ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

5-ดาราหนุ่มวีแกนสุดฮอต-ที่ทำให้อยากกินผัก.jpg

ใครว่านักล่าต้องกินเนื้อ…ขอเปิดประเด็นด้วยการชวนสาว ๆ มาทำความรู้จักกับ 5 ดาราชายคนดังระดับโลก การันตีความฮอตปรอทแตก รูปร่างกระชากใจ ที่สำคัญบางคนยังเป็นชาววีแกนและบางคนกินมังสวิรัติอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วทำเอาความเชื่อเรื่องผู้ชายร้ายต้องกินเนื้อสั่นคลอนกันเลยใช่มั้ยคะ เรามาดูหนุ่ม ๆ เป็นอาหารตากันดีกว่า ใครอยากจะลองดูแลสุขภาพตามวิธีการแบบนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ หรือใครคิดอยากจะเริ่มหันมากินผักผลไม้เพื่อสุขภาพมากขึ้นก็ดีมาก ๆ เลย

 

Jared Leto

นักร้องหนุ่มมาดเซอร์เจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มและดวงตาสีฟ้ามีเสน่ห์คู่นี้กระชากหัวใจของสาว ๆ ทั่วโลกมาแล้ว จากการรับบท Joker ในภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad เห็นแบบนี้เจ้าตัวอายุขึ้นหลักสี่แล้วนะ แต่เคล็ดลับความหล่อกระชากวัยส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานทานมังสวิรัติมาร่วม 20 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวีแกนเต็มตัว

 

Milo Ventimiglia

ดาราหนุ่มจอเงินเชื้อสายอิตาเลี่ยน-ไอริชคนนี้ ถ้าสาว ๆ คนไหนติดตามซีรี่ส์ดังทางช่อง NBC อย่างเรื่อง Heroes ก็ต้องร้องอ๋อกันแน่นอน เห็นแบบนี้คุณอาจนึกไม่ถึงเลยว่าเขารับประทานมังสวิรัติมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เรียกว่ากินผักกันทั้งบ้านเลยทีเดียว

 

Liam Hemsworth

อีกหนึ่งดาราหนุ่มซึ่งเป็นที่คลั่งไคล้จากสาว ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Game แม้เทียบสัดส่วนจากพระเอกของเรื่องแล้วบทจะน้อยกว่า แต่ความดังไม่เป็นรองแน่ ๆ ที่สำคัญจากการทำงานร่วมกับเพื่อนนักแสดงในกองที่เป็นวีแกนทำให้เขาเริ่มสนใจ และหันมาเป็นวีแกนเต็มตัวตั้งแต่ปี 2015 และเคยได้รับรางวัล Sexiest Vegan Celebrities ประจำปี 2016 จาก PETA อีกด้วย

 

Tobey Maguire

ดาราหนุ่มคุณภาพระดับออสการ์ที่มาพร้อมผลงานการแสดงทุบสถิติรายได้มากมายอย่าง Spider Man 1-3 เสน่ห์ของผู้ชายคนนี้คงเป็นในเรื่องของมาดใส ๆ แบบหนุ่มข้างบ้าน ยังพร้อมรับบทเด็กไฮสคูลแม้อายุจะเลยหลักสี่มาแล้ว เขาเริ่มรับประทานมังสวิรัติในปี 1992 และกลายมาเป็นวีแกนในปี 2009

 

Benedict Cumberbatch

ใครหลงรักหนุ่มอังกฤษคนนี้กันบ้าง เราคุ้นหน้าเขากันดีจากซีรี่ส์ Sherlock Holmes และภาพยนตร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ Dr. Strange เขาได้พูดถึงการใช้ชีวิตแบบวีแกนของตนเองเมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังกล่าวถึงประสบการณ์เดินทางไปสิงคโปร์และลิ้มรสอาหารท้องถิ่นด้วยว่าได้พยายามลองมากที่สุดเท่าที่คนเป็นวีแกนสามารถทำได้…เห็นแบบนี้แล้วรู้เลยว่าเขา Enjoy กับความเป็นวีแกนของตนเองไม่น้อย

 

เป็นยังไงกันบ้างคะ…ดาราหนุ่มทั้ง 5 คนนี้ ระดับความหล่อและเซ็กซี่ไม่ธรรมดากันเลยใช่มั้ย เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนอาจเคยติดตามและชื่นชอบผลงาน หรือเคยเห็นการแสดงของ 1 ใน 5 คนนี้ผ่านตามาก่อนบ้างแล้ว แต่บางคนอาจยังไม่เคยรู้เจาะลึกถึงรสนิยมการกินที่เป็นวิถีชีวิตขงพวกเขาแบบนี้ แม้จะเป็นวีแกน ซึ่งหลีกเลี่ยงการบริโภคอุปโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยสิ้นเชิง ส่วนบางคนอาจรับประทานมังสวิรัติที่งดเว้นเฉพาะชีวิต แต่ยังบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในลักษณะของนมและเนยได้ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าผักและผลไม้มีประโยชน์ต่ร่างกาย พวกเขายังคงมีสุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ และเป็นแรงบันดาลใจของผู้ชายอีกหลายคน ใครอยากลองนำหลักโภชนาการแบบนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูบ้าง อย่างไรก็ได้รับผลดีแน่นอนค่ะ…เป็นเรื่องดีที่จะเริ่มกินผักและผลไม้ตั้งแต่วันนี้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.shape.com
ภาพประกอบจาก : jaredleto   miloanthonyventimiglia   liamhemsworth   tobey.ma   cumberlife   www.freepik.com

 


.jpg

สูตรไดเอทแบบวีแกน (Vegan diet) หรือ “กินมังแบบวีแกน”  เน้นเรื่องวิถีการใช้ชีวิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่เบียดเบียนสัตว์  เรียกได้ว่าเป็นสายกินพืช ผัก ผลไม้ ที่เคร่งครัดกว่าการ “กินมังแบบเวจจี้” (Vegetarian) โดยทั่วไป สำหรับผู้สนใจหาสูตรอาหารที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่ ติดตามได้เลย

 

การ “กินมังแบบวีแกน” ผู้ทานจะได้อาหารที่มีคุณค่าสูง จากการทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดี นอกจากนี้ ผู้ทานยังได้ความอิ่มอกอิ่มใจ เหมือนกับการได้ทำบุญรักษาชีวิตสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ไปในตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มทานอาหารแนวนี้ คุณจะต้องมีการวางแผนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพและไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

ความแตกต่างของการ “กินมังแบบวีแกน”  และ “กินมังแบบเวจจี้”

การ “กินมังแบบเวจจี้” เป็นการทานมังสวิรัติโดยไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ทานไข่และนม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์  ขณะที่ “กินมังแบบวีแกน” นอกจากจะไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดเหมือนกันแล้ว ยังไม่ทานผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง นมผึ้ง ยีสต์ เจลาติน อื่น ๆ โดยเน้นทานอาหารสด ที่ไม่ผ่านการแปลงสภาพ นอกจากนี้ ยังงดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กระเป๋า  เข็มขัด และรองเท้าจากหนังสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ การ “กินมังแบบวีแกน” ยังมีแนวย่อย ๆ อีกหลายแนว เช่น แนว Whole-food, แนว Raw-food, แนว Low-fat, Raw-food, แนว Low-fat, High-carb, แนว Raw till-4 ซึ่งทุกแนวมีประโยชน์และเรื่องที่ควรระวังคล้าย ๆ กัน

 

ประโยชน์ของการ “กินมังแบบวีแกน”  

จากการที่กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated  fatty acid) ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ เมื่อสะสมอยู่ในร่างกายในระยะเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค ทำให้การทานพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เมล็ดพืช ตามแนวทางกินมัง สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคดังกล่าว รวมถึงโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ โรคไต โรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งยังช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดไขมัน LDL ในเลือด รวมถึงช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานโดยรวมลดลง

 

“กินมังแบบวีแกน” ต้องทานอะไรเสริมบ้าง

เช่นเดียวกับการ “กินมังแบบเวจจี้” การ “กินมังแบบวีแกน” จำเป็นต้องมีการวางแผนในการทานพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะวิตามิน B12 ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามิน D ไขมันดี โอเมก้า 3 และธาตุสังกะสี

  • วิตามิน B 12 ที่อาจหาได้ยากในพืช ผัก ผลไม้ แต่มักพบมากในนมและไข่ จึงทำให้ชาว “กินมังแบบวีแกน” ที่ไม่ทานนมและไข่ อาจขาดวิตามิน B 12 จนกลายเป็นโรคโลหิตจาง และเกิดความผิดปกติทางประสาท
  • ธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็กทำให้ร่างกายซีดเซียว ขาดออกซิเจน อ่อนเพลีย ติดเชื้อง่าย และเจ็บป่วยบ่อย เมื่อไม่ทานเนื้อสัตว์ จึงควรเลือกทานผัก ผลไม้ ที่มีธาตุเหล็กชดเชย เช่น สาหร่ายทะเล สาหร่ายเกลียวทอง ถั่วฝัก ถั่วเมล็ด ผลไม้อบแห้ง เช่น มะเดื่อ บลอกโคลี เป็นต้น แนะนำให้ทานร่วมกับอาหารที่ให้วิตามิน C สูง เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศ เพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดีขึ้น
  • แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน รวมถึงการกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อไม่ทานนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียม จึงควรเลือกทานเต้าหู้ ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง ผักใบเขียว หรือเมล็ดพืชที่มีแคลเซียมสูง ๆ เช่น งาดำ มะเดื่อแห้ง อัลมอนด์ ผักโขม ผักคะน้า เป็นต้น
  • วิตามิน D ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องทานอาหารที่มีวิตามิน D หรือเสริมวิตามิน D พร้อม ๆ กับการออกไปรับวิตามิน D จากแสงแดดด้วย
  • กรดไขมัน Omega-3 ซึ่งเป็นกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่จำเป็นต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นต่อสุขภาพหัวใจ สายตา และสมอง จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการทานอาหาร ทั้งนี้ โอเมก้า 3 แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ กรดไขมัน EPA กรดไขมัน DHA และกรดไขมัน ALA โดยกรดไขมัน EPA ไม่มีในอาหาร “มังแบบวีแกน” และกรดไขมัน ALA เป็นตัวสร้างกรดไขมันชนิดอื่นขึ้นมา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมกรดไขมัน ALA และ DHA โดยทานอาหารจำพวกน้ำมันพืช เมล็ดพืช  ถั่ว วอลนัท ถั่วเหลือง ผักใบเขียว รวมทั้งน้ำมันสกัดจากเมล็ดกัญชง เป็นต้น
  • ธาตุสังกะสี จำเป็นต่อการทำงานของปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถทดแทนได้ด้วยการทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี พืชตระกูลถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เป็นต้น

การทานอาหารมังสวิรัติไม่ว่าจะเป็น “กินมังแบบวีแกน” หรือ “กินมังแบบเวจจี้” มีข้อดี หากร่างกายยังได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ร่างกายของทุกคนไม่เหมือนกัน ในรายที่พบความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง การปรึกษาแพทย์ก่อนการทานมังสวิรัติเป็นสิ่งจำเป็น

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medicalnewstoday.com   www.healthline.com   www.pobpad.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


V-diet.jpg

การทานอาหาร “มังสวิรัติ (Vegetarian diet)” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กินมัง”  เป็นการเลือกทานพืช ผัก ผลไม้ ไม่ทานเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุผลเรื่องความเมตตาต่อสัตว์ ควบคู่ไปกับการรักสุขภาพ  โดยการทาน “มังสวิรัติ” นั้น มีมาตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 6 ในบางพื้นที่ของโลก อาทิ อินเดีย กรีซ และปัจจุบันมีผู้นิยม “กินมัง” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

ปัจจุบันมีผู้ที่นิยมการทาน “มังสวิรัติ” มีหลายแบบย่อย ๆ ตามเหตุผล ความเชื่อ ความศรัทธา ของแต่ละกลุ่ม เช่น

  • มังสวิรัตินมและไข่ (Lacto-ovo Vegetarian) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงนมและไข่
  • มังสวิรัติปลา (Pescatarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงเนื้อปลา และอาหารทะเล
  • มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมทั้งนม เนย และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม แต่จะไม่กินไข่ทุกชนิด
  • มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงไข่ แต่ไม่ดื่มนม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด
  • มังสวิรัติวีแกน (Vegan) งดทานอาหารที่ทำจากสัตว์ ส่วนประกอบเกี่ยวเนื่องจากสัตว์ รวมถึงงดใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากสัตว์ เช่น งดทานน้ำผึ้ง งดใช้กระเป๋าที่ทำจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น
  • กึ่งมังสวิรัติ (Semi-vegetarian) เน้นทานพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ ไม่ทานเนื้อสัตว์สีแดง หรือสัตว์ใหญ่ แต่ทานเนื้อปลา เนื้อไก่ นม เนย ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มนี้บางคนยังไม่จัดว่าเป็นการ “กินมัง”

ทั้งนี้การ “กินมัง” ถ้าทานให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ พร้อมทั้งมีการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เหมาะสมแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม คือ การมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรค ร่างกายแข็งแรง และอายุยืน

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ โดยร่างกายต้องการสารอาหารที่สำคัญจากทั้งพืชและสัตว์ การไม่กินเนื้อสัตว์อาจส่งผลให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก แคลเซียม โปรตีน วิตามิน D วิตามิน B12 และธาตุสังกะสี จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้การ “กินมัง” ของคุณได้ประโยชน์ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medicalnewstoday.com   www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


9-สิ่งที่คุณควรทราบก่อนกินมัง.jpg

ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำจากพืชหรือมังสวิรัติ (Vegetarian) ว่า สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสโตรค รวมถึงอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ยังมีความยากและสับสนอยู่ถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ดังนั้น หากคุณกำลังจะเปลี่ยนจากการกินอาหารแบบปกติมาเป็นอาหารมังสวิรัติหรือเรียกง่าย ๆ ว่า “กินมัง” โดยตัดผลิตภัณฑ์จากสัตว์ออก สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือ

 

1. ค่อย ๆ เปลี่ยนจากอาหารปกติมา “กินมัง”

การกินมังจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น โดยใช้วิธีค่อย ๆ เปลี่ยน จากกินมังวันละ 1 มื้อ เป็นวันละ 2 – 3 มื้อ หลังจากนั้นคุณสามารถเปลี่ยนมากินมัง ในแต่ละมื้อของวันอื่นๆด้วย เมื่อคุณคุ้นชินจนรู้สึกพอใจในการกินแบบใหม่มากขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือการเพิ่มจำนวนมื้อต่อสัปดาห์ที่คุณกินมังให้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดย 2 – 3 สัปดาห์แรกจะท้าทายคุณมากที่สุด แต่ถ้าผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปได้ คุณจะรู้สึกดีขึ้น

 

2. บริโภคธาตุเหล็ก เพิ่มมากขึ้น

การได้รับธาตุเหล็กสำหรับผู้ที่กินมังเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะธาตุเหล็กส่วนใหญ่อยู่ในเนื้อสัตว์ (Heme iron)  ขณะที่ธาตุเหล็กส่วนที่อยู่ในพืช (Non-heme iron) เช่น พืชตระกูลถั่ว พืชผักใบเขียวเข้ม ไข่ เมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง รวมทั้งอาหารเสริมและธัญพืชบางชนิด ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์  ดังนั้นคนกินมังจะต้องกินอาหารปริมาณมากกว่าคำแนะนำทั่วไป เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอสำหรับผู้ชายที่กินมัง ควรได้รับธาตุเหล็กอย่างน้อย 14.4 มิลลิกรัมต่อวันและผู้หญิงควรได้รับ 32.4 มิลลิกรัมต่อวัน

 

3. อย่าลืมเรื่องโอเมก้า 3 (Omega-3s)

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจ โดยสามารถหาแหล่งที่มาในพืชได้จาก เมล็ดลินิน เมล็ดเชีย ถั่ววอลนัท น้ำมันคาโนลา ถั่วเหลืองและสาหร่ายทะเล ซึ่งผู้ชายต้องการ 1.6 กรัม ขณะที่ผู้หญิงต้องการ 1.1 กรัมต่อวัน และเนื่องจากโอเมก้า 3 ที่ได้จากพืชจะมีพลังงานน้อยกว่าที่ได้จากอาหารทะเล เพราะต้องผ่านขั้นตอนการแปลง ก่อนที่ร่างกายของคุณจะได้รับประโยชน์ ดังนั้นคุณต้องทานให้มากพอเพื่อให้เกิดผลดี

 

4. หยุดกินอาหารขยะ (Junk food)

การกินมังนั้นดีต่อหัวใจของคุณ แต่ถ้าอาหารที่คุณกินยังคงเป็นน้ำผลไม้ เครื่องดื่มหวาน ธัญพืชที่ผ่านการสีแล้ว เช่น ขนมปังขาว ข้าวและพาสต้า มันฝรั่ง ขนมหวาน นั่นอาจไม่ส่งผลดี เพราะธัญพืชที่ผ่านการสีแล้ว จะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนไปกินธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย (Whole Grains) แทน เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ข้าวสาลี เบอร์รี่ และต้องไม่เติมความหวานเพิ่มเติมอีกด้วย

 

5. สบายใจได้สำหรับเรื่องโปรตีน

เนื่องจากโปรตีนมีอยู่ในอาหารจากพืชทั้งหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมล็ดควินัว บรอคโคลี่ ข้าวโอ๊ตและธัญพืชต่างๆ โดยความต้องการโปรตีนจะแตกต่างกันตามเพศ อายุและน้ำหนัก สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ค่าปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน (DRI-Dietary Reference intake) ควรได้รับโปรตีนวันละ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมหรือ 0.36 กรัมต่อปอนด์  ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณน้ำหนัก 60 กิโลกรัม คุณต้องการโปรตีน 48 กรัมในแต่ละวัน

 

6. หลีกเลี่ยงความจำเจ ด้วยการใช้เมนูที่หลากหลาย

การสลับเมนูเพื่อให้เกิดความหลากหลายของรสชาติ ช่วยสร้างความน่าสนใจของการกินมังได้มากขึ้น เช่น ถั่วเขียวหรือเมล็ดถั่ว กะหล่ำปลีและมันฝรั่ง หรือแกงกะหรี่ การมีโอกาสได้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์ที่มาจากดิน ช่วยเติมสีสันให้อาหารค่ำน่าสนใจขึ้นมาก ๆ ได้

 

7. อย่าทำหรือบริโภคเนื้อเทียมมากเกิน

ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยสารทดแทนเนื้อสัตว์ สารเหล่านั้นหลาย ๆ ตัวได้ผ่านกระบวนการผสมเติมแต่ง รวมถึงการใส่สารยืดอายุการเก็บ จึงควรตรวจสอบฉลากและเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบไม่เกิน 5 อย่าง และต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ในรายการเป็นอาหารไม่ใช่สารเคมี

 

8. เป็นมิตรกับถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นโปรตีนจากพืชเพียงไม่กี่ตัว ที่ร่างกายดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้ง่าย นอกจากนี้ ถั่วเหลืองยังเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นทั้งหมด และยังมีไขมันต่ำและมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง ทั้งหมดอธิบายได้ว่าการเป็นมิตรกับถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ

 

9. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สุดท้าย เนื่องจากประเภทอาหารมังสวิรัติ ปริมาณ และรายละเอียดในการกินให้ได้สารอาหารครบถ้วน อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน เนื่องจากเพศ ความสูง น้ำหนัก ระดับกิจกรรมและวิถีชีวิต จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในทุกข้อสงสัย เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ : www.pixabay.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก