ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-เมื่อต้องเดินทาง.jpg

อาหาร และการกินสำหรับผู้ดูแลสุขภาพหรืออยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก หากต้องเดินทาง ซึ่งมีทั้งในและต่างประเทศ โดยรูปแบบการกินไม่สามารถกำหนดเป็นแบบที่กินอยู่ประจำได้ มาดูแนวทางเบื้องต้นบ้างว่า ควรทำอย่างไร

 

การเลือก ” อาหาร หรือ การกิน ” สามารถปฏิบัติได้ ดังนี้

 

  1. เลือกอาหาร และของว่างที่ดีต่อสุขภาพไว้ก่อน เลือกอาหารแบบที่คุณทานตามปกติเมื่ออยู่บ้าน เช่น ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ไร้ไขมัน ซึ่งปลอดภัยและดีกว่าของว่างกรุบกรอบ หากไม่มั่นใจในความสะอาดของผลไม้ ใช้น้ำขวดที่พกไปด้วยล้างผักผลไม้ให้สะอาดอีกรอบ หรือปอกเปลือกผลไม้เลยก็ได้
  2. เตรียมขนมและของว่างจากบ้านไปเอง บางสายการบินอนุญาตให้เอาของว่างขึ้นเครื่องได้ อย่าลืมตรวจสอบกับสายการบินด้วยว่ามีข้อห้ามอะไรหรือไม่เรื่องการนำอาหารไปเอง เมื่อไปพักโรงแรม คุณอาจไปสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดใกล้ ๆ เพื่อซื้ออาหารสดและกล่องอาหารเล็ก ๆ แล้วเตรียมอาหารง่าย ๆ แช่ตู้เย็นไว้รับประทานเอง
  3. หากจำเป็นต้องสั่งอาหาร ขอดูเมนูภาษาอังกฤษเสมอ อย่าสั่งอาหารที่คุณไม่รู้จักหรือแค่อยากลองของแปลก หากอยู่ในประเทศที่พูดคนละภาษา พยายามจดจำคำศัพท์ง่าย ๆ พื้นฐานไว้ เช่นไข่ ผัก น้ำสะอาด นม เนื้อไก่ ขนมปัง เผื่อในกรณีที่ไม่มีคนรอบข้างพูดอังกฤษได้เลย คุณจะยังสั่งอาหารได้อย่างปลอดภัย
  4. ในสถานที่ซึ่งผลไม้ดูแล้วไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด ให้เลือกผลไม้ที่มีเปลือกหนาเอาไว้ก่อน เช่น กล้วย ส้ม และถ้าอยากสั่งผัก เลือกผักลวกหรือต้มปลอดภัยกว่าผักสด
  5. หากสั่งอาหารที่ต้องปรุงสุก ดูให้แน่ใจว่าปรุงสุกทั่วถึงดีแล้ว ไม่จำเป็นอย่าสั่งอาหารดิบ เลือกรับประทานแต่อาหารที่ปรุงร้อนควันกรุ่น ๆ เท่านั้น
  6. ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ดูน่าเชื่อถือ สังเกตความใสของน้ำทุกครั้ง อย่าดื่มน้ำจากก๊อก เพราะบางประเทศมีปัญหาเกี่ยวกับความสะอาดของน้ำ และน้ำแข็งก็อาจทำจากน้ำก๊อกก็ได้ เพื่อความปลอดภัยพยายามใช้น้ำบรรจุขวดเท่านั้นเพื่อแปรงฟัน
  7. เลือกร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเอาไว้ก่อน หลีกเลี่ยงร้านเล็ก ๆ ตามตรอกซอยซึ่งอาจไม่สะอาดนัก และหลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารดิบ
  8. ถ้าไม่มั่นใจ อย่าดื่มนม เพราะมาตรฐานความสะอาดในการผลิตนมของแต่ละประเทศต่างกัน
  9. เลือกผลไม้เปลือกหนาที่ต้องปอกเปลือกเสมอ และพยายามปอกเองด้วยหากทำได้

 

นอกจากทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว พยายามอย่ากินอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ และสำรวจตัวเองว่ามีอาการผิดปกติหลังจากกินอาหารอะไรบ้าง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง เพื่อครั้งต่อไปจะได้หลีกเลี่ยง หากทำได้เช่นนี้ คุณจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ห่างไกลอาการไม่พึงประสงค์ เช่น การแพ้อาหาร อาหารไม่ย่อย และยังคงบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ แม้เมื่ออยู่ไกลบ้าน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


-เชื้อดีๆ-ที่ร่างกายต้องการ-.jpg

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ซึ่งจุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ แบคทีเรีย อาร์เคีย รา และ ยีสต์ เป็นต้น จุลินทรีย์พบได้ทุกสภาวะแวดล้อม แม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่ไม่ได้ จุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ก่อโรคและแบบไม่ก่อโรค มีการเรียกจุลินทรีย์ไม่ก่อโรคและมีประโยชน์ต่อร่างกายว่า จุลินทรีย์ชนิดดี หรือ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) นั่นเอง 

 

โพรไบโอติคส์ (Probiotics) คืออะไร 

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรียกับยีสต์ มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่ออยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามิน B12 เกลือแร่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม น้ำตาลชนิดดี และกรดไขมันชนิดดี ส่งเสริมการผลิตวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน K2 เอนไซม์ในการย่อยและกลุ่มวิตามินบี ช่วยย่อยอาหารพวกเส้นใยให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้นโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแบคทีเรียชนิดไม่ดี ไวรัส พยาธิ สารพิษ และสารอักเสบต่าง ๆ ช่วยทำลายสารพิษในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้  ทำให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่ก่อโรค

 

ทำไมต้องมีการเพิ่มโพรไบโอติคส์ให้ร่างกาย

ปกติแล้วในร่างกายของมนุษย์ เช่น ทางเดินอาหาร จะมีแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ความสมดุลนี้จะถูกทำลายจากการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ความเครียด พักผ่อนน้อย อายุที่เพิ่มขึ้นรวมถึงโรคต่าง ๆ และการใช้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิด การบำบัดโรคด้วยวิธีฉายรังสี หรือแม้แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภูมิแพ้คอเลสเตอรอลสูง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ท้องผูก

การกินอาหารที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยทำหน้าที่ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารได้

 

การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

เนื่องจากปัจจุบัน มีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติคส์ มานำเสนอหลากหลายตราสินค้าและหลากหลายช่องทาง ในการเลือกซื้อจึงควรใส่ใจในรายละเอียด มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  1. ควรเลือกซื้อจากช่องทาง ที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่มีความเย็นอยู่เสมอ
  2. ควรดูชื่อจุลินทรีย์ที่ฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ว่า เป็นโพรไบโอติคส์หรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำผลิตภัณฑ์ เช่น สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophiles) และแล็คโตแบซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) เป็นจุลินทรีย์สำหรับทำโยเกิร์ต ไม่ใช่โพรไบโอติคส์
  3. ถ้าเป็นโพรไบโอติคส์ ให้ดูต่อว่าอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ เช่น กรณีท้องผูก อาจเหมาะกับเชื้อไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส ซึ่งกรณีที่ไม่อยู่ในกลุ่มท้องผูกควรหลีกเลี่ยงเชื้อตัวนี้ ทั้งนี้ต้องทานต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ กรณีไม่ตรงอาจพิจารณาเปลี่ยนเชื้อ และทานต่อเนื่องอีกครั้ง
  4. พิจารณาฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดยเลือกซื้อที่มีโพรไปโอติคส์ ชนิดที่ต้องการจำนวนอย่างน้อย 1010-1011 ตัว

แนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.goodlifeupdate.com   www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบ : www.freepik.com


5-วิตามินและอาหารเสริมสำหรับมนุษย์เงินเดือน.jpg

วัฒนธรรมการทำงานออฟฟิศในปัจจุบันแม้จะอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมากแต่ก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพแก่คนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจแล้ว ร่างกายของเรายังขาด ” วิตามิน ” และได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ไม่เพียงพอ ทำให้บ่มเพาะนิสัยการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง มีปัญหาสุขภาพและขาดสารอาหารตามมาเป็นลำดับ ดังนั้นนอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว วิตามิน กับ อาหารเสริมต่าง ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะแก่วัยทำงาน

 

วิตามิน และ อาหารเสริมสำหรับมนุษย์เงินเดือน 

 

1.วิตามินซี (Vitamin C )

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีความเครียดสะสมทางร่างกายและจิตใจมีแนวโน้มต้องการวิตามินซีเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ วิตามินซีเป็นหนึ่งในกลุ่มแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังเป็นวิตามินที่สามารถละลายน้ำได้ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตกค้างในกลุ่มผู้ที่บริโภควิตามินซีเป็นประจำ อีกทั้งวิตามินซียังทำงานร่วมกับวิตามินเอในเรื่องการบำรุงสุขภาพสายตาให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อซึ่งเกิดจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานติดต่อกันได้ด้วย

 

2.วิตามินบี  (Vitamin B )

วิตามินบีเป็นวิตามินที่สามารถพบได้ในอาหารหลากหลายหมู่ ไม่ว่าจะเป็นถั่ว, ธัญพืช, กล้วย หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นวิตามินที่คนส่วนใหญ่ขาด จากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารสำเร็จรูปและอาหารที่ผ่านการแปรรูปซึ่งทำให้คุณประโยชน์ของวิตามินบีพร่องไปด้วย วิตามินบีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายและระบบเลือด บำรุงสมอง ทำให้ทำงานอย่างลื่นไหล ใครมีปัญหาหลงลืม หรือรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยปลอดโปร่ง ลองรับประทานวิตามินบีจะพบว่าสมองสามารถตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยสามารถเลือกรับประทานแบบบีรวมที่มีวิตามินบีครบทุกชนิด

 

3.วิตามินดี (Vitamin D )

จริง ๆ แล้ววิตามินดีเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้ง่าย ๆ เพียงแค่ออกไปรับแดดตอนเช้า ๆ ซักหน่อย แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือวิถีชีวิตของเราไม่ได้เอื้ออำนวยมากนัก ออฟฟิศส่วนใหญ่เป็นตึกมิดชิด  จากการศึกษาพบว่าการขาดวิตามินดีอาจไม่เพียงส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกเท่านั้น ยังอาจนำไปสู่โรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้อีกด้วย วิตามินดีและแคลเซียมถือเป็นคู่หูของกันและกัน นอกจากการรับประทานวิตามินดีเสริมแล้วเรายังสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตช่วยได้ด้วย เช่น ออกกำลังกายในสวนสาธารณะตอนเช้า หรือหาโอกาสนั่งกินข้าวเที่ยงในร้านอาหารแบบ Out-door บ้าง เป็นต้น

 

4.วิตามินเอ  (Vitamin A )

ถ้าพูดถึงวิตามินเอ แน่นอนว่าทุกคนจะนึกถึงสรรพคุณในเรื่องการบำรุงสายตา ซึ่งขาดไปไม่ได้เลยกับพนักงานออฟฟิศที่ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงต่อวันในการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ วิตามินเอมักพบในอาหารจำพวกเครื่องใน ไข่แดง ผักโขม รวมไปถึงผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น ในกรณีที่คุณใช้สายตาหนักมาก การเสริมอาหารด้วยวิตามินเอแบบเม็ดที่ขายกันตามร้านขายยาก็ช่วยได้ แต่เนื่องจากวิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงเมื่อตกค้างในร่างกาย ดังนั้นจึงควรอ่านฉลากยาอย่างเคร่งครัดถึงข้อปฏิบัติและข้อยกเว้นต่าง ๆ

 

5.น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา Fish oil นี้สกัดจากเนื้อปลา คนละอย่างกับน้ำมันตับปลาที่สกัดจากตับปลา อีกทั้งยังให้คุณประโยชน์ทางยาที่ต่างกัน โดยการทานน้ำมันปลา จะหวังผลในเรื่องไขมันดีอย่าง โอเมก้า-3 เป็นหลัก ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อมือและข้อนิ้วที่มักพบในคนทำงานได้ อาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า-3 ได้แก่ปลาแซลมอน และอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มโอเมก้า-3 ให้แก่ร่างกายคือการรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบแคปซูลนั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.holtraceuticals.com   www.highachieverdiet.com   www.ncbi.nlm.nih.gov
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


-Ketosis-และ-Keto-flu.jpg

รู้จัก Ketosis และ Keto flu สำหรับผู้ที่สนใจสูตรไดเอท แบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” โดยเฉพาะสูตร “คีโต” หรือ Ketogenic diet อาจจะเคยผ่านตาเรื่องของภาวะคีโตซิส (Ketosis) และคีโต ฟลู (Keto flu) กันมาบ้าง มาดูกันนะค่ะว่า 2 คำนี้ มีความหมายอย่างไร

 

สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” เน้นการดึงเอาพลังงานจากไขมันมาใช้แทนคาร์โบไฮเดรต ยกตัวอย่างเช่น สูตรไดเอทแบบคีโต หรือ Ketogenic diet และสูตรไดเอทแบบแอทกิ้นส์ หรือ Atkins Diet ซึ่งร่างกายของผู้ที่ไม่คุ้นเคยต้องมีการปรับตัว เรามารู้จักกับ 2 คำ ที่ควรรู้กันค่ะ

 

Ketosis และ Keto flu คืออะไร และสำคัญอย่างไร 

 

1.Ketosis 

คีโตซิส (Ketosis) เป็นกระบวนการเผาผลาญไขมันที่เก็บไว้ในร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังงาน ในภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลกลูโคสไม่เพียงพอ กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสะสมของกรดคีโตน (Ketone) ภายในร่างกาย

ทั้งนี้ภาวะนี้ จะพบได้ในผู้ที่ทานอาหารแบบ Ketogenic diet โดยลดคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมาก เพื่อบังคับให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน เพื่อเอาพลังงานที่ได้มาแทนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ภาวะนี้ยังพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน  ซึ่งร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสโดยพลังงานหลักมาจากไขมัน ต่อมาเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Ketoacidosis)

โดยมีคีโตนในเลือดสูงจนเกิดอันตราย มีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ มึนงง สับสน คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก กรณีรุนแรงอาจเกิดสมองบวม โคม่าและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes) ซึ่งตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ มีโอกาสเกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้มากกว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ซึ่งมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน และจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทันที

 

2.Keto flu 

คีโตฟลู (Keto flu) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับหลาย ๆ คน ในช่วงแรกของการปรับตัวทานอาหารแนวคีโต (Ketogenic diet) ซึ่งเป็นสูตรอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก โดยมักจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า 50 กรัมต่อวัน การลดลงอย่างมากนี้อาจเกิดผลกระทบต่อร่ากายคล้ายกับอาการจากการถอนคาเฟอีน หรือสารเสพติดบางประเภท

โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องร่วง ปวดหัว เวียนหัว อ่อนแรง หงุดหงิด ตะคริว ปวดท้อง ขาดสมาธิ ปวดกล้ามเนื้อ นอนหลับยาก จนถึงการอยากกินน้ำตาล โดยผู้ทานอาหารแนวคีโตอาจพบอาการเหล่านี้ในหนึ่งสัปดาห์แรก

ในขณะที่บางคนมีอาการต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลานาน อาการเหล่านี้มีผลโดยตรง ทำให้หลายๆคนไม่สามารถประสบความสำเร็จกับการทานอาหารแนวคีโต รู้จัก Ketosis, Keto flu ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com   www.healthline.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.unsplash.com


-อีกทางเลือกการกินเพื่อสุขภาพดี.jpg

ปัจจุบันคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่า หนึ่งในพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมักจะเกี่ยวเนื่องกับการกิน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการกินที่ผิด เช่น กินตอนดึก ๆ กินก่อนเข้านอน กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กินอาหารมีความมันสูง กินอาหารรูปแบบเดียวซ้ำ ๆ หรือการกินแบบที่มีสัดส่วนของสารอาหารไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต เช่น กินคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งมาก กินไขมันมาก ทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การกินให้ถูกหลักโภชนาการเพื่อการมีสุขภาพที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

อยากมีสุขภาพดีต้องกินอย่างไร

กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีข้อเสนอแนะในเรื่องของการกินเพื่อให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ซึ่งมีอยู่หลายประการ เริ่มจากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลาย กินข้าวซ้อมมือที่ไม่ขัดสีจนขาว เพราะจะมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และใยอาหารสูง สลับกับก๋วยเตี๋ยวบางมื้อ กินพืชผัก ผลไม้เป็นประจำ กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย กินไขมันแต่พอควร และควรเลือกเป็นชนิดที่มีไขมันดี หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารปราศจากการปนเปื้อน รวมถึงการงด หรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

และสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการปรับน้ำหนักให้เหมาะสม นอกจากการกินตามข้อแนะนำแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับค่าพลังงานของอาหารแต่ละมื้อรวมกัน ต้องสอดคล้องกับค่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันด้วย โดยเพื่อน ๆ ที่สนใจลดน้ำหนักควรกินอาหารให้ได้ค่าพลังงานน้อยกว่าค่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ สามารถปรับด้วยการควบคุมปริมาณและประเภทอาหาร รวมถึงเพิ่มการออกกำลังกายควบคู่กัน ในทางตรงข้ามหากเพื่อนต้องการเพิ่มน้ำหนัก ต้องกินให้ร่างกายมีพลังงานเหลือใช้ ซึ่งจะไปเก็บในรูปของไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

 

หลีกเลี่ยงการกินที่ทำให้สุขภาพไม่ดี

หลาย ๆ พฤติกรรมการกินสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น กินมาก กินมัน อาจทำให้อ้วนไขมันเยอะ กินก่อนเข้านอน อาจทำให้นอนไม่หลับ ผิวพรรณไม่สวย อ้วน หรือกรดไหลย้อน กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาจทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคพยาธิ และการกินคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งมาก กินไขมันมาก ไม่สอดคล้องกับพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ อาจทำให้เป็นโรคความดัน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน อื่น ๆ เป็นต้น พฤติกรรมการกินในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง

 

กราโนล่า อีกทางเลือกการกินเพื่อสุขภาพดี

กราโนล่า (Granola) คือ อาหารที่ได้รับความนิยมจากชาวตะวันตก มักรับประทานเป็นอาหารเช้า หรือของว่าง กราโนล่าสามารถให้พลังงานสูง เต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่ร่างกายต้องการ โดยมีส่วนผสมหลักประกอบด้วย เมล็ดธัญพืช จำพวกข้าวโอ๊ต ถั่วต่าง ๆ และผลไม้แห้ง ที่นำมาคลุกเคล้าโดยการนำไปอบให้กรอบ สามารถทานเป็นอาหารเช้าแทนซีเรียล นิยมทานคู่กับนมหรือโยเกิร์ต ทั้งนี้มีประโยชน์หลายประการ อาทิ

  • ลดอาการท้องผูก ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น จากการที่ข้าวโอ๊ตมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ถ้าเรากินอาหารที่มีเส้นใยสูง ๆ เราจะอิ่มท้องนาน ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง และการสะสมไขมันส่วนเกินก็จะน้อยลงด้วย
  • ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงหัวใจ และกระตุ้นการเผาผลาญได้ ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามิน E ไทแอมีน และโฟเลต (กลุ่มวิตามิน B) นอกจากนี้ ส่วนผสมของกราโนล่า ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซิงค์ ทองแดง แมงกานีส ธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
  • สามารถควบคุมความหิวระหว่างมื้อได้ดี ช่วยลดการทานจุบจิบลงได้ ง่ายต่อการคุมแคลลอรี่ต่อมื้อ คุณค่าทางสารอาหารของข้าวโอ๊ต นอกจากจะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารแล้ว ยังให้โปรตีนที่สูงอีกด้วย หากยี่ห้อไหนที่ใส่ถั่วนานาชนิดเข้าไปด้วย เราก็ยิ่งจะได้โปรตีนมากขึ้น และเมื่อรับประทานคู่กับกรีกโยเกิร์ต หรือนมวัว เราก็จะได้โปรตีนมากขึ้นไปอีก

 

Good day Granola กราโนล่าธรรมชาติแตกต่างไม่เหมือนใคร

อีกหนึ่งแบรนด์ของกราโนล่าคุณภาพ คือ “กู๊ดเดย์ กราโนล่า” (Good day granola) ที่มาพร้อมรสชาติแตกต่างไม่เหมือนใคร และรสยอดฮิตที่ทำให้มื้ออาหารและขนม ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ สามารถทานได้ประจำอย่างต่อเนื่อง ด้วยส่วนผสมของข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ด (whole Grain) มีสารอาหารและไฟเบอร์สูง อิ่มท้อง บำรุงระบบขับถ่าย ใช้น้ำมันรำข้าวแทนเนย ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล ไม่มีส่วนผสมของแป้ง หรือน้ำตาลขัดสี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ผสมนม เนย ไข่ น้ำตาล และไขมันต่ำ ไม่มีโซเดียม ควบคุมแคลอรี่ต่อมื้อได้ง่าย มาพร้อมหลากหลายรสชาติให้เลือก อาทิ

 

 

รสโปรตีน

สำหรับหนุ่มสาวที่มีแอคทีฟไลฟ์สไตล์ ทำให้ได้พลังงานคุณภาพไม่เคยตก

 

รสน้ำผึ้งมะนาว

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำผึ้งมะนาว ได้รสสัมผัสเปรี้ยวอมหวาน อย่างลงตัว

 

รสส้ม

ให้ความสดชื่น กลิ่นหอมหวานของผลส้ม และเปลือกส้มแท้ ๆ

 

รสโกโก้กล้วยหอม

ดาร์คโกโก้เข้มข้น ผสานกับกล้วยหอม freeze dry คงคุณค่าสารอาหารครบถ้วน

 

รสมะพร้าว

มะพร้าวคัดพิเศษ กะทิสดจากธรรมชาติ กลมกล่อมแบบน้ำตาลต่ำ

 

รสกาแฟ

ปริมาณกาแฟเท่ากับคาปูชิโน่ 1 แก้ว รสชาติเข้มข้น ให้รสสัมผัสที่ลงตัว

 

รสรวมถั่ว

อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากถั่วเน้น ๆ เคี้ยวมัน เคี้ยวเพลิน

 

รสดั้งเดิม

ความลงตัวของข้าวโอ๊ตเต็มเมล็ด อัลมอนด์ และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์

 

บรรจุ 2 ขนาด ทั้งแบบถ้วย (40 กรัม) พอดีสำหรับ 1 มื้อ พกพาสะดวก และแบบถุงซิปล็อค (300 กรัม) แบ่งทานได้ 7 – 8 มื้อ เลือกขนาดที่เหมาะสม และปรับใส่ส่วนผสมที่อยากทานเพิ่ม เช่น นม โยเกิร์ต ผลไม้ หรือจะโรยหน้าซุป ขนมปัง สลัด ก็อร่อยไม่น้อยทีเดียวค่ะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.gooddaybrand.com
ข้อมูลอ้างอิง

  1. www.thaihealth.or.th
  2. www.lovefitt.com/healthy
  3. www.gooddaybrand.com
  4. www.fitterminal.com

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก