ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

Probiotics-good-bacteria-body-needs.jpg

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ซึ่งจุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ แบคทีเรีย อาร์เคีย รา และ ยีสต์ เป็นต้น จุลินทรีย์พบได้ทุกสภาวะแวดล้อม แม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอยู่ไม่ได้ จุลินทรีย์มีทั้งแบบที่ก่อโรคและแบบไม่ก่อโรค มีการเรียกจุลินทรีย์ไม่ก่อโรคและมีประโยชน์ต่อร่างกายว่า จุลินทรีย์ชนิดดี หรือ โพรไบโอติกส์ (Probiotics) นั่นเอง 

 

โพรไบโอติคส์ (Probiotics) คืออะไร 

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี ส่วนใหญ่จะเป็นแบคทีเรียกับยีสต์ มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่ออยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามิน B12 เกลือแร่ ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม น้ำตาลชนิดดี และกรดไขมันชนิดดี ส่งเสริมการผลิตวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน K2 เอนไซม์ในการย่อยและกลุ่มวิตามินบี ช่วยย่อยอาหารพวกเส้นใยให้กลายเป็นกรดไขมันสายสั้นโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน สำหรับระบบภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแบคทีเรียชนิดไม่ดี ไวรัส พยาธิ สารพิษ และสารอักเสบต่าง ๆ ช่วยทำลายสารพิษในลำไส้ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้  ทำให้ลำไส้มีสภาพเป็นกรดไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่ก่อโรค

 

ทำไมต้องมีการเพิ่มโพรไบโอติคส์ให้ร่างกาย

ปกติแล้วในร่างกายของมนุษย์ เช่น ทางเดินอาหาร จะมีแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล แต่ความสมดุลนี้จะถูกทำลายจากการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ความเครียด พักผ่อนน้อย อายุที่เพิ่มขึ้นรวมถึงโรคต่าง ๆ และการใช้ยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิด การบำบัดโรคด้วยวิธีฉายรังสี หรือแม้แต่การผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ภูมิแพ้คอเลสเตอรอลสูง ภูมิต้านทานโรคต่ำ ท้องผูก

การกินอาหารที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยทำหน้าที่ปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารได้

 

การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

เนื่องจากปัจจุบัน มีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีโพรไบโอติคส์ มานำเสนอหลากหลายตราสินค้าและหลากหลายช่องทาง ในการเลือกซื้อจึงควรใส่ใจในรายละเอียด มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  1. ควรเลือกซื้อจากช่องทาง ที่มีการเก็บผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่มีความเย็นอยู่เสมอ
  2. ควรดูชื่อจุลินทรีย์ที่ฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ว่า เป็นโพรไบโอติคส์หรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำผลิตภัณฑ์ เช่น สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophiles) และแล็คโตแบซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) เป็นจุลินทรีย์สำหรับทำโยเกิร์ต ไม่ใช่โพรไบโอติคส์
  3. ถ้าเป็นโพรไบโอติคส์ ให้ดูต่อว่าอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับที่ร่างกายต้องการหรือไม่ เช่น กรณีท้องผูก อาจเหมาะกับเชื้อไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส ซึ่งกรณีที่ไม่อยู่ในกลุ่มท้องผูกควรหลีกเลี่ยงเชื้อตัวนี้ ทั้งนี้ต้องทานต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ กรณีไม่ตรงอาจพิจารณาเปลี่ยนเชื้อ และทานต่อเนื่องอีกครั้ง
  4. พิจารณาฉลากรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โดยเลือกซื้อที่มีโพรไปโอติคส์ ชนิดที่ต้องการจำนวนอย่างน้อย 1010-1011 ตัว

แนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การเลือกซื้อโพรไบโอติคส์

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.goodlifeupdate.com   www.pharmacy.mahidol.ac.th
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

อ้วนในวัยกลางคน เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา 30 ปอนด์ตอนที่พวกเขาอายุ 50 ปี สถิติน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นได้แม้ในคนส่วนใหญ่ที่บริโภคน้อยลง บรรดานักวิจัยเองก็ทราบมานานแล้วว่าการลดน้ำหนักมีแนวโน้มยากขึ้นในช่วงอายุ 30 – 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นวัยกลางคน และการออกกำลังกายก็ให้ผลน้อยลงด้วย

 

อ้วนในวัยกลางคนเกิดขึ้นได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้พบข้อพิสูจน์ว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาในช่วง ซึ่งสามารถอธิบายถึงเรื่องการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาในช่วงวัยกลางคน ในการศึกษากับสัตว์ทดลอง โดยพวกเขาพบว่าเอนไซม์ตัวหนึ่งที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ-พีเค (ดีเอ็นเอ-ไคเนสโปรตีนชนิดที่ไม่อิสระ) ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้าลง ทำให้ไขมันยากต่อการเผาผลาญ

และยังได้ค้นพบว่า กล้ามเนื้อของพวกหนูและลิงไม่มีอาการแสดงถึงการทำงานของดีเอ็นเอ-พีเคเลยจนกว่าจะถึงช่วงครึ่งอายุขัย (วัยกลางคน) ของมัน และเมื่อถึงจุดนั้น การทำงานของเอนไซม์ตัวนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

การทำให้เอนไซม์ ดีเอ็นเอ-พีเค ลดลง จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้หรือไม่

เพื่อที่จะหาคำตอบนี้ นักวิจัยได้ใช้ยาตัวหนึ่งเพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ตัวนี้ พอป้อนอาหารไขมันสูงเข้าไป เจ้าหนูอ้วน ๆ ที่ได้รับยาก็ไม่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเท่ากับหนูตัวอื่นและยังได้รับการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2  อีกทั้งยานี้ยังได้เพิ่มระดับความสมบูรณ์ของหนู ซึ่งอยู่ในช่วงครึ่งอายุขัยและมีภาวะที่อ้วนเกินอีกด้วย

สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินมากมาย และขาดการออกกำลังกายในช่วงวัยกลางคนโดยพื้นฐานก็รูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่ดี แต่การศึกษาเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามีแบบแผนทางพันธุกรรมรูปแบบหนึ่งที่ถูกขับเคลื่อนโดยเอนไซม์ที่ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดการเพิ่มน้ำหนักตัวและการขาดศักยภาพในการออกกำลังกายในวัยกลางคน

การค้นพบเกี่ยวกับความอ้วนในวัยกลางคนในครั้งนี้ พบเพียงในสัตว์เท่านั้นและยาชนิดนี้ก็ยังไม่ได้นำไปทดสอบในมนุษย์โดยตรง ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้ผลกับมนุษย์ก็ได้หรือไม่ก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่น่าอันตราย จนกว่าจะมีการตอบคำถามเหล่านี้ เราควรตระหนักว่าไม่มียาวิเศษใดที่จะป้องกันไขมันรอบเอวที่มากับวัยกลางคนได้ ทางที่ดีเพียงคุณปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์สำหรับการกินอาหารอย่างถูกต้อง ออกกำลังกายอยูเสมอ ก็จะคุมน้ำหนักตัวได้ไม่ยากเกินไป

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.newsinhealth.nih.gov
ภาพประกอบจาก :  www.unsplash.com

 


-การดูแลและการป้องกัน.jpg

การรักษาอาการตะคริว

โดยปกติ ผู้ที่เป็นตะคริวสามารถรักษาอาการได้ด้วยตัวเอง เช่น การประคบร้อนเพื่อบรรเทาอาการตะคริว ประคบเย็นเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อที่เกิดอาการ ทั้งนี้เมื่อหายจากการเป็นตะคริวแล้วสามารถกินยาแก้ปวด หรือทายานวดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นตะคริวสามารถรักษาอาการเบื้องต้นได้ด้วยการบริหารร่างกาย หลัก ๆ คือ การยืดเส้นหรือการนวดที่กล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดตะคริว เช่น ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง ให้ทำการเหยียดเท้าไปด้านหน้า ดึงปลายเท้ากระดกเข้าหาหัวเข่า หรือยืนห่างจากกำแพง 1 เมตร โน้มตัวใช้แขนยันกำแพง โดยวางฝ่าเท้าด้านที่เป็นตะคริวราบไปกับพื้น ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาด้านหน้า ให้นั่งคุกเข่า หรือนอนคว่ำ พับขาข้างที่เป็นมาด้านหลังให้เต็มที่ ถ้าเป็นตะคริวต้นขาด้านหลัง ให้นั่งเหยียดขาทั้งสองข้าง แล้วโน้มตัวมาข้างหน้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการตะคริวบ่อย หรือเกิดผลข้างเคียงจากการเป็นตะคริว เช่น ขาบวมแดง ผิวหนังเกิดความเปลี่ยนแปลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มือเท้าจีบเกร็ง หรือเกิดจากสาเหตุที่เกี่ยวกับโรคประจำตัว หรือยาที่ใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาทันที

 

การป้องกันการเป็นตะคริว

โดยหลักการคือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่เป็นไปได้ในการเกิดตะคริว ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยหลักการได้แก่

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือแร่ ออกกำลังกายที่มีความหนักพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือใช้กล้ามเนื้อที่หนักหรือนานเกินกำลัง เช่น วิ่งระยะไกล เล่นกีฬาต่อเนื่องหลายชั่วโมง การยกของหนัก โดยกรณีที่ต้องออกกำลังกาย ควรทำการยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลัง และควรมีการฝึกการออกกำลังกายจากเบาไปหนักอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความคุ้นชิน
  • หลีกเลี่ยงการนั่ง นอน หรือเดินเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุควรค่อย ๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นมาก ๆ
  • ป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และควรดื่มน้ำก่อนการออกกำลังกาย เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณน้ำที่อาจเสียไป ในระหว่างออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ก่อนและระหว่างการออกกำลังกายหรือทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนหรือมีเหงื่อออกมาก เพื่อรักษาสมดุลของเกลือแร่
  • สวมใส่เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะรองเท้าในขนาดที่พอเหมาะกับร่างกาย ไม่รัดจนเกิดอุปสรรคในการไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะในขณะออกกำลังกาย
  • ควรสังเกตกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดตะคริว แล้วหลีกเลี่ยงเสีย
  • ผู้ที่เป็นตะคริวตอนกลางคืน ควรนอนยกขาให้สูงเล็กน้อยประมาณ 10 เซนติเมตร โดยใช้หมอนรอง ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในตอนกลางคืน และก่อนนอนควรบริหารยืดกล้ามเนื้อหรือปฏิบัติตามแพทย์สั่ง
  • ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) ในบริเวณที่มักเป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เพราะตะคริวมักเกิดกับกล้ามเนื้อน่องและต้นขา ทั้งนี้โดยพื้นฐานการฝึกยืดกล้ามเนื้อควรทำอย่างน้อยวันละ 1 – 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3 – 5 นาที และในครั้งสุดท้ายของวันควรทำก่อนเข้านอน เพื่อช่วยลดโอกาสเป็นตะคริวในตอนกลางคืน แต่ก่อนทำการยืดกล้ามเนื้อควรทำการอบอุ่นร่างกายทุกครั้งด้วยการเดินเบา ๆ ประมาณ 5 นาที และเมื่ออาการตะคริวห่างหายไปแล้ว ก็สามารถลดการทำเหลือเพียงวันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอนก็ได้ แต่ยังควรทำอย่างต่อเนื่องทุกวันตลอดไป
  • ในรายที่มีสาเหตุมาจากโรค ต้องรักษาหรือควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ โดยเข้ารับการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นก็จะเกิดตะคริวบ่อย ๆ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลจาก :

  1. ตะคริว (ออนไลน์). สืบค้นจาก www.pobpad.com (27 ส.ค. 2562)
  2. ตะคริว อาการ สาเหตุและวิธีแก้ (ออนไลน์) สืบค้นจาก www.medthai.com (27 ส.ค. 2562)

 


-น้ำตาลในเลือด.jpg

เรื่องของ น้ำตาลในเลือด หลังจากลำไส้เล็กย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือที่เรียกว่า น้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ และทำการส่งไปที่ตับเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลโมโนแซคคาไรด์ประเภทอื่นให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) หลังจากนั้นกลูโคสจะถูกลำเลียงผ่านกระแสเลือด ไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย

 

โดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์จะมีกลไกควบคุมและรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่สมดุลของร่างกาย (Homeostasis) เรื่องของ น้ำตาลในเลือด ทั้งนี้มาจากค่าน้ำตาลในเลือดจะมีความผันผวนตลอดทั้งวัน โดยจะมีระดับต่ำในช่วงเช้า ก่อนการรับประทานอาหารมื้อแรก และจะเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร ปกติการวัดระดับน้ำตาลในเลือด จะให้ผู้วัดอดอาหารและน้ำอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

ก่อนทำการวัด โดยระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting blood sugar, FBS) ในผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานจะอยู่ระหว่าง 70-100 มก./ดล. (mg/dL) กรณีที่ค่าที่ได้มากกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) โดยค่าที่วัดได้ระหว่าง 100 – 125 มก./ดล. จัดอยู่ในผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน กรณีค่าที่วัดได้มากกว่า 125 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะเบาหวาน  และกรณีระดับน้ำตาลที่วัดได้ต่ำกว่า 100 มก./ดล. จัดอยู่ในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ทั้งนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเกิดได้กับทุกคน เช่น หลังกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งในปริมาณมาก มีภาวะเครียด ไม่ออกกำลังกาย การกินยาบางชนิด โดยระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงอยู่สัก 2 – 3 ชม.

หลังจากนั้นจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง ทั้งนี้ผู้ที่วัดได้ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหารสูงแล้ว ควรได้รับการตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT)

โดยให้ผู้ที่วัดดื่มน้ำตาลกลูโคส และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง ซึ่งค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. ถ้าค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 140 – 199 มก./ดล. จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าที่ได้ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเบาหวาน

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : th.wikipedia.org   www.yaandyou.net
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ไขมันและคอเลสเตอรอล.jpg

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

 

คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC)

เป็นผลรวมของค่า แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอล คอเลสเตอรอล และบางส่วนของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทน วีแอลดีแอล คอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติ: น้อยกว่า 200  mg/dl, สูงเล็กน้อย: 200-239 mg/dl, สูง: มากกว่า 240 mg/dl

 

แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dl, ใกล้เคียงปกติ: 100-129 mg/dl, สูงเล็กน้อย: 130-159 mg/dl, สูง: 160-189 mg/dl, สูงมาก: มากกว่า 190 mg/dl

 

เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol)

เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าต่ำ: น้อยกว่า 40 mg/dl, สูง: มากกว่า 60 mg/dl

 

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติ: ต่ำกว่า 150 mg/dl, สูงเล็กน้อย: 150-199 mg/dl, สูง: 200-499 mg/dl, สูงมาก: มากกว่า 500 mg/dl

 

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


-ในผู้ป่วยเบาหวาน.jpg

ค่าน้ำตาลปกติก่อนอาหารและหลังอาหาร

ค่าน้ำตาลปกติก่อนอาหาร หลังอดอาหาร จะมีค่า 70 – 99 มก/ดล. แต่ถ้า 100 – 125 มก/ดล. จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และถ้ามีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก/ดล. จะเป็นโรคเบาหวานเมื่อได้รับการตรวจตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป แต่จะมีบางรายที่ค่าน้ำตาลก่อนอาหารน้อยกว่า 126 มก/ดล. แต่เป็นโรคเบาหวานถ้ามีการตรวจพิเศษโดยการรับประทานน้ำตาล  75 กรัม และมีระดับน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก/ดล. จะเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน และถ้าน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหาร ตั้งแต่ 140 – 199 มก/ดล. จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าจะมีระดับน้ำตาลก่อนอาหารอยู่ในเกณฑ์ปกติ1

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลที่ดีมากจะมีค่า น้ำตาลหลังอาหารที่ 1 – 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 140 มก/ดล. ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) น้อยกว่า 6.5% แต่ ถ้าระดับน้ำตาลหลังอาหาร ไม่เกิน 180 มก/ดล.ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) น้อยกว่า 7%

 

การวินิจฉัยน้ำตาลสูงหลังอาหาร

ผู้ป่วยโรคเบาหวานบางรายอาจจะไม่ได้มีการตรวจน้ำตาลหลังอาหาร ซึ่งการวินิจฉัยน้ำตาลสูงหลังอาหารสามารถทำได้โดยการตรวจน้ำตาลหลังอาหารโดยการตรวจเลือด หรือ เจาะปลายนิ้วหลังรับประทานอาหาร 1 – 2 ชั่วโมง หรือการใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลตลอดเวลา ถ้าผู้เป็นเบาหวานมีระดับน้ำตาลก่อนอาหารดี แต่มีค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูง ส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำตาลสูงหลังอาหาร การตรวจน้ำตาลหลังอาหารมีส่วนช่วยในการทราบ ชนิดและปริมาณอาหารที่รับประทานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งพบว่าชาวเอเชียมีการบริโภคคาร์โบไฮเดรตสูงทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารเพิ่มขึ้นสูงกว่าชาวยุโรป

 

ผลเสียของระดับน้ำตาลสูงหลังอาหารมีผลเสียอย่างไรบ้าง

ภาวะน้ำตาลสูงหลังอาหารจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงเป็น 2 เท่าแม้ว่าจะมีระดับน้ำตาลก่อนอาหารปกติ  จากกการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าน้ำตาลมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด  และการที่มีน้ำตาลหลังอาหารสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าน้ำตาลก่อนอาหารสูง2-3

เมื่อมีการศึกษาโดยใช้เครื่องตรวจระดับน้ำตาลตลอดเวลา มีการศึกษาผลของระดับน้ำตาลก่อนอาหารและหลังอาหารว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) อย่างไร การศึกษาในคนเอเชียพบว่าในกลุ่มที่ควบคุมไม่ดีเป็นผลจากน้ำตาลก่อนอาหารร้อยละ 60 และประมาณร้อยละ 40 เป็นผลจากน้ำตาลหลังอาหาร PPG

 

การลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร

  • การรับประทานอาหาร
    • ชนิดอาหาร การเลือกอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic index) ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (glycemic index) คือ การวัดการดูดซึมของอาหารเทียบกับอาหารมาตรฐาน ได้แก่ ข้าวเจ้า ซึ่งมีไกลซีมิคอินเดกซ์ เท่ากับ 100 โดยผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานอาหารที่มี ไกลซีมิคอินเดกซ์ ต่ำ เพราะดูดซึมได้น้อยกว่า4 เช่น การบริโภคข้าวกล้อง จะมีค่าน้ำตาลหลังอาหารต่ำกว่า ข้าวขาวและข้าวเหนียว การบริโภคประเภท ก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้นจะมีดัชนีน้ำตาลน้อยกว่าก๋วยเตี๋ยว การบริโภคผลไม้ควรหลีกเลี่ยง ทุเรียน ลำไย เป็นต้น
    • ปริมาณอาหาร ถึงแม้การเลือกอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic index) แต่รับประทานในปริมาณมากจะทำให้มีระดับน้ำตาลหลังอาหารสูงกว่าอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงแต่ปริมาณน้อยกว่าได้
    • ลำดับการรับประทานอาหาร เช่น ตัวอย่างการรับประทานอาหารชาวญี่ปุ่น จะรับประทานข้าวเป็นจานสุดท้าย โดยรับประทานอาหารผักและอื่น ๆ ก่อน จะมีระดับน้ำตาลหลังอาหารที่สูงขึ้นน้อยกว่า
    • การรับประทานอาหารเส้นใยร่วม การรับประทานอาหารเส้นใยร่วม จะช่วยลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร 
  • การออกกำลังกาย การออกกำลังกายหลังอาหาร เช่น การเดิน 10 – 15 นาที อาจจะช่วยลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร
  • ยาที่ลดน้ำตาลหลังอาหาร การรักษาด้วยยา5-10 ถ้าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลก่อนอาหารสูงร่วมกับน้ำตาลสูงหลังอาหารอาจจะใช้ยาลดน้ำตาลชนิดใดก็ตามเพื่อลดน้ำตาลก่อนอาหารจะช่วยลดน้ำตาลหลังอาหารเช่นกัน แต่ถ้าน้ำตาลก่อนอาหารสูงไม่มาก ยาที่สามารถลดระดับน้ำตาลหลังอาหารด้วยยา ได้แก่ ยากลุ่ม อัลฟ่า กลูโคซิเดสอินฮิบิเตอร์ (AGI) แต่อาจจะมีผลข้างเคียง ทางเดินอาหาร เช่น ผายลม แน่นท้อง, ยากลุ่ม  glinide แต่อาจจะเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ, ยากลุ่ม ดีพีพี 4 อินฮิบิเตอร์ ส่วนที่เป็นยาชนิดฉีด ได้แก่ ยา GLP-1 analog และอินซูลินชนิดที่ออกฤทธิ์สั้น

 

แหล่งที่มา

  1. Expert Committee on the Diagnosis and Classification of Diabetes Mellitus. Follow-up report on the diagnosis of diabetes mellitus. Diabetes Care 2003; 26:3160–7.
  2. Bonora E, Muggeo M, Post prandial blood glucose as a key factor for cardiovascular disease in type II diabetes: The epidemiologic evidence. Diabetologia 2001; 44: 2107-14.
  3. Hanefeld M, Koehler C, Henkel E , et al. Post-challenge hyperglycemia related more strongly than fasting hyperglycemia with carotid intema media thickness: the RIAD Study. Diabet Med 2000; 7: 835-40.
  4. Poster-Powell, Kaye. The Glycemic Index Guide. The glycemic index factor for people with diabetes. Hodder & Stroughtron Book; 1997: 74-93.
  5. Ghosh JM. Trial of Low Glycemic Diet and Acarbose Therapy for Control of Post-prandial Hyperglycemia in Type 2 Diabetes Mellitus, Preliminary report. Int J Diab Dev Ctries [Internet]. 2005 [cited 2013 Jul 2];25(3). Available from: http://www.diabetes.org.in/ journal/2005_july-sept/original_article3.pdf.
  6. Nattrass M, Lauritzen T. Review of prandial glucose regulation with repaglinide: a solution to the problem of hypoglycaemia in the treatment of Type 2 diabetes? Int J Obes Relat Metab Disord J Int Assoc Study Obes 2000; 24 Suppl 3:S21–31.
  7. Okada K, Yagyu H, Kotani K, Yamazaki H, Ozaki K, Takahashi M, et al. Effects of miglitol versus sitagliptin on postprandial glucose and lipoprotein metabolism in patients with type 2 diabetes mellitus. Endocr J 2013; 60(7):913-22.
  8. Holst JJ. Glucagon-like peptide-1: from extract to agent. The Claude Bernard Lecture, 2005. Diabetologia 2006; 49:253–60.
  9. Singh J. RAPID ACTING INSULIN ANALOGUES. [cited 2013 Jul 5]; Available from: http:// apiindia.org/pdf/medicine_update_2012/ diabetology_05.pdf 66. Galli-Tsinopoulou A, Stergidou D. Insulin analogues for type 1 diabetes in children and adolescents. Drugs Today Barc Spain 1998. 2012 Dec;48(12):795–809.
  10. Rosenfalck AM, Thorsby P, Kjems L, Birkeland K, Dejgaard A, Hanssen KF, et al. Improved postprandial glycaemic control with insulin Aspart in type 2 diabetic patients treated with insulin. Acta Diabetol 2000; 37:41–6.
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


.jpg

หากกล่าวถึงความน่ากลัวของโรคเอดส์ ก็คงเป็นเรื่องที่ เมื่อผู้ป่วยเป็นแล้ว ก็มีแต่จะทำให้สภาพร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนถึงแก่ชีวิต อีกทั้งอาการในระยะสุดท้ายของโรคก็ไม่เป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้พบเห็นนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เป็นที่รังเกียจในสังคม ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจอย่างกระจ่างชัด เนื่องในโอกาสวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งถูกกำหนดไว้เป็น “วันเอดส์โลก” เราถึงขอหยิบยกประเด็นเรื่องผู้ป่วย AIDS / HIV ขึ้นมาพูดคุยกันในครั้งนี้

แต่เดิม องค์การอนามัยโลกกำหนดวันเอดส์โลกขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคเอดส์ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ เมื่อก่อนนั้นโรคเอดส์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 แต่ในขณะนั้นจะรู้จักเพียงเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ต่อมามีการแพร่ระบาดโรคนี้ไปอย่างรวดเร็วและทั่วโลก จนมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากจนเป็นที่น่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบแอฟริกาและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเช่นเดียวกัน

 

โรคเอดส์คืออะไร

อย่างที่เราพอจะทราบกันมาบ้างว่า โรคเอดส์ คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย  เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV  มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่น ๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมาย

 

การติดต่อของโรคเอดส์

  1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
    ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
  2. การรับเชื้อทางเลือด
    • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
    • รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ในปัจจุบัน กรณีเช่นนี้เกิดได้ยากมาก เพราะได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมา ไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้น จึงมีความปลอดภัย 100%
  3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
    เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว การตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด

 

อยู่ร่วมกับผู้ป่วย AIDS / HIV เสี่ยงติดโรคหรือไม่

เชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจของหลายคน และถือเป็นปัญหาหลักซึ่งเป็นอุปสรรคของการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ติดเชื้อและคนปกติ อย่างแรกคือต้องทำความเข้าใจก่อนว่า AIDS และ HIV นั้น แม้จะถูกกล่าวถึงร่วมกัน แต่ที่จริงแล้วเป็นคนละเรื่องกัน นั่นคือเมื่อคุณได้รับเชื้อ HIV ข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเล็อดขาว ทำให้เกิดภาวะความผิดปกติต่าง ๆ เกิดโรคแทรกซ้อน และเชื้อโรคฉวยโอกาส อาการที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่โรคเอดส์ และได้มีกาพัฒนายาต้านไวรัสแล้วในปัจจุบัน อีกทั้งนอกจาก 3 ช่องทางการติดเชื้อที่กล่าวไปในขั้นต้นแล้ว การที่คุณจะติดเชื้อ HIV โดยช่องทางอื่นนั้นมีน้อยมาก สำหรับโรคเอดส์ AIDS นั้น กล่าวได้ว่าเป็นอาการในระยะสุดท้ายที่เชื้อกลายเป็นโรคแล้ว เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายจนหมด จนไม่สามารถต้านไวรัสได้อีกต่อไป

 

ยาต้านไวรัสเอดส์คืออะไร

ปัจจุบันได้มีการคิดค้นและพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ทั้งก่อนและหลังการได้รับเชื้อ ทำให้ผู้ป่วย และผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้มากขึ้น เรียกว่า ยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP)

  • PrEP : ย่อมาจาก Pre-exposure prophylaxis คือการให้ยาต้านไวรัสก่อนมีการสัมผัสเชื้อ HIV สำหรับคนที่น่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวีมากกว่าคนทั่วไป เช่น กลุ่มหญิงชายที่เสี่ยงติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่,  ผู้ที่มีแฟนติดเชื้อเอชไอวี, คนที่่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย,  กลุ่มชายรักชาย, ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ และผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด เป็นต้น
  • PEP : ย่อมาจาก Post-exposure prophylaxis เป็นยาต้านไวรัส HIV หลังผ่านการสัมผัสเชื้อมาแล้ว จึงเรียกกันว่า เป็นยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผู้ที่จะทานยาต้องเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อ เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน ใช้ถุงยางแล้วเกิดฉีกขาด มีเพศสัมพันธ์กับผู้ใช้สารเสพติด ถูกล่วงละเมิดทางเพศมา ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หรือได้รับอุบัติเหตุจากการถูกเข็มฉีดยาตำมา หากใครมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องทานยา เพื่อป้องกันการติดเชื้อให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง งานวิจัยระบุว่า ยานี้ปมีประสิทธิภาพพอสมควร แต่ให้ผลได้มากแค่ไหนนั้นยังไม่มีการสรุปที่แน่ชัด ดังนั้น การป้องกันก่อนเพื่อไม่ให้รับเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่า

 

“ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก WHO รายแรกของอาเซียน”

ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO) ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อ WHO Prequalification program (WHO PQ) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้แสดงอยู่บนเว็บไซต์ของ WHO เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณสุขนานาชาติ ได้จัดซื้อยาจากผู้ผลิตที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจรับรองที่เข้มงวดแล้วเท่านั้น อาทิ กองทุนโลก (Global fund), องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ที่ทำหน้าที่ในการจัดซื้อจัดหายาให้กับประเทศสมาชิกที่ต้องการยา หรือประเทศที่ด้อยโอกาสต่อการเข้าถึงยา ซึ่งการได้รับการรับรองครั้งนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยา และมาตรฐานการผลิตเป็นระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยต่อผลิตภัณฑ์ยาขององค์การฯ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งตลาดยาภายในประเทศและต่างประเทศ

 

ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg ทำอะไรได้บ้าง

  • เป็นยาที่ผู้ป่วยเอดส์มีความจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสที่แนะนาให้เป็นสูตรแรก (First line regimen) ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อ HIV ของประเทศไทย
  • ช่วยลดปริมาณเชื้อ HIV ในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสซึ่งเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค การติดเชื้อที่นาไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ดีขึ้น

 

การผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรมที่ได้รับการรับรองครั้งนี้  ดำเนินการผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นอกจากยาดังกล่าวนับเป็นยารายการแรกของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ ได้รับรองมาตรฐานสากล WHO

นอกจากนั้นทางองค์การเภสัชกรรม นำโดยนายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม  และ ดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ยังกล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์อีกว่า “องค์การเภสัชกรรมจะไม่หยุดยั้งในการคิดค้น วิจัย และพัฒนา ตัวยาใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตัวเองได้”

ปัจจุบันในประเทศไทย มีผู้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg  ประมาณ 80,000 ราย กล่าวได้ว่าการได้รับรองมาตรฐานจึงเสมือนเป็นการการันตีว่าผู้ป่วยในไทยสามารถเข้าถึงยาคุณภาพได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่น ๆ อีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการ WHO Collaborative registration procedure ซึ่งเป็นความร่วมมือของ WHO กับ หน่วยงานดูแลผลิตภัณฑ์ยาแต่ละประเทศ ส่งผลให้องค์การฯ สามารถขึ้นทะเบียนตำรับยา Efavirenz ไปยังประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนตำรับยาไปยังประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีมูลค่าการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นราว 50 ล้านบาท

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : thaihealth.or.th   honestdocs.co   wikipedia.org   เอกสารประกอบการแถลงข่าว “ยาต้านไวรัสเอดส์ ขององค์การเภสัชกรรม(จีพีโอ) ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล จาก WHO รายการแรกของไทยและอาเซียน”

 


-Vital-Sign-re.jpg

สัญญาณชีพ (Vital Sign) คือ อาการสำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่ช่วยบอกถึงความปกติหรือความผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อาการแสดง (Sign อาการที่แพทย์สามารถตรวจพบได้) คือ

สัญญาณชีพ เป็นอาการที่สามารถตรวจวัดได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ อาจด้วยตนเอง ยกเว้น ความดันโลหิตที่ต้องมีเครื่องวัด แต่ก็เป็นเครื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนสามารถใช้ได้ ใช้เป็น

สัญญาณชีพ เป็นตัวบอกความมีชีวิต ใช้ประเมินการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกายโดยเฉพาะ หัวใจ ปอด และสมองนอกจากนั้น ยังมีประโยชน์ทั้งในการประเมิน วินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น อาจช่วยวินิจฉัยโรคได้ และยังใช้ในการตรวจติดตามและประเมินผลการรักษา

ค่าของสัญญาณชีพของแต่ละบุคคล ปกติจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับ อายุ เพศ และตรวจในขณะพัก หรือหลังการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการออกแรง และเมื่อเกิดความผิดปกติหรือเกิดโรค ค่าของสัญญาณชีพก็จะเปลี่ยนแปลงผิดปกติ เช่น เมื่อมีไข้ ชีพจร อัตราการหายใจ จะสูงขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงหรือต่ำกว่าปกติ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เป็นต้น

ค่าปกติในผู้ใหญ่ปกติ ของชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ วัดนับจากการใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้คลำการเต้นของหลอดเลือดแดงตรงด้านหน้าของข้อมือ (ด้านหัวแม่มือ) ที่อยู่ต่ำกว่าฐานของนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งจะประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ วัดโดยดูจากการขยายตัวของช่องอก จะประมาณ 12 – 18 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต ใช้ตรวจวัดจากเครื่องวัด จะประมาณ 90/60-120/80 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิร่างกาย ค่าปกติจะประมาณ 37+/- 0.5 องศาเซลเซียส/Celsius

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “สัญญาณชีพ”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://haamor.com/th//สัญญาณชีพ/(15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


-1-1.jpg

การอักเสบ (Inflammation) เป็นกระบวนการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ เช่น เชื้อโรค การตายของเซลล์จากการขาดเลือดหรือขาดออกซิเจน โดยการตอบสนองโดยกระบวนการอักเสบประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด การเข้ามาของเซลล์เม็ดเลือดขาว และผลกระทบที่เกิดกับร่างกายทั้งระบบ (Systemic effect)

 

กระบวนการอักเสบจัดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งที่จะทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ผลของการอักเสบจะทำให้เกิดการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคออกไปนอกจากนี้ยังกำจัดเซลล์ที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายจากการเข้ามาของสิ่งแปลกปลอมดังกล่าว

หากไม่มีกระบวนการอักเสบเกิดขึ้น ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกไปได้ เนื้อเยื่อจะเกิดการบาดเจ็บโดยที่ไม่มีการซ่อมแซม ทำให้การทำงานของเนื้อเยื่อนั้นๆ ผิดปกติไป อย่างไรก็ตามกระบวนอักเสบมีผลเสียเกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน หากเกิดการอักเสบมากเกินไป หรือเกิดการอักเสบแบบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อทำให้เกิดการทำงานของเนื้อเยื่อนั้นผิดปกติได้เช่นกัน

 

กระบวนการอักเสบ

กระบวนการอักเสบประกอบด้วยการปฏิกิริยาของเนื้อเยื่อหลัก ๆ 2 ชนิด นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด และการตอบสนองของเซลล์ชนิดต่างๆ ได้แก่ เซลล์อักเสบ และเซลล์ Fibroblasts ซึ่งพบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กระบวนการอักเสบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ การอักเสบเฉียบพลัน (Acute inflammation) และการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation)

  • การอักเสบแบบเฉียบพลัน จะเกิดขึ้นรวดเร็วภายในระยะเวลาเป็นวินาทีหรือเป็นนาที หลังจากได้รับสิ่งกระตุ้นและคงอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วัน แต่มักไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลักษณะสำคัญ คือ การบวมของเนื้อเยื่อ (Edema) มีสารน้ำซึ่งมีโปรตีน (Exudate) ภายในเนื้อเยื่อและพบเซลล์อักเสบชนิด Neutrophils
  • ส่วนการอักเสบแบบเรื้อรัง นั้นจะเกิดนานกว่า อาจเกิดตามหลังการอักเสบแบบเฉียบพลัน หรือเกิดจากร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมบางชนิดก็ได้ ขึ้นกับปัจจัยหลายๆ ด้าน ลักษณะสำคัญของการอักเสบเรื้อรัง คือ มีการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้น (Fibrosis) มีการสร้างหลอดเลือดขึ้นจำนวนมาก และพบเซลล์อักเสบชนิด Macrophages และ Lymphocytes

 

การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและเซลล์ที่พบในการอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง เกิดจากการกระตุ้นจากสารเคมี ซึ่งสารเคมีนั้นอาจพบในกระแสเลือดอยู่แล้วหรือจากเซลล์ต่าง ๆ หลั่งออกมา

หลังจากเกิดลักษณะทางคลินิกของ การอักเสบ (Inflammation) โดยเฉพาะการอักเสบเฉียบพลันจะประกอบอาการหลัก 4 อาการ คือ ปวด (Pain, dolor), บวม (Swelling, Tumor), แดง (Tedness, Rubor) และร้อน (Heat, Calor)

 

ผู้เขียน : อาจารย์ นพ. พีรยุทธ สิทธิไชยากุล
ภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
แหล่งที่มา : http://www.med.nu.ac.th/pathology/405313/book54/Inflammation.pdf
ภาพประกอบ : www.mon-huile-essentielle-bio.com


-Excretory-system.jpg

การดำเนินชีวิตประจำวัน มีกระบวนการต่าง ๆ ที่จำเป็นเกิดขึ้นในร่างกาย ภายหลังเสร็จสิ้นแต่ละกระบวนการจะมีของเสียเกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่ร่างกายไม่ต้องการและส่วนที่ร่างกายต้องการอยู่บ้าง แต่มีปริมาณมากเกินจนต้องขับออก ของเสียดังกล่าวมีทั้งที่อยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

ร่างกายจะมีวิธีในการขับถ่ายของเสียแต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยมีการขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง ทางลำไส้ใหญ่ผ่านอุจจาระ การขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ ทางไตผ่านปัสสาวะและทางผิวหนังผ่านเหงื่อ การขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซ ออกทางปอด ผ่านลมหายใจออก

 

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

  1. การขับถ่ายของเสียที่เป็นน้ำ มีอวัยวะหลัก ๆ ที่สำคัญ คือ ไตและผิวหนัง
    ไต (Kidney) อวัยวะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเขียว มีขนาดใหญ่ อยู่ด้านซ้ายและขวาของกระดูกสันหลัง ภายในไตจะมีท่อเล็ก ๆ ที่มีผนังบาง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อระบบหมุนเวียนเลือด พาเลือดมาหมุนเวียนผ่านไต ผนังดังกล่าวจะทำหน้าที่กรองของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย เกลือแร่และน้ำ ออกจากเลือด ทำให้เลือดที่มีของเสียกลายเป็นเลือดดีและไหลกลับเข้าสู่หัวใจ โดยน้ำและของเสียที่ไตกรองได้ จะไหลลงสู่ท่อไต เก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะและรอการขับออกจากร่างกายผ่านทางการขับถ่ายปัสสาวะ

    โดยปัสสาวะปกติ จะมีสีเหลือง ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน มีกลุ่นฉุนเล็กน้อย ประกอบด้วยน้ำประมาณ 95% และของแข็ง 5% ซึ่งเป็นทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ได้แก่ ยูเรีย แอมโมเนีย น้ำตาล โซเดียม คลอไรด์ แคลเซี่ยม และแมกนีเซี่ยม รวมทั้งกรดไขมันและฮอร์โมนบางชนิดด้วย ปกติมีค่าเป็นกรด โดยมี pH ต่ำกว่า 7.4 แต่สามารถเปลี่ยนตามอาหารที่รับประทานและสภาวะสุขภาพของร่างกาย 
    ผิวหนัง (Skin)ที่ผิวหนังมีต่อมเหงื่อ (Sweat gland) ภายในต่อมเหงื่อจะมีท่อขดและมีหลอดเลือดฝอยลำเลียงเลือดที่มีของเสียมายังต่อมเหงื่อ โดยของเสียจะแพร่ออกจากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ท่อในต่อมเหงื่อ กลายเป็นเหงื่อ (Sweat) โดยเหงื่อจะประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียมคลอไรด์ ยูเรีย แอมโมเนีย และสารอื่น ๆ เหงื่อจะถูกลำเลียงไปตามท่อออกสู่ภายนอกร่างกายผ่านรูเหงื่อ
    ทั้งนี้ในบางพื้นที่ของผิวหนัง อาทิ รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ จะมีต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีรูเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง โดยสารที่ขับออกจากต่อมชนิดนี้จะทำให้ร่างกายเกิดกลิ่นตัว
  2. การขับถ่ายของเสียที่เป็นของแข็ง มีอวัยวะหลัก คือ ลำไส้ใหญ่
    ลำไส้ใหญ่ (
    Large intestine) ภายหลังจากอาหารที่รับประทาน ผ่านระบบย่อยอาหารเป็นที่เรียบร้อย กากอาหารจะเหลืออยู่ที่ลำไส้ใหญ่ ที่ซึ่งสารอาหารที่มีประโยชน์ อาทิ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ทำให้กากอาหารมีลักษณะเหนียว ข้นจนเป็นก้อนกึ่งแข็ง หลังจากนั้นกากอาหารจะถูกบีบให้เคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วนของไส้ตรง ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ และขับถ่ายสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก กลายเป็นอุจจาระ
    อุจจาระ (Stools) ประกอบด้วยน้ำ 75% และของแข็ง 25% ได้แก่ กากอาหาร แบคทีเรีย ไขมัน เกลือ โปรตีน และอื่น ๆ โดยมีลักษณะ สีและกลิ่นแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของอุจจาระนั้นๆ ดังนั้นลักษณะของก้อนอุจาระอาจบอกสภาวะของร่างกายในเบื้องต้นได้ เช่น อุจจาระแข็ง เม็ดกลมเล็ก ร่างกายอาจขาดน้ำ ขาดใยอาหาร หรืออุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกิน อุจจาระมีเลือดปน อาจมีเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ เป็นริดสีดวงเป็นต้น
  3. การขับถ่ายของเสียที่เป็นก๊าซ มีอวัยวะหลัก คือ ปอด (Lung)
    ปอด (Lung) นอกเหนือจากการหายใจเข้า ซึ่งเป็นการนำออกซิเจนจากอากาศภายนอกมาสู่ปอด โดยออกซิเจนจะแพร่จากถุงลมปอดเข้าหลอดเลือดฝอยปอด ไหลกลับเข้าสู่หัวใจเพื่อส่งไปเลี้ยงเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายในทางกลับกัน ของเสียที่เกิดขึ้นภายหลังกระบวนการเผาผลาญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ออกจากเซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าสู่หลอดเลือดฝอย โดยผ่านขั้นตอนทางเคมีในระหว่างการเดินทางและกลับเข้าสู่หัวใจ และผ่านมาที่หลอดเลือดฝอยปอด ที่ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยปอดเข้าสู่ถุงลมปอด แล้วลำเลียงไปตามหลอดลม เพื่อกำจัดออกนอกร่างกายทางจมูก ผ่านการหายใจออก

 

โรคระบบขับถ่ายที่พบบ่อย

โรคลำไส้อักเสบ   โรคริดสีดวงทวารหนัก   โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ   โรคไตวาย   กรวยไตอักเสบ   ท่อปัสสาวะอักเสบ

 

โรคลำไส้อักเสบ เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร โดยอาการที่แสดงออกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าการอักเสบอยู่ที่ส่วนใด รวมถึงเกิดจากสาเหตุใด เชื้อโรคประเภทใด รวมถึงการเป็นโรคลำไส้อักเสบ ชนิดเฉียบพลันหรือชนิดเรื้อรัง

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคนี้พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงอยู่ติดกับปากช่องคลอด สั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย และอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก จึงมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าอาการที่พบบ่อยได้แก่ ปัสสาวะบ่อย ถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปวดแสบ ขัดขณะปัสสาวะ รวมถึงปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีเลือดปนหรือมีกลิ่นผิดปกติ

โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคนี้จะทำให้หลอดเลือดบริเวณลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีอาการบวมและโป่งพอง รวมทั้งมีบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ จึงควรไปพบแพทย์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการ

โรคไตวาย เป็นโรคที่เกิดจากไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย รวมถึงการเสียสมดุลของระดับน้ำ และแร่ธาตุในร่างกาย โรคไตวายมีทั้งแบบที่เป็นไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง สาเหตุมีหลายประการ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การมีความดันโลหิตสูง และการเป็นโรคเบาหวาน

กรวยไตอักเสบ เป็นภาวะที่เกิดการติดเชื้อบริเวณกรวยไต จนมีการอักเสบ ผู้ป่วยมักจะมีอาการแบบเฉียบพลัน ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น อาจมีเลือดปน มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น

ท่อปัสสาวะอักเสบ สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยพบสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่เพศสัมพันธ์และไม่เกิดจากการติดเชื้อเป็นส่วนน้อย โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากในทางกายภาพ ท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีโอกาสรับเชื้อได้สูงกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ในลำไส้ใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งโดยมีการเพิ่มจำนวนจนร่างกายควบคุมไม่ได้ ในระยะแรกๆ อาจเป็นเพียงแค่เนื้องอกธรรมดา อาจไม่พบอาการ หรือมีอาการแต่ปล่อยทิ้งไว้ โดยเนื้องอกนั้นเวลาผ่านไป อาจกลายเป็นมะเร็งได้

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : en.wikipedia.org  th.wikipedia.org  th.wikipedia.org
ภาพประกอบจาก : www.shutterstock.com

 

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก