ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย.jpg

หลายคนอาจมีอาการป่วยแต่กลับไปโรงพยาบาลโดยไม่ใช้ประกันสุขภาพที่ตนเองมีเพราะใช้ไม่เป็น วันนี้เราจะมาบอกถึง วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ให้ทุกคนได้ปรับใช้กันค่ะ

 

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย

  • เจ็บป่วยทั่วไป
  • เจ็บป่วยฉุกเฉิน
  • กรณีอุบัติเหตุ
  • การส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง

 

การเจ็บป่วยทั่วไป

  1. เข้ารับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการปฐมภูมิก่อนทุกครั้ง
  2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ทั้งนี้ ควรเข้ารับบริการในวัน เวลาราชการ หรือเวลาที่หน่วยบริการกำหนดไว้

 

เจ็บป่วยฉุกเฉิน

การวินิจฉัยว่า เจ็บป่วยฉุกเฉิน แพทย์จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ ดังนี้

  1. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายต่อผู้อื่น
  2. โรคหรืออาการของโรคที่มีลักษณะรุนแรง ต้องรักษาเป็นการเร่งด่วน
  3. โรคที่ต้องผ่าตัดด่วน หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต
  4. โรคหรือลักษณะอาการของโรคที่คณะกรรมการกำหนด

ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาจากความดันโลหิต ชีพจร อาการของโรค การวินิจฉัยโรค แนวทางการรักษาและความเร่งด่วน ในการรักษารวมทั้งคำนึงถึงการรับรู้ของผู้รับบริการที่มีต่อการป่วยด้วย

แนวทางการใช้สิทธิ คือ

1. เข้ารับการรักษากับหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุด

2. แจ้งความจำนงขอใช้สิทธิพร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)

กรณีฉุกเฉิน

สามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกเหนือหน่วยบริการประจำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ปัจจุบัน มีนโยบายใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ผู้มีสิทธิสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่หน่วยบริการอื่นนอกเหนือหน่วยประจำครอบครัว ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

 

กรณีได้ประสบอุบัติเหตุทั่วไป

  1. ควรเข้ารับการรักษายังหน่วยบริการของรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และอยู่ใกล้ที่สุด
  2. แจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิพร้อมแสดงเอกสารประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร)
  3. กรณีประสบภัยจากรถ

ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ต่อเนื่องจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถหรือบริษัทประกันภัยเป็นผู้จ่าย โดย

  1. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย (หากเป็นเด็กใช้สูติบัตร) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)
  2. เข้ารับการรักษายังหน่วยบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ
    • แจ้งใช้สิทธิพร้อมหลักฐานประกอบได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด)) สำเนา พ.ร.บ.รถที่ประสบภัย
    • ติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อประสานหาเตียงรองรับ ในการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพต่อเนื่อง
    • หากมีความเสียหายเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยสำรองจ่ายแล้วไปรับคืนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณี (กรณีได้ข้อยุติว่ารถของคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด)

หมายเหตุ : ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเรียกเก็บแทนผู้ประสบภัย

 

การส่งต่อเพื่อการรักษาต่อเนื่อง

  1. เข้ารับการรักษา ณ หน่วยบริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ
  2. แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้สิทธิทุกครั้ง พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้สำเนาสูติบัตร)
  3. หากการรักษาพยาบาลครั้งนั้นเกินศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการปฐมภูมิจะพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพที่สูงกว่าตามภาวะความจำเป็นของโรค

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.(2010).วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย. 6 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา : https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-forpeople_useuc.aspx
ภาพประกอบจาก : www.dansai-hac.blogspot.com

 


นักวิ่งอย่าพลาด-ส่อง-6-แอพฯ-เด็ดพัฒนาการวิ่ง-เกาะเทรนด์ฮิตเพื่อสุขภาพ.jpg

ช่วงนี้เทรนด์ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพมาแรง (มาก)…เราจึงได้เห็นบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ พากันพัฒนาคุณสมบัติสินค้าให้รองรับการใช้งานของผู้ที่รักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์สนับสนุนการออกกำลังกายทั้งหลาย ซึ่งล้วนถูกพัฒนาให้อำนวยความสะดวกในการใช้งานและเหมาะสมกับการออกกำลังกายได้ดีขึ้น เรามาส่อง 6 แอพฯ เด็ด พัฒนาการวิ่ง เกาะเทรนด์ฮิตเพื่อสุขภาพ

 

Map My Run

ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ เพราะมีให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ โดย Map My Run จะช่วยบันทึกเส้นทางการวิ่งของคุณ ทำให้สามารถเรียกดูเส้นทางและพยายามพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ แอพฯ ดังกล่าวจะแสดงบันทึกของเส้นทางวิ่ง ณ สถานที่ในละแวกนั้น โดยคุณสามารถแชร์กับเพื่อน ๆ สำหรับทำการแข่งขันกัน หรือพยายามฝึกฝนการวิ่งของคุณให้ดีขึ้น… แต่หากคุณต้องการใช้งานคุณสมบัติอื่น ๆ อาทิ การวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจ แผนการฝึกอบรมส่วนบุคคล การฝึกเสียงและติดตามสด จะต้องสมัครสมาชิกแบบพรีเมียม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายราว ๆ 5.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 200 บาท) หรือประมาณ 29.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 1,010 บาท)

 

5K Runner

ถือเป็นโบนัสฟรี ๆ ให้ผู้ใช้อุปกรณ์บนระบบไอโอเอส เพราะสามารถดาวน์โหลดแอพฯ 5K Runner ได้ฟรี แถมยังเป็นอีกแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายด้วยจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคน แถมยังมีสำนักข่าวต่างประเทศการันตีอีกหลายแห่ง! ด้วยจุดเด่นที่ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นฟรีต้องการ คือ นอกจากรองรับการใช้งานได้ตอบโจทย์ที่นักวิ่งต้องการ และยังสามารถจัดโปรแกรมพัฒนาทักษะการวิ่งของคุณได้ด้วย ใครเป็นหรือตั้งเป้าเป็นนักวิ่งที่ดี ไม่ควรพลาดดาวน์โหลดแอพฯ นี้มาใช้

 

Zombies, Run! 5K Training

แม้จะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ต้องซื้อในราคา 1.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 67 บาท) บนทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการ แต่หลายคนก็ลงความเห็นว่าคุ้มค่า! เพียงใส่หูฟังและเริ่มต้นฝึกทักษะการวิ่งแบบ 5 กิโลเมตร ซึ่งมีโปรแกรมเทรนด์ให้คุณใน 8 สัปดาห์ และนอกจากคุณสมบัติของแอพฯ ออกกำลังกายแล้ว แอพฯ Zombies, Run! ยังมอบความบันเทิงให้คุณขณะวิ่งจากเรื่องราวหลอนต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นแรงกระตุ้นให้คุณขยันและอยากออกกำลังกายได้มากขึ้น (มั้ง)

 

5K101

มีให้ดาวน์โหลดทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ แต่คุณต้องจ่ายเงินประมาณ 2.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 100 บาท) เพื่อใช้งานบนอุปกรณ์ไอโอเอส และ 4.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 168 บาท) ? เพื่อใช้งานบนอุปกรณ์ระบบแอนดรอยด์ โดยนี่ถือเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่เน้นการวิ่งอย่างจริงจัง ระบบจะบันทึกเส้นทางการวิ่งของคุณผ่าน GPS พร้อมให้ผู้ใช้สามารถแชร์เรื่องราวหรือสถิติการฝึกฝนในแต่ละครั้งสู่โซเชียลมีเดีย…ใครรู้ตัวว่าเป็นสายโหดในการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด อาจจะถูกใจแอพฯ นี้ก็ได้

Couch to 5K

Couch to 5K มีค่าดาวน์โหลดในราคา 1.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 67 บาท) ทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ โดยคุณจะได้โปรแกรมการวิ่งแบบที่เลือกเทรนเนอร์ได้เอง…จะชอบแบบเบา ๆ หรือจัดหนักเพื่อฝึกฝนขั้นสูงสุดของการวิ่ง แอพฯ นี้มีโปรแกรมจากเทรนเนอร์หลายรูปแบบ รอพัฒนาทักษะการวิ่งให้คุณ ขณะเดียวกันก็ยังมีคุณสมบัติจัดเก็บและแชร์ข้อมูลคล้ายกับแอพพลิเคชั่นออกกำลังกายทั่วไปด้วย

 

Runmeter

ปิดท้ายด้วยแอพพลิเคชั่นฟรีสำหรับผู้ใช้ไอโอเอส จุดเด่นของแอพฯ นี้คือใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แต่หากคุณต้องการใช้งานคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น โปรแกรมฝึกฝนการขี่จักรยาน เดิน หรือการวิ่งระยะไกลขึ้น รวมถึงการฝึกฝนวิ่งแบบมาราธอน เป็นต้น ก็สามารถอัพเกรดแอพฯ ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายราว 4.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 168 บาท) หรือคุณจะสร้างโปรแกรมการฝึกฝนในรูปแบบของตนเองก็ทำได้เช่นกัน

ว่าแต่ถูกใจแอพฯ ไหนบ้างหรือเปล่า? เชิญโหลดมาใช้ตามความสนใจ เพื่อพัฒนาทักษะการวิ่งและสุขภาพที่ดีของทุกคน…!

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : phonearena.(2010).นักวิ่งอย่าพลาด! ส่อง 6 แอพฯ เด็ดพัฒนาการวิ่ง เกาะเทรนด์ฮิตเพื่อสุขภาพ.2 ธันวาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.allthaievent.com/article/10/
ภาพประกอบจาก : www.allthaievent.com


รู้ไว้ใช่ว่า-เกียร์จักรยานทำงานอย่างไร.jpg

ไม่ว่าจะเป็นจักรยานชนิดใด หากมีจานคู่และเกียร์ สับจานกับตีนผีและก้านเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟเตอร์ จะทำให้จักรยานประเภทนั้นๆ มีสมรรถนะของการปั่นใช้งานออกกำลังมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

จักรยานสมัยใหม่ เช่น เสือหมอบ เสือภูเขา จักรยานพับหรือทัวส์ริ่ง ที่ติดตั้งชุดเกียร์วิ่งโดยอาศัยแรงถีบกดที่ถูกส่งผ่านจากก้านจาน ตัวใบจาน โซ่ไปยังเฟืองขับที่ล้อด้านหลัง เกียร์ที่ติดตั้งมาให้สามารถปรับระดับได้ว่าต้องการให้ล้อหลังหมุนกินระยะเท่าใดต่อการออกแรงถีบลงไปบนบันไดจำนวนหนึ่งรอบ สำหรับเกียร์ต่ำในจักรยานนั้นจะใช้แรงถีบน้อยกว่าเกียร์สูง แต่ได้ระยะทางสั้นกว่าต่อการถีบหนึ่งรอบ เกียร์ต่ำจึงเหมาะกับการปั่นขึ้นสะพานหรือปั่นขึ้นเขาที่มีความลาดชันหรือตอนปล่อยตัวออกจากเส้นสตาร์ต ส่วนเกียร์สูงนั้นมีเอาไว้ใช้ทำความเร็วสูงบนทางราบ โดยเฉพาะการทำความเร็วแบบต่อเนื่องบนรถจักรยานทางเรียบแบบเสือหมอบ

 

Shifter

ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จะประกอบด้วยตัวเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าซึ่งจะอยู่ด้านซ้ายมือ และตัวเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังซึ่งจะอยู่ด้านขวามือของแฮนด์

 

สายเกียร์และปลอกสาย (Shift cable and shift-cable casing)

สายเกียร์ทำมาจากลวดเส้นเล็กๆ นำมาควั่นเป็นเกลียวคล้ายกับสายลวดสลิง สายเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ ได้แก่ Plain cable เป็นสายโลหะธรรมดาไม่มีอะไรเคลือบอยู่ จึงมีโอกาสสกปรกหรือเป็นสนิมได้ ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ Coated cable เป็นสายโลหะเคลือบผิวด้วยสารสังเคราะห์ ได้แก่ teflon มีผลช่วยลดความเสียดทานระหว่างตัวสายกับปลอกสายทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ราบรื่นขึ้น และยังช่วยลดโอกาสการเกิดสนิมของสายเกียร์ได้ สายเกียร์จะสอดร้อยไปในปลอกสายแล้วเดินไปตามตัวถังจักรยาน การเดินสายเกียร์จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือเดินไปตามท่อบน (top tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงบนส่วนสายที่ดึงตีนผี จะเดินไปตามตะเกียบอาน (seat stay) การเดินสายโดยวิธีนี้มีข้อได้เปรียบในเรื่องของการดึงสับจานเพราะแนวของสายเกียร์จะค่อยๆ โค้งไปตามปลอกสายจากท่อบนลงมาที่ท่ออาน ทำให้ไม่ต้องออกแรงในการดึงสับจานมากนัก เดินไปตามท่อล่าง (down tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงล่าง ส่วนสายที่ดึงตีนผีจะเดินไปตามตะเกียบโซ่ (chain stay) วิธีเดินสายไปตามท่อล่างเป็นที่นิยมกันในหมู่เสือหมอบและเสือภูเขาบางยี่ห้อ การเดินสายวิธีนี้จะใช้ปลอกสายน้อยกว่าวิธีการเดินตามท่อบน แต่มีข้อเสียที่สายเกียร์จะมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งสกปรกหรือโคลนทำให้เกิดสนิมได้ง่าย และสายเกียร์ที่ดึงสับจานก็จะต้องมีการวกอ้อมกะโหลกขึ้นไปโดยอาศัยร่องพลาสติกเป็นตัว guide ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าจะค่อนข้างกินแรงกว่าวิธีเดินตามท่อบน

 

สับจานหน้า (Front deraillure)

สับจานจะเป็นตัวเปลี่ยนตำแหน่งของโซ่บนจานหน้า โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์เพื่อผลักโซ่จากจานเล็กขึ้นไปจานใหญ่กว่า และอาศัยการดีดกลับของสปริงในการดันโซ่จากใบจานใหญ่ลงไปใบจานที่เล็กกว่า

 

ตีนผี (Rear derailleur)

ตีนผีจะทำหน้าที่เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลัง โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์ในการเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองตัวเล็กขึ้นไปสู่เฟืองตัวใหญ่ และอาศัยแรงดีดกลับของสปริงในตีนผีในการเปลี่ยนเกียร์จากเฟืองตัวใหญ่ลงไปสู่เฟืองตัวเล็ก (ในตีนผีรุ่น reverse หรือ RapidRise ของ Shimano XTR จะทำงานตรงกันข้ามกับตีนผีทั่วไป)

 

ชุดใบจานหน้า (chain rings)

ใบจานหน้าในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 7 สปีดใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 8 สปีดใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 9 สปีด ในแต่ละกลุ่มไม่ควรจะนำมาใช้แทนกัน เนื่องจากมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของโซ่ที่ใช้ หากใช้ผิดระบบจะมีผลต่อความราบรื่นของการทำงาน รวมไปถึงอายุการใช้งานของโซ่

ชุดเฟืองหลัง (cog set)

ชุดเฟืองหลังโดยทั่วไปจะมีอยู่ตั้งแต่ 7, 8 และ 9 ชั้น เฟืองแต่ละชุดจะมีความแตกต่างกันและไม่อาจนำมาใช้ทดแทนกันได้เลย (ยกเว้นจะเปลี่ยนอุปกรณ์ในระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด) ชุดเฟือง 7 ชั้น ซึ่งปัจจุบันจะมีใช้ในระบบเกียร์รุ่นล่างสุดและกำลังเสื่อมความนิยมลง เพราะระบบเกียร์ที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดในปัจจุบันเป็นชุด 8 และ 9 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ ระยะห่างระหว่างเฟืองใบใหญ่สุดกับเฟืองใบเล็กสุดของระบบเฟือง 7 ชั้นจะมีระยะน้อยกว่าของระบบ 8 และ 9 ชั้น ทำให้ต้องใช้กับดุมหลัง (free wheel hub) เฉพาะรุ่นที่ทำมาเฉพาะเฟือง 7 ชั้นเท่านั้น ชุดเฟือง 8 ชั้น เป็นระบบที่ยังได้รับความนิยมอยู่ และยังถูกผลิตออกมาจำหน่ายในรุ่นล่างถึงรุ่นกลาง ชุดเฟือง 9 ชั้น เป็นระบบที่ทาง Shimano เริ่มผลิตออกมาจำหน่ายในปี ค.ศ.1999 หลังจากประสบความสำเร็จกับจักรยานถนนมาก่อน ชุดเฟือง 9 ชั้นจะมีระยะห่างระหว่างเฟืองใหญ่สุดกับเฟืองเล็กสุดเท่ากันกับชุดเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้สามารถใช้ดุมหลังร่วมกันได้ แต่เนื่องจากระยะห่างดังกล่าวเท่ากันจึงทำให้เฟือง 9 ชั้นต้องมีระยะช่องไฟระหว่างเฟืองแคบกว่า และเฟืองมีความหนาน้อยกว่าระบบเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้ต้องใช้โซ่ที่มีความบางกว่า

 

โซ่ (chain)

โซ่ถูกออกแบบมา โดยขึ้นกับลักษณะของชุดเฟืองและใบจาน โดยทั่วไปแล้วโซ่ของระบบเฟือง 7 กับ 8 ชั้นนั้นพอจะใช้ทดแทนกันได้แต่กรณีสำหรับโซ่ของเฟือง 9 ชั้นจะแปลกแยกออกไปเนื่องจากความแตกต่างของความหนาและระยะช่องไฟของเฟืองหลังทำให้โซ่
ของระบบเฟือง 9 ชั้น มีความบางกว่าของระบบ 8 ชั้น ประมาณ 0.6 mm

เกียร์จักรยานนั้นถูกออกแบบมาให้มีการทำงานคล้ายกับเกียร์รถยนต์ เพื่อให้นักปั่นสามารถใช้รอบขาและแรงถีบได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ความเร็ว และสภาพของตัวผู้ถีบเอง โดยจะเลือกอัตราทดจากการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดจานหน้าซึ่งจะมีตั้งแต่ 2 – 3 จาน ร่วมกับการเปลี่ยนตำแหน่งโซ่ในชุดเฟืองหลังซึ่งมีตั้งแต่ 7 – 9 เฟือง ปัจจุบันมีบางบริษัทที่ผลิตชุดขับเคลื่อนของจักรยานเแข่งได้ทำชุดเฟืองหลัง 10 เฟืองออกมาได้สักระยะหนึ่งแล้วและเริ่มเป็นที่แพร่หลายเนื่องจากใช้ในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี เกียร์จักรยานมีทั้งแบบภายนอกและภายในรวมไปถึงเกียร์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนใบจานหน้าขนาดต่างๆ รวมถึงชุดเฟืองหลังทำให้นักปั่นสามารถเลือกปรับเกียร์หรืออัตราทดได้อย่างหลากหลายซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการปั่นจักรยานในการแข่งขันทางไกลที่มีสภาพเส้นทางแตกต่างกันมีทั้งทางตรง โค้งและทางขึ้นลงเขา เกียร์ในรถจักรยานโดยเฉพาะรถเสือหมอบและเสือภูเขาจึงถูกออกแบบมาให้ทดกำลังท่ามกลางการปั่นในสถานการณ์ต่างๆ น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่นักปั่นทุกคนจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็นและความถนัด เช่นเดียวกันกับเกียร์ของรถยนต์ที่ไม่สามารถใส่เกียร์สูงขับขึ้นทางลาดชันได้ การเลือกตำแหน่งของเกียร์จึงเป็นเรื่องของกำลังและความถนัดคุ้นเคยที่นักปั่นจะต้องหาเองเนื่องจากแต่ละบุคคลก็จะมีสไตล์ของการปั่นที่มีความแตกต่างกันไป

เกียร์จักรยานมีทั้งแบบภายนอกและภายในรวมไปถึงเกียร์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนใบจานหน้าขนาดต่างๆ รวมถึงชุดเฟืองหลังทำให้นักปั่นสามารถเลือกปรับเกียร์หรืออัตราทดได้อย่างหลากหลายซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการปั่นจักรยานในการแข่งขันทางไกลที่มีสภาพเส้นทางแตกต่างกัน มีทั้งทางตรง โค้งและทางขึ้นลงเขา เกียร์ในรถจักรยานโดยเฉพาะรถเสือหมอบและเสือภูเขาจึงถูกออกแบบมาให้ทดกำลังท่ามกลางการปั่นในสถานการณ์ต่างๆ น้ำหนักเกียร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่นักปั่นทุกคนจะต้องเลือกใช้ตามความจำเป็นและความถนัด เช่นเดียวกันกับเกียร์ของรถยนต์ที่ไม่สามารถใส่เกียร์สูงขับขึ้นทางลาดชันได้ การเลือกตำแหน่งของเกียร์จึงเป็นเรื่องของกำลังและความถนัดคุ้นเคยที่นักปั่นจะต้องหาเองเนื่องจากแต่ละบุคคลก็จะมีสไตล์ของการปั่นที่มีความแตกต่างกันไป

โซ่ของจักรยานรับหน้าที่ส่งถ่ายพลังงานที่เกิดจากการถีบบันไดถ่ายเทไปยังจานและลงไปที่โซ่ แล้วจึงไปยังเฟืองล้อหลัง ห่วงลูกโซ่แต่ละห่วงจะล็อกเข้ากับฟันของใบจานกับชุดขับเคลื่อนที่เป็นเฟืองต่างขนาดในบริเวณกลางดุมล้อหลัง หากอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทั้งจาน ใบจาน สับจาน ตีนผี โซ่และเฟืองรวมถึงดุมล้อและยาง นักปั่นจะสามารถส่งกำลังไปยังล้อขับเคลื่อนหลังได้ 90% แต่หากจานเกิดสนิมหรือขาดการหล่อลื่นที่ดีพอในบริเวณจุดที่เคลื่อนไหวจะทำให้นักปั่นสูญเสียแรงปั่นโดยใช่เหตุ ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ก็จะลดลงตามไปด้วยจากอุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์

สำหรับฟันของใบจานทั้งจานหน้าและหลังในแต่ละวงจรการปั่นกำหนดถึงระดับของเกียร์ หากใบจานหน้ามีฟัน 54 ซี่ และชุดเฟืองหลังมีขนาด 27 ซี่ หมายความว่าล้อหลังจะหมุน 2 รอบต่อการปั่นหนึ่งรอบ

เมื่อนักปั่นออกแรงถีบบันได ก้านจานที่ยึดติดกับใบจานจะหมุนดึงให้สายโซ่เคลื่อนที่ โดยใบจานใหญ่จะมีจำนวนเยอะกว่าใบจานเล็กเมื่อทำการเปลี่ยนเกียร์ สายเกียร์จะทำการดึงตัวสับจานหน้าซึ่งจะผลักให้สายโซ่เลื่อนไปยังจานใบใหญ่หรือเกียร์สูงไปยังจานใบเล็กหรือเกียร์ต่ำหรือสลับกันแล้วแต่สภาพของเส้นทางและการเลือกใช้งานของนักปั่นเอง

เมื่อเกียร์ด้านหน้าเปลี่ยนมาคล้องอีกเฟือง ตีนผีหรือที่เรียกกันว่าตัวสับเฟืองหลังจะทำการปรับสายโซ่ให้คล้องกับวรจรเฟืองหลังที่ตรงกับเกียร์แบบอัตโนมัติ สายโซ่ของจักรยานจึงไม่ควรที่จะปรับให้ตึงหรือหย่อนมากจนเกินไป

กลุ่มของชุดขับเคลื่อนถูกแยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามการใช้งาน ได้ 3 ประเภท คือ เสือภูเขา (MTB) เสือหมอบ (Road bike) และกลุ่มที่ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะงาน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อาคม รวมสุวรรณ.(2010).รู้ไว้ใช่ว่า เกียร์จักรยานทำงานอย่างไร.1 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/content/498303
ภาพประกอบจาก : http://www.thairath.co.th


เรื่องต้องรู้กับการเปลี่ยน-ประกันสังคม.jpg

สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า ในปี 2561 นี้มีโรงพยาบาลเอกชนขอออกจาก “ระบบประกันสังคม”  3 แห่ง คือ โรงพยาบาลยันฮี  โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ และโรงพยาบาลศรีระยอง  หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือก 1 ใน 3 โรงพยาบาลนี้เพื่อใช้บริการอยู่ สิ่งที่ต้องทราบและดำเนินการคือ…

 

1. เลือกโรงพยาบาลแห่งใหม่

  • หากเป็นพนักงานเอกชนทั่วไป (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปยังบริษัทที่พนักงานมีสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลที่ออกจากระบบ จากนั้นฝ่ายบุคคลจะดำเนินการต่อให้
  • ส่วนผู้ที่เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (ผู้ประกันตนมาตรา 39)  หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ประกันตนเอง (ผู้ประกันตนมาตรา 40) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปที่บ้านของผู้ประกันตนโดยตรง ให้รอเอกสารที่จะส่งมาถึง

จากนั้นให้กรอกแบบฟอร์มเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการไปใช้สิทธิ 1 แห่ง และโรงพยาบาลสำรองอีก  2 แห่ง แล้วส่งกลับฝ่ายบุคคลหรือส่งเอกสารไปที่สำนักประกันสังคม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ หากไม่เลือกมาภายในกำหนด สำนักงานประกันสังคมจะจัดสถานพยาบาลให้เอง

 

2. แจ้งโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์ใหม่

ภายในเดือนธันวาคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมจะแจ้งชื่อโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์แห่งใหม่ให้ทราบ ซึ่งหากผู้ประกันตนมีโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง อาจจะต้องประสานกับโรงพยาบาลเดิมเพื่อขอรายละเอียดการรักษาต่าง ๆ เตรียมไว้ด้วย และผู้ประกันตนยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเดิมได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560

 

3. เริ่มใช้สิทธิตอนต้นปี

สำหรับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

ส่วนผู้ประกันตนที่ต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ก็ยังสามารถทำได้ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เหมือนปกติครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง ข่าวจากสำนักงานประกันสังคม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือที่ เว็บไซต์ประกันสังคม
ภาพประกอบจาก : www.istockphoto.com


ทำประกันสุขภาพสำคัญอย่างไร-1.jpg

5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณต้องทำ ประกันสุขภาพ มีอะไรบ้างไปติดตามกันค่ะ

 

เหตุผลที่ทำไมทุกคนควรต้องมีประกันสุขภาพ

  1. พราะค่ารักษาพยาบาลแพงมาก และแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี
    โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อคุณไม่สบายหรือเจ็บป่วย แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนั้นสูงมาก การรักษาในบางโรคคุณอาจจะต้องเสียเงินเป็นล้าน ซึ่งข้อดีของการทำประกันสุขภาพ คือ ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่แพงอีกต่อไป
  2. การทำประกันสุขภาพให้ความอุ่นใจ
    การมีประกันสุขภาพจะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้คุณในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หากคุณมีการเจ็บป่วย บริษัทประกันจะเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ โดยที่คุณไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง คุณจะได้รับคำปรึกษาและการดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้คุณสามารถอุ่นใจได้ในทุกย่างก้าวของคุณ
  3. ลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณและครอบครัวของคุณ
    ยามที่คุณเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภาระเรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะภาระใหญ่ ที่ทำให้คุณและคนในครอบครัวต้องเป็นกังวล แต่เมื่อคุณทำประกันสุขภาพ จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าบริษัทฯ จะช่วยดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแทนคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาลอีกต่อไป คุณจะได้รับความคุ้มครองสุขภาพทุก ๆ กรณี ไม่ว่าจะเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือโรคร้ายแรงก็ตาม
  4. ป้องกันการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
    คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีประกันสุขภาพเมื่อเกิดการเจ็บป่วยโดยมากแล้ว มักหลีกเลี่ยงที่จะไปพบแพทย์เนื่องจากกลัวต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง และมักจะหายามารับประทานเอง ซึ่งบางครั้งการไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีจากแพทย์นั้น แม้อาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ การมีประกันสุขภาพจะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย ดังนั้นคุณจะกล้าที่จะไปพบแพทย์มากขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะมีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย
  5. มีที่ปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพ
    ในบางบริษัทที่ให้บริการด้านประกันสุขภาพ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีทีมแพทย์และทีมพยาบาลคอยให้คำแนะนำ และให้การดูแลในเรื่องของการรักษาพยาบาลสำหรับโรคต่าง ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาในเรื่องของดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีการให้ข้อมูล และความรู้ทางด้านการแพทย์อีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: bupa.(2010).ทำไมถึงต้องมีประกันสุขภาพ. 2 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : www.bupa.co.th
ภาพประกอบจาก : www.skincare-univ.com

 


5-วิตามินยอดฮิต-ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี-H2C.jpg

เมื่อพูดถึง ”วิตามิน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงสรรคุณทาง ”ยา” ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น และสามารถรักษาโรคได้ ความเข้าใจดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วน แม้ว่าวิตามินจะสามารถทำหน้าที่เสมือนยาแต่ถึงอย่างไรวิตามินก็ไม่ใช่ยา

เพราะความจริงแล้ววิตามินเป็นส่วนหนึ่งของสารอาหารและสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เริ่มตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ รวมถึงการผลิตพลังงาน ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นได้เอง เราจึงต้องได้รับวิตามินที่เป็นสารสกัดจากสิ่งมีชีวิต (Organic) ผ่านการกินอาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างในร่างกาย วัตถุประสงค์และวิธีการกินวิตามิน รวมถึงสารอาหารยอดฮิตชนิดต่างๆ ให้ถูกต้องและปลอดภัยควรทำอย่างไร ลองตามไปดู

 

วิตามินซี

ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ รวมถึงการนำมาทำเป็น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพื่อเป้าหมายหลักในการบำรุงผิวให้ดูขาวใส เปร่งปรั่ง ลดความหมองคล้ำ นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันและรักษาโรคหวัดทั้งยังมีส่วนช่วยลดการอักเสบจากการติดเชื้อและระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ปัญหาการขาดวิตามินซีพบได้ในกลุ่มคนที่ควบคุมอาหารมากๆ เป็นมังสวิรัต สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการดูดซึม ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย ปริมาณวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวันคือ 60 มก. ในรายที่ขาดวิตามินซีแพทย์จะแนะนำให้กินวันละไม่เกิน 1000 มก. เพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ในช่วงที่เป็นหวัดควรกินวันละ 3000 มก. แบ่งเป็น 3-6 เวลา ตลอดทั้งวัน จะลดความรุนแรงของหวัดได้มากที่สุด 85%

 

วิตามินบีรวม

เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี1 บี 2 ไนอะซีน แพนโทธีนิก แอซิด บี 6 บี 12 โฟลิก แอซิด ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามินบีรวม นอกจากจะเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพผิว ผม สายตา ตับแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทและคลายความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้หลายคนไม่รู้ว่าวิตามินบียังช่วยให้กระฉับกระเฉง ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนดึกหรือนอนหลับยาก การกินวิตามินบีก่อนนอนอาจทำให้คุณกลายร่างเป็นนกฮูกตาค้างไปทั้งคืน สำหรับปริมาณในการกินวิตามินบีเพื่อเป็นอาหารเสริมควรอยู่ที่ประมาณ 3,000-5,000 มก. ต่อวัน

 

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

มีประโยชน์ช่วยต้านการอักเสบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ช่วยป้องกัน และยับยั้งการลุกลามของภาวะประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน บำรุงผิวพรรณ รักษาผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังพบรายงานวิจัยบ่งชี้ว่าการรับประทานน้ำมันอีฟนิงพริมโรส มีผลในการรักษาภาวะประจำเดือนผิดปกติ คลายการเจ็บเต้านมช่วงก่อนมีประจำเดือน และช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ แม้อีฟนิงพริมโรสจะถูกโฆษณาและโหมสรรพคุณมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ แต่ทางที่ดีควรใช้เท่าที่จำเป็น ไม่เกิน 3,000 มก. ต่อวัน สำหรับผลข้างเคียงอาจทำให้มี อาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นแพ้และลมชักกำเริบ

กลูต้าไธโอน

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากของร่างกายด้วย ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่เน้นสรรพคุณเรื่องผิวขาว มักอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำซึ่งสามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการกินกลูตาไธโอนจึงแทบจะไม่มีเลย ทำให้มีคนพยายามนำกลูตาไธโอนในรูปแบบยาฉีดมาใช้แทนยากินมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวใสนั้นก็ยังไม่มีการพิสูจน์ผลที่ชัดเจน

 

Zinc (สังกะสี)

เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายและช่วยให้ของร่างกายดำรงความสมดุลในผู้ใหญ่ และช่วยทำให้เกิดความเจริญเติบโตในเด็ก ควบคุมฮอร์โมน สังเคราะห์โปรตีน ช่วยสร้างเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน zinc ประกอบด้วยเอ็นไซม์ที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญ ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระโดยปัจจัยต่าง ๆ หน้าที่ของ zinc ที่น่าสนใจก็คือการช่วยควบคุมอาการผิดปกติของผิวและช่วยในการรักษาบาดแผล อาหารเสริม zinc จะให้ผลดีที่สุดหากกินก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร อย่างไรก็ดีหากมีอาการปวดท้องควรกินพร้อมอาหาร และไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสสูงเพราะอาจทำให้การดูดซึมสังกะสีลดลง

 

จำให้ขึ้นใจ วิตามินไม่ใช่ยาวิเศษ!

  • วิตามินไม่สามารถทดแทนอาหารได้ และไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร
  • วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท
  • วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ หรือแม้แต่ทดแทนกันเอง โดยตัวของวิตามินเองแล้วไม่ใช่ส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกายเรา คุณไม่สามารถเลิกกินอาหารอื่น ๆ และหันมากินแต่วิตามิน เพื่อสุขภาพที่ดีได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์.(2015).5 วิตามินยอดฮิต ใช้อย่างไรให้ถูกวิธี?.4 กุมภาพันธ์ 2558.
แหล่งที่มา : www.prachachat.net
ภาพประกอบจาก : www.iherb-center.com


ข้อควรรู้สำหรับผู้ใช้ยา-1.jpg

ข้อควรรู้ สำหรับผู้ใช้ยา ให้ปลอดภัย อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้

 

ใช้ยาให้ปลอดภัย

  1. อ่านฉลากยาให้เข้าใจ และหากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีใช้ยา ต้องถามให้เข้าใจอย่างชัดเจนก่อน
  2. เมื่อไรก็ตามที่ได้รับการจ่ายยามา ลองหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้
    • ควรรู้ชื่อยา หากเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยควรรู้ว่า มีข้อบ่งใช้หรือรักษาอะไร
    • มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรบ้าง
    • ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาใดบ้าง
    • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มประเภทใดบ้าง
    • มีวิธีใช้ยาอย่างไรและเวลาใดบ้าง
    • ต้องใช้เป็นระยะเวลานานเท่าใด หรือควรพบแพทย์อีกหรือไม่
  3. ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกร ได้ทราบว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง
  4. ยาเกือบทุกชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียง ที่นอกเหนือจากฤทธิ์สำคัญที่ต้องการ และอาจเกิดขึ้นกับคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากผู้ใช้ยามีปัญหาของฤทธิ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้น ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  5. ผู้ใช้ยาควรแจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่า ตนเองเคยมีอาการแพ้ยาชนิดใดบ้าง อาการแพ้ยาแสดงให้เห็น ด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น เกิดผื่นแดงที่ผิวหนัง ผื่นลมพิษ คันตามตัวหรือใบหน้า หน้าบวม หรือหายใจขัด เป็นต้น
  6. ไม่ควรนำยาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ไปให้ผู้อื่นหรือแนะนำให้ซื้อใช้ชนิดเดียวกับตนถึงแม้ว่าจะมีอาการแสดงคล้ายคลึงกัน แต่อาจไม่ใช่โรคเดียวกันก็ได้
  7. การซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เช่น ยาหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บ ควรอ่านฉลากหรือถามผู้ขายถึงวิธีใช้ยาให้เข้าใจ เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าการใช้ยาไม่ถูกต้อง ทำให้โรคหรืออาการไม่หายได้
  8. คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ต้องใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ จำเป็นต้องระมัดระวัง ในการซื้อยามาใช้ด้วยตนเอง เพราะอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับ การเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาได้
  9. ไม่ควรให้ยาแก่ทารก ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบ โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และการให้ยาเพื่อบำบัด อาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง แก่เด็กที่มีอายุ 1 – 12 ปี ผู้ใช้ยาต้องรู้ขนาดใช้ยาที่เหมาะสมกับอายุของเด็ก
  10. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร ควรปรึกษาการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร
  11. ควรมีความรู้เกี่ยวกับการเก็บยาให้ถูกต้อง โดยทั่วไปยาที่ไม่ได้ระบุฉลากว่าต้องเก็บในตู้เย็นแล้ว ก็ควรเก็บไว้ในตู้เก็บยาที่ปิดมิดชิด ในสถานที่แห้งและเย็น ไม่มีแดดส่อง
  12. ตรวจตู้ยาเป็นระยะ ๆ เพื่อกำจัดยาที่ไม่ใช้หรือหมดอายุแล้ว

 

ใช้ยาให้ถูกต้อง

1.ใช้ยาให้ถูกวิธีหรือถูกทาง

  • ยาเม็ดหรือแคปซูลวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง คือกลืนยาทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำโดยไม่ต้องเคี้ยวยา ยกเว้นยาที่ระบุว่า “ควรเคี้ยวยาก่อนกลืน” เช่นยาลดกรด
  • ยาน้ำสำหรับรับประทานก่อนรินยาต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วขวด และต้องใช้ช้อนตวงยา หรือหลอดยาที่ติดมากับขวดยา ห้ามใช้ช้อนกาแฟ หรือช้อนรับประทานอาหาร เพราะทำให้มีขนาดยาไม่ถูกต้อง
  • ยาผงสำหรับรับประทานหากระบุให้ละลายน้ำก่อนรับประทาน ก็ต้องละลายก่อนรับประทาน ไม่ควรเทผงยาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม หากเป็นผงยาโรยแผล เวลาใช้ต้องระวังอย่าให้ผงยาปลิวเข้าปาก จมูก และตา
  • ยาขี้ผึ้งหรือครีมเป็นยาที่ใช้กับผิวภายนอกร่างกาย เวลาใช้ให้ทาบาง ๆ วันละ 2 – 3 ครั้ง โดยไม่ต้องถูหรือนวด ยกเว้นเมื่อมีระบุไว้ในฉลากเท่านั้น
  • ยาประเภทหยอดหู ตา จมูก ยาเหน็บควรอ่านฉลากแนะนำให้เข้าใจก่อนใช้
  • ยาอมเป็นยาที่ต้องการให้ละลายในปาก ห้ามเคี้ยวหรือกลืนยาทั้งเม็ด

2.ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกเวลา ขนาดยา

คือจำนวนยาที่ให้เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยทั่วไปขนาดยาที่ใช้ในแต่ละคน จะไม่เท่ากันซึ่งแตกต่างกันไปตามอายุ น้ำหนักร่างกาย และความรุนแรงของโรค ดังนั้น ผู้ใช้ยาจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก เกี่ยวกับขนาดและระยะเวลา หรือช่วงห่างในการใช้ยา จึงจะทำให้ยานั้น ๆ ได้ผลตามต้องการ ผู้ใช้ยาควรต้องทราบถึงความหมายของคำต่าง ๆ ที่พบเสมอในฉลากยา เช่น

  • รับประทานก่อนอาหาร หมายความว่า ก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีในขณะท้องว่าง
  • รับประทานหลังอาหาร หมายความว่า หลังอาหารอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดีโดยมีอาหารช่วยในการดูดซึม
  • รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ยามีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารจนถึงขั้นเป็นแผลทะลุได้ บ่อยครั้งที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานขณะท้องว่าง ดังนั้น จึงต้องมีอาหารหรือน้ำช่วยทำให้เจือจางลง ยาดังกล่าวได้แก่ ยาแก้ปวดข้อต่าง ๆ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • รับประทานก่อนนอน หมายความว่า รับประทานก่อนนอนตอนกลางคืนวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

การใช้ยาอย่างปลอดภัย

เราจะใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ก็ต่อเมื่อรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานั้น ๆ ให้มากที่สุด การรู้ว่ายาที่จะใช้คือยาอะไร และใช้เพื่ออะไรนั้น จะช่วยให้ใช้ยาได้เต็มประโยชน์ และลดโอกาสที่อาจเกิดอันตรายจากยา ให้เหลือน้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าลืมจดคำถามที่อยากรู้ เอาไว้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนรับยามาด้วยทุกครั้ง

หลักในการใช้ยาที่ถูกต้องคือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือคำแนะนำที่ระบุบนฉลากยา อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง โดยเฉพาะยาที่ซื้อกลับมาใช้เองที่บ้าน (ยาบาอย่าง เช่น ยาต้านมะเร็ง ต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ฉีดให้เท่านั้น) ตัวอย่างเช่น ยาที่ระบุว่าให้กินพร้อมอาหาร ก็แสดงว่าเป็นยาที่มีผลระคายเคือง ต่อทางเดินอาหาร

ยาบางอย่างนั้น ต้องกินตามช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น ทุก 4 หรือ 6 ชั่วโมง เนื่องจากมีฤทธิ์อยู่ได้ เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นหากลืมกินยามื้อใดมื้อหนึ่งไป ก็เท่ากับว่าร่างกายจะไม่ได้รับยาตามขนาด ที่จะให้ผลได้ตามต้องการ เมื่อรับยามาทุกครั้ง จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า ยาที่ระบุไว้ว่าให้กินวันละ 4 ครั้งนั้น หมายถึง ต้องกินยาทุก 6 ชั่วโมงจริง ๆ (ตื่นขึ้นมากินตอนกลางคืนด้วย) หรือให้กินตามเวลาอาหาร คือ เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

 

การเรียกชื่อตัวยา

เมื่อจะใช้ยาอะไรก็ตาม เราต้องรู้จักชื่อสามัญของยานั้นด้วย ไม่ใช่รู้จักแต่เฉพาะชื่อการค้าเท่านั้น ชื่อสามัญของยา คือ ชื่อทั่วไปที่ใช้เรียกตัวยา โดยตัวยาชนิดหนึ่งจะมีชื่อสามัญเพียงชื่อเดียว แต่อาจมีชื่อการค้าได้หลายชื่อ ตามแต่บริษัทผู้ผลิตยาจะตั้งไว้

เมื่อบริษัทยาค้นพบยาใหม่ๆ ตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะตั้งชื่อการค้าและขายยาตามชื่อนั้น จนกระทั่งหมดสิทธิ์ (ส่วนใหญ่ลิขสิทธิ์ยามีอายุประมาณ 20 ปี) หลังจากนั้นยาดังกล่าวก็จะถูกเรียกโดยชื่อสามัญ และบริษัทอื่น ๆ ก็สามารถผลิตออกมาขายได้ ประโยชน์ของการรู้จักชื่อสามัญของยานั้น นอกจากจะทำให้สามารถเลือกใช้ยาที่ถูกกว่า แต่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันแล้ว ยังช่วยป้องกันความสับสน และความซ้ำซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นในการใช้ยาได้ด้วย

 

การใช้ยา

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราต้องใช้ยาชนิดนั้น ๆ นานเท่าใด ยาบางอย่าง เช่น ยาปฏิชีวนะนั้น จำเป็นต้องใช้ให้ครบ ตามจำนวนที่แพทย์สั่ง แม้ว่าจะหายป่วยแล้วก็ตาม หรือการหยุดใช้ยาบางชนิดอย่างกะทันหัน ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นหากอาการยังไม่ดีขึ้น และต้องการยาเพิ่ม จึงควรไปพบแพทย์ ก่อนที่ยาชุดเก่าจะหมด

ยาบางอย่างแสดงฤทธิ์ได้เร็วมาก เช่น ยากลีเซอริลไตรไนเตรต ซึ่งเป็นยาแก้อาการปวดเค้นหัวใจ เนื่องจากหัวใจขาดเลือด ที่ออกฤทธิ์ได้เกือบทันที แต่ยาบางอ่างก็แสดงฤทธิ์ช้าๆ และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ จึงจะเห็นผล ดังนั้นจึงควรถามแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวกับเวลาในการออกฤทธิ์ของยา ก่อนที่จะหยุดยา เนื่องจากคิดว่ายานั้นใช้ไม่ได้ผล

ยาทุกชนิดล้วนมีอาการข้างเคียง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย และจะสังเกตได้หรือไม่ก็ตาม โดยบางชนิดอาจแสดงผลอันไม่พึงประสงค์ทันที แต่ยาบางชนิดอาจแสดงผล หลังจากใช้ไปแล้วหลายวัน ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ยา ต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรโดยเร็ว นอกจากนั้น การใช้ยาหลายๆ อย่างพร้อมกัน ก็อาจทำให้ยาเกิดปฏิกิริยาต่อกันได้ ไม่ว่าเป็นการเสริมฤทธิ์ ด้านฤทธิ์ หรือทำให้ยาอีกตัวไม่แสดงฤทธิ์ เป็นต้น จึงต้องบอกแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง หากกำลังใช้ยาตัวอื่นอยู่ด้วย

เรื่องที่ต้องถาม

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญ ที่ต้องถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง และต้องทำความเข้าใจกับคำตอบที่ได้ให้ชัดเจน ก่อนจะรับยากลับบ้าน

  • ชื่อสามัญและชื่อการค้าของยาชนิดนี้คืออะไร
  • ยาชนิดนี้เป็นยาประเภทใดหรือกลุ่มใด เช่น ยาแก้ปวด ยาลดไขมันในเลือด หรือยาลดความดันโลหิต
  • ยาออกฤทธิ์อย่างไร
  • ยาทำให้เกิดอาการข้างเคียงอย่างไรบ้าง
  • ต้องกินยาวันละกี่ครั้ง กินอย่างไร (ก่อน หลัง หรือพร้อมอาหาร) และนานเท่าใด
  • ระหว่างการใช้ยา ต้องงดอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดหรือไม่
  • จะทำอย่างไร ถ้าลืมกินยา
  • จะรู้ได้อย่างไรว่ายาใช้ได้ผลแล้ว

และสุดท้าย ต้องนึกไว้เสมอว่าโรคบางโรคนั้น อาจหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยา ดังนั้น เมื่อเจ็บป่วยและไปพบแพทย์ ก็อย่าคาดหวังว่าแพทย์ต้องจ่ายยา หรือฉีดยาให้เราทุกครั้ง เพราะวิถีแห่งเวชปฏิบัติที่ดี และควรจะเป็นก็คือ การรู้ว่าเมื่อใดบ้าง ที่ควรและไม่ควรใช้ยา

 

การใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี

ยาปฏิชีวนะนั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น และมีประโยชน์สำหรับร่างกาย แต่ในบากรณีก็ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็คือ เพื่อฆ่าหรือยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อราหรือบัคเตรี แต่จะใช้ไม่ได้ผลกับอาการไอ หรือไข้หวัดซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส ทุกครั้งที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้ให้ครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง การหยุดาเอง เมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้น จะทำให้เชื้อที่เหลืออยู่พัฒนาตัวเอง จนดื้อยาและรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเป็น

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • อาการปอดบวม
  • วัณโรค
  • สิวที่มีการอักเสบรุนแรง
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากเชื้อบัคเตรี
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ก่อนและหลังการผ่าตัดใหญ่
  • โรคติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงและไม่ควรใช้เมื่อเป็น
  • ไข้หวัด เจ็บคอ (ยกเว้นที่เกิดจากเชื้อบัคเตรี) หัด อีสุกอีใส คางทูม หรือโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  • อาการท้องร่วงและอาเจียน ยกเว้นที่เกิดจากการติดเชื้อบัคเตรี

 

ยาบรรจุเสร็จ

ยาบรรจุเสร็จ คือ ยาที่ใช้แก้อาการหรือบำบัดโรค ที่ไม่เป็นอันตรายมากนัก และสามารถหาซื้อได้ โดยไม่ต้องใช้ใบยาสั่งยาจากแพทย์ แม้ว่ายาบรรจุเสร็จมักมีฤทธิ์รุนแรง น้อยกว่ายาที่แพทย์สั่งจ่าย แต่ก็ยังเป็นยาเช่นกัน จึงควรใช้เท่าที่จำเป็น และหากใช้เกิดขนาด ก็อาจเป็นอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น การใช้ยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ตับถูกทำลายอย่างรุนแรง นอกจากนั้น ยังควรใช้อย่างระมัดระวัง และอ่านฉลากยาให้ถ้วนถี่ก่อนใช้ โดยเฉพาะเรื่องขนาดสูงสุดที่ใช้ได้ รวมทั้งข้อห้ามใช้อื่นๆ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิภาวดี.(2009).ข้อควรรู้สำหรับผู้ใช้ยา.9 กันยายน 2559.
แหล่งที่มา : http://www.vibhavadi.com/mobi/health_detail.php?id=27
ภาพประกอบจาก : www.kvamsook.com

 


ศัตรูของเงินออม.jpg

มีเป้าหมายชัดเจนแล้ว แผนการต่าง ๆ ก็เตรียมไว้แล้วอะไร ๆ ก็ดูน่าจะราบรื่นดี แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ แล้วเจ้าตัวปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ก็วิ่งกันให้วุ่นอยู่ในแผน ทำให้ ไปไม่ถึงเป้าหมายเสียที

เพื่อไม่ให้แผนการที่อุตส่าห์วางไว้ต้องล่มไปเพราะอุปสรรคต่าง ๆ ก่อนจะเริ่ม ลงมือทำตามแผน เรามาทำความรู้จักกับศัตรูตัวร้ายของเงินออม เพื่อเตรียมรับมือกับมันเสียก่อนดีกว่า

 

ศัตรูตัวแรก คือ เงินเฟ้อ

เงินเฟ้อเป็นศัตรูของเงินออมตรงที่เป็นตัวบั่นทอนค่าของเงิน เช่น ปีที่แล้วกางเกง ตัวละ 100 บาท ถ้าอัตราเงินเฟ้อ 5% พอปีหน้า จะซื้อกางเกงตัวเดิมด้วยเงิน 100 บาท ไม่ได้แล้ว เพราะราคาขึ้นไป เป็นตัวละ 105 บาทเสียแล้ว นั่นคือค่าของเงินน้อยลง ฉะนั้นถ้าการลงทุนเพื่อให้การออมของเราได้อัตราผลตอบแทนเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ คือ 5% หมายความว่า 5 บาทที่เพิ่มขึ้นมานั้น เอาไปหักลบกลบกับอัตราเงินเฟ้อ นอกจากจะ ไม่กำไรแล้วยังขาดทุนด้วย

ศัตรูตัวนี้เรากำจัดไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นจากระบบการเงินไม่ใช่เกิดจากผู้ออม แต่ เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการลงทุนให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ สูงกว่าเท่าไร ก็ได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น เช่น บางคนลงทุนได้อัตราผลตอบแทน 10% ก็ดีใจ คิดว่าปีหน้าจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึง 10% ปรากฏว่ามาดูอัตราเงินเฟ้อเป็น 12% แทบลมจับ เพราะจาก 10% ที่คิดว่าจะได้เพิ่มมากกลับหายไป 2% เสียนี่ แต่ถ้าอัตรา เงินเฟ้อ เป็น 7% ยังพอดีใจได้ว่าเราชนะเงินเฟ้อได้อยู่ 3%

ในช่วงทศวรรษ 2520 มีบางปีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากและมากกว่าอัตราดอกเบี้ย เงินฝากประมาณ 10% เกิดข้าวยากหมากแพงประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่ว แต่จาก นั้นอัตราเงินเฟ้อก็เริ่มลดลง เป็นเวลากว่าเกินกว่า 10 ปี ที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ช่วงนั้นผู้ฝากเงินสบายใจว่าดอกเบี้ยที่ได้มาไม่ถูกอัตราเงินเฟ้อ หั่นจนถึงกับขาดทุน แต่บางปีถึงจะไม่ขาดทุนก็ได้กำไรไม่มาก แค่ปริ่มๆ จึงมีโอกาส เสมอที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะฉะนั้นก่อนจะวางแผนหรือลงทุนอะไร ควรจะตรวจสอบเจ้าศัตรูตัวร้ายนี้ให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่ดีใจเก้อ และควรจะต้องเหลียว มองรอบตัว เปิดหู เปิดตาและเปิดใจ หาช่องทางการลงทุนหลายๆ ทาง เพื่อแข่งกับ เงินเฟ้อให้ได้

 

ศัตรูตัวที่ 2 คือ ความไม่มีวินัยในการออม

ศัตรูตัวนี้ต่างไปจากเงินเฟ้อตรงที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง เป็นศัตรูที่เรากำจัดได้ แต่ กำจัดยาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกปลูกฝังมาเป็นนิสัย ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่สามารถ บังคับตัวเองให้ทำตามแผนได้ เป็นเจ้าตัวร้ายที่จะทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายการออม

คนที่มักเป็นอย่างนี้ ต้องนึกไว้ว่าถ้าไม่มีวินัยในการออมจะลำบากตอนแก่ เพราะฉะนั้นต้องออมให้เป็นนิสัย เป็นกิจวัตร เหมือนที่ต้องอาบนํ้า กินข้าว ไปทำงาน ฯลฯ และต้องหมั่นทบทวนสำรับของตัวเองอยู่เสมอ จากที่เคยผัดวันประกันพรุ่ง ชอบบอกตัวเองว่าวันนี้ขอเอาเงินไปใช้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยออมเพิ่มเป็น 2 เท่า ขอให้นึก ใหม่ว่าถ้าคุณพูดกับตัวเองอย่างนี้ไปตลอดสัปดาห์ พอสิ้นสัปดาห์ คุณต้องเก็บเงินถึง 7 เท่า จากเงินที่ต้องเก็บทุกวัน… อย่าให้ใน 1 สัปดาห์ของคุณ มีวันที่ต้องลำบากอย่างนั้น อยู่เลยดีกว่า

ศัตรูตัวที่ 3 คือ ความอยาก

ความไม่มีวินัยในการออมมีฝาแฝดคือ ความไม่มีวินัยในการใช้เงิน หรือความ อยาก ซึ่งเป็นตัวยุยงส่งเสริมตัวเอ้ให้หยุดออม คือพอมีเงินแล้วก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด สมัยนี้มีบัตรเครดิตสารพัดแบบล่อใจให้อยากได้โน่น อยากได้นี่ แล้ว ความอยากก็กระตุ้นให้รูดก่อนจ่ายที่หลัง แบบนี้เงินออมก็ไม่ได้เก็บ แถมก่อหนี้ด้วยการ เอาเงินวันข้างหน้าถอยกลับมาใช้วันนี้เสียอีก

ทางยับยั้งความอยาก ยับยั้งได้ที่ตัวเองเพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากใจตัวเอง

อย่างแรกคือต้องมีสติ ถ้ารูดบัตรเครดิตไป แล้วไม่มีเงินใช้ตามกำหนด ก็จะมี ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบานเบอะตามมาเป็นของแถมที่ท่วมทับเงินต้น และกัดกินเงิน ออมได้รวดเร็วเหลือเชื่อ

แต่ข่มใจก็แล้ว ไม่คิดก็แล้ว ก็ยังอยากได้จนทนไม่ไหว ควรตั้งเป็นแนวทาง ว่า เราจะไม่หยิบเงินออมออกมาใช้ ไม่หยิบบัตรเครดิตออกมารูด จะใช้เฉพาะดอกผลของ เงินออม คืออย่าใช้เงินที่เราหามาจนหมด ให้ใช้เงินนั้นเป็นตัวหาเงินมาให้เราก่อน เทียบ ได้กับผู้บริหารใช้คนทำงาน แต่นี่เป็นเงินของเรา เราจึงต้องคิดใช้เงินให้ทำงานให้เรา โดยกำหนดหน้าที่ (Job description) ให้เงินว่า ต้องไปลงทุนอะไร อย่างไร เพื่อจะ หาเงินมาได้เท่านี้ๆ แล้วเอาส่วนที่หาได้เพิ่มนี้มาใช้แทน หรือดียิ่งกว่านั้น คือใช้เฉพาะ ส่วนที่หามาได้เกินเป้าหมายเท่านั้น เป็นการให้โบนัสกับตัวเองแบบหนึ่ง ข้อดีของวิธี การนี้ นอกจากจะไม่ทำให้สำรับเงินออมของเราต้องเสียไปแล้ว เผลอๆ กว่าจะได้เงิน มาใช้ (เรื่องการออม ดูหมวด “แบ่งงานให้เงิน”) คุณอาจจะหมดความอยากไปแล้วก็ได้ เลยได้เงินออมเพิ่มไปด้วย

 

ศัตรูตัวที่ 4 คือ ความโลภ

พุทธศาสนาบอกว่าตัณหาหรือความอยากเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ความโลภเป็น ตัณหาที่ทำลายแผนการออมเงินให้พังทลาย ถึงขั้นทำลายชีวิตของผู้ออมได้

พูดกันจริง ๆ ถือว่าตัวนี้เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดก็ได้ เพราะเป็นสาเหตุใหญ่ ประการหนึ่งที่ทำให้เป้าหมายการออมเสียไป บางคนโลภมากอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงจนหมด โดยไม่ดูว่าตัวเองจะรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้เท่า ไหร่ เหมือนคนเล่นการพนันพอเล่นได้ก็ติดใจ ทุ่มเงินเล่นไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงเวลาจะ เสีย ก็กินเงินส่วนที่ออมไว้ไปจนหมด ต้องกลับมาเริ่มต้นออมแบบนับหนึ่งใหม่

การใช้เงินไปลงทุนเพื่อหาเงินเพิ่ม ถ้าลงทุนด้วยความโลภโอกาสเสียจะมีมาก เวลาลงทุนจึงต้องตั้งสตินึกถึงสำรับของตัวเองให้ดีว่าต้องการทำอะไร เท่าไหร่ และที่ ต้องพึงนึกไว้ตลอดเวลาคือยิ่งอยากได้ผลตอบแทนสูงเท่าไร ก็มักจะนำเงินไปลงทุนที่มี ความเสี่ยงสูงขึ้นเท่านั้น ต้องรู้จักคำว่าพอ โดยมองเลยไปถึงว่า ถ้าเสี่ยงต่อไปแล้วเกิด โชคไม่ดี ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร รับได้ไหม คงช่วยบรรเทาความโลภได้บ้าง

ถึงแม้ว่าเรากำจัดศัตรูทั้ง 4 อย่างได้แล้ว คือออมเงินอย่างมีวินัย ใช้เงินจาก เงินเพิ่ม ลงทุนตามสำรับที่จัดไว้ โดยได้ผลตอบแทนมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ แต่ถ้าอยู่ ๆ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินขึ้นมา ก็ทำให้เงินออมของเราหายไปได้เหมือนกัน

 

ศัตรูตัวที่ 5 คือเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือเหตุฉุกเฉิน

ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ เจ็บ ไข้ได้ป่วย ขึ้นโรงขึ้นขึ้นศาล ไฟไหม้ รถชน และเรื่องต่าง ๆ ทั้งหลายที่อยู่นอกเหนือ แผนการใช้เงิน

มีหลายคนที่เงินออมตลอดชีวิตหายเกลี้ยง เพราะเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากเรา ไม่รู้ว่า เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดแล้วแก้ไขไม่ได้ หรือแก้ไขได้ยาก ทางที่ดีที่สุด คือ รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ระมัดระวัง รอบคอบ อย่าให้เกิดเหตุ แต่ถ้าเรื่องมันต้อง เกิด ทางป้องกันไม่ให้เงินออมต้องเสียไปกับเรื่องนี้ คือการทำประกัน อย่างน้อยที่สุด ควรมีประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเราเองเพราะเรื่องชีวิต เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่ รอไม่ได้ ถ้าทำประกันไว้จะได้ปลอดภัยทั้งชีวิตและเงินออม

ภาษิตจีนว่าไว้ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เมื่อตั้งเป้าหมายการ ออมและจัดสำรับของตนเองไว้เรียบร้อย มาบทนี้ก็รู้จักแล้วว่าศัตรูของเงินออมคืออะไร และจะรับมือได้อย่าไร ถึงตอนนี้ คุณพร้อมแล้ว….เตรียมใส่เกราะออกรบได้เลย

เงินเฟ้อ…ต้นทุนแฝงของการออมเงินที่ไม่ควรมองข้าม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.diy4wealth.com.(2010).ศัตรูของเงินออม. 12 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.diy4wealth.com/saving/chapter8.aspx
ภาพประกอบจาก : www.dreamtime.com