ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-แก้ปัญหานอนไม่หลับ.jpg

การนอนหลับอย่างพอเพียงและเต็มอิ่ม ล้วนมีแต่ผลดีต่อสุขภาพ แต่การจะได้นอน 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน เพราะมีผลต่อเนื่องมาจากไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบผิด ๆ ซึ่งอาจทำให้ตารางการนอนของคุณแปรปรวน ติดขัด นอนไม่หลับ นอนไม่พอ ง่วงในเวลาที่ควรตื่นและตื่นในเวลาที่ควรนอน เพราะฉะนั้น มาเริ่มต้นแก้ไขกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อสุขภาพการนอนหลับที่ดี 

 

ตื่นนอนให้เป็นเวลา

การตื่นนอนในเวลาเดียวกันเป็นประจำร่างกายจะเกิดการจดจำ ไม่สับสน ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อารมณ์แจ่มใส จากเรื่องนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การเลือกนอนต่อ แม้ว่าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก อาจส่งผลเสียต่อรอบของวงจรการนอนหลับของคุณได้ เพราะฉะนั้นควรตัดใจ ไม่อิดออดและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

 

“ชั่วโมงแรกของวัน” จัดเป็นชั่วโมงทอง

ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน จะเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการเตรียมร่างกายให้พร้อมในการทำภารกิจประจำวัน คุณอาจเริ่มด้วยการดื่มน้ำซักแก้วออกกำลังกายเบา ๆ สัก 20 – 60 นาที หรือเดินเล่นรับแสงอาทิตย์ยามเช้า เพื่อให้ร่างกายตื่นตัวอย่างเต็มที่

 

รับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์

มีหลาย ๆ การศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารเช้าดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีเวลามากน้อยแค่ไหน คุณยังจำเป็นต้องจัดเวลา จัดหาวิธีการที่จะทำให้คุณรับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าของสารอาหารครบเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ และอย่าลืมทานอาหารครบ 5 หมู่ในมื้ออื่น ๆ ด้วย

 

กาแฟแก้วแรก ควรห่างจากเวลาตื่นนอน

หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำทุกเช้า คุณควรดื่มกาแฟหลังจากตื่นนอนอย่างน้อย 90 นาที เพราะถ้าหากช่วงเวลาดังกล่าวสั้นกว่านั้น เช่น ตื่นนอนแล้วดื่มกาแฟเลย แทนที่คาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นให้คุณตื่นได้อย่างเต็มตา มันอาจให้ผลในทางตรงข้ามได้

 

ดื่มน้ำตลอดวัน

คุณอาจจะทำงานเพลินไปหน่อย หรือลุกเดินอยู่เรื่อย ๆ อย่าลืมแวะเติมน้ำสะอาด ๆ เข้าร่างกายตลอดทั้งวัน เพื่อสุขภาพที่ดีและการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

 

ทานอาหารเที่ยง อย่างมีคุณภาพ

แน่นอนคุณยังต้องใช้พลังงานในช่วงบ่าย การเลือกอาหารชนิดที่ทำให้อิ่มได้นานและแคลอรี่ต่ำ เป็นสิ่งที่แนะนำ เช่น  สุกี้ ต้มยำ เกาเหลา อกไก่ ถ้าเป็นไปได้การทานอาหารเที่ยง พร้อมรับแสงแดดและอากาศสดชื่น จัดเป็นวิธีฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้อีกทาง

 

หาเวลาเดิน เพื่อช่วยย่อยอาหาร

อย่าลืมหาเวลาเดินหลังจากอิ่มบ้าง การรีบกลับมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานต่อในช่วงบ่าย อาจทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารมีปัญหาได้ หมั่นขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะนำคุณไปสู่การนอนหลับได้อย่างดีในเวลากลางคืน

 

หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน หรือชาเขียวในช่วงบ่าย

พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง ในช่วงบ่าย สำหรับคาเฟอีน ร่างกายจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเผาผลาญ ซึ่งอาจทำให้มันหลงเหลือไปกระทบกับคุณภาพการนอนหลับของคุณ

 

งีบหลับระหว่างวันบ้าง

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การงีบหลับสั้น ๆ ยามบ่ายสัก 20 – 30 นาที จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับสมองรวมถึงร่างกายของคุณ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างคน รวมถึงความสะดวกในการทำ ทั้งนี้ การงีบหลับถ้านานเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อวงจรการนอนหลับ ทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ เกิดสภาพนอนไม่พอเวลากลางวันได้

 

วิตามินและอาหารเสริม ช่วยการนอนหลับ

สำหรับผู้ที่เหมาะสม การทานวิตามินและอาหารเสริมอาจช่วยเรื่องการนอนของคุณ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประโยชน์สูงสุดในการทาน

 

แบ่งเวลาการทำงานกับการพักผ่อน

รีบทำงานให้เสร็จสิ้นในเวลางาน แล้วใช้เวลาเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ควรทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกินไป สมองอาจเบลอ ร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าจนอาจทำให้วงจรการนอนหลับผิดเพี้ยน เช่นเดียวกัน อาจทำให้เกิดสภาพกลางคืนนอนไม่หลับ กลางวัยเกิดอาการนอนไม่พอได้

 

ทานอาหารมื้อเย็นเสร็จอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน

เพื่อการย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพ ไม่อึดอัดเวลานอน และไม่เสี่ยงในการเป็นโรคกรดไหลย้อนคุณจะไม่มีความสุขในการนอนเลยถ้ามีอาหารเต็มอยู่ในระบบย่อยอาหารขณะนอน

 

หยุดใช้โทรศัพท์ก่อนเข้านอน

จริง ๆ หมายรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด คุณควรปิดก่อนเข้านอนเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพราะแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านั้นจะทำให้สมองของคุณหยุดสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมตัวสำหรับการพักผ่อน ผลคือคุณอาจรู้สึกตื่นตัว จนนอนไม่หลับ

 

อ่านหนังสือก่อนนอน

เพื่อเสริมสร้างสมาธิ ทำให้สามารถนอนหลับได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

 

หากคุณทำทุกข้ออย่างครบถ้วน แต่การนอนหลับของคุณยังคงได้ไม่ดี ควรไปพบและปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข ดีกว่าปล่อยไว้นะคะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา www.prevention.com
ภาพประกอบ www.freepik.com


-และพฤติกรรมสุขภาพ-re2.jpg

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า แบบแผนการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์นั้น  เป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพมากที่สุด โดยส่งผลทั้งในทางดีและไม่ดีต่อสุขภาพ มีข้อมูลพบว่าร้อยละ 50 ของประชาชนที่เสียชีวิตในอเมริกามีสาเหตุมาจากการมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง (Walker et al 1988 :89)

 

แบบแผนการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับสุขภาพ

แบบแผนการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ สามารถจัดแบ่งได้หลาย ๆ หัวข้อ อาทิ แบ่งจากพฤติกรรมที่ต้องทำเป็นกิจวัตรประจำวัน กับไม่เป็นกิจวัตรประจำวัน แบ่งจากพฤติกรรมสุขภาพในวัยทำงาน วัยเด็กและวัยสูงอายุ  ในบทความนี้จะพูดถึงพฤติกรรมที่เป็นและไม่เป็นกิจวัตรประจำวัน

พฤติกรรมเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล เป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติเพื่อการมีอนามัยที่ดี เช่น การแปรงฟัน การอาบน้ำ ความสะอาดของเสื้อผ้า การสระผม การดูแลสุขภาพของผิวหนัง การดูแลความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เป็นกิจวัตรประจำวันที่บุคคลปฏิบัติ ซึ่งหากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเหงือก

พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก เช่น การรับประทานของขบเคี้ยวบางอย่างทำให้ฟันผุ การไม่รับประทานผักและผลไม้ ทำให้มีกากอาหารน้อย ทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดทำให้ท้องเสีย รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ปลาดิบ ก้อย ปลา ทำให้เป็นโรคพยาธิ บางคนชอบอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เป็นโรคอ้วน จากการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับปัจจัยซึ่งมีความสัมพันธ์กับอัตราตายในวัยผู้ใหญ่พบว่า 2 ใน 7 ประการ เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยเป็นเรื่องของ อาหารเช้าและน้ำหนักตัว (Breslow Engstrom : 1980 quoted in Kulbok, Earls, and Montgomery 21-35)

พฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ผู้ที่ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา ถ่ายลำบาก อุจจาระมีลักษณะแข็งต้องเบ่งถ่ายอุจจาระ มีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วย เป็นโรคริดสีดวงทวาร สูงกว่าคนที่มีการขับถ่ายเป็นเวลาและถ่ายสะดวก นอกจากนี้พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะทำให้เกิดเป็นโรคติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ ได้ง่าย

พฤติกรรมการพักผ่อนและการนอนหลับ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ผู้ที่พักผ่อนหรือนอนหลับไม่เพียงพอจะมีผลเสียต่อสุขภาพคือ ถ้าอดนอน 48 ชั่วโมง ร่างกายจะผลิตสารเคมีซึ่งมีโครงสร้างคล้าย เอส ดี 25 (D. 25) สารนี้มีผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ที่อดนอนจะรู้สึกหนักมึนศีรษะ รู้สึกเหมือนตัวลอย ควบคุมสติไม่ได้ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ถ้าอดนอน 4 วัน ร่างกายจะไม่ผลิตสารที่สร้างพลังงานแก่เซล ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้มีการปล่อยพลังงานออกมา เป็นเหตุให้ร่างกายอ่อนเพลีย ต่อมาจะเกิดอาการสับสน ประสาทหลอน และปรากฏอาการทางจิตขึ้น (Hayter 1980 quote in Murray and Zentner, 1985:412)

พฤติกรรมทางเพศ การตอบสนองความต้องการทางเพศ เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพได้ ถ้าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้อง เช่น สำส่อนทางเพศ พฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือมีพฤติกรรมทางเพศแบบวิตถาร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งจากโรคติดเชื้อ เช่น กามโรค โรคเอดส์ หรือร่างกายได้รับบาดเจ็บจากการร่วมเพศ แบบวิตถารหรือรุนแรงถึงขนาดสูญเสียชีวิตจากการฆาตกรรม เพราะความรักและความหึงหวงได้

พฤติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคน แต่อาจเป็นพฤติกรรมประจำของบางคน และส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การกินยาบ้า การขับรถเร็ว

  • พฤติกรรมการสูบบุหรี่พบว่าทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ สู่มะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป เพศหญิงที่สูบบุหรี่ขณะรับประทานยาคุมกำเนิดจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองมากยิ่งขึ้น และถ้าตั้งครรภ์ บุตรในครรภ์จะมีน้ำหนักตัวน้อย
  • พฤติกรรมการดื่มเหล้า ทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นตับแข็ง มากกว่าบุคคลทั่วไป นอกจากนี้เหล้ายังเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงผลเสียที่ตามมาในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายประการ
  • การกินยาบ้า ยาบ้าเป็นยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามิน (amphetamine) เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงสามารถทำงานต่อไปได้ ทั้ง ๆ ที่สภาพจริง ๆ ของร่างกายต้องการพักผ่อน ทำให้เกิดผลเสียมากมาย เช่น ประสาทหลอน เกิดอุบัติเหตุ คดีอาชญากรรม
  • การขับรถเร็ว ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้อุบัติเหตุแต่ละครั้ง มีการบาดเจ็บที่รุนแรง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.healthcarethai.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


-งานกับชีวิต.jpg

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่งานทำให้สมดุลในชีวิตลดลง คุณภาพชีวิตโดยรวมลดลง ถึงเวลาแล้วที่คุณควรแก้ไข ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการออกจากงาน แต่เป็นการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

เคล็ดลับที่อาจช่วยให้ชีวิตสมดุลยิ่งขึ้น

  • หากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ การปลีกตัวอยู่เพียงลำพัง เป็นแหล่งสะสมความเครียด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเชื่อมโยงกับคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเครียดหรือภาวะเป็นพิษ คุณจะต้องหากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การพบปะเพื่อนฝูงดื่มกาแฟกัน เข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ คุณสามารถเข้ากลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” บางครั้งความเครียดมาจากการไม่สามารถกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเองได้ เมื่อได้รับการร้องขอในเรื่องต่างๆ คุณอาจรู้สึกผิดที่จะพูดว่า “ไม่” โดยติดกับคำพูดว่า “ใช่” ซึ่งอาจทำให้คุณติดกับดักได้ ดังนั้น ถึงเวลาที่จะคิดใหม่กับคำว่า “ไม่ได้” เริ่มต้นสัปดาห์นี้เพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต หัดพูดว่า “ไม่” กับการถูกขอร้องหรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดความเครียดและความไม่สมดุลในชีวิต
  • มองเข้าไปข้างในตัวเอง คุณไม่สามารถแยกสุขภาพกาย ออกจากสุขภาพใจได้ โดยถ้าสุขภาพใจไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอก็ตาม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตใจ อารมณ์ของตนเอง ถ้าพบว่ามันไม่ดีหรือเปลี่ยนแปลงไป มีวิธีแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ระบายสี วาดภาพ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยสามารถติดตามได้จากหน้ากิจกรรมและกลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • ปรับไลฟ์สไตล์ให้ดูแลตัวเอง คุณควรปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้ส่งเสริมการสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อมีแล้วก็ทำจนชิน ให้ติดเป็นนิสัย เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละครั้ง นวดแผนโบราณเดือนละครั้ง  ฟังเพลงสไตล์ที่ชอบ 2 – 3 วันครั้ง  พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างน้อยเดือนละครั้ง อ่านหนังสือทุกวัน เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม บ่อยครั้งการรีบร้อน ทำให้เกิดความเครียด แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุด มีเทคนิคในการจัดเวลาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

 

คุณควรมีแนวทางในการใช้ชีวิต ให้ได้ความสมดุลกับความคาดหวังหรือเป้าหมายในชีวิตของคุณ แต่ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายนั้น อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วอย่าลืมฝึกทักษะการรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดหมายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


-edit.jpg

ปรากฏการณ์การใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันโดย ไม่ได้แต่งงาน หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาของชายและหญิงที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมการ แต่งงานในทางกฎหมาย (cohabitation) นั้นไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเป็นลักษณะเฉพาะในสังคมตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

 

ซึ่งต่างก็มีรูปแบบของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานแตกต่างกันไป ในแต่ละสังคมและแนวโน้มของการอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานกำลังทำให้การแต่งงานลดน้อยลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

ปรากฏการณ์อยู่ก่อนแต่ง (อเมริกัน)

ในสังคมอเมริกันการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกันนี้ มีความหมายถึง “การอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน” ซึ่งถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการเกี้ยวพาน (courtship) ก่อนที่จะมีการตัดสินใจแต่งงานกันมากกว่าที่จะมองว่ามันเป็นรูปแบบทางเลือกของการแต่งงาน (alternative form of marriage)

ทั้งนี้เนื่องจากในวัฒนธรรมของสังคมอเมริกันนั้นการอยู่ร่วมกันโดย แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมั่นคงระหว่างคู่สมรส และถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเกี้ยวพาน นั่นคือผู้ที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานส่วนใหญ่จะแต่งงานกันภายในช่วงเวลา หนึ่งถึงสองปีหลังจากที่ใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันหรือไม่ก็ยุติความสัมพันธ์ไปเลย และจากการศึกษาของเดวิด และบาร์บาร่า(David Popenoe and Barbara Dafoe Whitehead.2002:5) กล่าวว่า หลังจาก 5 ปี ถึง 7 ปี ของคู่หญิงชายที่อยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน จะแยกทางกันถึงร้อยละ 39 แต่งงานกันร้อยละ 40 และร้อยละ 21 ก็ยังคงอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน และเดวิดกับบาร์บาร่ายังพบว่า การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานในสังคมอเมริกันนับเป็นวิถีชีวิตของการใช้ชีวิตครอบครัวแบบใหม่ที่กำลังมีความสำคัญสำหรับสังคมอเมริกัน ซึ่งคำนิยามง่ายของการอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงานนั้น เป็นการแสดงถึงสถานะของคู่ชีวิตที่เป็นพวกรักเพศเดียวกัน หรือรักเพศที่ต่างกันซึ่งอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานและมีการใช้ชีวิตร่วมกัน

ซึ่งในปีค.ศ.2000 คู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานในประเทศอเมริกา มีจำนวนทั้งสิ้น 4,750,000 คู่ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 500,000 คู่จากปีค.ศ.1960 และ 1 ใน 4 ของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตคู่โดยไม่ได้แต่งงานในลักษณะนี้มีอายุระหว่าง 25-39 ปี และยังพบว่าคนหนุ่มสาวระดับอุดมศึกษาเห็นด้วยกับการใช้ชีวิตคู่ในลักษณะนี้

 

ปรากฏการณ์อยู่ก่อนแต่ง (ยุโรป)

ส่วนประเทศแถบยุโรปการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของชายและหญิงฉันท์สามีภรรยาใน ลักษณะนี้หมายถึง “การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน” (โสพิณ หมูแก้ว.2544: 2 อ้างอิงจาก Macklin.1987:320-321) ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิต (alternative lifestyle) โดยมีฐานะเป็นสถาบันทางสังคมหนึ่ง ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เบี่ยงเบน แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเต่งงานและไม่ใช่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเกี้ยวพาน ด้วย เช่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์หรือประเทศอื่น ๆ ที่การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานได้กลายเป็นสถาบัน (institutionalized) อันหนึ่ง ซึ่งการอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานกับการแต่งงานไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่ อย่างใด วิถีการดำเนินชีวิตทั้งสองรูปแบบมีความเหมือนกันในแง่ของการมีความสัมพันธ์ ทางเพศอันเป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่าจะมองในเรื่องของความผูกพันและความ มั่นคงระหว่างชายหญิง ส่วนในประเทศสวีเดนมีประมาณร้อยละ 20 ของผู้ที่อยู่ร่วมกันโดยไม่มีการแต่งงานกันเลยแต่ก็จะมีส่วนหนึ่งที่แต่งงาน กันภายหลังซึ่งหลังจากที่อยู่ด้วยกันมานานและมีลูกด้วยกันแล้ว

 

ปรากฏการณ์อยู่ก่อนแต่ง (ไทย)

สำหรับในสังคมไทยนั้น การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาของคู่ชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ยังมีการศึกษาอย่างเป็นระบบค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็เป็นลักษณะของการรับรู้จากสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ รายการโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งลักษณะการรับรู้ดังกล่าวจะเป็นในรูปแบบของ “การอยู่ก่อนแต่ง” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทยและมีแนวโน้มการเกิด ปรากฏการณ์นี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และจากการศึกษาพบว่า ในจำนวนคู่หญิงชายที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพียงร้อยละ 52 เท่านั้นที่มีการจดทะเบียนสมรส (นภาพร ชโยวรรณ, มาลินี วงสิทธิ์ และวิภรรณ ประจวบเหมาะ.2538: บทคัดย่อ)

เหตุผลหนึ่งของการอยู่ร่วมกันแบบนี้เพื่อ “ทดลอง” ว่าจะไปด้วยกันได้หรือไม่ และหากมีปัญหาก็จะเลิกกันได้ง่าย การอยู่ร่วมกันแบบนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคู่สิ้นสุดลงได้ง่ายเพราะ ไม่มีพันธะทางกฎหมายที่จะยึดเหนี่ยวกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของเดวิด และบาร์บาร่า (David Popenoe and Barbara Dafoe Whitehead.2002:4) ที่พบว่า การอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงานของคู่ชายหญิง ซึ่งในระยะยาวจะมีความผูกพันกันต่ำ อีกทั้งมีแรงจูงใจต่ำในการที่พัฒนาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และขาดทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตคู่ และงานวิจัยของมาโนช หล่อตระกูล. (2544:37-48) ที่ศึกษาเรื่อง สภาพปัญหาและ การปรับตัวในชาย-หญิง ผู้พยายามฆ่าตัวตาย พบว่าปัญหากดดันที่สำคัญของเพศหญิง คือ คู่ครองนอกใจ ถูกทุบตีร่างกาย คู่ครองไม่ไว้วางใจ และอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงาน

ทั้งนี้จากที่กล่าวมาไม่ได้หมายถึงว่าการอยู่ก่อนแต่งเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ถึงแม้ว่า ตัวผู้เขียนจะได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้มาแล้วในแง่มุมของ ประสบการณ์ความขัดแย้งในการใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนอในการประชุม “ศรีนครินทรวิโรฒวิชาการ” ครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21-23 มกราคม 2552

เนื่องจากการศึกษาที่กล่าวมายังเป็นเพียงในแง่มุมหนึ่งของประเด็นที่สนใจ และในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งมักมีหลายมิติ หรือหลายแง่มุม แต่บทความชิ้นนี้เพียงแต่มุ่งเสนอความเป็นไป และสิ่งที่เกิดขึ้นในบางแง่มุมของปรากฏการณ์นี้เท่านั้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ดร. เทวิกา ประดิษฐบาทุกา.(2010).ปรากฏการณ์อยู่ก่อนแต่ง.12 ธันวาคม 2559.
แหล่งที่มา: http://www.gotoknow.org/posts/304397
ภาพประกอบจาก: www.clipmass.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก