ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

สังคังคืออะไร-มีสมุนไพรอะไรรักษาได้.jpg

สังคัง คือโรคกลาก (ขี้กลาก) เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากในคนทุกวัย เกิดจากเชื้อราพวกเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophyte) เชื้อราพวกนี้สามารถทำให้เกิดโรคตามผิวหนังได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ถ้าพบที่ใบหน้า คอ ลำตัว แขนขา เรียกว่า กลากตามลำตัว (Tinea corporis) ถ้าพบที่ศีรษะเรียกว่า กลากที่ศีรษะ (Tinea capitis) ถ้าพบที่ง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า ฮ่องกงฟุตหรือน้ำกัดเท้า (Athletw’s foot or Tinea pedis) พบที่เล็บ เรียกว่า โรคเชื้อราที่เล็บ หรือโรคกลากที่เล็บ และถ้าพบที่ขาหนีบจะเรียกว่า สังคัง (Tinea cruris)

 

อาการเริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดง ๆ ที่ต้นขาหรือขาหนีบแล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านใน และอวัยวะเพศภายนอก (อันฑะหรือปากช่องคลอด) หรืออาจลามไปที่ก้น เป็นผื่นมีลักษณะสีแดง มีสะเก็ดและขอบชัดเจน มีอาการคันและมักเป็นทั้งสองข้าง มักเป็นในช่วงหน้าร้อนเพราะมีเหงื่ออับชื้น การใส่กางเกงรัดแน่นเกินไปหรือ คนที่อ้วนมาก ๆ มีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน 

  1. กระเทียม ฝานกระเทียมแล้วนำมาถูบ่อย ๆ หรือตำคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น โดยใช้ไม้เล็ก ๆ หรือไม้ไผ่ที่สะอาด ขูดบริเวณที่เป็นพอให้ผิวแดง ๆ ก่อนแล้วจึงเอาน้ำกระเทียมขยี้ทา
  2. ข่า เอาหัวขาดแก่ ๆ ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบาง ๆ หรือทุบให้แตกนำไปแช่เหล้าขาวทิ้งไว้ 1 คืน ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นและใช้ไม้บาง ๆ เขี่ยให้ผิวแดง ๆ และใช้น้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็น
  3. ชุมเห็ดเทศ ใช้ใบสดขยี้หรือตำให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมเท่า ๆ กัน ผสมปูนแดงที่กินกับหมากนิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก
  4. ทองพันชั่ง ใช้ใบหรือราก (จำนวนที่ใช้อาจเพิ่มหรือลดลงได้ตามอาการ) ตำให้ละเอียด แช่เหล้าหรือแอลกอฮอล์พอท่วมยาและทิ้งไว้ 7 วัน นำมาทาบริเวณที่เป็น
  5. พลู นำใบพลูสดประมาณพอเหมาะมาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมแอลกอฮอล์หรือเหล้าขาว แล้วใช้น้ำคั้นทา

 

การป้องกันโรคเชื้อรา

อาจป้องกันได้โดยอย่าคลุกคลีหรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้ และควรรักษาร่างกายให้สะอาดทั่วถึงอย่างสม่ำเสมอ และระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น

 

ภาพประกอบจาก : th.wikipedia.org


สมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง.jpg

มะเร็ง เป็นโรคร้ายที่น่าหวาดกลัวของคนทั่วโลก แม้ทางการแพทย์ไม่อาจยืนยันว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ด้วยตนเอง โดยการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในพืชผักและสมุนไพร ตัวอย่างเช่น

 

บัวบก

มีฤทธิ์และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ฤทธิ์ในการสมานแผลและลดการอักเสบ
  2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  3. ฤทธิ์ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  4. ฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง

 

ดีปลี

มีฤทธิ์และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำมันหอมระเหย และสารพิษเพอรีนในผลดีปลีมีฤทธิ์ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ
  2. แก้ไอ ขับเสมหะ

 

คึ่นไฉ่

มีฤทธิ์และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ฤทธิ์ลดปริมาณการสร้างอสุจิ และลดอัตราการตั้งท้อง
  2. ฤทธิ์ลดความดันโลหิต
  3. ช่วยขับลม ขับปัสสาวะ


กระชาย

มีฤทธิ์และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม โดยสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหยเป็นตัวออกฤทธิ์ทำให้กระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
  2. ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำหนัด
  3. ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดินที่ไม่ใช่มีสาเหตุจากบิดหรืออหิวาตกโรค

 

ขมิ้นอ้อย

มีฤทธิ์และประโยชน์ทางยา ดังนี้

  1. ทาแก้โรคผิวหนังผื่นคัน รักษาแผลพุพอง แก้อาการแพ้เนื่องจากแมลงกัดต่อย สารที่ออกฤทธิ์คือสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  2. ใช้รับประทานแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น (dyspepsia)
  3. ช่วยป้องกันโรคกระเพาะอาหาร และรักษาแผลเปื่อยในกระเพาะและลำไส้

บุก-ช่วยลดความอ้วนได้หรือไม่.jpg

บุก เป็นพืชพื้นเมืองของไทยมักขึ้นในที่ชื้น ลำต้นมีลายขาว ๆ มีหนามเล็ก ๆ มียาง ซึ่งหากถูกแล้วจะคัน หัวบุกมีขนาดใหญ่ เนื้อมีสีขาวอมเหลือง ละเอียดเป็นเมือกลื่น เรากินบุกกัน ทั้งใบและหัว หัวบุกมีแป้งประมาณร้อยละ 67 มีโปรตีนร้อยละ 5 – 6 สารแป้งที่อยู่ในหัวบุกเรียกว่า แมนแนน (mannan) เมื่อสารนี้ถูกทำให้แตกตัวจะได้กลูโคสกับแมนโนส หรือที่เรียกกันว่า กลูโคแมนแนน (glucomannan) ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ำตาลกลูโคสและแมนโนส เมื่อสกัดแยกออกมาเป็นผงแห้งจะมีลักษณะคล้ายเม็ดทราย เมื่อละลายน้ำที่อุณหภูมิห้องปกติจะดูดน้ำพองตัวได้ถึง 200 เท่า (สารบริสุทธิ์) กลายเป็นวุ้นใยอาหารธรรมชาติ

 

วุ้นใยอาหารธรรมชาติจากบุกมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ

  1. เป็นวุ้นที่ให้พลังงานต่ำหรือไม่ให้พลังงานเลย ถ้าเป็นสารสกัดที่บริสุทธิ์เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยบางประเภท
  2. คงทนต่อน้ำย่อยในกระเพาะและคงสภาพได้นาน 36 – 48 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคกระเพาะที่มักจะเกิดปัญหาเมื่อรับประทานอาหารผิดเวลา
  3. การรับประทานผงวุ้นก่อนมื้ออาหารปกติประมาณครึ่งชั่วโมง การพองตัวของวุ้นจะช่วยให้รับประทานอาหารน้อยลง อิ่มทนนาน เหมาะสำหรับเป็นอาหารลดความอ้วน
  4. วุ้นใยอาหารจากบุกสามารถดูดซับไขมัน และน้ำตาลส่วนเกินจากอาหาร ช่วยเคลือบผนัง กระเพาะลำไส้ ลดการดูดซับไขมันและน้ำตาลเข้าสู่กระแสโลหิต จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน น้ำตาล และไขมันในเลือดสูง
  5. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น (หลังรับประทานผงวุ้นบุกต้องดื่มน้ำให้มาก บุก 3 กรัม ควรดื่มน้ำตาม 2 – 3 แก้ว) เพราะจะเป็นเมือกวุ้นห่อหุ้มอาหาร
  6. ช่วยขับถ่ายของเสีย หรือสารพิษที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหารออกจากร่างกาย

นอกจากประโยชน์ทางด้านอาหารและยาแล้ว กลูโคแมนแนน จากบุกยังถูกนำไปใช้ผลิตโลชั่นบำรุงผิว และยาเม็ดชนิด Sustained release อีกด้วย


เมื่อเกิดอาการท้องร่วง-ท้องเสีย-ใช้สมุนไพรอะไรได้บ้าง.jpg

ท้องเดิน หรือที่เรียกว่าท้องร่วง ท้องเสียและอุจจาระร่วง หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็นก็ถือว่าผิดปกติ ท้องเดินเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุได้หลายประการ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายได้เอง ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรงทำให้มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ เป็นอันตรายถึงตายได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนแก่

 

หากมีอาการท้องเสียแบบรุนแรงไม่ควรรักษาด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยมีเป้าหมายที่จะหาสาเหตุของโรค ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นโรคที่หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจจะรักษาไม่ทัน หรือเป็นอันตรายได้

 

สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย

  1. ฟ้าทะลายโจร นำใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ควรผึ่งในร่มที่มีอากาศโปร่ง ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ละเอียดปั้นกับน้ำผึ้งเก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
  2. ฝรั่ง ใช้ใบแก่ 10 – 15 ใบ ปิ้งไฟและชงน้ำรับประทาน หรือใช้ผลอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสรับประทานเมื่อมีอาการท้องเสีย
  3. กล้วยน้ำว้า กล้วยดิบรักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรง โดยใช้กล้วยน้ำว้าห่ามรับประทานครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดให้แห้งบดเป็นผง ชงน้ำดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ผล หรือบดเป็นผงปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน
  4. ทับทิม เปลือกทับทิมใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและบิด มีวิธีใช้ คือ ใช้เปลือกผลแห้งประมาณ 1 ใน 4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้น ๆ รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  5. มังคุด ใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย โดยใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผงละลายน้ำข้าว (น้ำข้าวเช็ด) หรือน้ำสุกดื่ม ทุก 2 ชั่วโมง
  6. สีเสียดแห้ง ก้อนสีเสียดช่วยฝาดสมานแก้อาการท้องเดิน ใช้ผงครั้งละ 1/3 – 1/2 ช้อนชา (หนัก 0.3 – 1 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com


เมื่อเกิดการแพ้จากแมลงสัตว์-กัดต่อย.jpg

อาการแพ้อักเสบที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือสัมผัสสิ่งที่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ เช่น ยุงกัด แมลงกัด ถูกแมงกะพรุนไฟ ผึ้งต่อย มักปรากฏอาการเป็นผื่น มีตุ่มน้ำ หรือจุดแดงเล็ก ๆ รู้สึกคัน ถ้าเกาอาจมีน้ำเหลืองหรืออักเสบเป็นหนองได้ ชาวบ้านมักเรียกว่า น้ำเหลืองไม่ดี อาการนี้อาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง ส่วนผู้ที่เป็นมากและเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากบวม หนังตาบวม มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คลื่นไส้อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจหอบ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 15-30 นาที

 

ในกรณีที่ถูกแมลงที่มีเหล็กในจำพวกผึ้ง แตน แมลงภู่ หรือหมาร่ากัดต่อย ควรรีบเขี่ยออกทันที โดยใช้มีดหรือปลายเข็มที่สะอาดขูดออก หรืออาจใช้กระดาษสก๊อตเทปปิดทาบแล้วดึงออก เหล็กไนจะหลุดออกมาด้วย หรือจะใช้ปลายหลอดกาแฟแข็ง ๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่น ครอบจุดที่ถูกต่อยแล้วกดลงให้เหล็กในโผล่ขึ้นมา จากนั้นจึงใช้คีมคีบออก ควรป้องกันโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้หรือแมลงเหล่านั้น

 

สมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการบรรเทาอาการอักเสบจากพิษ มีอยู่ด้วยกันหลายตัว คือ

  1. ขมิ้น ใช้ส่วนของเหง้าสดและแห้ง โดย นำเอาเหง้าของขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้วฝนกับน้ำต้มสุกทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการแพ้คัน อักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  2. ตำลึง โดยใบสด 1 กำมือ (ใช้มากน้อยตามบริเวณที่มีอาการ) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย แล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ พอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  3. ผักบุ้งทะเล ใช้ใบสดและเถาสด ต้มเป็นยาแก้คันตามผิวหนัง
  4. พญายอ ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด บวมแดง ร้อน แต่ไม่มีไข้) จากแมลงมีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น โดยเอาใบสด 10 – 15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมเหล้าขาวพอชุ่มยา ใช้น้ำและกากทา พอกบริเวณที่บวมหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทาซ้ำบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย
  5. เสลดพังพอน ใบสดของเสลดพังพอนรักษาอาการแพ้อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อยโดยเอาใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือต่ำผสมเหล้าหรือแอลกอฮอล์เช็ดแผลเล็กน้อยก็ได้

 

ภาพประกอบจาก : commons.wikimedia.org


หน้าเป็นฝ้าจะใช้สมุนไพรอะไรบำรุงรักษาได้1.jpg

ฝ้า เป็นปัญหาทางผิวหนังที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้มส่วนมากจะขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้างและดั้งจมูก นอกจากนี้อาจพบได้ที่คอ และแขนด้านนอก มักเป็น 2 ข้างเท่า ๆ กัน บางคนอาจมีรอยดำที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบหรืออวัยวะเพศร่วมด้วย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์และในวัย 30 – 40  ปีขึ้นไป

 

ประเภทของฝ้า

ฝ้ามี 2 ชนิด คือ 1) แบบตื้น (Superficial type)  ลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด ขึ้นเร็ว หายเร็ว รักษาโดยการใช้ยาทาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดด 2) แบบลึก (Deep type) ลักษณะเป็นสีม่วง ๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัดเจน ไม่หายขาด การทายาฝ้าอ่อน ๆ และยากันแดดพอทำให้ดีขึ้นได้

 

การรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร

ไม่มีสมุนไพรที่รักษาฝ้าได้ แต่มีสมุนไพรที่ช่วยป้องกันและลดการเกิดฝ้า ดังนี้

  1. ว่านหางจระเข้ ช่วยลดการอักเสบเนื่องจากแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า
  2. ขมิ้นชัน และขมิ้นอ้อย ช่วยบำรุงผิวให้สดใส ลดริ้วรอย รักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวหนังอักเสบ ฟื้นฟูสภาพผิว
  3. ว่านสากเหล็ก ช่วยทำให้ผิวขาวสดใส กัดฝ้า ควรใช้แต่พอดีเพื่อความเหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละท่าน
  4. แตงกวา แก้หน้าเป็นฝ้า โดยหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ใช้แปะไว้ให้ทั่วใบหน้า
  5. หัวไชเท้า หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ถูบริเวณที่เป็นฝ้า เช้าและเย็นวันละ 2 ครั้ง ช่วยแก้หน้าเป็นฝ้าได้
  6. แครอท ช่วยบำรุงผิว มีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับแสง UV และกระชับรูขุมขน
  7. ไพล แก้ผิวหนังอักเสบ บำรุงผิว

อย่างไรก็ตาม ฝ้าเป็นสิ่งที่รักษาให้หายจนผิวเนียนเรียบเสมอกันไม่ได้ แต่ทำให้ผิวค่อย ๆ จางลงจนเกือบเป็นปกติได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า ที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวกหรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมและเครื่องสำอาง พักผ่อนให้เพียงพอและอย่าให้อารมณ์เครียด

 

ภาพประกอบจาก : www.lovepik.com


มีสมุนไพรอะไรช่วยให้เลิกบุหรี่ได้บ้าง.jpg

บุหรี่ มีสารพิษต่าง ๆ หลายชนิด แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดคือ นิโคติน เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายน้ำมัน ไม่มีสีร้อยละ 95 ของนิโคตินที่เข้าสู่ร่างกายจะไปจับอยู่ที่ปอด บางส่วนจับอยู่ที่เยื่อหุ้มริมฝีปาก และบางส่วนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด มีผลโดยตรงต่อต่อมหมวกไต ก่อให้เกิดการหลั่งสารอิพิเนฟริน (Epinephrine) ทำให้ความดันเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดรัดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด เป็นต้น

 

เมื่อหยุดสูบบุหรี่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดนิโคตินในร่างกาย หรือที่เรียกว่า ภาวะขาดนิโคติน จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว บางคนอาจเกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 วันแรกเท่านั้น และเมื่อผ่านพ้นระยะนี้แล้ว หากมีความอยากสูบบุหรี่อีกต่อไป นั่นเป็นเพียงความต้องการทางอารมณ์หรือความเคยชินเท่านั้น ภาวะขาดนิโคติน มีอาการดังนี้ โหยหา อยากสูบบุหรี่ หงุดหงิด กระวนกระวาย ใจสั่น ไม่มีสมาธิในการทำงาน ง่วงนอน เซื่องซึม สมองตื้อ ซึมเศร้า ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ กระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน

 

ยาที่ช่วยเลิกสูบบุหรี่มีหลายอย่างด้วยกันคือ

  1. น้ำยาอดบุหรี่ (Mouth wash) มีส่วนผสมของ Sodium Nitrate โดยจะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสในปาก ทำให้สูบบุหรี่ไม่อร่อย เสียรสชาติ จึงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ วิธีใช้ ใช้อมประมาณ 1 – 2 นาที แล้วบ้วนทิ้ง อย่ากลืนเพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียน
  2. โคลนิดีน (Clonidine) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ที่สำคัญคือ มีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำ ปัจจุบันไม่นิยมนำมาใช้กับผู้ต้องการเลิกบุหรี่
  3. สมุนไพร สมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้เกิดการเบื่อบุหรี่ เช่น หญ้าดอกขาว ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีขึ้นกระจายทั่วไปตามที่รกร้างข้างทาง ทุกภาคของประเทศไทย ใช้ทั้งต้นต้มรับประทานแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใบสดตำให้ละเอียดปิดสมานแผล ทำให้เย็นหรือผสมกับน้ำนม คนกรองเอาแต่น้ำ หยอดตา แก้ตาแดง ตาฝ้า ตาเปียก ตาแฉะ แต่ในปัจจุบันนำมาใช้กับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะผลข้างเคียงของสมุนไพรหญ้าดอกขาวจะทำให้ช่องปากจืดรับรสได้น้อยลง และเบื่อบุหรี่ วิธีใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาว ใช้ทุกส่วนของลำต้นโดยผ่านกระบวนการผลิต สามารถนำมาชงแทรกชาดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นเวลา 10 – 15 วัน จะช่วยลดอาการหงุดหงิดจากการเปรี้ยวปากอยากสูบบุหรี่ได้

 

ภาพประกอบจาก : en.wikipedia.org


เมื่อเกิดอาการปวดฟัน-จะใช้สมุนไพรตัวใดรักษาใดบ้าง.jpg

อาการปวดฟัน เกิดจากสาเหตุเพราะฟันผุ เนื่องมาจากการแปรงฟันไม่สะอาด มีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามซอกฟัน ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากเจริญเติบโต แบคทีเรียเหล่านี้จะเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลจากเศษอาหารที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นกรด กรดจะทำลายฟันให้ผุกร่อนทีละน้อย จากชั้นเคลือบภายนอกเข้าไปเนื้อฟันจนทะลุถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดฟันหรือฟันอักเสบ

 

ถ้าปล่อยไว้รากฟันจะอักเสบ เป็นหนองก็จะทำให้มีอาการปวดฟันรุนแรง แก้มบวมอาจมีไข้และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวมและปวด จะมีอาการปวดฟันเวลารับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารเย็นจัด ของหวานหรือเมื่อมีเศษอาหารไปอุดฟัน

 

เบื้องต้นสามารถใช้สมุนไพร เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ชั่วคราว โดยใช้

  1. แก้ว ใบแก้วสามารถใช้รักษาอาการปวดฟันได้ โดยนำใบสดมาตำพอแหลก นำมาแช่เหล้าโรงในอัตราส่วน 1.5 หรือ 1 กรัมต่อเหล้าโรง 1 ช้อนชา หรือ 5 มิลลิลิตร และนำเอาน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่ปวด
  2. ข่อย เปลือกข่อยสามารถรักษาอาการปวดฟัน โดยใช้เปลือกต้นสดขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มกับน้ำพอควร และใส่เกลือให้มีรสเค็ม ต้มนาน 10-15 นาที นำน้ำที่ยังอุ่น ๆ มาอมบ่อย ๆ
  3. ผักคราดหัวแหวน ใช้ดอกสดปริมาณพอเหมาะตำกับเกลืออมหรือกัดไว้บริเวณที่ปวด

สมุนไพรเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการชา ระงับความเจ็บปวดได้ชั่วคราว การไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยไม่ทำให้อาการปวดกลับมาอีก นอกจากนี้ยังควรหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคภายในช่องปากได้เป็นอย่างดี

 

ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com


มีสมุนไพรรักษาโรคพยาธิไหม.jpg

โรคพยาธิ นับว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชากรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอุปนิสัยในการบริโภคอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ ในร่างกาย พบว่า 2 ใน 3 ของประชากรไทยจะมีหนอนพยาธิอยู่ และบางรายอาจมีมากกว่า 2 – 3 ชนิดในเวลาเดียวกัน การรักษานั้นขึ้นอยู่กับการติดเชื้อชนิดใด ก็ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรคนั้น ๆ อีกทั้งระยะเวลาในการถ่ายพยาธิแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน

 

ยาต้านพยาธิที่ใช้ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีหลายชนิดเป็นยาสมุนไพร ซึ่งสืบเนื่องมาแต่ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่ไม่มีรายงานเกี่ยวกับสารสำคัญที่ออกฤทธิ์และผลทางเภสัชวิทยา ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคพยาธิเช่นกัน เช่น อังกฤษ อเมริกาและยุโรป

 

ส่วนในประเทศไทยจะขอกล่าวถึง สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ เป็นยาถ่ายพยาธิได้ ดังนี้

  1. มะเกลือ ใช้ผลดิบสด ๆ ซึ่งมีสีเขียวล้างให้สะอาดนำ มาตำให้แหลกกรองเอาเฉพาะน้ำ ผสมหัวกะทิประมาณ 2 ช้อนชา ต่อมะเกลือ 1 ผล รับประทานครั้งเดียวให้หมดและทานเมื่อเตรียมเสร็จใหม่ ๆ บางคนนิยมผสมน้ำตาลกับเกลือเล็กน้อยจะทำให้ทานง่ายขึ้น ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิเส้นด้าย และพยาธิตัวกลม แต่จะให้ผลดีที่สุดกับพยาธิปากขอ
  2. มะขาม ใช้เมล็ดคั่วให้เหลืองจัด นำมาแช่น้ำเกลือให้นุ่ม กะเทาะเปลือกสีน้ำตาลแดงออก ให้เด็กรับประทานครั้งละ 20 – 30 เมล็ด ใช้ขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้ายในเด็ก
  3. ฟักทอง ใช้เมล็ดแห้ง 60 กรัม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน เติมนมและน้ำให้มีปริมาตรประมาณครึ่งลิตรแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง หลังดื่มยาครั้งสุดท้าย 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 15 ซีซี เพื่อให้ถ่ายออก ใช้ถ่ายพยาธิลำไส้ โดยเฉพาะพยาธิตัวตืดได้ดี
  4. มะหาด ใช้ผงปวกหาด 3 – 5 กรัม (เด็กครั้งละ 2 กรัม เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบใช้ 750 มิลลิกรัมต่ออายุ 1 ปี) ละลายน้ำเย็นดื่มตอนเช้ามืด หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ เพื่อให้ถ่าย พยาธิจะออกมากับอุจจาระ
  5. สะแก ใช้เนื้อในเมล็ดแก่ 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 3 กรัม) ตำให้ละเอียดนำมาทอดกับไข่ ให้เด็กรับประทานตอนท้องว่าง ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนและพยาธิเส้นด้าย
  6. มะละกอ ใช้ยางมะละกอสดจากผลดิบประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ 1 ฟอง ตีให้เข้ากัน ทอดให้เด็กรับประทานให้หมดในช่วงเช้าขณะท้องว่างหรืออาจใช้ยางสด 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้งเท่า ๆ กัน ผสมน้ำร้อนประมาณ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว ในเด็กอายุมากกว่า 10 ขวบ ถ้าอายุ 7 – 10 ขวบให้ลดลงครึ่งหนึ่ง หลังจากให้ยา 2 ชั่วโมง ให้รับประทานน้ำมันละหุ่ง 2 – 3 ช้อนชา เพื่อช่วยให้ถ่ายออก

นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมา ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นยาขับพยาธิได้อีก เช่น ตานหม่อน มะขามป้อม มะระไทย เล็บมือนาง กระเทียม ทับทิม หมาก เห็ดจิก ฯลฯ

 

ภาพประกอบจาก : www.qsbg.org


สมุนไพรอะไรใช้ล้างพิษได้บ้าง-1.jpg

สมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ ยาเบื่อ ยาเมา ถอนพิษต่าง ๆ มีดังนี้

  1. รางจืดเถา (Thunbergia laurifolia Lindl.) รสจืดเย็น แก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษ แก้อักเสบ ปวดบวม ปวดหู
  2. เถารางจืดต้น (Thunbergia colpifera B.Hansen) รสจืดถอนพิษ ถอนพิษผิดสำแดง
  3. รากพลับพลึง (Crinum asiaticum L.) รสเฝื่อน ทำให้อาเจียน ตำพอกบาดแผล แก้พิษยางน่อง
  4. รากประยงค์บ้าน (Aglaia odorata Lour.) รสเย็นเฝื่อน ทำให้อาเจียน ถอนพิษ
  5. ผักบุ้ง (Ipomoea aquatic Forssk) รสจืด แก้โรคประสาท ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้โรคเบาหวาน แก้วตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้เหงือกบวม แก้ริดสีดวง แก้ฟกช้ำ ถอนพิษ แก้พิษของฝิ่นและสารหนู
  6. ย่านาง (Tiliacora triandra Colebr. Diels) รสฝาดขื่น เย็น แก้พิษ ถอนพิษไข้ต่าง ๆ ถอนพิษผิดสำแดง แก้พิษภายใน ถอนพิษยา
  7. ต้นกระทืบยอด (Mimosa pudica L.) ดับพิษร้อน แก้ไข้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้สะอึก ถอนพิษ แก้กาฬ แก้เด็กลิ้นกระด้างคางแข็ง แก้แผลเรื้อรัง
  8. รากโลดทะนงแดง (Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib) รสร้อน ถอนพิษยา ถอนพิษเห็ดเมา ถอนพิษเสมหะ แก้วัณโรคฝนกับสุราหรือน้ำมะนาวรับประทาน แก้พิษงู ทาแก้ฟกช้ำเคล็ดขัดยอกเกลื่อนฝีดูดหนอง แก้ปวดฝี
  9. รากเหมือดคน (Helicia robusta (Roxb.) R.Br.ex Wall.) รสขมสุขุม ถอนพิษผิดสำแดง ถอนพิษยา เห็ดเมา หอยเมา ไข้กลับซ้ำ ไข้ปอดบวม ไข้พิษ ไข้หัว
  10. ง้วนตากหงาย (Arundina graminifolia (D.Don) Hochr.) รสเย็น ถอนพิษเห็ด หอยเมา ยาพิษ ถอนพิษไข้ แก้ไข้จับสั่น
  11. รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra L.) รสหวานชุ่มขม แก้น้ำลายเหนียว แก้เสมหะเป็นพิษ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงปอด แก้พิษยา แก้พิษจากพืชมีพิษอื่น ๆ แก้เบื่ออาหาร แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย

 

ภาพประกอบจาก : commons.wikipedia.org