ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

.jpg

มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในการนอนหลับ เช่น หลับยาก หลับไม่สนิท หรืออาการอื่น ๆ ซึ่งหากเป็นเพียง 1 – 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ยังสามารถปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการนอนหลับมากขึ้นได้ แต่หากปัญหาเหล่านี้ยืดเยื้อนานเป็นเดือน ๆ มีโอกาสที่จะทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ได้   

 

อาการ

ในแต่ละวัยต้องการชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมแตกต่างกัน เช่น ในวัยผู้ใหญ่ต้องการชั่วโมงการนอน 7 – 9 ชั่วโมง ในวัยสูงอายุอาจต้องการชั่วโมงการนอนที่น้อยลง อย่างไรก็ตามที่สำคัญยิ่งกว่าชั่วโมงการนอนคือ คุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนอนไม่หลับ ผู้ที่เข้าข่ายโรคนอนไม่หลับจะมีอาการ ดังนี้

  • หลับยาก หมายถึง ต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงจะหลับได้
  • หลับ ๆ ตื่น ๆ รู้สึกตัว ตื่นมากลางดึก แล้วหลับต่อไม่ได้
  • ตื่นขึ้นมาเองตั้งแต่เช้ามืด ทั้งที่ยังรู้สึกเพลีย แต่ข่มตาให้หลับต่อไม่ได้

หากมีอาการดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่ได้รับการแก้ไข จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพและด้านอื่นๆได้

 

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

เมื่อนอนไม่หลับมากกว่า 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลานานกว่า 3 เดือน หรือ ภาวะนอนไม่หลับนี้ส่งผลต่อสุขภาพ กิจวัตรประจำวันและการทำงาน เช่น รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงนอนตลอดเวลา ทำงานผิดพลาด ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนอน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงทันที

 

สาเหตุ

สามารถแบ่งโรคนอนไม่หลับเพื่ออธิบายสาเหตุได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

  • โรคนอนไม่หลับแบบไม่เรื้อรัง (Acute Insomnia หรือ Transient Insomnia) โดยมักจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ มักจะมีสาเหตุจากพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มากระทบชั่วครั้งชั่วคราว เช่น ความเครียด กังวลจากงานที่ทำ การเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดไมเกรน ปวดท้อง ปวดแผลผ่าตัด-อุบัติเหตุ การนอนไม่หลับจากภาวะ Jet lag การทำงานเป็นกะดึก การกินอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน มากเกินไป รวมถึงการทานยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ที่ใช้รักษากล้ามเนื้ออักเสบอาจกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับ เป็นต้น
  • โรคนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง (Chronic Insomnia) จะเป็นผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยมีอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 เดือน สาเหตุเกิดได้จากหลายประการ ดังนี้
    • การเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน (GERD) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  (OSA) โรคขากระตุกขณะหลับ (PLMD) โรคขาอยู่ไม่สุก (RLS) โรคมะเร็งชนิดต่างๆ และอื่นๆ
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาลดน้ำหนัก ยาแก้หอบหืด ยาต้านซึมเศร้า ยากลุ่มเมทิล ฟีนิเดท (Methylphenidate) ยากลุ่มซูโดอีฟีดริน (Psudoepheridrine) เป็นต้น
    • การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ช่วงวัยทอง ช่วงตั้งครรภ์ วัยสูงอายุ เป็นต้น
    • การกังวลว่าจะนอนไม่หลับ (Psychophysiological Insomnia ) มักเกิดกับผู้ที่เคยมีปัญหาในการนอนหลับมาก่อน และมีความกังวลว่าจะนอนไม่หลับ สามารถทำให้เกิดสภาวะ hyperarousal จนนอนไม่หลับได้

 

การวินิจฉัย

  • การซักประวัติผู้ป่วย โดยเฉพาะรายละเอียดของการนอนไม่หลับ เช่น นอนไม่หลับเฉพาะตอนที่เพิ่งจะเข้านอนใหม่ ๆ หรือหลับแล้วตื่นบ่อย หรือพอหลับไปสักพักก็จะตื่นและนอนหลับต่อไม่ได้อีก รวมถึงระยะเวลาและความถี่ที่มีอาการ ลักษณะการนอน เวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน จำนวนครั้งที่ตื่นตอนกลางคืน อาการอื่นที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับ กิจกรรมก่อนเข้านอน สภาพแวดล้อมภายในห้องนอนและอุปกรณ์ในการนอน และสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน กิจกรรมและอาการง่วงนอนตอนกลางวัน ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงประวัติครอบครัว เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจระบบประสาทเพื่อหาร่องรอยความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย โดยหากพบว่าเกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจพิเศษ ในผู้ป่วยใหม่หรือผู้ป่วยที่รักษาเบื้องต้นไม่ได้ผล อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งมีทั้งแบบมามานอนค้างที่โรงพยาบาลจัดไว้ โดยจะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา ตรวจระดับออกซิเจนในเลือด ตรวจวัดลมหายใจ ฯลฯ หรือแบบติดตั้งอุปกรณ์ที่ห้องนอนของผู้ป่วยเองเพื่อให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาเลือกตรวจเป็นรายการเฉพาะได้ เช่น การตรวจลมหายใจ การเคลื่อนไหวหน้าอกและท้อง การวัดออกซิเจนในเลือด วัดระดับเสียงกรน วัดลมหายใจช่วงนอนหลับ เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษาจะพิจารณาตามสาเหตุ หากตรวจพบสาเหตุหลักมาจากโรคอื่น ก็จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลักควบคู่กับโรคนอนไม่หลับไปด้วย เช่น ตรวจพบว่าโรควิตกกังวลทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ แพทย์จะวางแผนให้ผู้ป่วยรักษาโรควิตกกังวลควบคู่ไปด้วย สำหรับโรคนอนไม่หลับ สามารถรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการใช้ยา ดังนี้

  • การรักษาโดยการใช้ยา ตัวอย่างยาที่ปัจจุบันนิยมใช้ ได้แก่
  • ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ได้แก่ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาลอราซีแพม (Lorazepam) และ ยาโคลนาซีแพม (Clonazepam) ซึ่งเป็นยาสำหรับลดอาการวิตกกังวลได้ด้วย สามารถทำให้นอนหลับได้ดี แต่แพทย์จะให้ใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อป้องกันการดื้อยา
  • ยากลุ่มนอน-เบนโซไดอะซีปีน (Non-Benzodiazepines) เช่น ยาโซลพิเดม (Zolpidem) เป็นยาที่มีปัญหาการดื้อและอาการติดยาน้อยกว่ายากลุ่ม 1
  • ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants) ได้แก่ ยาอะมิทริปไทลีน (Amitryptyline) และยาไมแอนเซรีน (Mianserin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน
  • ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยาแก้แพ้ เช่น ยาไดเมนไฮดริเนต(Dimenhydrinate) และยาไฮดร็อกซิซีน (Hydroxyzine)
  • การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา ในกรณีที่ผู้ป่วยนอนไม่หลับจากการใช้ยารักษาโรคประจำตัว แพทย์จะพิจารณาเลือกการรักษาโดยการปรับเปลี่ยนยา พร้อมให้คำแนะนำด้านพฤติกรรมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อลดอาการนอนไม่หลับ
  • การรักษาโดยการปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม โดยเป็นการเน้นการสร้างสุขอนามัยที่ดีของการนอน (sleep hygiene) เช่น
    • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ ไม่นอนกลางวัน หากง่วงให้งีบหลับ 10-15 นาที ฝึกการเข้าและตื่นนอนให้ใกล้เคียงกันเป็นประจำทุกวัน ไม่ทำกิจกรรมที่ทำให้ตื่นเต้น หวาดกลัวหรือสมองทำงานหนักก่อนเวลานอน เช่น เล่นเกม ดูหนังผี ดื่มชา กาแฟ คาเฟอีนเป็นต้น ในทางกลับกันให้เน้นกิจกรรมที่เพิ่มความผ่อนคลาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ เป็นต้น ไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนเข้านอน ควรปัสสาวะก่อนเข้านอนและไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน เป็นต้น
    • สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการนอน เช่น จัดบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบ ปิดไฟขณะนอนหลับ มีม่านปิดเพื่อลดแสงไฟจากภายนอก ไม่ทำกิจกรรมทั่วไป เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ ทานขนม บนเตียงนอน ไม่เปิดอุปกรณ์สื่อสารทิ้งไว้ขณะนอน เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน โรคนอนไม่หลับ

  1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนหรือหยุดยาเอง ควรปรึกษาและกระทำภายใต้คำสั่งแพทย์ โดยควรแจ้งแพทย์ถึงยาอื่นๆที่กินทั้งก่อนและระหว่างการรักษา
  2. ปรับพฤติกรรมทั่วไปโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการนอนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ดื่มชา กาแฟใกล้เวลานอน ไม่ทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน หากง่วงใช้การงีบหลับ 15 นาทีแทนการหลับยาวในเวลากลางวัน เป็นต้น
  3. จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดสุขอนามัยที่ดีในการนอน

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.nonthavej.co.th  www.bangkokinternationalhospital.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable ฺBowel Syndrome, IBS) เป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ในส่วนการทำงานของลำไส้ พบในผู้ใหญ่มากกว่าวัยหนุ่มสาว พบในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกเคยเป็นโรคนี้มาก่อน โรคลำไส้แปรปรวนไม่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรง แต่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่มีอาการแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นปีหรือตลอดชีวิต โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมมากในท้อง เรอบ่อย ๆ ถ่ายอุจจาระมีลมด้วย
  • ปวดท้อง ซึ่งอาการจะดีขึ้นหลังขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่ โดยอาการปวดในแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียโดยเฉพาะหลังกินอาหาร หรือเมื่อตื่นนอนต้องรีบขับถ่าย
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งอุจจาระคล้ายมีมูกปน แต่ไม่มีเลือดปน
  • มีอาการคล้ายถ่ายอุจจาระไม่สุด
  • กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการของลำไส้แปรปรวน ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจแย่ลงได้ หรือพบว่ามีอาการอุจจาระเป็นเลือด น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีอาการบวมที่ท้อง รวมถึงอาการของโรคโลหิตจาง เช่น รู้สึกเหนื่อย หมดแรง หายใจถี่ หัวใจเต้นแรง ผิวซีด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

สาเหตุ

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด โดยจัดเป็นโรคในกลุ่ม Functional bowel disorder ชนิดหนึ่ง  หมายความถึง โรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆ ของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้ โดยมี 3 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

  • การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการปวดท้อง ท้องเสียหรือท้องผูก
  • ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากกว่าปกติ มีการบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น จนมีอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูกเป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญ คือ ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้มีอาการมากขึ้น
  • มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ความไวต่ออาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวด้วย

 

การวินิจฉัย

โรคลำไส้แปรปรวนจะได้รับการวินิจฉัย ก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกันออกแล้ว และยังหาสาเหตุของอาการไม่ได้ โดยแพทย์จะมีการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และการติดเชื้อ ตรวจอุจจาระเพื่อหาการติดเชื้อในทางเดินอาหารและตรวจหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ ตรวจ X-rays ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Flexible Sigmoidoscopy) หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscopy) เพื่อหาสัญญาณและอาการของการอุดตันหรือการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Upper Endoscopy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอกหรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งหากผลการตรวจร่างการและการสืบค้นต่าง ๆ อยู่เกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคอื่น ๆ จึงสรุปว่า เป็นโรคลำไส้แปรปรวน

 

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาแก้ปวดท้อง หรือน้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหาร การใช้ยาระบาย จะช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น การใช้ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย จะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ มีเวลาให้อุจจาระแข็งและจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจใช้ยาในกลุ่มจิตเวช เช่น ยาลดอาการซึมเศร้า ยาคลายเครียด รวมถึงการปรึกษาโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท/ปริมาณ และ/หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการ เช่น ทานกล้วย แอบเปิ้ล อาหารเส้นใยในผู้ที่มีอาการท้องผูก ขณะที่ทานซีเรียล ถั่ว ธัญพืช ในผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  • รับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรอดอาหาร และไม่ควรรีบรับประทาน โดยรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง กินอาหารที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด
  • กินอาหารในกลุ่มโปรไบโอติก (Probiotic) เช่น โยเกิร์ต เพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ โดยจะมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของโปรไบโอติกอย่างชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม
  • ดื่มน้ำสะอาด ประมาณอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม (เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียจากท้องเสีย เพื่อป้อง กันภาวะขาดน้ำ และเพื่อป้องกันท้องผูก
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการกินยาแก้ท้องเสียในลักษณะที่เป็นการป้องกันไว้ก่อน
  • ออกกำลังกายแต่พอดี และเป็นประจำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.haamor.com  www.bangkokhospital.com  

ภาพประกอบ : www.freepik.com

.jpg

โรคจิตเภท คือ เป็นกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของความคิด การรับรู้ประสาทสัมผัส การแสดงออกทางอารมณ์ และการแสดงออกทางพฤติกรรม ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดหลงผิดไปจากความเป็นจริง ความคิดที่ไม่สมเหตุผล อาการประสาทหลอน (โดยเฉพาะอาการหูแว่ว) มีการแสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แปลกแยกไปจากปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ทั้งการดูแลตนเอง การเรียนหรือการทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยสาเหตุของการเกิดโรคนี้มีหลายปัจจัยร่วมกัน โรคนี้มักเป็นเรื้อรังและมีการกำเริบซ้ำได้

 

โรคจิตเภท เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการโรคจิต (psychotic disorder) ที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความรุนแรง พบว่า ในประชากรทุก ๆ 100 คน จะมีผู้ป่วยด้วยโรคจิตเภท 1 คน และพบได้บ่อยในเพศชายและเพศหญิงเท่า ๆ กัน ช่วงอายุที่จะเกิดอาการป่วยครั้งแรกส่วนใหญ่ในเพศชายคือ ช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 25 ปีและในเพศหญิงคือ ช่วงอายุ 25 – 35 ปี สำหรับการรักษานั้นจะเป็นแบบผสมผสานทั้งการใช้ยาร่วมกับการบำบัดและฟื้นฟูทางจิตสังคม ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยจิตเภท

 

สาเหตุการเกิด โรคจิตเภท

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม พบว่า ผู้ที่มีญาติป่วยด้วยโรคจิตเภทมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าคนทั่วไป 10 เท่า โดยเฉพาะการเป็นฝาแฝด พี่น้อง หรือลูกของผู้ป่วย
  • ปัจจัยจากสารสื่อประสาท พบว่า ในสมองของผู้ป่วยที่มีอาการประสาทหลอนและความคิดหลงผิด พบว่า มีระดับของสารสื่อประสาทชนิด “โดปามีน (dopamine)” และ “เซโรโทนิน (serotonin)” ที่เสียสมดุลไป โดยระดับของโดปามีนที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องด้านบวก (positive symptoms) ได้แก่ ประสาทหลอน ความคิดหลงผิดและพฤติกรรมแปลกแยก ในขณะที่ระดับของเซโรโทนินที่สูงผิดปกติจะเกี่ยวข้องกับทั้งอาการด้านบวกและอาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา แยกตัวเก็บตัว ขาดสมาธิ เป็นต้น
  • ปัจจัยจากโครงสร้างสมอง พบว่า สมองของผู้ป่วยมีขนาดเล็กลงจากจำนวนเซลล์ประสาทที่ลดลง รวมถึงโครงสร้างของสมองหลายตำแหน่งมีการทำงานของที่ผิดปกติไป ส่งผลให้วงจรหรือโครงข่ายสมองส่วนต่าง ๆ ถูกรบกวนการทำงานจนก่อให้โรคจิตเภทได้
  • ปัจจัยจากครอบครัวและการเลี้ยงดู พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เพราะมีผลต่อการปรับตัวเมื่อเกิดความเครียดหรือปัญหาชีวิต เช่น ในวัยเด็กมีการเติบโตในครอบครัวที่มีบรรยากาศห่างเหิน ไม่เป็นมิตร ไม่อบอุ่น และการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองมีลักษณะจุกจิกจู้จี้ในเรื่องต่าง ๆ ตำหนิวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไปและใช้อารมณ์ที่รุนแรง
  • ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำได้ เช่น การที่สภาพสังคมบีบคั้นกดดัน ความยากจน การอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด หรือการอยู่ในสังคมที่ห่างเหิน โดดเดี่ยว ไม่เป็นมิตร
  • ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดโรคและทำให้โรคกำเริบซ้ำ เช่น การใช้สารเสพติด ความเครียดอย่างรุนแรง เป็นต้น

 

การวินิจฉัย โรคจิตเภท

จิตแพทย์ส่วนใหญ่นิยมอ้างเกณฑ์การวินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้วินิจฉัยโรค ซึ่งโรคจิตเภท มีเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค ดังนี้

  1. ลักษณะอาการสำคัญ ที่ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไปต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน และต้องมีอาการในข้อ (1), (2) หรือ (3) อย่างน้อยใน 1 ข้อ
    • อาการหลงผิด (delusion)
    • อาการประสาทหลอน (hallucinations)
    • การพูดจา การสื่อสารแปลกแยก เช่น พูดไม่เป็นเรื่องราว พูดไม่ปะติดปะต่อ พูดคนละเรื่อง
    • พฤติกรรมแปลกแยก หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม
    • อาการด้านลบ ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย พูดน้อยหรือไม่พูด เฉื่อยชาหรือขาดความกระตือรือร้น ขาดสมาธิ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหาและการใช้เหตุผล
  2. อาการสำคัญดังกล่าวส่งผลต่อหน้าที่การทำงาน/การเรียน การดูแลตัวตัวเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
  3. ช่วงเวลาที่มีอาการต้งเป็นอย่างต่อเนื่องนาน 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องมีอาการในข้อ A. อย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งเรียกว่า ระยะกำเริบ (active phase) และใน 6 เดือนนี้อาจรวมระยะเวลาที่เป็นอาการนำ (prodromal) หรืออาการที่หลงเหลือภายหลังจากการรักษา (residual phase)
  4. อาการต่าง ๆ ดังกล่าวต้องไม่ได้เป็นผลต้องโรคทางกายอื่น โรคทางจิตเวชอื่น ๆ และจากการใช้สารเสพติด

 

อาการและอาการแสดง โรคจิตเภท

  1. อาการด้านบวก (positive symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยมีความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกประหลาดไปจากคนทั่วไป ได้แก่
    • ความหลงผิด เป็นความเชื่อที่ฝังแน่นไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเหตุผล ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เชื่อว่ามีคนติดตามและคิดปองร้าย เชื่อว่าคู่ครองมีชู้ เชื่อว่าถูกไสยศาสตร์มนต์ดำ เชื่อว่ามีร่างกายถูกควบคุมจากคลื่นวิทยุ หรือเชื่อว่าสื่อสารทางจิตและอ่านใจคนได้ เป็นต้น
    • อาการประสาทหลอน ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเภทมักมีอาการประสาทหลอนทางการได้ยิน (หูแว่ว) มากกว่าอาการประสาทหลอนรูปแบบอื่น เนื้อหาของหูแว่วมีได้หลากหลาย เช่น ได้ยินคนอื่นนินทาตนเอง ได้ยินเสียงสั่งให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงคุยหลายคนพูดคุยกัน เป็นต้น
  2. อาการด้านลบ (negative symptoms) หมายถึง ผู้ป่วยขาดการมีอารมณ์หรือพฤติกรรมที่คนทั่วไปจะมีเป็นปกติ ได้แก่ พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย ไม่แสดงอารมณ์หรือเฉยเมย ไม่สบตา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น แยกตัวจากสังคม เก็บตัว สนใจดูแลตนเอง รักษาความสะอาด เป็นต้น
  3. ความบกพร่องของการความคิดและการทำงานของสมอง (cognitive symptoms) หมายถึง การสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจแก้ไขปัญหา การคิดเชิงนามธรรม การวางแผน สมาธิไม่ดี ความจำแย่ลง คิดช้า และการรู้จักกาลเทศะเสียไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียน การปรับตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมของผู้ป่วยโรคจิตเภท

 

การตรวจประเมินเพื่อให้การวินิฉัย

  1. การสัมภาษณ์ทางจิตเวช เป็นขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด แพทย์จะซักถามอาการต่าง ๆ โดยไล่เรียงตามลำดับเวลา ซึ่งการสัมภาษณ์นี้ แพทย์จะสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้อง (เช่น คนในครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง) คำถามประกอบด้วย
    • อาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ และอาการต่าง ๆ ที่พบรวมในปัจจุบัน
    • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัวและการรักษา
    • ประวัติการใช้สารเสพติด
    • ประวัติความเจ็บป่วยของคนในครอบครัว โดยเน้นประวัติโรคทางจิตเวชและการฆ่าตัวตาย
    • บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยและการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย
    • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  2. การตรวจสภาพทางจิต เป็นกระบวนการที่รวมการสังเกตและการประเมินจากสัมภาษณ์ทางจิตเวช ร่วมกับแบบคำถามที่มีการประเมินด้านต่าง ๆ ของผู้ป่วย โดยประกอบด้วยการประเมินลักษณะท่าทางโดยทั่วไป การเคลื่อนไหว การแต่งกาย การแสดงออกของอารมณ์ การพูดสื่อสาร เนื้อหาเรื่องราวที่พูด เนื้อหาความคิดและกระบวนการคิด การรับสัมผัส รวมถึงการทดสอบเกี่ยวกับการทำงานของสมอง เช่น สมาธิ ความจำ ความรู้ทั่วไป การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา
  3. การตรวจร่างกาย การตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย รวมทั้งตรวจระบบประสาทและสมอง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีโรคทางกายที่อาจเป็นสาเหตุของอาการทางจิตโดยเฉพาะในการป่วยครั้งแรก นอกจากนี้ การตรวจทางร่างกายยังมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจส่งตรวจเลือด ส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย หรือส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามข้อบ่งชี้ เพื่อยืนยันการตรวจวินิจฉัยให้แน่ใจว่าอาการทางจิตนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากโรคทางกาย หรือจากสารเสพติด และเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ยารักษาอาการทางจิตและยาร่วมต่าง ๆ อย่างหมาะสม เพื่อให้มีผลรักษาที่ดีและเกิดอาการข้างเคียงจากยาให้น้อยที่สุด

 

การรักษา โรคจิตเภท

เนื่องจากโรคจิตเภทมีสาเหตุหลักจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทและโครงสร้างของสมอง ร่วมกับปัจจับอื่น ๆ อีกหลายปัจจัย ดังนั้นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือ การรักษาด้วยยารักษาอาการทางจิต ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมและการฟื้นฟูสมรรถภาทางกายและใจ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา การให้คำปรึกษาและการทำจิตบำบัด เพื่อคลายความทุกข์ใจและให้กำลังใจ การฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาและทักษาะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น โดยการรักษาทางจิตสังคมนี้ให้แก่ทั้งผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย ด้วยเหตุนี้เอง การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีความจำเพาะตัวที่มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงมีความยากและต้องเป็นใช้เวลาและทรัพยกรต่าง ๆ เพื่อที่ช่วยให้ได้ผลการรักษาที่ดีและเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

หลักในการรักษาอาจแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ตามอาการ ได้แก่

  1. การรักษาในระยะอาการกำเริบ (active phase) หมายถึง การรักษาในระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการกำเริบ ทั้งในการป่วยครั้งแรกหรือครั้งถัด ๆ มา โดยมีเป้าหมายของการรักษา คือ ควบคุมอาการที่กำเริบโดยเร็ว การจัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย การควบคุมอาการก้าวร้าวรุนแรง และการสร้างสัมพันธภาพในการรักษากับผู้ป่วยและญาติ ญาติควรมีส่วนร่วมในการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อให้ญาติเห็นความสำคัญของการรักษาและสร้างความร่วมมือที่ดีในระยะต่อ ๆ ไป ในระยะกำเริบนี้อาจต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติพิเศษ เพื่อแยกสาเหตุจากโรคทางกายหรือจากสารที่ทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกับโรคจิตเภท รวมทั้งประเมินสภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ในระยะนี้จะเน้นการการใช้ยารักษาอาการทางจิตเป็นหลัก ร่วมกับยาร่วมอื่น ๆ เพื่อช่วยเรื่องการนอนหลับ ลดความก้าวร้าว และต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมและเฝ้าระวังการเกิดอาการข้างเคียงจากยา เพื่อให้การรักษาอาการข้างเคียงได้ทันท่วงที หากอาการรุนแรงมากหรือใช้เวลานานกว่าจะตอบสนองต่อยา จิตแพทย์จะพิจารณาใช้การรักษาด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy; ECT) ซึ่งถือเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว ในกรณีที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือก่อความเดือดร้อนรบกวนส่วนรวม ปฏิเสธการเจ็บป่วยและการรักษา หรือมีปัญหาอื่นที่ต้องดูแลใกล้ชิด เช่น มีอาการข้างเคียงจากยารุนแรง หรือเพื่อควบคุมเรื่องยา ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานยา หรือมีปัญหาในการวินิจฉัย แพทย์จะพิจารณาให้รับรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนการรักษาทางจิตสังคมสำหรับระยะกำเริบ บุคลากรทางการแพทย์จะประเมินปัจจัยทางจิตสังคมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ และให้ความช่วยเหลือในด้านจิตสังคมที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนตามความเหมาะสม การให้ความรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยและแผนการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติรับทราบข้อเท็จจริงเพื่อเพิ่มความร่วมมือ และมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการลดสิ่งเร้าหรือความกดดันที่มีต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย สงบ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ยุ่งยากหรือต้องใช้สมาธิความตั้งใจมาก การสื่อสารแบบกระชับชัดเจน เข้าใจง่าย และกำหนดกิจกรรมประจำวันเป็นลำดับขั้นที่แน่นอน
  2. การรักษาในระยะอาการทุเลา ระยะนี้อาการต่าง ๆ ที่กำเริบเริ่มทุเลาลง ผู้ป่วยเริ่มพอที่จะควบคุมตนเองได้บ้าง การสื่อสารดีขึ้นและอาการด้านบวกยังคงมีอยู่แต่ความรุนแรงลดลง แต่ยังหลงเหลืออาการด้านลบอยู่ เป้าหมายในการรักษาในระยะนี้ คือ การควบคุมอาการโดยการใช้ยาในขนาดเท่ากับขนาดในการรักษาระยะอาการกำเริบนานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1-2 ปีในการป่วยครั้งแรก เพื่อลดโอกาสที่โรคจะกำเริบซ้ำ และในผู้ป่วยที่มีการกำเริบซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ควรรักษาด้วยยาต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคมที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูทักษะในการดำเนินชีวิต ทักษะในการเข้าสังคม และทักษะการแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวกับความเครียดและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ในระยะนี้กิจกรรมต่าง ๆ จะยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากขึ้น หากผู้ป่วยกลับไปทำงานควรเปลี่ยนลักษณะงานเป็นงานที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีความกดดันมากนัก และการพูดคุยกับญาติให้ลดความคาดหวังในตัวผู้ป่วยลง เสริมสร้างความเข้าใจ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและให้กำลังใจให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

การดำเนินโรคและการพยากรณ์

การดำเนินโรคของโรคจิตเภทมีลักษณะที่จะกลับเป็นซ้ำได้อีกภายหลังอาการสงบลงและอาจเป็นเริ้อรังตลอดชีวิต ผู้ป่วยที่มีอาการในครั้งแรกสามารถฟื้นคืนไปสู่ภาวะปกติของตนเองได้อย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการกำเริบซ้ำและเมื่อมีการกำเริบซ้ำบ่อยขึ้น จะส่งผลต่อความเสื่อมสมรรถถภาพการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังพบว่าเมื่อป่วยด้วยโรคจิตเภทแล้วผู้ป่วยจะเปราะบางมากขึ้นต่อสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด ดังนั้นการรักษาในช่วง 5 ปีแรกนับจากการป่วยด้วยโรคจิตเภทครั้งแรกนั้นสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงพยากรณ์ของโรคที่ดีหรือไม่ในระยะ เมื่อเวลาผ่านไป ความรุนแรงของกลุ่มอาการด้านบวกจะลดลง ในขณะที่กลุ่มอาการด้านลบจะรุนแรงมากขึ้น

มีการศึกษาถึงผลการรักษาในระยะ 5 – 10 ปีภายหลังจากการป่วยครั้งแรก พบว่า ผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10 – 20 เท่านั้นมีผลการรักษาที่ดี ในขณะที่มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยะจะมีการกำเริบซ้ำ การกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำ มีอาการป่วยด้วยภาวะอารมณ์ผิดปกติ และการฆ่าตัวตาย ดังนั้นการรักษาโรคนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากทั้งการใช้ยาและการบำบัดทางจิตสังคม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปสู่สภาวะเดิมที่เคยเป็นและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม

  

แหล่งที่มา

  1. Stahl’s Essential Psychopharmacology: Neuroscientific Basis and Practical Applications, 4th Edition, 2013
  2. Kaplan and Sadock’s Synopsis of Psychiatry: Behavioral Sciences/Clinical Psychiatry 11th Edition, 2014
  3. ตำราจิตเวชศาสตร์ธรรมศาสตร์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-งานกับชีวิต.jpg

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่งานทำให้สมดุลในชีวิตลดลง คุณภาพชีวิตโดยรวมลดลง ถึงเวลาแล้วที่คุณควรแก้ไข ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการออกจากงาน แต่เป็นการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงบางเรื่องเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

 

เคล็ดลับที่อาจช่วยให้ชีวิตสมดุลยิ่งขึ้น

  • หากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ การปลีกตัวอยู่เพียงลำพัง เป็นแหล่งสะสมความเครียด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะเชื่อมโยงกับคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานของคุณเต็มไปด้วยความเครียดหรือภาวะเป็นพิษ คุณจะต้องหากลุ่มเพื่อนที่สามารถสนับสนุนชีวิตของคุณ เช่น คุณอาจพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การพบปะเพื่อนฝูงดื่มกาแฟกัน เข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ คุณสามารถเข้ากลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” บางครั้งความเครียดมาจากการไม่สามารถกำหนดขอบเขตและขีดจำกัดของตัวเองได้ เมื่อได้รับการร้องขอในเรื่องต่างๆ คุณอาจรู้สึกผิดที่จะพูดว่า “ไม่” โดยติดกับคำพูดว่า “ใช่” ซึ่งอาจทำให้คุณติดกับดักได้ ดังนั้น ถึงเวลาที่จะคิดใหม่กับคำว่า “ไม่ได้” เริ่มต้นสัปดาห์นี้เพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต หัดพูดว่า “ไม่” กับการถูกขอร้องหรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่รู้ว่ามันจะทำให้เกิดความเครียดและความไม่สมดุลในชีวิต
  • มองเข้าไปข้างในตัวเอง คุณไม่สามารถแยกสุขภาพกาย ออกจากสุขภาพใจได้ โดยถ้าสุขภาพใจไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้ว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอก็ตาม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตใจ อารมณ์ของตนเอง ถ้าพบว่ามันไม่ดีหรือเปลี่ยนแปลงไป มีวิธีแก้ไขได้หลายวิธี เช่น ระบายสี วาดภาพ การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยสามารถติดตามได้จากหน้ากิจกรรมและกลุ่มคนรักสุขภาพและนันทนาการ
  • ปรับไลฟ์สไตล์ให้ดูแลตัวเอง คุณควรปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้ส่งเสริมการสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อมีแล้วก็ทำจนชิน ให้ติดเป็นนิสัย เช่น ทำอาหารกินเองสัปดาห์ละครั้ง นวดแผนโบราณเดือนละครั้ง  ฟังเพลงสไตล์ที่ชอบ 2 – 3 วันครั้ง  พูดคุยกับเพื่อนๆอย่างน้อยเดือนละครั้ง อ่านหนังสือทุกวัน เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม บ่อยครั้งการรีบร้อน ทำให้เกิดความเครียด แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุด มีเทคนิคในการจัดเวลาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะใช้แบบไหน ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น

 

คุณควรมีแนวทางในการใช้ชีวิต ให้ได้ความสมดุลกับความคาดหวังหรือเป้าหมายในชีวิตของคุณ แต่ต้องมั่นใจว่าเป้าหมายนั้น อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง แล้วอย่าลืมฝึกทักษะการรับมือกับเรื่องที่ไม่คาดหมายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


10-เทคนิคคลายเครียดฉบับด่วนจี๋.jpg

แต่ละวันเราต้องเผชิญร้อยแปดพันเรื่องราว ที่สร้างผลกระทบหลากหลายต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานหรือปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแสนสะดวกที่คุณอาจจะไม่รู้ รีบอ่านแล้วลองทำตามกันเลย สุขภาพจิตที่ดีอยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

คลายเครียดได้ไม่ยาก

  1. นั่งสมาธิ
    การนั่งสมาธิคลายเครียดไม่กี่นาทีต่อวันสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้ เพียงนั่งขัดสมาธิ ทำหลังให้ตรง โฟกัสกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำทุกวันเป็นประจำจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงไปได้เยอะเลย
  2. หายใจเข้าลึก ๆ
    ระหว่างการทำงานที่ตึงเครียด คุณสามารถหยุดพักคลายเครียดซักหน่อยและโฟกัสที่การหายใจ โดยเริ่มจากการนั่งตัวตรง ปิดตาลง นำมือไปไว้บริเวณหน้าท้อง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเต็มตื้นไปทั่วปอด แล้วค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมาทางปาก การทำแบบนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความเครียดได้ทันตา
  3. ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน
    ตระหนักรู้และใส่ใจอยู่เสมอไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบมาทำลายความเพลิดเพลินของปัจจุบัน คลายเครียดด้วยการค่อย ๆ ทำทุกอย่างอย่างมีสติ จะทำให้เรื่องที่รู้สึกตึง ๆ เบาลงได้เช่นกัน
  4. สร้างความสัมพันธ์
    การพูดคุย พบปะสังสรรค์กับผู้คนที่สนิทใจอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างช่วงวัน โดยคุณอาจจะเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งคุณอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ หรือพลังในแง่บวกกลับมาก็ได้
  5. สำรวจร่างกาย
    พยายามเฟ้นหาว่าความเครียดส่งผลอย่างไรบ้างต่อร่างกาย โดยการนอนเอนหลังหรือนั่งขัดสมาธิที่พื้น สำรวจความรู้สึกตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงหนังศรีษะ ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับขั้นตอนนี้ จินตนาการว่าลมหายใจกำลังหมุนวนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความตั้งใจและสงบ
  6. คลายกล้ามเนื้อ
    นำแผ่นประคบร้อนมาประคบบริเวณคอและไหล่ ประมาณ 10 นาที ปิดตาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และอาจจะใช้ตัวช่วยอย่างลูกบอกหรือลูกกลิ้งเพื่อนวดไปตามจุดที่แข็งเกร็ง และคุณยังสามารถกดจุดคลายเครียดได้ด้วยการนำบอลมาขั้นระหว่างร่างกายกับผนัง ดันลูกบอลติดผนังประมาณ 15 วินาทีก่อนย้ายไปยังจุดถัดไป
  7. หัวเราะออกมาดัง ๆ
    การหัวเราะออกมาดังๆ นอกจากจะช่วยในคลายเครียด ลดความกดดันแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยให้ฮอร์โมน Cortisol ลดลง เพิ่มสาร Endorphins ที่ทำให้มีความสุข โดยคุณอาจจะดูหนังตลก อ่านเรื่องขำขันเพื่อหัวเราะออกมาดัง ๆ ก็ได้
  8. ฟังเพลง
    การฟังเพลงหรือเสียงที่ผ่อนคลาย สามารถลดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและแม้แต่ความวิตกกังวลได้ จากการที่จิตใจของคุณจะโฟกัสอยู่กับโน๊ตดนตรี หรือเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรีบจัดการลิสท์เพลงโปรด หรือเลือกเสียงจากธรรมชาติอย่างเสียงฝน น้ำตก นกร้อง มาฟังคลายเครียดกันให้ไว
  9. ขยับร่างกาย
    แม้แต่การเดินเล่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยคลายเครียดได้ ขยับนิดขยับหน่อยในแต่ละวันจะช่วยลดความเศร้าซึม วิตกกังวล โดยสมองจะปล่อยสารที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขออกมา ให้เราได้มีวันที่ดีและปลอดโปร่งง่าย ๆ ทุกวัน
  10. เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
    การขอบคุณในพร ความอยู่ดีมีสุข ความพึงพอใจในชีวิต สามารถช่วยต้านความคิดทางลบและความกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอาจจะเริ่มด้วยการบันทึกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ซาบซึ้ง มีความสุขในแต่ละวันและเก็บไว้อ่านในเวลาที่รู้สึกตึงเครียดก็ดีเช่นกัน

ทั้ง 10 เทคนิคนี้สามารถนำไปรับมือกับความเครียดได้ไม่อยากเลย อีกทั้งยังเหมาะสมต่อการคลายเครียดอย่างด่วนจี๋ในระหว่างวันที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ด้วย ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานที่และสถานการณ์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลกับความเครียด พลังลบตัวร้ายอีกแล้ว!

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.webmd.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-แก้ได้ด้วยตัวเอง.jpg

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาอาการปวดหลัง โดยเฉพาะหลังส่วนบนลามถึงบริเวณคอ  และเมื่อถามถึงสาเหตุของอาการดังกล่าว จะพบว่ามีทั้งสาเหตุที่แก้ไขได้ด้วยตัวเอง และอีกหลายสาเหตุต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือ มาดูกันว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่พอจะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง

 

สาเหตุจากโต๊ะทำงานของคุณ

อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน เป็นอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อย และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนต้องลาหยุดงาน ทั้งนี้ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกวิธีและการแบกน้ำหนักที่มากเกินไป เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหลัง

การแก้ไขคือ ถ้าคุณนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรตั้งหน้าจอให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อที่จะไม่ต้องก้มมองหน้าจอ ขอเสริมอีกว่าหากงานของคุณต้องมีบางช่วงบางเวลาต้องยกของหนัก ให้ใช้ท่างอหัวเข่า หยิบจับของ แล้วใช้แรงขาช่วย ไม่ใช้การก้มตัวลงไปยกของโดยตรง

 

สาเหตุจากออกกำลังกายผิดวิธี

เรามักใส่ใจกับการออกกำลังกายไปยังอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเป้าหมายโดยตรง  จนลืมให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อบริเวณอื่นซึ่งช่วยรักษาสมดุลของร่างกายไว้ เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแล ร่างกายอาจขาดสมดุล นำไปสู่อาการปวดของกล้ามเนื้อหลังหรือคอได้

การแก้ไขคือ ควรให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายทุกสัดส่วน และลองใช้การออกกำลังกายพิลาทิส (Pilates exercises) เพื่อป้องกันอาการ ปวดหลัง และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อพื้นฐานที่อาจลดความเสี่ยงต่อการปวดได้

 

สาเหตุจากกระเป๋าสะพายข้าง

แม้กระเป๋าสะพาย จะถูกออกแบบมาเพื่อให้สะพายที่ไหล่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะดีต่อร่างกายเสมอไปเพราะการสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่ง จะส่งผลต่อไหล่หรือคอ ทำให้เกิดอาการปวดตามมา และอาจถึงขั้นกระดูกสันหลังบิดได้ในกรณีใช้งานระยะยาว

การแก้ไขคือ ในวันที่ต้องบรรจุของปริมาณมาก แนะนำให้เปลี่ยนจากกระเป๋าสะพาย เป็นกระเป๋าเป้หลัง(Backpack) แทน ข้อดีคือน้ำหนักจะกระจายทั่วไหล่ทั้งสองข้าง แต่ต้องมั่นใจว่าน้ำหนักในกระเป๋าเป้หลัง ต้องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวด้วย

 

สาเหตุจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่

ทุกครั้งที่คุณสูบบุหรี่ นั่นหมายถึงคุณลดปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาต่อกล้ามเนื้อ และความเสื่อมสภาพของระบบต่างๆในร่างกายตามมา

การแก้ไขคือ ลดหรืองด การนำสารนิโตตินจากบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งจากการสูดดมควันโดยทางอ้อม และสูบบุหรี่เข้าสู่ร่างกายโดยตรง

 

สาเหตุจากระดับความเครียด

เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะตอบสนองด้วยอาการปวด ตึงกล้ามเนื้อ  ความรู้สึกเหล่านี้เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อภาวะดังกล่าว และเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดได้การแก้ไขคือ อย่าเก็บตัวอยู่เงียบ ๆ เพราะจะทำให้ความเครียดเพิ่มมากขึ้น หาวิธีเยียวยาจิตใจ ปรับมาเน้นไลฟ์สไตล์สุขภาพ ทำกิจกรรมกับกลุ่มคนรักสุขภาพ สามารถลดปัญหาลงได้มาก

สาเหตุอาการปวดหลังข้างต้น เป็นสาเหตุที่ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ยังมีบางสาเหตุ ที่คุณอาจไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุเหล่านี้ คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาทันที

  • กระดูกหักแบบอัด (Compression fractures) หรือโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) อายุที่เพิ่มขึ้น จะมาพร้อมความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ซึ่งโรคนี้จะทำให้กระดูกอ่อนแอและเปราะบาง มีแนวโน้มที่จะแตกหักง่าย  อาการปวดหลังจึงอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคกระดูกพรุนโดยที่คุณไม่รู้ตัว
  • โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี (Gallbladder diseases) ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะในช่องท้องบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่ปล่อยน้ำดีเข้าไปในลำไส้เล็ก เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน บางครั้งการอุดกั้นทางเดินน้ำดีจากสาเหตุต่างๆ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำมาซึ่งการปวดหลังได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล :  www.prevention.com
ภาพประกอบ :  www.freepik.com


.jpg

เตรียมความพร้อมก่อนคลอด เรื่องสำคัญของคนเป็นแม่ สิ่งสำคัญในชีวิตของผู้หญิงอย่างหนึ่งที่เป็นหน้าที่ และมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างชีวิตครอบครัว ก็คือ การมีบุตร เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งต่อสุขภาพของตัวแม่เอง รวมถึงความแข็งแรง และพัฒนาการของบุตรตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งเติบโต

เมื่อช่วงเวลานี้เป็นเวลาสำคัญ ย่อมจะมาพร้อมกับความวิตกกังวลของผู้เป็นแม่รวมทั้งคุณพ่อ ว่าจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะสม เราจึงมีข้อปฏิบัติที่มีความสำคัญในการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์ของผู้ที่เป็นแม่มาฝากกัน ทั้งในเรื่องของสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่ตั้งท้องเป็นครั้งแรก

 

ด้านจิตใจ

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงจะมีความวิตกกังวลในเรื่องของน้ำหนักตัวที่ เพิ่มมากขึ้นและรูปร่างที่เปลี่ยนไปจนอาจกลายเป็นความเครียด ซึ่งอาจส่งผลไปถึงสภาพจิตของลูกในท้องด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้เป็นแม่ควรพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นให้น้อยที่ สุดและมุ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูกในท้องเป็นอันดับแรกเพราะรูปร่างคุณ แม่ภายหลังจากคลอดแล้วก็สามารถกลับมามีรูปร่างดีเหมือนเดิมได้ รวมทั้งผู้เป็นพ่อก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องช่วยดูแลจิตใจที่ค่อนข้าง เปราะบางของภรรยาในเวลานี้ด้วยเช่นกัน

 

ด้านร่างกาย มีเรื่องที่ควรต้องให้ความสำคัญดังนี้ คือ

  1. อาหาร เป็นสิ่งต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ควรรับประทานอาหารให้ได้ครบสารอาหารที่จำเป็นครบทั้ง 5 หมู่ อย่างครบถ้วนไม่มากหรือน้อยจนเกินไป อาจต้องรับประทานอาหารเสริมบางอย่างเพิ่มเติมตามคำแนะนำของคุณหมอและควรหลีก เลี่ยงของที่อาจเกิดโทษอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและการสูบบุหรี่ด้วย
  2. ออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่จะสำคัญในคนปรกติเท่านั้น ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายแต่ต้องไม่หนักมากเกินไป เช่น การออกกำลังกายในน้ำหรือการเดินออกกำลัง อย่างน้อยวันละ15 – 20 นาที รวมทั้งเป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปรกติของการตั้งครรภ์ด้วย
  3. การพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำโดยมีเรื่องสำคัญ ๆ ที่ต้องปรึกษาและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นพิเศษ เช่น โรคทางพันธุกรรม อย่าง ธาลัสซีเมีย หรือฮีโมฟีเลีย เป็นต้น โรคประจำตัวบางโรคที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนยาที่ต้องปรับตามความเหมาะสม และเรื่องของการฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน
  4. พยายามหลีกเลี่ยงงานที่อันตราย เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับสารพิษ สารเคมีต่าง ๆ เพราะหากเข้าสู่ร่างกายแล้วอาจส่งผลกระทบต่อลูกในท้องจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งจำเป็นในบางส่วนที่ผู้เป็นแม่ในขณะตั้งครรภ์ควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รวมทั้งการไปพบคุณหมอตามที่มีการนัดก็ควรไปให้ตรงตามเวลาทุกครั้ง และหากมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยเอาไว้ ควรรีบปรึกษาคุณหมอโดยทันที

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: myparentage. (2010). เตรียมความพร้อมก่อนคลอด. 22 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา: www.myparentage.com
ภาพประกอบจาก: www.guruobgyn.com


-ทำให้เราแยกทาง.jpg

ตัวการทำลายความสัมพันธ์ มีไม่มากนักหรอกที่คนเราจะแยกทางกันเดินด้วยทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงในประเด็นเรื่องการนอกใจเหมือนอย่างในหนังหรือในละครน้ำเน่า แต่สำหรับในโลกของความเป็นจริงแล้วประเด็นที่ทำให้คู่รักมากมายหลายคู่ต้องเลิกราหรือแยกทางกันมักจะเป็นด้วยเรื่องแค่ขี้ปะติ๋ว อะไรทำให้เป็นไปเช่นนั้น แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้ชีวิตคู่มีความสุข

 

ความเครียดทำให้เราแยกทาง

เรื่องของความรักไม่ใช่เพราะพรหมลิขิต แต่เป็นเพราะกลไกของฮอร์โมนในร่างกายต่างหากที่สั่งให้หัวใจมีความรัก ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครนำมาวิเคราะห์แยกแยะให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริงนัก จนกระทั่งได้มาค้นพบข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมว่า เจ้าสารเคมีในร่างกายหรือฮอร์โมนนั้นได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับจุดแตกหักของความรักด้วยหรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความรักและความเป็นไปของความรักได้ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยฮอร์โมน

จากความรู้และข้อมูลที่น่าประหลาดใจดังกล่าวได้จุดประกายให้นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย โอไฮโอ ศาสตาจารย์หญิง เจนิซ คีโคลตกลาเซอร์ เกิดความสนใจในเรื่องนี้ขึ้น แล้วเธอก็ได้ทำการสำรวจวิจัยจากอาสาสมัครซึ่งเป็นคู่สมรสหนุ่มสาวจำนวน 90 คู่ที่เพิ่งจะแต่งงานกันแน่นอนความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มุ่งไปที่ความเครียดมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ ดังนั้นจึงได้มีการวัดระดับความก้าวหน้าในระหว่างที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันและวัดความเข้มข้นของฮอร์โมนความเครียดหรือคอร์ติซอลในเลือดด้วย หลังจากนั้นอีกสิบปีต่อมานักจิตวิทยาผู้นี้ก็สอบถามไปยังคู่สมรสอาสาสมัครกลุ่มดังกล่าวอีกอีกเกี่ยวกับสถานภาพความสัมพันธ์ของพวกเขาซึ่งผลที่ได้รับปรากฏว่า คู่สมรสส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างแยกกันอยู่ หรือไม่ก็หย่าขาดจากกันไปแล้วและเมื่อได้ทำการตรวจวัดสภาพร่างกายของพวกเขาเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเมื่อสิบปีก่อนก็พบว่ามีความก้าวร้าวสูงและมีการหลั่งคอร์ติซอลที่เข้มข้นมากขึ้นด้วย

 

ความเครียดจากฮอร์โมน

ซื่อสัตย์ตลอดไป หรือไม่นานก็แยกทางกัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากฮอร์โมนงั้นสิ ถ้าเช่นนั้นคำถามเกี่ยวกับตอนจบที่จะถามว่าได้อยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุขตลอดไปหรือไม่ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแบบดื้อๆ และไม่โรแมนติกเลยอย่างไรก็ดีคนเรายังสามารถจะกำหนดความรักของเราเองได้เพราะฮอร์โมนความเครียดจะไม่มีทางมากระตุ้นเราได้อย่างแน่นอน หากเราเรียนรู้ที่จะควบคุมสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างเด็ดขาด และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เพียงเท่านี้เจ้าความเครียดเจ้าเล่ห์ก็ไม่สามารถจะเล่นงานเรา และเราก็สามารถรักษาความรักของเราเอาไว้ให้มั่นคงได้

ความเครียดในสองรูปแบบ ศาสตาจารย์กาย โบเดนมันน์ แห่งสถาบันวิจัยครอบครัวในเมืองฟรีบอร์กชไวซ์ ได้แบ่งแยกความเครียดเป็นสองรูปแบบ ดังนี้

  1. ภาระหน้าที่ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก
  2. ปัญหาซึ่งเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

เมื่อก่อนเราอาจเคยคิดว่ามือที่สามเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนหลายคู่ต้องพังทลายลง แต่จากงานวิจัยของโบเดนมันน์ทำให้เรารู้ว่าความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้อย่างแท้จริงนั้นเป็นผลมาจากความสนใจที่แตกต่างกันของคนสองคน เช่น การทะเลาะกันเกี่ยวกับการใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาอยากจะใช้เวลาในวันหยุดด้วยการออกไปเที่ยวตามประสาผู้ชายกับเพื่อนๆ ในขณะที่เธออยากจะให้เขาอยู่บ้านและช่วยกันทำสวนปลูกต้นไม้ หรือทำกับข้าวกิน เรื่องขัดใจเล็กๆน้อยๆ อย่างนี้ บางทีเราอาจไม่ทันได้คิดว่าสามารถขยายกลายเป็นเรื่องขัดแย้งที่รุนแรงต่อไปได้

ส่วนพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือการนอกใจที่ทำให้เห็นตำตา อย่างที่ในหนังในละครมักจะเอามาแสดงให้ดูว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการแยกทางนั้น สำหรับในชีวิตรักจริงๆแล้ว สาเหตุดังกล่าวเราพบเจออยู่น้อยมาก ขณะที่เรื่องขัดใจเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในใจกลับเป็นตัวปัญหาใหญ่ที่ทำลายความสุขไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมพ่อแม่ของอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องบัญชีเงินฝากในธนาคาร เรื่องล้างจาน หรือเรื่องสัพเพเหระต่างๆซึ่งพอเก็บรวบรวมเอาไว้ในใจมากๆ เข้าในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหนักได้ไม่มีการปลอบโยนกัน

ปัญหาของคนยุคนี้หากนำไปเปรียบเทียบกับของคนยุคก่อนอาจฟังดูค่อนข้างตลก แต่โบเดนมันน์ก็อธิบายว่า เนื่องจากโฉมหน้าของความเครียดได้เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมันยิ่งทำให้การใช้ชีวิตคู่ยิ่งยุ่งยากมากขึ้น ทุกวันนี้การดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของคนเราสะดวกสบายขึ้น แต่กลับต้องไปทุ่มเทอย่างหนักเพื่อที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เช่น ต้องทำงานล่วงเวลา และต้องแข่งขันกันในด้านต่างๆ โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำอย่างนั้นได้ส่งเสริมให้ความเครียดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามากัดแทะทั้งร่างกายและจิตใจของเราให้แย่ลงไปเรื่อยๆ

ระเบิดเวลาทางอารมณ์ เพื่อจะทำให้ระเบิดเวลาลูกนี้สงบลง ได้มีการเปิดสอนวิธีบริหารจัดการกับความเครียดสำหรับคู่รักขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้วิธีการสื่อความเข้าใจกันทั้งๆที่ยังทะเลาะกันอยู่ ช่วยให้รู้จักปล่อยวางและให้อภัยแก่กัน นอกจากนี้ยังช่วยให้เรารู้จักดูแลและถนอมน้ำใจของคนที่เรารักด้วย การเรียนการสอนนี้จะไม่เพียงแค่ให้คุณมานั่งพูดคุยปรับทุกข์กันเท่านั้น แต่เราจะมีข้อแนะนำดีๆ ที่เป็นประโยชน์ให้แก่คุณด้วย

กว่าเมฆดำพัดผ่านพ้นไป เราอาจจำเป็นต้องรอ ค่อยๆเข้าไปปรับความเข้าใจกันทีละนิด เพื่อที่จะหยั่งให้ถึงในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดแต่ไม่ยอมพูดออกมาซึ่งนั้นก็เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวของเขาอย่างไรก็ตามความเครียดก็มักจะทำให้คนเราแสดงความเห็นแต่ตัวออกไป แต่วิธีแก้ไขที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นก็คือกลับมาใส่ใจกันและกันอย่างเคย สิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งศาสตรจารย์คนดังกล่าวให้ข้อแนะนำมาก็คืออย่าปล่อยให้ความรู้สึกติดลบต่ออีกฝ่ายค้างคาใจอยู่โดยไม่ยอมสอบถามเพื่อปรับความเข้าใจกัน เพราะนั่นจะทำให้เกิดรอยร้าวภายในที่ไม่มองเห็นได้จากภายนอกและเมื่อมีรอยร้าวเกิดขึ้นมามากพอ สักวันหนึ่งมันก็พร้อมที่จะแตกสลายลงได้อย่างง่ายดาย ทางที่ดีจึงควรจะมีการพูดคุยกันอย่างเปิดอก ปลดปล่อยให้แต่ละฝ่ายได้เป็นตัวของตัวเองบ้าง เมื่อสามารถรักและเข้าใจกันได้ถึงขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็นวันดี วันร้าย หรือวันไหนๆระดับของคอร์ติซอลฮอร์โมนก็จะยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Lisawellfit ลิซ่าเวลฟิต.(2004). พลังความงามของสาวสุขภาพดี. 22 สิงหาคม 2559.
แหล่งที่มา : http://www.never-age.com
ภาพประกอบจาก : www.never-age.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก