ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ปรับสมดุลชีวิต กับ… Miss Grand Thailand

ดูวิดีโอสัมภาษณ์ “คลิก”

 

แนะนำตัว

สวัสดีค่ะ อ๋อ – ญาดา เทพนม มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2013 มิส NTL Pink และนักแสดงช่อง 7 ค่ะ

 

ปัญหาสุขภาพก่อนหน้านี้

เคยมีปัญหาสุขภาพสมัยเด็ก เราน้ำหนักขึ้นเยอะมากสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตอนนั้นอายุ 17 น้ำหนักจาก 60 ขึ้นมาเป็น 70 เพราะไปอยู่เยอรมัน 1 ปี ไม่ได้คุมอาหาร ทานแต่ของมัน ๆ อ้วน ๆ พอกลับมาก็เป็นเด็ก ม.ปลาย ก็เลือกที่จะจัดการกับมันด้วยการออกกำลังกาย อย่างเต้นแอโรบิค กิจกรรมของโรงเรียนก็เต้นเป็นส่วนใหญ่ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็คุมอาหารบ้างแต่ไม่ได้ซีเรียสจริงจัง กระทั่งอายุ 19 ผ่านมาเกือบ 2 ปี น้ำหนักก็ลงเหลือ 50

 

ปัญหาสุขภาพด้านอื่นนอกจากเรื่องน้ำหนัก

มีปัญหาอย่างนึงที่ตอนแรกเราไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา พอเราโตขึ้นก็เริ่มรู้ว่านี่แหละคือปัญหาสำคัญ ก็คือการขับถ่าย เป็นคนที่ขับถ่ายไม่ดีตั้งแต่เด็ก 2 วันครั้ง 3 วันครั้ง แล้วก็ไม่เป็นเวลา บางทีก็สาย เที่ยง บ่าย เย็น กลางคืนก็มี ซึ่งจริง ๆ ปัญหานี้เกิดกับหลายคนในปัจจุบันแต่หลายคนเองก็ไม่ได้สนใจ เหมือนที่อ๋อก็ไม่ได้สนใจมาก่อน แล้วก็การเหนื่อยง่ายมาเป็นตอนโต

 

เล่าถึงปัญหาเรื่องการเหนื่อยง่าย

เนื่องจากเราเรียนหนังสือก็เรียนยากขึ้น นอนก็ดึกขึ้น บางทีเราเรียนมหาลัยก็อ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็จะพบว่าตื่นเช้ามารู้สึกไม่เฟรช ไปเรียนมหาลัยก็ไม่เฟรช หลับตอนที่อาจารย์สอนทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วมันก็เป็นปัญหาที่วัยของเราตอนนั้นยังเด็กก็เลยเลือกที่จะเมินเฉย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังบ้าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มันกลับเป็นภัยด้วยซ้ำ พอโตขึ้นมาอีกสเตปนึง ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เคยลองงานออฟฟิศอยู่ช่วงนึงก็มีอาการเหนื่อยง่ายเพราะนอนดึกและตื่นเช้ามาก สักพักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาทำงานในวงการบันเทิงยิ่งไปกันใหญ่เพราะเราทำงานไม่เป็นเวลา ถ่ายละครเช้าจรดเย็น เย็นจรดดึก บางทีถึงตี 4 ผลก็คือเรารู้สึกว่าร่างกายเรามันอ่อนแอกว่าปกติ หลายครั้งไม่มีเวลาเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ทำให้ช่วงนั้นเรามีปัญหาเยอะพอสมควร

 

อะไรคือจุดเปลี่ยนหรือแรงบันดาลใจให้หันมาดูแลสุขภาพ

หลาย ๆ อย่าง อย่างแรกคือเรื่องของความอ้วน เพราะการเป็นนักแสดงต้องดูผอมมาก ๆ และในขณะเดียวกันคือ คุณจะผอมอย่างไรให้ไม่ทำร้ายสุขภาพตัวเอง อันนี้เป็นโจทย์สำคัญมาก ตอนเราอายุ 19 เราลดน้ำหนักเหลือ 50 โดยที่ชิล ๆ แต่พอเราโตขึ้น การทำงานของร่างกายที่จะเผาผลาญอาหารก็ทำได้แย่ลง แต่เราก็ยังอยากหุ่นดีอยู่ นั่นเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำยังไงให้เราผอมแล้วก็สุขภาพดีด้วย แถมมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอีก เหนื่อยง่ายทำงานหนักอีก ทุกอย่างมันก็ประดังประเดเข้ามา

เราก็ต้องหาทางเลือกที่ตอบโจทย์เรา ก็เลยเริ่มคุมอาหาร เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์กว่าเดิม ก็คือเคยทานอาหารคลีน ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องอาหารก็มีเรื่องออกกำลังกาย จากเดิมที่ออกกำลังกายอะไรก็ได้ เต้นแอโรบิคโดยที่ไม่ได้โฟกัสกับร่างกายเฉพาะจุด ผลก็คือมันไม่ทำให้เราดูมีเอวขึ้นหรือดูมีกล้ามเนื้อขนาดนั้น มันเหมือนเราไม่รู้ทิศทางก็เลยมามีเทรนเนอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากเพราะเค้ามาเทรนเฉพาะจุดให้เรา ร่างกายก็แข็งแรง แล้วก็หุ่นดีขึ้น

 

ได้ลองวิธีอื่นอีกมั้ย

ต้องบอกว่าเรื่องของอาหารคลีนเราไม่ได้ทานตลอดเวลาเพราะเราก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่มีทาง Everyday 3 มื้อทานแต่อาหารคลีน มันเป็นไปไม่ได้ ยอมรับว่าทุกสัปดาห์ต้องมี Cheat day 1 – 2 วันอยู่แล้ว ดังนั้นมันคือความ Balance ของชีวิตที่เราจะทำยังไงให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วงนึง ทานอาหารแย่ ๆ ขยะ ๆ สัก 3-4 มื้อ ต่อสัปดาห์ ออกกำลังกาย 3 – 4 มันอยู่ที่เราจะจัดการชีวิตเราเองว่าเราจะให้ความสำคัญกับมันขนาดไหน อ๋อเชื่อว่าต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง เราจะหาเวลามาให้มันจนได้

 

ต่อให้เราไม่มีเวลาแค่ไหน ถ้าเราจริงจังกับอะไรสักอย่าง
เราจะหาเวลามาให้มันจนได้

 

แล้วผลที่ได้รับคืออะไร

หลังจากที่เปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเองเป็นการคุมอาหารอย่างเดินทางสายกลาง ก็คือมีอาหารคลีนบ้าง อาหาร Cheat บ้าง แล้วก็เริ่มวิ่งออกกำลังกายด้วยการวิ่นเบิร์นธรรมดาบนลู่ประมาณอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วก็มีเทรนเนอร์ ทั้งหมดที่ทำมาคือทำให้ร่างกานเราฟิตขึ้น ฟิตในที่นี้ก็คือ เราต้องการเอวแบบนี้ อกแบบนี้ สะโพกแบบนี้ ต้องการลดตรงนั้นเพิ่มตรงนี้ มันจับต้องได้เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญที่แนะนำเราอย่างถูกต้องจริง ๆ

สองเลยก็คือ อาหาร สำคัญมาก มีช่วงนึงสมัยเด็กเคยลดความอ้วนแบบอยากผอมก็ไม่ต้องกินสิ ไม่กิน 2 วันก็ลงละ 2 กก. มันทำได้เพราะตอนเด็กเราเผาผลาญดี กินน้ำปั่นแก้วนึงเงี้ยแทนข้าวเย็นไปเลยก็ได้ ซึ่งบางครั้งมันอันตรายกับเรามากเลยนะคะ แต่พอเราโตชึ้นเราเริ่มรู้ละ แทนที่เราจะกินของหวานที่มันไม่ดีแทนมื้อนึง เราเลือกกินของดี ๆ เช่น สลัดสักถ้วยใหญ่ ๆ เราอิ่มด้วยแล้วเราก็ไม่ทำร้ายตัวเองด้วย ที่สำคัญคือขับถ่ายดีขึ้น อ๋อกินผักมากขึ้นและดื่มน้ำมากขึ้น ทำให้อ๋อขับถ่ายได้ดีขึ้น อ๋อว่ามันเป็นวิธีที่ชีวิต Balance กว่าสมัยก่อน ทำให้เรารู้สึกเฟรช เวลาตื่นมารู้สึกว่าร่างกายเราสมบูรณ์ทำงานได้อย่างสมดุลมากขึ้น

 

คนรอบข้างว่ายังไงบ้าง

อย่างแรกเลยคือทุกคนชมว่าเราดูแข็งแรงดูเป็นนักกีฬาโดยที่เราไม่ได้ผอมมากแล้วก็ไม่ได้อ้วนตัวใหญ่เกินไป ทุกคนก็ชมว่าดูดี หุ่นดี ดูเฟิร์ม ทั้งที่น้ำหนักมันไม่ใช่ 50 เหมือนสมัยเด็ก มันหนักแบบ 53-54-55 คือ 50 กว่า แต่มันกลับดูฟิต มีเอว สะโพก อก ซึ่งตรงนี้ได้จากการที่กล้ามเนื้อถูกเทรนให้แข็งแรง เป็นมัดกล้ามเนื้อขึ้นมา ทำให้เราดูไม่มีไขมัน ไม่ดูเผละเหมือนแต่ก่อนที่ผอมมากแต่ดูเผละ นี่คือความแตกต่างที่ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน

 

แล้วเรื่องเหนื่อยง่ายกับระบบขับถ่าย

เรื่องระบบขับถ่ายคือ พอตื่นมานั่งตอนเช้า เราให้เวลากับมันมากขึ้น ในขณะที่เมื่อก่อนไม่เคยแค่ร์ว่าจะถ่ายตอนไหน ถ่ายไม่ถ่าย กี่วันถ่าย เราก็ไม่แคร์ เดี๋ยวนี้เราพยายามตื่นมานั่งถ่ายตอนเช้ามากขึ้น ที่เรามั่นใจก็เพราะว่า เราทานของดี ๆ ในมื้อเย็น ก่อนนอนเรามีดื่มพรุนสกัดบ้างขวดนึงเล็ก ๆ อาจจะดื่มตอนเช้าด้วยบ้าง แล้วก็ทานมื้อเช้าประมาณนึง แล้วเราก็นั่ง ให้เวลากับมัน ผลคือตื่นเช้ามาได้ทานอาหาร ได้ถ่าย หน้าท้องก็แบนราบเหมือนเดิม บางคนอาจจะมองว่ามื้อเช้ากินเยอะแล้วท้องพอง ก็เป็นเพราะคุณไม่ถ่าย คุณสะสมของเสียไว้ในท้อง แต่ว่าตอนนี้พอเราถ่ายก็แฮปปี้ขึ้น

เรื่องเหนื่อยง่าย ถามว่าพอออกกำลังกายมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพอ เหนื่อยง่ายปัญหานี่มันก็จบนะ โอเคมีบ้างวันที่เราทำงานเยอะ ทำงานดึก ไปถ่ายละครเช้ามาก เลิกดึกมาก แต่ชดเชยด้วยการที่เราทานอาหารดี ๆ ระหว่างวันที่เราถ่ายละคร แล้วกลับมาก็รีบนอน ไม่ชักช้าลีลา เลือกที่จะวางสมาร์ทโฟนทิ้งไปบ้าง ปิดมันแล้วนอนเลย เวลานอนมากขึ้น ตื่นมาก็เฟรชขึ้น

 

ช่วงที่เจออุปสรรคเอาชนะยังไง

อย่างนึงเลยมีช่วงนึงที่รู้สึกว่าทำไมลดน้ำหนักแล้วไม่ลงสักที มันลงยากมากเพราะเราก็อายุเยอะขึ้น มันก็ไม่ได้เยอะแบบ 30 มันก็ 20 กว่า แต่มันก็เกิดจากการที่เราลดความอ้วนผิด ๆ มาโดยตลอด อดอาหารบ้างอะไรบ้างทำให้ระบบเผาผลาญทำงานไม่ดีเหมือนแต่ก่อน มันก็เลยท้อใจว่าทำไมไม่ลงสักที ออกกำลังกายขนาดนี้ วิ่งขนาดนี้ แต่สุดท้าย…ใจเย็น ๆ มันจะลงเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าไปเร่งร้อน หรือ น้อยใจ

 

แบ่งเวลาออกกำลังกายยังไง

เรื่องฟิตเนสนี่สำคัญเลย ข้อดีคือเรามีฟิตเนสที่คอนโด ลงมาจากคอนโดก็เจอฟิตเนสเลย แล้วเราก็เป็น Brand ambassador ของเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งออฟฟิศเนี่ยมีฟิตเนสที่ดีมาก เราก็มาเข้าออฟฟิศอยู่ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ถ้าหากเช้าวันไหนมาออฟฟิศแต่เช้าเราก็มาทำงาน ตกเย็นก็มาฟิตเนสของเมืองไทยประกันชีวิตได้ อำนวยความสะดวกดีมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานหรือที่บ้านก็มีฟิตเนสให้เราดูแลตัวเอง เราก็เลยสบายใจกับเรื่องนี้ด้วย

 

เทคนิคดูแลสุขภาพที่อยากแชร์

ไม่มีอะไรที่หวือหวาเลย ไม่ได้ต้องทานวิตามิน ประโคมทุกอย่างมา ถ้าถามว่าทานได้มั้ย ทานได้ค่ะ แต่ขอให้ทานโดยที่ปรึกษาคุณหมอแล้ว และก็มีลิมิต แต่หลัก ๆ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือ การ Balance ชีวิตค่ะ สมดุลของชีวิตสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ นั่นก็คือ การกินเข้ามาในร่างกาย และการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย ถ้าเรา Balance ได้ เราจะมีสุขภาพร่างกายที่ดีมาก แล้วก็เป็นคนที่มีความสุขมาก คุณน่ะคือเจ้าของปากเจ้าของร่างกาย คุณมีสิทธิ์จะเลือกกินสิ่งที่มันมีประโยชน์กับคุณ You are what you eat. ถูกมั้ยคะ ถ้าเราให้ตัวเองได้กินของที่ไม่ดีในวันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้เราขอร้องตัวเองได้มั้ยว่า เราจะทานแต่สิ่งดี ๆ นะเพราะเราจะมีอนาคตที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่ดี

ขณะเดียวกันเรื่องออกกำลังกาย โอเคมันอาจจะเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับใครหลาย ๆ คนด้วยปัจจัยอย่างอื่น แต่ขอให้คุณเจียดเวลา เสาร์อาทิตย์ก็ได้ 2 วันต่อสัปดาห์ สักเช้านึงลงทุนตื่นเช้า ตื่นสัก 6 โมง อย่างอ๋อเนี่ยข้อดีคือเป็นคนตื่นเช้า พอตื่นเช้าจะมีเวลาชีวิตมากขึ้น 6 โมงตื่นมาไปวิ่งฟิตเนสก็ได้ เริ่มจาก 2 กม. ก่อนวันนี้เหนื่อยแล้วพอ วันต่อมา 3 กม. อาทิตย์หน้า 4 กม. ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นก็ได้ ไม่ต้องมีเทรนเนอร์ก็ได้เพราะว่าเราก็ไม่ได้ต้องการหุ่นเป๊ะเป็นดารานางแบบ แต่ถ้าเราไปวิ่งบ้าง ไปยกเวทบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เปิด Youtube ดูก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้โลกโซเชียลคุณสามารถหาความรู้ได้

Balance การกินกับการออกกำลังกาย กินให้น้อยกว่าที่ใช้แล้วคุณจะผอมเอง หลักการง่าย ๆ เลยค่ะไม่ต้องไปพึ่งยาลดความอ้วนเลย อ๋อขอบอกเลยว่าเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เคยลองเหมือนกันยอมรับ แล้วผลคือ คุณก็จะผอมแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สุดท้ายมันก็จะกลับมาอีก

Balance สมดุลระหว่างการกิน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้คุณก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความสุข เฟรชกับทุกวันได้ค่ะ