้ภูมิคุ้มกันของคนหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉัดเข้าไปในร่างกาย) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแบบ active ได้แก่ การให้วัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 ท็อกซอยด์ (toxoid)

ใช้ป้องกันโรคทีเกิดขึ้นเป็นผลจากพิษหรือท็อกซินของแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น โรคคอตีบหรือโรคบาดทะยัก ทำได้โดยทำให้พิษของแบคทีเรียหมดไป แต่ความสามารถให้การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยังมีอยู่ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

โดยทั่วไปเมื่อฉีดพวกนี้เข้าไปจะไม่มีไข้หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่ นอกจากเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีเช่นนี้อาจเกิดปฏิกิริยาอิมมูนบริเวณที่ฉีด ทำให้มีอาการบวมแดง เจ็บบริเวณที่ฉีดและมีไข้ได้

 

กลุ่มที่ 2 วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated หรือ killed vaccine)

  • ทำจากแบคทีเรียหรือไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว (whole cell vaccine) พวกที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดจากปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด บางครั้งอาจมีไข้ด้วย อาการมักจะเริ่มเกิดหนังฉีด 3-4 ชั่วโมง และจะมีอยู่ประมาณ 1 วัน บางครั้งอาจมีปฏิกิริยาอยู่นานถึง 3 วัน ตัวอย่างของวัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่วัคซีนป้องกันโรคไอกรน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนพวกนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แช่แข็ง เพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ
  • ใช้เฉพาะส่วนของแบคทีเรียหรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันเท่านั้นมาทำเป็นวัคซีน (subunit vaccine) เช่น วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี วัคซีนป้องกัน  โรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนป้องกัน ทัยฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine)

 

กลุ่มที่ 3 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live attenuated vaccine)

เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับไวรัส ส่วนวัคซีนสำหรับแบคทีเรียที่ใช้แพร่หลาย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) วัคซีนป้องก้นโรคไข้ทัยฟอยด์ชนิดกิน ส่วนวัคซีนสำหรับไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคสุกใส วัคซีนในกลุ่มนี้เมื่อให้เข้าไปในร่างกายแล้วจะยังไม่มีปฏกิริยาทันทีจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด จะมีอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 ถึงวันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ให้ดีเป็นพิเศษเพราะถ้าเชื้อตายการให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เช่น ได้รับอิมมูโนโกลบุลิน หรือเดิมที่เรียกกันว่า แกมมาโกลบุลิน อาจขัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีน การให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องระวัง ถ้าให้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ หรือผู้ที่ได้รับยาหรือสารกดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีอันตรายได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.24 มีนาคม 2559.
แหล่งที่มา : www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก : www.psychcentral.com