ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-โอมิครอน-ให้ดีที่สุดอย่างไรดี.jpg

สวัสดีปีใหม่ครับ ปีนี้ผมหวังว่า คนไทยจะโชคดีจากการระบาดของเชื้อ “SARS-CoV-2” เมื่อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) เข้ามาระบาดในเมืองไทย ข้อมูลเบื้องต้นแต่ชัดเจนสำหรับเชื้อตัวนี้คือ แพร่กระจายเก่งกว่าสายพันธุ์เดลต้า 3-5 เท่า ส่วนใหญ่ก่อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนและหลอดลม ข้อมูลแรกเริ่มจาก LKS คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKUMed) พบว่า หลังปล่อยเชื้อไวรัสลงบนผิวเซลล์ได้ 24 ชั่วโมง สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มจำนวนในเซลล์หลอดลมเร็วกว่าสายพันธุ์เดลต้าถึง 70 เท่า แต่เพิ่มจำนวนในเนื้อปอดช้ากว่าสายพันธุ์อู่ฮั่นถึง 10 เท่า นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น เยอรมันและอเมริกาทำการศึกษาในหนูก็พบข้อมูลตรงกันว่า เชื้อโอมิครอนก่อโรคหลัก ๆ ในทางเดินหายใจส่วนบน ทำลายเนื้อปอดน้อยกว่าและทำให้สัตว์ทดลองตายน้อยกว่าด้วย ตอนนี้ในไทย สายพันธุ์โอมิครอนกำลังเบียดแย่งที่สายพันธุ์เดลต้าอยู่ (โอมิครอนพบร้อยละ 20 เดลต้าพบร้อยละ 80) ขอให้สายพันธุ์โอมิครอนเบียดแย่งที่จนกลายเป็นเชื้อเด่นและเบียดเดลต้าให้หมดไปเลย ถึงแม้เชื้อโอมิครอนจะหลบหลีกภูมิคุ้มกัน lgG ที่เกิดจากการติดเชื้อและการฉีดวัคซีนได้บ้าง แต่คนไทยยังมีภูมิคุ้มกันชนิดอื่น ๆ เหลือพอที่จะสู้เชื้อโอมิครอนได้ หากป้องกันตนเองได้ดี

คนไทยฉีดวัคซีนไป 105 ล้านโดสแล้ว ผู้ป่วยสะสมอย่างน้อย 2,230,000 ราย ตายไป 22,000 ราย ยาขนานใหม่กำลังขึ้นทะเบียนทั้ง molnupiravir และ paxlovid ใช้ร่วมกับ favipiravir ได้ นี่ยังไม่รวมแอนติบอดีค็อกเทล ที่กำลังขึ้นทะเบียน สรุปว่า คนไทยส่วนมากมีภูมิคุ้มกันกับเชื้อ SARS-CoV-2 และสายพันธุ์โอมิครอนบ้างแล้ว เรากำลังจะมียาต้านไวรัส เราจะรับมืออย่างไรกับเชื้อโอมิครอนให้เกิดผลดีที่สุดแก่คนไทย ให้การระบาดครั้งนี้กลายเป็นโอกาสดีของคนไทยบ้าง

 

ข้อแรก

คนไทยรีบไปฉีดวัคซีนกันเถอะ ใครตกขบวนเข็มหนึ่งเข็มสองต้องรีบฉีดด่วนแล้วเก็บกักตัวเองไว้เลย ตอนนี้เราฉีดเข็มสามกันแล้ว ระยะเวลาที่ภูมิคุ้มกันของเราเกิดดีที่สุดในการป้องกันโรคคือ ตั้งแต่สองสัปดาห์หลังเข็มที่สอง/สามขึ้นไปจนถึงสามเดือน หลังสามเดือนถึงหกเดือนก็ยังพอไหว หลัง 6 เดือนไปแล้วก็ยังพอป้องกันความรุนแรงของโรคได้ แต่ขอสรุปว่า หลังฉีดเข็มที่สอง / สามได้สองสัปดาห์ไปจนถึงสามเดือน จะมีภูมิคุ้มกันดีที่สุด ประเทศตะวันตกหรือในยุโรปที่รีบฉีดวัคซีนก่อนประเทศไทยหลายเดือน ตอนนี้ติดเชื้อโอมิครอนมากเพราะหลังเข็มสุดท้ายนานเกินหกเดือนแล้ว เลยติดเชื้อง่ายกว่าแต่ส่วนใหญ่ไม่ป่วยรุนแรง ดังนั้นระยะเวลาสามเดือนหลังเข็มสามจะเกิดภูมิคุ้มกันสูงจนหากตัวเราเผลอติดเชื้อ ก็จะไม่มีอาการจนบางคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อไปแล้ว ระยะเวลาการแพร่เชื้อไปให้คนอื่นจะสั้นลงด้วย ดังนั้น จังหวะที่เชื้อโอมิครอนกำลังมา เราก็รีบเร่งฉีดวัคซีนเข็มสอง/สาม กันเสีย ใครฉีดเข็มสี่ไม่ว่า จะได้ไม่ป่วยเลย ตอนนี้รีบไปฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไปด้วย

 

ข้อที่สอง

เรายังต้องป้องกันตนเองจากการติดเชื้ออยู่ดี สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในกลุ่มชนแออัดนานเกิน 30 นาทีและอากาศไม่ถ่ายเท ผู้ที่ระวังตนแบบนี้ จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยมาก แม้สายพันธุ์โอมิครอนจะแพร่กระจายเก่งมาก ผมขอย้ำเรื่องการถ่ายเทอากาศในห้องแถว / ขนาดเล็ก ตลาดนัดที่หลังคาเตี้ยจนอากาศไม่ถ่ายเท เจ้าของร้อนต้องเปิดประตู หน้าต่าง เปิดพัดลมเป่า / ดูดอากาศออกจากห้องเลย จะเปิดแอร์ด้วยก็ไม่ว่า ดังนั้น เรายังต้องป้องกันการติดเชื้อด้วยการใช้วิถีชีวิตใหม่เต็มที่ หากติดเชื้อได้อีกก็เป็นเหตุสุดวิสัย และจะเป็นผลดีกับภูมิคุ้มกันที่จะถูกกระตุ้นให้สูงขึ้นมาสู้กับเชื้อจำนวนน้อยนิดที่เล็ดลอดเข้ามา เท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันตัวเราเองให้สูงขึ้นอีก

แต่ผมขอคัดค้านความเห็นที่ได้ยินมาว่า เราไม่ต้องระวังตัว ไปสูดรับเชื้อโอมิครอนเข้าไปเลย จะได้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ การตั้งใจไปสูดรับเชื้อ ท่านอาจจะได้รับเชื้อจำนวนมากในทันทีและเข้าไปในปอดเลย ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบรุนแรงได้ เชื้อโอมิครอนยังก่อโรคในปอดได้นะครับ จึงไม่คุ้มกับการไปสูดรับเชื้ออย่างตั้งใจ ที่สำคัญกว่านี้คือ หากเราปล่อยให้มีการติดเชื้อในประชากรจำนวนมากอย่างในบางประเทศตอนนี้ อาจจะมีเชื้อกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ได้อีก หากได้สายพันธุ์ที่แพร่กระจายง่ายและก่อโรคในปอดได้รุนแรง เราจะพลาดการใช้โอกาสดีที่จะทำประโยชน์จากการระบาดของเชื้อโอมิครอน ต้องเรียนว่า กว่าเราจะได้สายพันธุ์โอมิครอนนี้มาก็ต้องมีการกลายพันธุ์มาหลายครั้งนานถึงสองปีแล้ว เราจึงต้องพยายามป้องกันการกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ได้อีก

 

ข้อที่สาม

มาตรการการตรวจหาเชื้อ ผมเสนอว่า เราไม่ปิดประเทศ ไม่มี curfew ไม่มี lockdown ระหว่างจังหวัด ผู้ที่จะบินเข้ามาในประเทศ แนะนำให้ทำ RT-PCR ก่อนมา 72 ชั่วโมง (ต้องได้ผลลบ) และให้เลือกว่า จะทำการตรวจแบบ RT-PCR ในวันแรกที่เข้ามาในประเทศหรือจะรอ 7 วัน ผู้ที่ทำ RT-PCR วันแรกและได้ผลลบในคนที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อยสองเข็มไม่นานเกิน 3 เดือน ให้ผ่านเลยและให้ใช้วิถีชีวิตใหม่ ขอให้กักตัวแบบ sandbox นาน 7 วันด้วยก็จะดีมากโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดน้อย ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยฉีดวัคซีนเข็มสุดท้ายนานเกิน 6 เดือนไปแล้ว และผู้ที่ไม่เลือกตรวจในวันแรก ให้กักตัว 7 วันแล้วทำ RT-PCR อีกครั้ง ถ้าได้ผลลบ ก็ผ่านได้เลย

หวังว่า การปฏิบัติตามทั้งสามข้ออย่างเคร่งครัด จะช่วยควบคุมการระบาดจากเชื้อโอมิครอน (ถ้าเบียดชนะเดลต้าได้) และทำประโยชน์ให้กับคนไทยมากที่สุดเมื่อโอกาสแบบนี้มาถึงแล้ว หากทำได้ดีคาดว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะไม่เกิน 10,000 รายต่อวันภายในสิ้นเดือนมกราคมศกนี้ จำนวนผู้เจ็บป่วยรุนแรงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือรักษาตัวในหออภิบาล จะไม่เกินศักยภาพของโรงพยาบาลที่จะรับไว้รักษา และเชื้อโอมิครอนจะกลายเป็นเชื้อหวัดธรรมดาอย่างที่เราหวังไว้

 

ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์อมร ลีลารัศมี
นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ฯ และกรรมการแพทยสภา
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม

 

 


-edit.jpg

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ Wuhan Coronavirus ว่าจากประสบการณ์ที่เคยต่อสู้กับไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเมื่อหลายปีที่ผ่านมานั้น ตนหวังว่ามาตรการควบคุมโรคของรัฐบาลจีนและรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบันที่มีมาตรฐานดีขึ้นกว่าเดิมมาก น่าจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสตัวนี้ขยายตัวความรุนแรงไปสู่ขั้นวิกฤติทั่วโลกได้

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อธิบายว่า Coronavirus มีอยู่ 7 สายพันธุ์ คือ Alpha Coronavirus 229E, Alpha Coronavirus NL63, Beta Coronavirus CO43, Beta Coronavirus HKU1, Beta Coronavirus MERS – CoV, Beta Coronavirus SARS – CoV, และที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันคือ Novel Coronavirus 2019 – nCoV

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล กล่าวว่าปัจจุบันความรู้เรื่อง Novel Coronavirus (2019 – nCoV) ยังไม่ตกผลึก ไม่มียา และวัคซีนที่สามารถใช้รักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ดังนั้น วิธีต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ ก็คือจะต้องใช้มาตรการและเครือข่ายในการตัดวงจรชีวิตของมัน หากไวรัสตัวนี้กลายพันธุ์ ก็จะทวีการแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก โดยตัวอย่างในอดีตนั้นเคยมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ Spanish Flu ที่รุนแรงมากในปี พ.ศ. 2461 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30 ล้านคน และการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ Hong Kong Flu ที่มีผู้เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2511 ประมาณ 2 ล้านคน

 

จากรายงานข้อมูลเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Wuhan Coronavirus (2019 – nCoV) มีประมาณ 2 – 3% เปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก (H5 N1) ที่เคยมีประมาณ 60% อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Coronavirus MERS ที่เคยมีประมาณ 35% อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ Coronavirus SARS ที่เคยมีประมาณ 10% และอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ปีโดยเฉลี่ย 0.1 – 2.5% แต่ที่น่ากลัวก็คือเชื้อไวรัส Coronavirus (2019 – nCoV) ตัวนี้ มีอัตราการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น 1.5 – 3.3 คน ต่อผู้ป่วย 1 คน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่มีอัตราการติดเชื้อไปสู่ผู้อื่น 1.3 คน ต่อผู้ป่วย 1 คน

จากรายงานสถิติล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ติดเชื้อ Novel Coronavirus (2019 – nCoV) ทั่วโลกประมาณ 19,810 คน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 426 คน ภายในห้วงเวลาเพียงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ที่น่าวิตกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการแพร่ระบาดของ Coronavirus SARS – CoV ที่มีผู้ติดเชื้อ 8,098 คน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 774 คน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 – เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2546

 

ณ ปัจจุบันรัฐบาลจีนและองค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้จะรุนแรงไปถึงขั้นใด แต่ผู้เชี่ยวชาญและคณะวิจัยไวรัสวิทยาในฮ่องกงพยากรณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และน่าจะถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 จากนั้นความสัมฤทธิ์ผลของมาตรการควบคุมโรค จะมีผลให้ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดลดลงในลักษณะของเส้นกราฟรูปทรงระฆังคว่ำ แต่ถ้ามาตรการควบคุมโรคล้มเหลวการแพร่ระบาดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงถึงขั้นวิกฤติในภูมิภาคทวีป หรือทั่วโลก

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล กล่าวว่าโลกปัจจุบันเป็นสังคม IT ที่มีข้อมูลข่าวสารอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหงข้อมูลบางอย่างเป็นเพียงข่าวลือเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อความตื่นเต้น ทำให้เกิดกระแสตื่นตระหนก มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ฉะนั้นประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจกับความรู้เบื้องต้น และคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันเชื้อไวรัสตัวนี้ รวมทั้งพึงสังวรถึงอันตรายของไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (Influenza) ที่มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 4 แสนคน ในทุก ๆ ปีด้วย

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล เชื่อว่าแพทย์และพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้ โดยได้ให้ข้อแนะนำในการดำเนินมาตรการป้องกันและรักษาโรคไว้ดังนี้

  1. รัฐบาลไทยควรให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่น ๆ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Wuhan Coronavirus (2019 – nCoV) ภายใต้ผลประโยชน์แห่งชาติไทย
  2. จัดตั้งวอร์รูมสกัดไว้รัสในระดับนานาชาติ โดยร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและยุทธศาสตร์การป้องกันโรคฯ ในลักษณะเดียวกับที่ตนเคยทำไว้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสไข้หวัดนก และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ร่วมกับ Dr. Lee Jong Wook ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก และ Mr. Michael O. Leavitte รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ รวม 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ บรูไน ภูฏาน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในครั้งนั้นมีพื้นที่ครอบคลุมภูมิภาค Asia Pacific แต่ในครั้งนี้อาจกระชับลงมาเป็นภูมิภาค Southeast Asia ก็ได้
  3. ประชาสัมพันธ์ความรู้เบื้องต้นและข้อปฏิบัติในการป้องกันเชื้อไวรัสฯ ผ่านสื่อต่าง ๆ และเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปไม่ตื่นตระหนก และได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง
  4. พัฒนาการประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัสฯ ของโรงพยาบาลระดับจังหวัดทุกแห่ง ให้มีขีดความสามารถรายงานผลการตรวจชันสูตรได้อย่างถูกต้องแม่นยำภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับสิ่งส่งตรวจฯ ตามแนวทางที่ตนได้เคยนำร่องการพัฒนาศักยภาพของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในภูมิภาคต่าง ๆ รวม 6 แห่ง (เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา) เมื่อปี พ.ศ. 2548
  5. กรณีผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ชนบทที่ห่างไกลในระดับอำเภอ – ตำบล – หมู่บ้าน ให้รีบส่งตัวไปอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของโรงพยาบาลศูนย์ฯ หรือโรงพยาบาลทั่วไปในระดับจังหวัด รวมทั้งจัดเตรียมยาต้านไวรัสให้เพียงพอที่จะแจกจ่ายไปให้โรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอ และโรงพยาบาลทั่วไปในระดับจังหวัดทุกแห่งที่มีอุบัติการณ์ของโรค

 

ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
อาจารย์ที่ปรึกษา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
ประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


-อุปสรรคสำคัญของ-นิชิโนะ.jpg

ชั่วโมงนี้ใครที่เป็นคอฟุตบอลหรือเล่นกีฬา คงเฝ้าติดตามการซ้อมของนักฟุตบอลทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ “นิชิโนะ” กุนซือใหญ่ชาวญี่ปุ่น ที่มีประวัติยิ่งใหญ่ อย่างการเป็นโค้ชพาทีมชาติญี่ปุ่นชนะทีมชาติบราซิล โค้ชยอดเยี่ยมเจลีก โค้ชยอดเยี่ยมเอเชีย โค้ชที่พาญี่ปุ่นลุยฟุตบอลโลกและทำผลงานได้ดี จนเป็นที่กล่าวขวัญกันถึงทุกวันนี้

 

การมาของโค้ชนิชิโนะ ต่อเติมความหวังให้กับกองเชียร์ชาวไทย

ข่าวคราวความพ่ายแพ้ของทีมชาติไทยต่อทีมชาติในอาเซียนติดต่อกันหลายครั้ง ทั้งที่ทีมชาติไทยเคยผูกปีชนะมาตลอด โดยเฉพาะทีมชาติเวียดนาม ที่ช่วงหลังทีมชาติไทยแพ้ตั้งแต่ชุดเล็กยันชุดใหญ่ จนล่าสุดทีมชาติไทยเสียความเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนให้กับทีมชาติเวียดนามไป ทำให้เกิดกระแสกดดันไปที่สมาคมฟุตบอลฯ ในการสรรหาโค้ชทีมชาติ และยังกดดันไปถึงตัวผู้เล่นทีมชาติว่า ในที่สุดแล้วโค้ชจะเลือกได้อย่างเหมาะสมไหม ใช้หลักเกณฑ์อะไร รูปแบบการเล่นจะเป็นอย่างไร ผู้เล่นจะปฏิบัติตามได้ดีขนาดไหน มีโอกาสจะชนะมากน้อยแค่ไหน หากพ่ายแพ้หมดรูปจะทำอย่างไร และยังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่ในความสนใจ

 

กองเชียร์รวมถึงคนในวงการฟุตบอล มีความคาดหวังที่สูง

เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงวันที่ 5 กันยายน ซึ่งเป็นวันแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่มจี ที่ทีมชาติไทยจะพบกับทีมชาติเวียดนาม  เท่าที่จับกระแส พบว่ามีกองเชียร์ทีมชาติไทย สื่อมวลชนสายกีฬา คนในวงการฟุตบอลจำนวนมาก มีความคาดหวังต่อการทำงานของโค้ชนิชิโนะ สูงมาก ส่วนใหญ่คาดหวังว่า ทีมชาติไทยภายใต้การนำทีมของโค้ชนิชิโนะ จะเลือกนักฟุตบอลได้อย่างเหมาะสม เลือกแทคติกวิธีการเล่นได้ถูกต้อง และจะชนะทีมชาติเวียดนามต่อหน้าแฟนบอลชาวไทยได้แน่ ๆ สังเกตุได้จากตั๋วการแข่งขันขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

มีเพียงส่วนน้อยที่มองว่า โค้ชนิชิโนะ ยังไม่รู้จักนักเตะไทยดี เวลาเตรียมทีมน้อย ในทีมมีผู้เล่นทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าต้องใช้เวลาปรับตัวสร้างความคุ้นเคย รวมถึงวิธีการจัดการ การเล่น การคิดแบบเจแปนสไตล์ไม่เหมือนกับไทยสไตล์ ทำให้คาดหวังผลการแข่งขันดี ๆ ยาก

 

ความคาดหวังดังกล่าวอาจกดดัน ต่อผู้เล่นหน้าใหม่

ความคาดหวังที่สูง สามารถกดดันให้เกิดความเครียดได้ ในทางทฤษฏีแล้ว ความเครียดที่เหมาะสม (eustress) จะกระตุ้นให้ผู้เล่นเกิดการปรับตัว ปรับปรุงและพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้น ในทางกลับกัน ความเครียดที่มากเกินไป จะเส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ เกิดเป็นความไม่สบายใจ (distress) ส่งผลเสียต่อฟอร์มการเล่น ทั้งของตัวเองและของทีม

โดยหลักการแล้ว ความเครียดสำหรับนักกีฬา สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เริ่มจาก

  • พื้นฐานส่วนตัวของนักกีฬาเอง การมีความคิดบางอย่าง เช่น ตั้งใจมากเกินไป คาดหวังในชัยชนะมากเกินไป กลัวเป็นจุดอ่อนของทีม กลัวทีมจะพ่ายแพ้ ฯลฯ ความคิดเหล่านี้สามารถกดดันให้นักกีฬาเครียดได้
  • ฟุตบอลโดยเฉพาะในการแข่งขันแบบจริงจัง ก่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย เนื่องจากเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันสูง นับตั้งแต่แข่งขันกันภายในทีม อย่างปัจจุบันทีมชาติไทยมีทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ ผู้เล่นหน้าเก่า ผู้เล่นจากลีคในประเทศและลีคต่างประเทศ ซึ่งทุกคนล้วนต้องแข่งขันกันเป็นผู้เล่นตัวจริง และต้องพยายามเล่นให้ดีในสนามเพื่อไม่ให้ถูกเปลี่ยนตัว ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การต้องแข่งขันกับคู่แข่งอย่างทีมชาติเวียดนาม ที่ซ้อมและเตรียมทีมมานานกว่า อีกทั้งปัจจุบันก็ไม่มีทีมจากชาติไหนในอาเชียนที่กลัวทีมชาติไทยแล้ว 
  • สถานการณ์กดดัน การแข่งขันที่จะเกิดในอีกไม่กี่วันนี้ มีความกดดันต่อผู้เล่นในทุกระดับ ไล่ตั้งแต่เพื่อนที่ไม่ติดทีม สโมสรที่สังกัด สมาคมฯ กองเชียร์ทั้งประเทศ และอื่น ๆ โดยมีหลายฝ่ายแสดงความรู้สึกผ่านโซเชียล ออกมาแล้วว่า ไม่สามารถยอมรับผลของความพ่ายแพ้ได้

ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด อีกทั้งความใหม่ต่อนักเตะไทยของโค้ชนิชิโนะ เวลาเตรียมทีมที่สั้น สามารถเปลี่ยนเป็นแรงกดดันต่อผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีโอกาสลงเป็นตัวจริง กลายเป็นความเครียด จนอาจไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้

 

ผลการแข่งขันอาจไม่เป็นใจ “โค้ชนิชิโนะ” ต้องแก้ปัญหาความกดดัน ให้กับผู้เล่นหน้าใหม่

จริงอยู่ จากประสบการณ์ของ “โค้ชนิชิโนะ” น่าจะรู้ดีว่าปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้กับผู้เล่นหน้าใหม่ ดังนั้นนอกเหนือจากการโค้ชเรื่องแทคติก รูปแบบและวิธีการเล่นให้กับผู้เล่นทุกคน ซึ่งก็ถือว่ายากถึงยากมากอยู่แล้ว โค้ชนิชิโนะจะต้องสังเกตบุคลิกหรืออารมณ์ของผู้เล่นหน้าใหม่ หาวิธีลดความกดดันจากความคิดของผู้เล่นหน้าใหม่เอง หาวิธีลดความกดดันจากภายนอก เช่น ห้ามเล่นโซเชียล ซ้อมระบบปิด อาจจะต้องใช้วิธีนั่งประกบพูดคุยเป็นรายคน  อีกทั้งยังต้องสร้างสปิริตของความเป็นทีม สนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีม ผสมผสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นใหม่และเก่า ผ่านการซ้อมที่มีระเบียบวินัยแบบเจแปนสไตล์ แต่ผ่อนคลาย ยืดหยุ่นแบบไทยสไตล์

จากที่กล่าวมา ความคาดหวังที่สูง อาจกดดันให้ผู้เล่นทีมชาติ โดยเฉพาะหน้าใหม่ ๆ ทำให้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มที่ดี ทำให้ผลการแข่งขันที่ได้อาจไม่เป็นใจ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆกับทีมชาติในเกมที่มีความคาดหวังสูง ถึงจุดนี้ขอแนะนำว่า ควรเผื่อใจไว้บ้างสำหรับกองเชียร์ที่คิดว่าทีมชาติไทยต้องชนะ และสามารถประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เพราะที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ญี่ปุ่น

 

เรียบเรียงบทความ : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

ข้อมูลอ้างอิง

  1. สยามกีฬา www.siamsport.co.th
  2. ผศ.นพ. พนม เกตมาน. ความเครียดในนักกีฬา. (28 ส.ค. 2562) www.psyclin.co.th

 


healthy-bedclothes.jpg

มนุษย์เราใช้เวลาในการนอน ประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิต ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของร่างกาย โดยร่างกายจะมีกลไกสำคัญ ๆ ในช่วงเวลานอน เพื่อให้ร่างกายพร้อมมากที่สุดภายหลังการตื่นนอน ดังนั้นคุณภาพการนอนจึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของทุก ๆ คน

 

อ่านย่อหน้านี้ แล้วจะรักการ “นอนหลับ”

สำหรับใครที่ก่อนหน้านี้เข้าใจว่า การนอนหลับเป็นเวลาที่ทุกระบบในร่างกายหยุดหมดนั้น ความจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้น การนอนหลับ สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ๆ คือ ช่วงหลับธรรมดา (non-rapid eye movement (NREM) sleep) และช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement (REM) Sleep) รวมเป็นวงจรการนอนหลับสลับไปมาในระหว่างที่เรานอนหลับ จนกระทั่งตื่น
โดยช่วงหลับธรรมดายังแบ่งย่อยเป็น เริ่มง่วง หลับตื้น หลับปานกลาง หลับลึก ในทุกช่วงของการนอนหลับระบบต่าง ๆ ในร่างกายยังคงทำงานอยู่ ยกตัวอย่างที่สำคัญ ๆ เช่น ช่วงหลับลึก เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน กินเวลา 30 – 50 นาทีในแต่ละรอบการนอน ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น Growth hormone เพื่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแทรมส่วนที่สึกหรอ
หรือช่วงหลับฝัน กินเวลา 30 นาทีในแต่ละรอบการนอน ช่วงนี้สมองจะมีการจัดการข้อมูลต่างๆที่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต

จะเห็นได้ว่าช่วงเวลานอนนั้น หลาย ๆ ระบบในร่างกายยังคงทำงาน ทั้งเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งของสารที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด รวมถึงการสะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น

 

ผลเสียของการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ

การอดนอน นอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นเวลานาน ๆ รวมถึงการนอนเกินจะส่งผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาพบว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าการนอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ติดต่อกัน 6 คืน จะเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญกลูโคส การใช้อินซูลิน ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อกระบวนการจำ คิดและตัดสินใจอีกด้วย

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการคุณภาพการนอน

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนมีหลายปัจจัย ทั้งเรื่องเพศ วัย อาชีพ สภาพแวดล้อม สุขนิสัย ความเจ็บป่วย โดยผู้สูงอายุมักจะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกาย ทั้งจากฮอร์โมน ความคิดและอื่น ๆ ทำให้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพการนอนที่แย่ลง
มีเทคนิคแก้นอนหลับไม่สนิทอยู่หลายข้ออาทิ ทำกิจกรรมคลายเครียดก่อนเข้านอน ออกกำลังกายช่วงเย็น อาบน้ำอุ่นก่อนนอน ปรับเวลาเข้าและตื่นนอน ปรับบรรยากาศห้องนอนให้น่านอน เพลงกล่อมนอน เป็นต้น

 

“ที่นอน” อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพการนอน

อุปกรณ์การนอนโดยเฉพาะ “ที่นอน” เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญต่อคุณภาพการนอน เนื่องจากสรีระของผู้นอนที่แตกต่างกัน ทั้งความสูง น้ำหนักตัว เพศชายหญิง โดยการที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด
ท่านอนที่มีไม่มากเป็นเวลานานหลาย ๆ ชั่วโมง ล้วนส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ที่นอนที่ไม่ได้มาตรฐานหรือท่านอนที่ผิด อาจส่งผลต่อระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนเลือด รวมถึงกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อของผู้นอน เป็นต้น บางคนตื่น ๆ หลับ ๆ
บางคนตื่นมาแล้วยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ บางคนรู้สึกปวดหลัง  ปวดแขน ปวดขา หลังจากตื่นนอน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นผลมาจากคุณภาพ “ที่นอน” ที่ใช้อยู่ประจำ

 

คุณลักษณะของ “ที่นอน” ที่ดี

ที่นอนที่ดีนั้นไม่ควรนิ่มหรือแข็งจนเกินไป โดยที่นอนแบบนิ่ม จะมีผลทำให้ปวดหลังได้มากกว่าที่นอนแบบแข็ง โดยที่นอนที่เก่า มีการใช้งานมานาน มีความนิ่มไม่คืนตัว เป็นแอ่งกระทะ ผู้นอนจะเกิดอาการปวดหลัง  หายใจไม่สะดวก ทำให้นอนไม่หลับ สะสมจนเกิดอาการนอนไม่พอ
นอกจากนี้ที่นอนยังควรมีโครงสร้างที่เหมาะสม เช่น ความแน่น จำนวนชั้น วัสดุ รูปทรง ที่สามารถรองรับน้ำหนักและสภาพร่างกายที่แตกต่างกันของผู้นอนได้ ทั้งนี้ควรรวมถึงการรองรับอย่างเหมาะสม ในเวลาที่ผู้นอนขยับตัว ทั้งการดิ้น พลิกตัว หรือลุกตื่นจากการนอน

 

ประเภทของที่นอน

  • ที่นอนฟองน้ำ เป็นที่นอนที่นำฟองน้ำมาอัดใส่ข้างในโดยผสมสารเคมี ทำให้ที่นอนมีความแข็งแรง ไม่ยุบเร็ว น้ำหนักเบา ความนุ่มนิ่มจากฟองน้ำคือ คุณสมบัติหลักของที่นอนประเภทนี้ แต่ต้องแลกับคุณสมบัติในการคืนตัวของที่นอนที่มีต่ำ เสี่ยงต่อการเป็นแอ่งเว้าโค้งตามบริเวณที่มีน้ำหนักกดประจำ ที่นอนฟองน้ำเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประหยัด ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนปวดหลังง่าย
  • ที่นอนใยมะพร้าว ผลิตขึ้นจากการอัดของเส้นใยแข็งที่ได้มาจากกาบมะพร้าว ทำให้ที่นอนใยมะพร้าวค่อนข้างมีความแข็ง ไม่ยวบยาบ ไม่ยุบตัว มีความแน่นทึบ คงสภาพดี ระบายอากาศได้ดี เป็นมิตรต่อธรรมชาติ แก้อาการปวดหลังจากการนอนบนที่นอนนิ่มและยุบตัวง่าย แต่หากหมดสภาพแล้ว ใยมะพร้าวจะเริ่มลุ่ย เป็นขุย เกิดเชื้อราจากความชื้น และอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
  • ที่นอนสปริง เป็นที่นอนที่มีการผลิตและจัดจำหน่ายเยอะที่สุด คุณภาพแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบของสปริง เช่นเดียวกับราคา ที่นอนสปริงมีความยืดหยุ่นสูง ไม่สะสมความชื้น ยิ่งมีน้ำหนักมากยิ่งมีสปริงมาก ทำให้รับสรีระส่วนที่โค้งเว้าได้ดี จุดเด่นของที่นอนประเภทนี้ คือที่นอนจะเด้ง นุ่ม น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ทั้งนี้ประเภทของสปริงแต่ละแบบ ก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไป โดยยิ่งมีจำนวนรอบเกลียว มาก ก็จะยิ่งยืดหยุ่นและรับน้ำหนักได้ดี ข้อเสียของที่นอนสปริง คือสปริงจะยุบ ล้ม และล้าได้ตามคุณภาพของวัสดุและจำนวนสปริง
  • ที่นอนยางพารา เป็นที่นอนที่มีคุณสมบัติคล้ายที่นอนฟองน้ำ แต่มีความยืดหยุ่นและทนทานกว่า สามารถรองรับสรีระความโค้งเว้าทุกส่วนของผู้นอนได้ดี ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ทำให้นอนหลับได้สบายตัว ไม่เมื่อย ไม่ปวดหลังเวลาตื่นนอน เป็นที่นอนที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้กันในหลายประเทศ ทั้งนี้ควรใช้ที่นอนยางพาราแท้เพื่อผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากที่นอนยางพาราแท้จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าที่นอนประเภทอื่น ๆ นิ่มกำลังดี คงทน ไม่ยุบตัวง่าย ไม่ปวดเมื่อย ไม่สะสมความชื้น รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ผู้นอนสามารถนอนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เมื่อเทียบกับที่นอนประเภทอื่นแล้ว ที่นอนยางพารามีราคาที่สูงกว่า

การใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิต และเป็นเวลาสำคัญที่ร่างกายพักฟื้น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งสารเคมีกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย จัดระเบียบความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเครียด สะสมพลังงานเพื่อใช้ในขณะตื่น ดังนั้นช่วงเวลานอนหลับจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกๆคนจึงควรใส่ใจกับลักษณะของที่นอนมากอันส่งผลถึงคุณภาพของการนอนมากยิ่งขึ้น

 

เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ความรู้เรื่องการนอนหลับ
  2. 10 เทคนิคช่วยนอนหลับสนิทตลอดคืน
  3. รู้จักที่นอนและการเลือกที่นอนให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดี

 


-ไม่ตาย-กลับบ้านแน่-ๆ.jpg

ข่าวคราวการเสียชีวิตของนักวิ่งจากการเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอน ซึ่งล่าสุดใน 1 อีเวนต์ มีนักวิ่งเสียชีวิตทั้งขณะวิ่ง และภายหลังวิ่งเข้าเส้นชัยแล้ว ไม่นับรวมกีฬาประเภทอื่น เช่น แบดมินตัน ถ้าใครอยู่ในวงการจะเห็นข่าวคราวการเสียชีวิตระหว่างการเล่น ติดต่อกันหลายอาทิตย์ ทั้งนักกีฬาสมัครเล่นและนักกีฬาอาชีพ ทำให้เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักกีฬา ถึงความปลอดภัย และทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าภายหลังเล่นหรือแข่งเสร็จแล้ว จะไม่ตายหรือปลอดภัยได้กลับบ้านไปหาครอบครัวแน่ ๆ

 

อัตราการเสียชีวิตจากการออกกำลังกาย ทั่วโลกอยู่ที่ 1: 80,000 – 200,000 โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่จะมาจากโรคแฝง ที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่รู้ หรือรู้และอยู่ในระหว่างการรักษาหรือการควบคุม โอกาสที่จะเสียชีวิตในคนที่แข็งแรงไม่มีโรคแฝงจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาโดยตรงนั้น มีโอกาสเกิดน้อยกว่า

 

สาเหตุการเสียชีวิต จากการเล่นกีฬา

สำหรับการเสียชีวิต ซึ่งเกิดในระหว่างการแข่งขันกีฬา เช่น การวิ่ง การเตะฟุตบอล การเล่นแบดมินตัน โดยเฉพาะในการวิ่งระยะไกล ๆ นั้น มักจะมาจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก โดยมีโอกาสเกิดสูงในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ไขมันสูง ความดันสูง มีเบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน เป็นต้น เมื่อต้องออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยเฉพาะเมื่อนานเกิน 1-2 ชม. อยู่ในภาวะที่ร้อนจัดหรือความชื้นสูง หรือเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะไม่พร้อม เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกก่อนแข่ง มีภาวะเจ็บป่วยเช่นเป็นไข้หวัดหรือท้องเสียอยู่ก่อน หากมีภาวะเหล่านี้จะมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตระหว่างการเล่นกีฬาสูงขึ้น

สาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิตจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนัก มักจะเกิดจากการที่มีลิ่มเลือด หรือก้อนไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ (atherosclerotic plaque) หลุดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวายหรือเสียชีวิตเฉียบพลันได้  โดยที่อาจไม่มีอาการเตือนนำมาก่อน เพราะภาวะนี้ (atherosclerosis) อาจไม่มีอาการในขณะที่ดำเนินชีวิตปกติ และนอกจากนี้การตรวจสุขภาพประจำปีโดยทั่วไป เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram, ECG) อาจไม่พบความผิดปกติได้ ทำให้ผู้เล่นกีฬาส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่ามีโรคแฝงอยู่ สำหรับนักกีฬาที่อายุน้อยกว่า 40 ยังอาจเสียชีวิตจากโรคหัวใจผิดปกติอื่น ๆ ได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ หรือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

นอกจากการเสียชีวิตจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับโรคหัวใจแล้ว ยังมีโรคลมร้อน (Heat stroke) อีกโรคหนึ่งที่อาจทำให้นักกีฬาเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน โดยจะมีความเสี่ยงสูงในกลุ่มผู้ที่ปกติไม่ค่อยออกกำลังกาย แล้วไปออกกำลังกายหักโหม หรือไปวิ่งเป็นเวลานานทันที ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เป็นไข้หวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานยาแก้หวัดลดน้ำมูกบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการขับเหงื่อและขับความร้อนออกจากร่างกายได้น้อยลง

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การออกกำลังกายในพื้นที่มีความร้อนและความชื้นสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไปเป็นต้น

 

อาการเตือนที่ต้องสังเกต ในระหว่างเล่นกีฬา

ทั้งนี้ผู้เล่นกีฬาควรต้องสังเกต อาการเตือนที่สำคัญ ๆ ในระหว่างเล่นกีฬา โดยถ้ามีอาการอย่าฝืน หรือพยายามเล่นต่อเด็ดขาด อาการดังกล่าว ได้แก่ 1. การเจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจลามไปจนถึงช่วงแขน คอ กราม ใบหน้าหรือช่องท้อง และ 2. เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม หรือเหงื่อแตกใจสั่น หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบบอกเพื่อน ผู้เล่น กรรมการเพื่อส่งให้หน่วยพยาบาลปฐมพยาบาล หรือไปโรงพยาบาลทันที หากไม่มีหน่วยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ใหโทรศัพท์ไปที่เบอร์สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ตารางที่ 1 แสดง ถึง Target heart rate zone ที่แนะนำให้ออกกำลังกาย และ maximum heart rate แบ่งตามอายุ1

 

WordPress Tables Plugin

 

ข้อแนะนำในการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ในขณะเล่นกีฬา

  1. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจร่างกายตามระดับความเสี่ยง เช่น อายุมาก มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ อาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เอคโค่หัวใจ (echocardiogram) การวิ่งสายพาน (exercise stress test, EST) หรือการตรวจอื่น ๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้เล่นกีฬาแต่ละราย ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายในการตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยภายหลังการตรวจ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด
  2. ควรมีการฝึกซ้อมก่อนแข่งอย่างเพียงพอ โดยมีรูปแบบการฝึกทั้งแบบ interval หนักสลับเบา แบบ tempo หนักต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความทนทาน การฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เป็นต้น ที่สำคัญต้องค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง มีวันพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มีการปรับตัว
  3. ถึงวันแข่งหรือวันเล่นกีฬา ให้เล่นหนักเหมือนกับที่ซ้อมมา หรืออาจเล่นหนักมากขึ้นได้อีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายคุ้นเคยกับระดับความหนักของการเล่นระดับนี้มาแล้ว อันตรายมากหากซ้อมน้อย แต่ไปมุ่งมั่นเอาจริง เอาจัง เฉพาะตอนแข่ง ซึ่งหัวใจจะทำงานหนักเกินขีดจำกัด และมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจนเสียชีวิตได้
  4. สำหรับการวิ่ง นักวิ่งควรมีการคุมชีพจรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่แช่อยู่ใน HR zone สูง ๆ เป็นเวลานาน (ดูตารางที่ 1) ควรดื่มน้ำ เติมเกลือแร่ทุกครั้งที่วิ่งเมื่อถึงจุดที่ผู้จัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ควรสอบถามผู้จัดการแข่งขันถึงรายละเอียดด้านการปฐมพยาบาลที่ผู้จัดเตรียมไว้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้แก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที
  5. หากพบอาการเตือน เช่น แน่นหน้าอก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม อย่าฝืนเล่นหรือวิ่งต่อ ให้หยุดพัก แจ้งหน่วยพยาบาลของการแข่งขัน ตามช่องทางที่ผู้จัดเตรียมไว้ทันที
  6. นอกจากนี้ควรหาเวลาเข้าอบรมการทำ CPR หรือการปั้มหัวใจ เผื่อมีโอกาสในการช่วยผู้เล่นกีฬาคนอื่นๆได้

ถึงตอนนี้แล้ว เพื่อนๆคงมั่นใจมากขึ้นว่า นอกจากความสนุกที่ได้จาการเล่นกีฬาแล้ว การใส่ใจในรายละเอียดทางด้านสุขภาพให้มากขึ้น จะทำให้ทุกคนปลอดภัย กลับไปหาคนที่คุณรักได้อย่างแน่นอน

 

พ.อ. นพ. กิจจา จำปาศรี
กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
ภาพประกอบจาก : www.heart.org

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Know Your Target Heart Rates for Exercise, Losing Weight and Health. Fitness Basics, HEART.ORG
  2. กระทรวงสาธารณสุข แนะนักวิ่งมาราธอนประเมินความพร้อมทางกาย https://tna.mcot.net

 

 


-pemphigus.jpg

โรคเพ็มฟิกัส (Pemphigus) หรือโรคตุ่มน้ำพองเรื้อรังในผู้สูงอายุ เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เกิดการสร้างสารโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินไปทำลายการยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกตัวของผิวหนังในชั้นหนังกำพร้ำ หรือบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้ โรคนี้พบไม่บ่อย มีรายงานอุบัติการณ์ตั้งแต่ 0.5 – 3.2 รายต่อประชากรแสนคน ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละเชื้อชาติ โดยพบความชุกของโรคสูงในกลุ่มประชากรเชื้อชาติยิว ยังไม่มีรายงานอุบัติการณ์การเกิดโรคในประเทศไทย ผู้ป่วยที่เป็นโรคมักมีอายุเฉลี่ยที่ 50 – 60 ปี อย่างไรก็ตาม โรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถรักษาได้ สามารถพบได้ทุกวัย รวมถึงในเด็ก เพศชายและหญิงมีโอกาสเกิดโรคเท่ากัน

 

โรคนี้มีอาการอย่างไร

อาการโดยทั่วไปคือ มีตุ่มน้ำพองขนาดต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนัง บางรายอาจเกิดที่เยื่อบุต่าง ๆ ร่วมด้วย โดยที่ 50 – 70% มีอาการแผลในปากเรื้อรังเป็นอาการแรก ซึ่งอาจนำมาก่อนอาการทางผิวหนังเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน เมื่อตุ่มน้ำแตกจะเกิดแผล หรือรอยถลอก ร่วมกับสะเก็ดน้ำเหลืองทำให้มีอาการเจ็บ ถ้าเกิดตุ่มน้ำพองหรือแผลในปากจะทำให้เจ็บแสบ กลืนอาหารไม่สะดวก บางรายผิวหนังที่ถลอกหรือเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง ถ้าเป็นรุนแรง เชื้อโรคอาจเข้าสู่กระแสเลือดทำให้มีไข้ หรืออาการอื่น ๆ ได้

 

มีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายร่วมกับมีปัจจัยทางพันธุกรรม หรือสิ่งแวดล้อมอื่น เช่น เชื้อโรคหรือสารเคมีเป็นปัจจัยกระตุ้น อย่างไรก็ตามโรคตุ่มน้ำพองจากภูมิคุ้มกันไม่ใช่โรคติดต่อ

 

การวินิจฉัย

โรคนี้วินิจฉัยจากประวัติและอาการทางผิวหนัง ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีลักษณะที่จำเพาะ คือ การพบการแยกตัวออกจากกันของชั้นผิวหนัง ซึ่งในโรค pemphigus vulgaris จะพบว่า ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจะมีการแยกตัวในระดับล่าง ส่วนในโรค pemphigus foliaceus จะพบว่า ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจะมีการแยกตัวในระดับบน นอกจากนี้ยังมีโรคเพมพิกอยด์ (bullous pemphigoid) ซึ่งลักษณะจะเป็นตุ่มน้ำเต่งแตกยาก (tense bullae) และพบแผลในเยื่อบุเพียง 20 – 30% โดยลักษณะทางชิ้นเนื้อในโรคเพมพิกอยด์จะพบการแยกชั้นผิวหนังบริเวณรอยต่อของหนังแท้และหนังกำพร้า และการตรวจพิเศษทางอิมมูนที่จะพบลักษณะจำเพาะ

 

โรคนี้วิธีการรักษาอย่างไร

ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน ในช่วงที่โรคกำเริบ การรักษามีจุดประสงค์ในการลดการเกิดตุ่มน้ำใหม่และเร่งการสมานแผลให้เร็วที่สุด ยาที่ใช้รักษาหลักคือ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานโดยใช้ในขนาดสูง 0.5 – 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคมากหรือมีผื่นในบริเวณกว้าง จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันชนิดอื่น ๆ เช่นยา cyclophosphamide หรือยา azathioprine ร่วมด้วย แล้วค่อย ๆ ปรับลดยาลงช้า ๆ โดยใช้ยาที่น้อยที่สุดที่จะควบคุมโรคได้ ยาอื่น ๆ ที่อาจเป็นทางเลือกในการรักษาร่วมกับยาสเตียรอยด์ ได้แก่ ยา dapsone หรือยา mycophenolic acid

 

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

โรคในกลุ่มนี้ มีความรุนแรงต่างกัน โรคกลุ่มนี้ เป็นโรคเรื้อรังอาการของโรคอาจกำเริบและสงบสลับกันไป ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรมารับการตรวจรักษาโดยสม่ำเสมอและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งโดยเคร่งครัด


เนื่องจากผู้ป่วยมักจะได้รับยาที่กดระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ ไม่ไปในสถานที่แออัดเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

 

ถ้ามีอำการที่บ่งถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

  • ไม่รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไม่สะอาด
  • ถ้าโรคยังไม่สงบ ไม่ควรตั้งครรภ์ เนื่องจากยาที่รับประทานเพื่อควบคุมโรคอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ถึงแม้ว่าโรคสงบแล้ว ถ้าจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์
  • เพราะแพทย์อาจจะยังให้ยาบางชนิดเพื่อควบคุมโรคไม่ให้กำเริบ ซึ่งอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกัน
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาเพรดนิโซโลน ถ้ามีอำการปวดท้อง อุจจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือดควรรีบพบแพทย์
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่้ำเสมอ
  • ดื่มนมสด หรือรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุนจากยา


ผู้ป่วยที่มีตุ่มน้ำแตกเป็นแผลในปากควรปฏิบัติดังนี้

  • ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) อมกลัว บ้วนปาก บ่อย ๆ หรือทุกครั้งหลัง
  • รับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือยาฆ่าเชื้อในช่องปากที่เข้มข้น
  • หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรง ๆ เนื่องจากจะทำให้แผลถลอกมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดโดยเฉพาะ อาหารเผ็ดหรือเปรี้ยว จะทำให้แสบหรือเจ็บแผลมากขึ้น


สำหรับผื่นที่ผิวหนัง ควรปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยง การประคบหรือพอกแผลด้วยสมุนไพร หรือยาใด ที่แพทย์ไม่ได้เป็นผู้สั่ง
  • ถ้ำต้องการทำความสะอำดแผล ควรใช้น้ำเกลือ (Normal saline) เช็ดเบา ๆ อาจใช้ยาทา เช่น ยาครีมฆ่าเชื้อ ไม่ควรเปิดแผลบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังหลุดถลอก

ลักษณะตุ่มน้ำและแผลถลอกในผู้ป่วยเพมฟิกัส

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
เอกสาร โรคตุ่มน้ำพองจากภูมิคุ้มกัน ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก : สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
สแกน QR code เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันโรคผิวหนังได้ที่

 


Banner-19-น่ารู้-เรื่องของสมองผู้หญิง-1600x250-01112017-1-1280x416.jpg

19 เรื่องน่ารู้ สมองของผู้หญิง โดยสมองของคนเรานั้นน่าอัศจรรย์มากค่ะ เพราะเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนแต่ลงตัว และสำหรับสมองของผู้หญิง-ผู้ชายก็มีความแตกต่างกัน ส่งผลให้ความคิด การกระทำ และความถนัดของทั้งสองเพศแตกต่างกันไปอีกด้วย มารู้จักสมองของคุณให้มากขึ้นกันดีกว่า

 

1. สมองส่วนหน้าของผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย

ขนาดของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) และสมองส่วนอารมณ์ (Temporal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย จึงทำให้ผู้หญิงแก้ปัญหาต่าง ๆ และมีทักษะในการใช้ภาษาและอารมณ์ได้ดีกว่า

 

2. สมอง 2 ซีกของผู้หญิงเชื่อมต่อกันตลอดเวลา

สมองของผู้หญิงมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

 

3. สมองส่วนลิมบิกของผู้หญิงมีหยักลึกใหญ่

สมองส่วนลิมบิก (Limbic Brain) ของผู้หญิงจะมีหยักลึกใหญ่ ส่งผลให้ผู้หญิงมีความรู้สึกที่ละเอียดจับอารมณ์และความรู้สึกได้เร็วกว่า แสดงอารมณ์ได้ละเอียดลออ จึงมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์หรือประสานความสัมพันธ์ได้ดีกว่า

 

4. ผู้หญิงใช้สมองทั้งสองซีกในการสื่อสาร

ผู้หญิงจะใช้สมองทั้งสองซีกในเรื่องการสื่อสารและภาษา ดังนั้น ถ้าสมองซีกซ้ายที่ปกติเป็นส่วนที่ดูแลเรื่องภาษาถูกทำลาย ผู้หญิงก็ยังจะสามารถใช้สมองซีกขวาในการสื่อสารได้

 

5. ผู้หญิงมีสมองส่วนคอร์ปัส คอลโลสสัม ที่ใหญ่กว่าผู้ชาย

ผู้หญิงนั้นมีคอร์ปัส คอลโลสสัม (Corpus Callosum) เป็นส่วนที่เส้นประสาทสมองมีการเชื่อมต่อกันมีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย จึงใช้สมองทั้ง 2 ซีกประสานการทำงานได้ดี ทำให้ผู้หญิงจัดการความคิดของตัวเองได้รวดเร็วกว่า

 

6. ผู้หญิงมีสมองฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าในผู้ชาย

ผู้หญิงจะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากกว่า และสามารถระลึกถึงเหตุการณ์เก่า ๆ ที่สะเทือนจิตใจได้ดีกว่าผู้ชาย


Banner-ทำอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้-1600x520-02112017-1280x416.jpg

อุบัติการของโรคภูมิแพ้จากการสำรวจทั่วโลก และการสำรวจในประเทศไทยเอง พบว่า เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า ภายในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยมีอุบัติการของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้ คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23 – 30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10 – 15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5 โดยอุบัติการในเด็กจะสูงกว่าในผู้ใหญ่

โรคภูมิแพ้นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ, เรียนและทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ

 

สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจาก

กรรมพันธุ์ และ สิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30 – 50 แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50 – 70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางกรรมพันธุ์ได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา ตลอดจนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในบุตรได้

 

ทำไมการรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เนื่องจากโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ และมีการศึกษาที่แสดงว่า สิ่งแวดล้อมและอาหารเป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ตั้งแต่แรกในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการให้เด็กดื่มนมมารดาจะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีโรคภูมิแพ้ร่วมกันหลายชนิด เช่นเด็กที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนังอาจพบมีการแพ้อาหารร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะสามารถลดอัตราการเกิดของการแพ้อาหารได้ การดื่มนมมารดาหรือนมสูตรพิเศษ (extensively hydrolyzed formula หรือ partially hydrolyzed formula) ซึ่งเป็นนมที่มีการสลายโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้การดื่มนมที่ผสมจุลินทรีย์สุขภาพ (probiotic bacteria) เช่น แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็น จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันและลดอัตราการเกิดผื่นแพ้ผิวหนังได้

 

รับประทานอย่างไรจึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

เด็กที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  • ทำอย่างไร จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้ ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
  • ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับการแพ้นมวัว
  • ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน โดยแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ภายในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด กล้วยน้ำว้า ฟักทอง น้ำต้มหมู น้ำต้มไก่
    ผักใบเขียว
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วและปลาจนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี

ทำอย่างไร จึงป้องกันโรคภูมิแพ้ได้สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา) อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี วิตามินเอ ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์ นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิด เช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้

นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง เชื้อรา แมลงสาบ ตั้งแต่ขวบปีแรก โดย

  • ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
  • งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอนหรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์ ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
  • ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
  • ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มทุก 1 – 2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
  • ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ\ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว
  • ภายในบ้าน พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
  • จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ

การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ ฝุ่นละอองจากแหล่งต่าง ๆ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้

 

ผู้เขียน : รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
แหล่งที่มาจาก : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=532 
ภาพประกอบจาก : อินเตอร์เน็ต


-เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ.jpg

การนอน เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการเรียน การทำงาน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ จนลืมการพักผ่อนที่เพียงพอ และมักไม่คำนึงถึงความสำคัญของการนอนหลับ เพราะคิดว่าเป็นเพียงแค่กิจกรรมหนึ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ในทางกลับกันการนอนหลับที่ไม่เพียงพออาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมานอกจากนั้นยังมีผลทำให้อารมณ์ไม่คงที่ และมีสมาธิในการทำงานที่สั้นลง อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อผิวพรรณและทำให้แก่ก่อนวัยอีกด้วย

 

การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณอย่างไร

การนอนหลับหมายถึง สภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อของสิ่งแวดล้อมและโดยปกติระหว่างการนอนหลับร่างกาย
จะไม่มีการเคลื่อนที่ คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของแต่ละวันไปกับการนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายด้วย นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญต่าง ๆ ที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างเช่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตและที่สำคัญสารนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับอีกด้วย ถ้าคนเราอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายรวมทั้งผิวพรรณด้อยลง ทั้งนี้มีสาเหตุจาก

  1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โดยการอดนอนจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักขึ้นซึ่งเลือดจะมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นและเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสลายตัวในเวลาต่อมาจึงทำให้ความสามารถของร่างกายในการต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเสียไป
  2. ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะมีประสิทธิภาพลดลง โดยอวัยวะที่สำคัญคือ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาวซึ่งอวัยวะชิ้นนี้จะทำงานตอนที่เรานอนหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดีหากร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  3. อารมณ์เครียด และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีอาการง่วงนอนหรือรู้สึกไม่สดชื่นตลอดทั้งวัน
  4. ระบบย่อยอาหารผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนาน ๆ จะทำให้แก่เร็ว
  5. หากเราอดนอนนาน 1 สัปดาห์ หรือนอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยประมาณร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันน้อยลงทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น
  6. หากคนเรานอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็จะผลิตสารเลปติน (Leptin) น้อยลงซึ่งเลปตินมีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งเราอดนอน เลปตินก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลงทำให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นอยากทานขนมหวาน และอาหารมัน ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมและลดน้ำหนักได้
  7. สูญเสียโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ในขณะหลับ ซึ่งโกรทฮอร์โมนจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ โดยการสร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร และช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ดังนั้น หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้ผิวหนังก็จะหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่นได้
  8. ในด้านของผิวหนังสารเมลาโทนินเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ และสารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เรานอนหลับ ถ้าเราอดนอนหรือนอนน้อยก็จะทำให้มีการสร้างสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือภูมิแพ้ของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

เทคนิคในการช่วยให้นอนหลับสบายเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี

การนอนเพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

  1. จัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสมและเป็นเวลา ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนเราขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือวัย ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมากและความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ช่วงเวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่าง ๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดีจะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน
  2. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม เช่น ห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดีและควรจะปิดไฟให้มืด นอกจากนี้ไม่ควรนำอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เข้าไปไว้ในห้องนอนเช่น คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงานจะทำให้เรารู้สึกกังวลตลอดเวลาจนเกิดอาการนอนไม่หลับ
  3. ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย รวมทั้งหมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไรซึ่งอาจทำให้ผิวหน้าอ่อนแอ เกิดสิว และอาจเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น
  4. หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายก่อนนอน เช่น การอาบน้ำอุ่น ฟังเพลงจังหวะสบาย ๆ หรือการนั่งสมาธิซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน(Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น
  5. ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ดีต่อสุขภาพเพราะเป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอกช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังจะได้รับการรองรับจากที่นอนทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์) นอกจากนี้ท่านอนหงายจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุดเพราะการนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำนาน ๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับซึ่งก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า
  6. กดจุดบริเวณใบหน้าก่อนนอนด้วยการใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ ตามหัวคิ้ว ขมับ ร่องจมูก คาง และมุมปาก ช่วยให้การนอนหลับสบายและหลับสนิทขึ้น
  7. กลิ่นของน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น
  8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก จึงแนะนำให้ดื่มชาคาโมมายด์อุ่นๆ หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอนเพราะอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อย ๆ เพื่อมาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้อาหารจำพวกมันเทศ เผือก กลอย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต่างๆ ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน (serotonin) ทำให้นอนหลับสบาย

เอกสารอ้างอิง
• สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาชีววิทยา. สาระน่ารู้เกี่ยวกับการนอนหลับ. ตุลาคม 2553.

 

ผู้เขียน : ดร. นิตยา ตรีศิลป์วิเศษ และ รศ. ดร. พิมลพรรณ พิทยานุกุล
ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งที่มาจาก : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge
ภาพประกอบจากจาก : อินเทอร์เน็ต

 


Banner-อาหารเรียกความจำ-1600x520-01112017-1280x416.jpg

อาหารเรียกความจำ คุณกินอะไร ก็จะเป็นอย่างนั้น ประโยคสั้น ๆ ที่เป็นความจริงแท้แน่นอน เพราะอาหารที่เรารับประทานในแต่ละคำยังส่งผลถึงสมาธิ ความจำ รวมไปถึงความเฉลียวฉลาดด้วย สิ่งที่เราไม่รู้และควรรู้ก็คือ เซลล์สมองของคนเรามีจำนวนมากถึงร้อยพันล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ก็มีความต้องการอาหารที่มีสารอาหารในการเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ประสาท การขาดสารอาหารเพียงบางชนิดแม้ในจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ความจำลดลงได้ก่อนที่ร่างกายจะแสดงอาการออกมา

ในการทำงานของเซลล์สมองทุก ๆ ตัว จะมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อสมอง ซึ่งช่วยสื่อสารจากเซลล์หนึ่งต่อ ๆ กันไป ระบบการไหลเวียนของเลือดจะนำเอาออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ซึ่งการทำงานจะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีสารอาหารไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอสม่ำเสมอ พอที่จะทำให้สมองทำงานได้ตลอดชีวิตหรือไม่

 

อาหารดีมีประโยชน์สำหรับสมอง

อาหารเรียกความจำ

  1. อาหารที่มีวิตามินบีสูงช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน เช่น ผลิตภัณฑ์นมพร่องหรือขาดไขมัน กล้วย อาหารทะเล ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ผัก ผลไม้
  2. อาหารที่มีธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง การขาดธาตุเหล็กจะทำให้สมาธิสั้น ไอคิวลดลง การเสริมธาตุเหล็กสำหรับผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้าย ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ ใช้ความคิด เพิ่มทักษะในการใช้คำพูด อาหารที่มีธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล
  3. กลุ่มอาหารที่อุดม ไขมันและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อสมอง เนื่องจากอุดมไปด้วยองค์ประกอบที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์สมองและสารเคมีในเซลล์สมองที่ชื่อว่า อะเซทิลโคลีน ซึ่งควบคุมความจำ อาหารที่มีโคลีนสูง คือ ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บรูเออส์ยีส ส่วนที่มีในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ ขนมปังโอสวีท นม ส้ม ดอกกะหล่ำ และแตงกว่า
  4. อาหารที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกวิแดนท์ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ส่งผลให้ความจำเสื่อม มีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า ผู้ที่บริโภควิตามินซีสูงมีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุด พืชที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการสมองเสื่อม ได้แก่ สารโอพีซีสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัดจากใบแปะก้วย กรดไลโปอิคและสารฟลาโวนอยด์ในผัก ผลไม้ เช่น องุ่น ผลไม้ประเภทเบอร์รี่ ชาเขียว
  5. อาหารเรียกความจำกลุ่มอาหารทะเลที่อุดมไปด้วยน้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันความจำเสื่อม ปลาที่มีโอเมก้า 3 มาก ได้แก่ ปลาเซลมอน ปลาค้อด ปลาซาร์ดีน และปลาแมคคอเรล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารแนะนำให้บริโภคเนื้อปลาสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง

สำคัญที่สุดคือ ต้องกินอาหารเช้า เนื่องจากสมองคนเราต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราไม่รับประทานอาหารก็จะทำให้สมองขาดเชื้อเพลิงในการทำงาน คนที่รับประทานอาหารเช้าจะขาดโรงเรียนหรือขาดงานน้อยกว่า รวมไปถึงการทดสอบทางคณิตศาสตร์ สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา การรำลึกความจำ ความแม่นยำในการทำงานดีขึ้น แถมยังมีอารมณ์ดีกว่าคนไม่กินข้าวเช้าอีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.mahachaihospital.com


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก