ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

แบ่งตามลักษณะการใช้

  • ชนิดฉีด
  • ชนิดกิน

 

แบ่งตามลักษณะของ antigen

  • ชนิดเชื้อตาย (killed vaccine)
  • ชนิดเชื้อเป็น (live attenuated vaccine)

 

วัคซีนชนิดเชื้อตาย (killed vaccine) อาจแบ่งออกได้เป็น

  • Whole-cell vaccine เช่น วัคซีนไทฟอยด์ วัคซีนอหิวาต์ และวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า
  • Subunit vaccine การนำเอาชิ้นส่วนของจุลชีพมาใช้ทำวัคซีน เช่น
    • ผลิต Antigen โดย extract จากเชื้อจุลชีพโดยตรง เช่น Plasma-derived hepatitis B vaccine
    • ผลิต antigen โดยวิธี recombinant DNA technology เช่น Yeast-derived hepatitis B vaccine
    • สังเคราะห์ antigen ในหลอดทดลอง (peptide synthetic vaccine)
  • Killed whole cell-subunit vaccine เช่น Oral B subunit-whole cell cholera vaccine
  • Toxoid ผลิตจาก toxin ของแบคทีเรีย เช่น tetanus toxoid และ diphtheria toxoid
  • Anti-idiotypic vaccine โดยนำ antigen ไปฉีดกระตุ้นให้มีการสร้าง antibody จากนั้นนำ antibody (Ab1) ฉีดเข้าสัตว์ทดลองอีกครั้ง สัตว์ทดลองจะสร้าง anti-idiotypic antibody (Ab2) ซึ่งจะมีลักษณะภายใน (internal image) เลียนแบบคล้ายเป็น antigen ตัวเริ่มต้น (antigen-mimic) นำไปผลิตเป็นวัคซีนที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพก่อโรคต้นกำเนิดได้ วัคซีนชนิดนี้อยู่ในขั้นศึกษาทดลอง
  • Nucleic acid vaccine ปัจจุบันมีการศึกษาในสัตว์ทดลอง นำ DNA ที่มี gene ของเชื้อโรคที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่สามารถกระตุ้นให้เกิด protective antibody ฉีดเข้าไปใน host cell เพื่อให้มีการสร้างโปรตีนที่ต้องการขึ้นในร่างกาย และเป็น antigen กระตุ้นให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้น จากการศึกษาในสัตว์ พบว่า nucleic acid vaccine สามารถนำเข้าสู่ host ได้หลายวิธี เช่น นำ DNA มา coat บน gold particles เล็ก ๆ และยิงเข้าสู่ skin cell โดยใช้ special DNA gun หรืออาจทำได้โดยการเชื่อม DNA เข้ากับสารไขมันที่เรียกว่า cationic lipids เข้าสู่ host โดยการพ่นในรูป aerosol ทางจมูก หรือคอ

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่พัฒนาการผลิตวัคซีนในรูปของผักผลไม้ ซึ่งจะเป็นการให้วัคซีน โดยการรับประทาน (oral immunization) โดยอาศัยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม และ transgenic plants เช่น ต้นยาสูบและมันฝรั่ง ผักผลไม้ที่มี protein antigen สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ได้ วัคซีนที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาทด ลองใช้กับวิธีดังกล่าว ได้แก่ hepatitis B vaccine และ cholera vaccine เป็นต้น

 

วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (live attenuated vaccine)

วัคซีนประเภทนี้ทั้งหมดเป็น whole cell vaccine ผลิตโดยนำจุลชีพจากธรรมชาติที่ยังมีฤทธิ์ก่อให้เกิดโรค มาทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือลดความรุนแรงลง แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ วิธีการทำให้จุลชีพอ่อนฤทธิ์ มีดังนี้

  1. การเพาะเลี้ยงไปเรื่อย ๆ จนจุลชีพอ่อนฤทธิ์
  2. การ treat จุลชีพด้วยสารเคมีบางชนิด
  3. การ treat ด้วยแสง UV
  4. การใช้ recombinant DNA tecnology เปลี่ยนแปลงสภาพ gene ฃองจุลชีพ

ปัจจุบันการผลิต live anttenuated vaccine ยังผลิตได้ในรูปของ hybrid vaccine โดยการ insert gene ที่สามารถ express antigen ของจุลชีพก่อโรคชนิดหนึ่งเข้าไปอยู่ในจุลชีพอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอ่อนฤทธิ์ลงแล้ว นำจุลชีพอ่อนฤทธิ์ที่มีการ insert gene มาผลิตเป็นวัคซีน เมื่อวัคซีนเข้าสู่ร่างกายก็จะมีการสร้าง antigen ที่ควบคุมโดย gene ที่ insert กระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพที่เป็นเจ้าของ gene

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2010).ประเภทวัคซีน.10 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา: www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก: www.healthimpactnews.com


active-passive-immunity.jpg

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทำได้ 2 แบบ คือ แบบ active (กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง) และแบบ passive (ให้ภูมิคุ้มกันของคน หรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย) การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแบบ active ได้แก่ การให้วัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย อาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 ท็อกซอยด์ (toxoid)

ใช้ป้องกันโรคที่เกิดขึ้นเป็นผลจากพิษ หรือท็อกซินของแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น โรคคอตีบ หรือโรคบาดทะยัก ทำได้โดยทำให้พิษของแบคทีเรียหมดไป แต่ความสามารถให้การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยังมีอยู่ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

โดยทั่วไปเมื่อฉีดพวกนี้เข้าไปจะไม่มีไข้ หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่ นอกจากเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีเช่นนี้อาจเกิดปฏิกิริยาอิมมูนบริเวณที่ฉีด ทำให้มีอาการบวมแดง เจ็บบริเวณที่ฉีด และมีไข้ได้

 

กลุ่มที่ 2 วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated หรือ killed vaccine)

  • ทำจากแบคทีเรีย หรือไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว (whole cell vaccine) พวกที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดจากปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด บางครั้งอาจมีไข้ด้วย อาการมักจะเริ่มเกิดหลังฉีด 3 – 4 ชั่วโมง และจะมีอยู่ประมาณ 1 วัน บางครั้งอาจมีปฏิกิริยาอยู่นานถึง 3 วัน ตัวอย่างของวัคซีนในกลุ่มนี้ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไอกรน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนพวกนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แช่แข็ง เพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ
  • ใช้เฉพาะส่วนของแบคทีเรีย หรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันเท่านั้นมาทำเป็นวัคซีน (subunit vaccine) เช่น วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี วัคซีนป้องกัน  โรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนป้องกัน ไทฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine)

 

กลุ่มที่ 3 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live attenuated vaccine)

เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับไวรัส ส่วนวัคซีนสำหรับแบคทีเรียที่ใช้แพร่หลาย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) วัคซีนป้องก้นโรคไข้ไทฟอยด์ชนิดกิน ส่วนวัคซีนสำหรับไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคสุกใส วัคซีนในกลุ่มนี้เมื่อให้เข้าไปในร่างกายแล้ว จะยังไม่มีปฏกิริยาทันที จะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด จะมีอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 ถึงวันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ให้ดีเป็นพิเศษ เพราะถ้าเชื้อตายการให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เช่น ได้รับอิมมูโนโกลบุลิน หรือเดิมที่เรียกกันว่า แกมมาโกลบุลิน อาจขัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีน การให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องระวัง ถ้าให้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ หรือผู้ที่ได้รับยา หรือสารกดภูมิคุ้มกันอยู่ อาจมีอันตรายได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค.24 มีนาคม 2559.
แหล่งที่มา: www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก: www.psychcentral.com


vaccine-1.jpg

คุณผู้อ่านอาจคุ้นหูกับคำว่าวัคซีนกับเซรุ่มกันมาบ้าง แต่บางครั้งก็อาจรู้สึกสับสนกับความหมายของคำสองคำนี้ วันนี้เรามาคุยกันถึงคำ 2 คำนี้กันครับ

 

วัคซีน (Vaccine)

เป็นยาชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือถูกทำให้มีฤทธิ์อ่อนลงจนไม่เป็นอันตราย ใช้สำหรับฉีด หรือกิน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อนั้น ๆ เช่น วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคคอตีบ ก็ประกอบด้วยเชื้อคอตีบ (ซึ่งเป็นแบคทีเรีย) ที่ตายแล้ว เมื่อเอามาฉีดให้เด็กขณะที่ยังแข็งแรงดี ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคคอตีบ ต่อมาถ้าหากเด็กคนนี้อยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคคอตีบ แม้จะรับเชื้อเข้ามา ก็มีภูมิคุ้มกันคอยช่วยทำลายเชื้อคอตีบที่อาจจะรุกล้ำเข้ามาได้ ก็จะไม่เกิดเป็นโรคคอตีบ

เปรียบเสมือนการซ้อมรบของกองทหาร คือ เอาศัตรูปลอม ๆ (เทียบได้กับวัคซีน) ทำทีว่าเข้ามารุกรานประเทศของเรา เพื่อให้ทหารหาญของเรา (เทียบได้กับเม็ดเลือดขาว และกลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน) เกิดความตื่นตัว และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับศัตรู เมื่อเกิดมีศัตรูจริง (เทียบได้กับภูมิคุ้มกัน) เข้ามา ทหารหาญของเราที่เตรียมพร้อม (ภูมิคุ้มกันโรค) ก็จะทำลายศัตรูได้ฉับพลันทันที ในปัจจุบันมีโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น วัณโรค ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ พิษสุนัขบ้า ตับอักเสบจากไวรัสชนิดบี สมองอักเสบ เป็นต้น

 

เซรุ่ม (Serum)

เป็นของเหลวสีเหลืองใส ที่สกัดจากเลือดม้า หรือเลือดคนที่มีภูมิคุ้มกันโรคเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว (ซึ่งเตรียมขึ้นโดยการฉีดเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือมีฤทธิ์อ่อนเข้าไปในม้า หรือคน เพื่อกระตุ้นให้ม้า หรือคนนั้นสร้างภูมิคุ้มกันโรค แล้วก็เอาเลือดของม้าหรือคนนั้นมาสกัดอีกที)

การฉีดเซรุ่มเข้าไปในคน ก็เท่ากับเอาภูมิคุ้มกันโรคจากม้า หรือคนมาใช้แทนร่างกายของเรา ในการทำลายเชื้อโรค จึงมักจะฉีดหลังจากที่ร่างกายติดเชื้อโรคชนิดหนึ่งชนิดใดเข้าไปแล้ว

เปรียบเสมือนประเทศที่ถูกข้าศึกรุกราน (เทียบได้กับการติดเชื้อ) แล้วขอร้องให้กองทัพพันธมิตร (เปรียบได้กับเซรุ่ม) เข้ามาช่วยทำลายข้าศึก (เชื้อโรค) นั่นเอง โรคที่สามารถใช้เซรุ่มช่วยในการรักษา เช่น บาดทะยัก คอตีบ พิษสุนัขบ้า พิษงู เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุป

วัคซีน เป็นเชื้อโรคที่ไม่มีพิษ ฉีด หรือกินเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมาเอง จะให้เมื่อร่างกายแข็งแรง (ยังไม่ได้รับเชื้อ หรือได้รับเชื้อในระยะแรก) และต้องรอเวลาให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะอยู่คงทนถาวรตลอดไป

เซรุ่ม เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ได้โดยตรงจากเลือดของสัตว์ หรือคนอื่น ๆ ฉีดให้ร่างกายหลังจากติดเชื้อในระยะที่อาจเป็นอันตราย ได้ผลทันทีต่อการต่อสู้กับเชื้อโรค แต่จะอยู่ได้เพียงระยะสั้น ๆ ก็สลายตัวไป มักจะใช้กับคนที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนต่อโรคนั้น ๆ มาก่อน

ข้อเสียของเซรุ่ม คือ ทำให้ร่างกายแพ้ยา ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้ เพราะเป็นเลือดของสัตว์ หรือคนอื่น ส่วนวัคซีนไม่ทำให้เกิดการแพ้ที่เป็นอันตราย โดยแพทย์จะเลือกใช้วัคซีนสำหรับการป้องกันโรคในระยะยาว และใช้เซรุ่มสำหรับการรักษาโรคติดเชื้อที่อยู่ในระยะที่อาจเป็นอันตราย

ถ้าไม่อยากเสี่ยงต่อการแพ้เซรุ่ม ก็ควรรีบหาทางฉีดวัคซีนเสียแต่เนิ่น ๆ กันเถอะครับ!

 

ข้อมูลจาก: ภาษิต ประชาเวช. นิตยสารหมอชาวบ้าน. 2529. “วัคซีน/เซรุ่ม”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา: www.doctor.or.th


.jpg

ปัจจุบันวิธีการผลิตวัคซีนมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก อาจแบ่งวิธีการผลิตตามเทคโนโลยีการผลิต antigen ได้เป็น 4 วิธี คือ

 

1. First generation vaccine production

เป็นการผลิตวัคซีนแบบดั้งเดิม (conventional method) ที่ใช้การผลิตวัคซีนทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • Killed vaccine หรือ Inactivated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาทำให้ตาย เช่น วัคซีนไทฟอยด์ อหิวาต์ ไอกรน โรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโปลิโอชนิดฉีด เป็นต้น
  • Live attenuated vaccine Antigen ได้จากการนำเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค มาทำให้อ่อนกำลังลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ เช่น วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน และวัคซีนไข้เหลือง เป็นต้น
  • Toxoid Antigen ได้จากการทำให้ toxin ที่ตัวเชื้อก่อโรคสร้างขึ้นหมดความเป็นพิษลง เช่น ท๊อกซอยด์บาดทะยัก และท๊อกซอยด์คอตีบ เป็นต้น
  • Subunit Vaccine Antigen ได้จากการแยกชิ้นส่วนของเชื้อก่อโรคตามธรรมชาติ เช่น plasma-derived hepatitis B vaccine ได้จากการนำส่วน HBsAg ของ hepatitis B virus หรือการนำส่วน polysaccharide ของเชื้อ meningococcus และเชื้อ pneumococcus มาผลิตเป็น meningococcal vaccine และ pneumococcal vaccine

 

2. Second generation vaccine production Antigen

เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งได้จากการผลิตในสิ่งมีชีวิต โดยอาศัยความรู้ด้าน molecular biology และ recombinant DNA tecnology เช่น yeast-derived recombinant hepatitis B vaccine

 

3. Third generation vaccine production

Antigen เป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรค ซึ่งผลิตในหลอดทดลอง โดยขบวนการทางเคมีและฟิสิกส์ วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

4. Forth generation vaccine production Antigen

เป็น DNA ของเชื้อโรคที่ควบคุมการสร้างโปรตีน ที่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ เรียกวัคซีนประเภทนี้ว่า nucleic acid vaccine หรือ DNA vaccine วัคซีนที่ผลิตโดยวิธีการนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: dmsc.(2009).เทคโนโลยีการผลิตวัคซีน.22 ธันวาคม 2557.
แหล่งที่มา: www.biology.dmsc.moph.go.th
ภาพประกอบจาก: www.thaicancerj.wordpress.com


-19-ต้องทำอย่างไรบ้าง.jpg

เชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ในละอองฝอย และตามพื้นผิววัสดุต่าง ๆ  สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก ตา ช่องทางหลักที่เชื้อเข้าสู่ปอด วิธีการป้องกันมีดังนี้

 

การลดการสัมผัสเชื้อโดยเคร่งครัด 3 ประการ คือ

  • สวมหน้ากากอนามัย
    เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำลาย น้ำมูก เสมหะจากการไอ จาม ของผู้สวมใส่แพร่กระจายสู่อากาศภายนอก ทำให้ผู้ใกล้ชิดติดเชื้อได้ และช่วยป้องกันไม่ให้ละอองฝอยจากผู้ที่ไอหรือจามเข้าสู่ร่างกายผู้สวมใส่ด้วย โดยเลือกประเภทหน้ากากอนามัย การใส่ ทำความสะอาดและทิ้งอย่างถูกต้อง

    .
    สวมหน้ากากอนามัย.
    ประเภทหน้ากากอนามัยที่เหมาะสม

    • กรณีมีอาการทางเดินหายใจ ให้ใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่มีชั้นกรองตรงกลางเท่านั้น และควรเปลี่ยนใหม่ทุกวัน มีข้อมูลว่าการสวมหน้ากากอนามัย แล้วสวมทับด้วยหน้ากากผ้า ทำให้การป้องกันดียิ่งขึ้น
    • กรณีไม่มีอาการ เลือกใช้หน้ากากที่สามารถป้องกันละอองฝอยทะลุผ่านได้ เช่น หน้ากากอนามัยทั่วไป หน้ากากอนามัยกันฝุ่น กันกลิ่น หน้ากากผ้า เป็นต้น สำหรับหน้ากากผ้าต้องซักทุกวัน ด้วยน้ำอุณหภูมิสูง 60 – 80 องศา ตากแดดจัดก่อนนำมาใช้ใหม่
  • หลักการสวมใส่: ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ ใส่และถอดโดยจับที่สายคล้อง คล้องสายที่หูโดยไม่จับที่ตัวหน้ากาก ระหว่างการใช้งานไม่จับที่ตัวหน้ากากเช่นเดียวกัน
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ
    หากมีเชื้อโควิดที่มือ เชื้อสามารถผ่านเข้าร่างกายจากการแคะจมูก ขยี้ตา หยิบอาหารด้วยมือเปล่า เป็นต้น
    • วิธีการล้างมือให้ถูกต้อง ให้ใช้น้ำสะอาด ล้างโดยฟอกด้วยสบู่หรือแชมพูล้างมือ (ไม่จำเป็นต้องผสมสารฆ่าเชื้อ) จนขึ้นฟอง ไม่ต่ำกว่า 20 วินาที โดยถูให้ทั่วทั้งหน้าและหลังมือ รวมถึงซอกนิ้ว ซอกเล็บต่าง ๆ ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด
      .
      วิธีล้างมือ.
    • กรณีไม่มีน้ำและสบู่ ใช้แอลกอฮอล์เข้มข้น 60 – 70% ในรูปเจลหรือสเปรย์ ทาให้ทั่วมือที่ไม่เปียก แล้วปล่อยให้แห้งเอง (ถ้ามือเปียก แอลกอฮอล์จะเจือจางจนฆ่าเชื้อไม่ได้) ห้ามล้างหน้าหรือใช้มือล้างอย่างอื่นต่อ เพราะน้ำอาจล้างแอลกอฮอล์ออกหมด
    • หากมือมีคราบสกปรก ควรหาน้ำล้างคราบสกปรกออกก่อน เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่คราบเปื้อนได้
      .
  • เว้นระยะห่างกับผู้อื่นให้เพียงพอ
    การเว้นระยะห่างในทางปฏิบัติ ทำได้โดย

    • การเว้นระยะห่างจากผู้อื่นขั้นต่ำ 1 เมตร และห่างจากคนที่มีอาการไอหรือจาม 2 เมตร
    • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสื่อสารใกล้ชิด เว้นระยะห่างการสื่อสารให้เหมาะสม
    • ไม่หันหน้าเผชิญผู้ติดต่อ ผู้สนทนาในระยะที่ไอ จามใส่กันได้
    • แยกทานอาหารคนเดียว ไม่ทานร่วมกันเป็นหมู่คณะ
    • หลีกเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน การไปในที่มีคนหนาแน่น รีบกลับให้เร็วที่สุด
    • หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ กรณีที่ใช้ให้หันหน้าเข้าผนังหรือตามที่มีสัญลักษณ์ตำแหน่งยืนในลิฟต์
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เช่น ราวบันไดเลื่อน ประตูเปิดปิดร้านสะดวกซื้อ โต๊ะสาธารณะ เป็นต้น เมื่อเจอสถานการณ์ที่ต้องสัมผัสบ่อย ๆ ให้ล้างมือทันที
      .
      การเว้นระยะห่าง.
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19
    การฉีดวัคซีน COVID-19 ได้รับการยืนยันแล้วว่าช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค COVID-19 โดยจะต้องทำควบคู่ไปกับการสวมหน้ากาก ล้างมือให้บ่อย และการเว้นและรักษาระยะห่าง ทั้งนี้มีการศึกษาที่ว่า การฉีดวัคซีนสามารถช่วยลดโอกาสในการติด ลดความรุนแรง และลดโอกาสเสียชีวิตหากติดหลังฉีดลงได้ ผู้ที่สนใจฉีดสามารถจองคิวฉีดวัคซีนได้ทาง “Line OA หมอพร้อม”, รพ.ใกล้บ้านที่มีประวัติการรักษา, อสม.หรือ รพ. สต. ในพื้นที่

.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  “ไวรัส” อันตรายต่อมนุษย์ อย่างไร  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ตรวจทานความถูกต้องโดย : ผศ. (พิเศษ) พญ. จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-COVID-19.jpg

สิ่งควรรู้การฉีดวัคซีน COVID-19  

การฉีดวัคซีน COVID-19 ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือให้บ่อย รักษาระยะห่าง

วัคซีนโควิด-19 มีหลายบริษัทผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน สามารถแบ่งกลุ่มที่สำคัญ ได้แก่

  • วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม (DNA, mRNA vaccine) สำหรับ mRNA vaccine เป็นการนำสารพันธุกรรม mRNA ของไวรัสโควิด 19 มาหุ้มเพื่อรักษาสภาพ แล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย โดย mRNA จะไปสร้างโปรตีนที่สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด 19 ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น วัคซีนของ Pfizer และวัคซีน Moderna.
    ข้อดี ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแบบใหม่ ให้ผลการป้องกันที่ดี ปรับปรุงวัคซีนเพื่อรองรับการกลายพันธุ์ง่าย แต่ต้องคอยเฝ้าดูเรื่องความปลอดภัยในระยะยาว
  • วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector) เป็นการนำสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด 19 ไปติดในไวรัสไม่ก่อโรคตัวที่เป็นพาหะ แล้วนำไปฉีดให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด 19 ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น วัคซีนของ Astra Zeneca และวัคซีน Sputnik V วัคซีนของ Johnson & Johnson.
    ข้อดี ผลิตไม่ยาก ราคาไม่แพง กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี สร้างภูมิคุ้มกันได้ตั้งแต่โดสแรกและอาจใช้เพียง 1 โดส ข้อจำกัดหรือข้อกังวล ไวรัสที่เป็นพาหะอาจถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกัน หรืออาจก่อโรคในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำได้
  • วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Virus Vaccine) เป็นการนำเชื้อโควิด 19 มาทำให้ตาย แล้วนำไปฉีดให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด 19 ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น วัคซีน Sinovac วัคซีน Sinopharm.
    ข้อดี มีความปลอดภัยสูง ใช้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ข้อจำกัด การผลิตมีต้นทุนสูง ต้องมีการเพาะเชื้อ
  • วัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein Subunit Vaccine) เป็นการนำโปรตีนจากเชื้อไวรัสโควิด 19 มาผลิตเป็นวัคซีน แล้วนำไปฉีดให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด 19 ขึ้นมา.
    ข้อดี ความปลอดภัยสูง ใช้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ข้อจำกัด สร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี ต้องใส่สารเสริมฤทธิ์ทำให้เกิดปฏิกิริยาเฉพาะตำแหน่งฉีดได้

จะเห็นได้ว่า วัคซีนทุกตัวมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด รวมถึงผลข้างเคียงที่แตกต่างกันบ้าง แต่มีผลดีสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดมาก ดังนั้นวัคซีนที่ดีที่สุดคือ วัคซีนที่ผู้ที่สมควรฉีดสามารถเข้าถึงได้

  • สำหรับผู้ที่ควรได้รับการฉีด ได้แก่ บุคคลทั่วไป โดยกรมควบคุมโรคได้จัดลำดับการฉีดตามกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่ที่มีการระบาด เช่น บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มีนาคม 2564 ประชากรกลุ่มนี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้บางชนิดเท่านั้น) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 เช่น อสม./อสต. ทหาร ตำรวจ เป็นต้น.
    สามารถจองคิวฉีดวัคซีนได้ทาง “Line OA หมอพร้อม”, รพ.ใกล้บ้านที่มีประวัติการรักษา, อสม.หรือ รพ. สต. ในพื้นที่
  • ผู้ที่รับวัคซีนครบโดสแล้ว ยังมีโอกาสในการติดเชื้ออยู่ ขึ้นกับภูมิคุ้มกันโรคของแต่ละคน และเชื้อโควิด 19 มีหลายสายพันธุ์ แต่การติดเชื้อหลังรับวัคซีน พบว่ามีอาการน้อย โอกาสรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตลดลงอย่างมาก
  • ผู้ที่รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว อาจมีอาการข้างเคียงหรือไม่มีก็ได้
    • สำหรับอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวด บวม แดง ร้อน คัน บริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ ไข้ต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย
    • สำหรับอาการข้างเคียงที่รุนแรง และควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีหรือ โทร. 1669 ได้แก่ ไข้สูง ใจสั่น หนาวสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นจำนวนมาก บวมทั่วร่างกาย ปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง ท้องเสีย ชัก หมดสติ
  • สิ่งที่ต้องแจ้งแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน ได้แก่ 1) ประวัติการแพ้ยา แพ้วัคซีน สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ 2) มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสในวันที่นัดฉีด 3) มีรอยช้ำ จ้ำเลือดหรือเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน และการใช้ยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกัน 4) ตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • สิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนและหลังการฉีดวัคซีน ได้แก่ 1) สองวันก่อนและหลังฉีด งดออกกำลังกายหนัก 2) วันที่ฉีดกินน้ำเยอะ 500 – 1,000 ซีซี งดชา กาแฟ คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ 3) ฉีดแขนข้างที่ไม่ถนัด หลังฉีดอย่าใช้แขนนั้น 4) หลังฉีดรอสังเกตอาการ 30 นาที กรณีที่มีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะน้อย ๆ มีไข้ต่ำ  รับประทานยาบรรเทาอาการได้ (ห้ามทานยา Brufen Acroxia Celebrex) หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้แจ้งแพทย์โดยทันที 5) ฉีดวัคซีนโควิดควรฉีดให้ห่างกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือน เป็นต้น
  • ผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการสัมผัสเชื้ออย่างเคร่งครัด ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  “ไวรัส” อันตรายต่อมนุษย์ อย่างไร  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ตรวจทานความถูกต้องโดย : ผศ. (พิเศษ) พญ. จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19.jpg

ทำไมต้องฉีดวัคซีน ใครควรฉีดบ้าง

วัคซีนมีประสิทธิภาพ 3 ประการ ได้แก่ ป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการเกิดโรค (ติดเชื้อได้ แต่ไม่เป็นโรค) ป้องกันความรุนแรงของโรค (เป็นโรคได้ ไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต) จึงเป็นการป้องกันผู้รับการฉีด และการป้องกันคนรอบข้างร่วมด้วย ถ้าทุกคนได้ฉีดวัคซีน โรคนี้ก็จะสงบลงไป ความเป็นอยู่ได้กลับมา เศรษฐกิจได้กลับมา (ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ, hfocus.org)

ทุกคนควรฉีด โดยกรมควบคุมโรคได้จัดลำดับการฉีดตามกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่ที่มีการระบาด ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก  www.ddc.moph.go.th/viralpneumonia

 

ฉีดวัคซีนแล้ว มีผลข้างเคียงไหม รุนแรงหรือไม่

การฉีดวัคซีนทุกตัวอาจมีและไม่มีผลข้างเคียง แตกต่างกันไปตามผู้รับการฉีด ข้อมูลจาก BBC.NEWS (29 มี.ค. 21) พบผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ให้บริการทางสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด้านหน้าและกลุ่มเสี่ยง พบผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค เกิดผลข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด 20 – 30% และชนิดรุนแรง เช่น อาการทางสมอง อย่างอาการชัก 0.7% ขณะที่มีอาการแพ้รุนแรงน่ากังวลกว่า เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อย ปวดท้อง อาเจียน ผื่นขึ้นตามตัว เป็นต้น

ทั้งนี้ข้อมูลจาก TECHSAUCE เขียนผลข้างเคียงของวัคซีนซิโนแวค ไว้ว่า ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ปวดท้อง เบื่ออาหาร เจ็บคอ น้ำมุกไหล และวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า ไว้ว่า ปวดศีรษะ เหนื่อยหอบ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณข้อ เป็นต้น

 

มีมาตรการรองรับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไหม ผู้ฉีดควรปฏิบัติอย่างไรภายหลังฉีด

ในเบื้องต้นผู้รับการฉีดต้องศึกษาข้อมูลทั้งการเตรียมตัวก่อนและหลังการฉีด โดยต้องอยู่รอดูอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที หลังจากนั้นหากมีอาการเล็กน้อย สามารถทานยาแก้อาการได้ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้คลื่นไส้ หากมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ไข้สูง ใจสั่น หนาวสั่น แน่นหน้าอก หากใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรง หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นจำนวนมาก บวมทั่วร่างกาย ปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง อาการใดอาการหนึ่งควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีหรือโทร 1669

ทั้งนี้ภาครัฐได้ออกมาตรการ โดยให้สปสช.จ่ายเงินช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีน เช่น เจ็บป่วยต่อเนื่อง เสียอวัยวะ/พิการ ตาย/ทุพพลภาพถาวร

 

ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ไหม และต้องป้องกันตัวอยู่อีกไหม

ยังมีโอกาสติดอยู่ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของวัคซีน แต่การติดหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ส่วนใหญ่อาการป่วยจะน้อย เหลือแค่ไข้หวัดธรรมดา ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ต้องนอนไอซียูหรือเสียชีวิต

ดังนั้น หลังได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆและรักษาระยะห่างอยู่

 

คนที่เคยติดเชื้อโควิดและหายแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนอีกไหม

จากการศึกษาเมื่อเป็นโควิดหลัง 3 เดือน เมื่อตรวจภูมิต้านทานจำนวน 300 คน พบว่า 90% มีภูมิต้านทานอยู่ และจะค่อยๆลดลงไปหลัง 6 เดือน ดังนั้น เมื่อเป็นติดเชื้อโควิดแล้ว และอยากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ขอให้ไปฉีดหลังเป็นแล้วหลัง 6 เดือนขึ้นไป (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, hfocus.org)

 

ถ้าฉีดแล้ว มีผลข้างเคียงและยังมีโอกาสติดเชื้ออยู่ ทำไมยังต้องฉีด

หากดูผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการที่รุนแรงจะพบว่ามีน้อยมาก แม้ว่าโอกาสติดเชื้อยังพอมีอยู่ แต่การฉีดวัคซีนจะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน มีอาการรุนแรงน้อยลงมาก และการฉีดวัคซีนยังเป็นการป้องกันให้คนที่อยู่ใกล้ชิดด้วย

 

ฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้ว ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้หรือไม่

วัคซีนโควิดเป็นวัคซีนใหม่ จึงไม่อยากให้ฉีดพร้อมกับวัคซีนตัวอื่น เนื่องจากหากมีอาการข้างเคียงจะไม่รู้ว่าเกิดจากวัคซีนชนิดไหน จึงขอให้ฉีดห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น หากฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว แต่วันรุ่งขึ้นถูกสุนัขกัด และจำเป็นต้องฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า มีความจำเป็นต้องชีวิต อันนี้ต้องฉีด (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ)

 

ฉีดเข็มแรกกับเข็มที่สอง ใช้วัคซีนคนละตัวกันได้ไหม และฉีดครบโดสแล้ว อยากฉีดซ้ำวัคซีนยี่ห้ออื่นได้ไหม

การฉีดเข็มแรกและเข็มที่สอง เป็นวัคซีนคนละตัว “น่าจะได้”  เนื่องจากการทำงานของวัคซีนโควิดคือ เข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อจัดการเชื้อโควิค 19 ถ้ารับโดสแรกไปแล้ว น่าจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาระดับหนึ่ง เมื่อเว้นระยะประมาณ 1 เดือน ถ้าฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อ ก็จะยิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันขึ้นไปอีก

การฉีดครบโดสแล้ว ฉีดซ้ำด้วยวัคซีนยี่ห้ออื่น “น่าจะได้”  เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงอันตรายหรือข้อห้ามออกมา แต่ว่าฉีดซ้ำแล้วช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เพิ่มมากอีกเท่าไรนั้น คงต้องรอการพิสูจน์จากงานวิจัยหรือการวิเคราะห์ผลกลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบนี้อย่างรายละเอียด

(วัคซีนโควิด19 ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อได้หรือไม่, เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต, 1 มี.ค. 2564)

 

คนไทยต้องฉีดวัคซีนโควิด 19 กี่คนจึงจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบหมู่

ภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดจากวัคซีนป้องกันโควิด-19 น่าจะอยู่ราว ๆ 70 – 75% แต่อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า หากจะขอเลือกเป็นคนที่ไม่ฉีดวัคซีนและอยู่ใน 30% ที่เหลือได้หรือไม่ คำตอบคือได้แต่คุณจะมีความเสี่ยงที่จะไม่มีภูมิคุ้มกันป้องกันตนเอง ในขณะที่คนอื่นมีภูมิคุ้มกัน ขอแนะนำให้คุณอยู่ในกลุ่ม 70% (ที่ได้รับวัคซีน) จะดีกว่า

 

ฉีดครบโดสในครั้งนี้ ปีหน้ายังต้องฉีดอีกไหม

กำลังมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ ต้องรอข้อมูลอีกสักระยะ แต่เป็นไปได้ที่จะต้องฉีดเนื่องจากเชื้อที่ระบาดหลัก ๆ ในแต่ละปีอาจแตกต่างกัน

.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  “ไวรัส” อันตรายต่อมนุษย์ อย่างไร  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19

 

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก