ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่านรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรค ที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแล เช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วย ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี ว่าจะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติ หรือครอบครัวผู้ป่วย ต้องพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึงสาเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูง หรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำ และเกลือ

 

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรค และโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไปในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่า ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้น ทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้น ผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไร คือ อาการข้างเคียงของยา อะไร คือ อาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วยต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือ เบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วย และผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ การมีประวัติการรักษา และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medium.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


-เข้าใจโรคโควิด-19.jpg

โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ โรคใกล้ตัวในยุคโลกไร้พรมแดน

ในรอบไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีการระบาดของโรคติดเชื้อใหม่ ๆ อยู่เสมอ ทั้งเชื้อที่ระบาดจากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คน เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 โรคไข้ซิก้า โรคซาร์ส โรคเมอร์ส โรคอีโบล่า และล่าสุดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ได้มีการระบาดและมีการแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนถึงเดือน มี.ค. 2564 มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 117.4 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 2.6 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรคระบาดเหล่านี้รวมเรียกว่า โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (Emerging infectious diseases, EID) ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) โรคติดเชื้ออุบัติใหม่หมายถึง โรคติดต่อจากเชื้อชนิดใหม่ ๆ ที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หรือโรคติดเชื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งรวมไปถึงโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรือโรคที่เพิ่งจะมีการแพร่ระบาดเข้าไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง และยังรวมถึงโรคติดเชื้อที่เคยควบคุมได้ด้วยยาปฏิชีวนะแต่ปัจจุบันเชื้อเกิดการดื้อยาแล้ว โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

  • โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อใหม่ (New infectious diseases) เป็นโรคที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดจากเชื้อโรคตัวใหม่ เช่น โรคซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009
  • โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ (New geographical areas) เป็นโรคที่มาจากประเทศหนึ่งระบาดไปยังอีกประเทศหนึ่ง หรือข้ามทวีป เช่น โรคเวสต์ไนล์ไวรัส
  • โรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ (Re-emerging infectious diseases) เป็นโรคติดต่อที่เคยระบาดในอดีต และสงบไปนานแล้ว แต่กลับมาระบาดอีก เช่น โรคไข้ชิคุนกุนยา
  • เชื้อโรคดื้อยา (Antimicrobial resistant organism) เช่น วัณโรคดื้อยา โรคมาลาเรีย
  • อาวุธชีวภาพ (Deliberate use of bio-weapons) เป็นการใช้เชื้อโรคหลายชนิดผลิตเป็นอาวุธ เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคไข้ทรพิษ

นอกจากนี้ สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Allergy and Infectious Disease, NIAID) ได้แบ่งโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เป็น 3 กลุ่ม คือ  1) โรคที่ค้นพบใหม่ใน 20 ปีที่ผ่านมา  2) โรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ และ  3) โรคที่นำไปใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ มีดังต่อไปนี้

  • สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงสูง (Climate change) โดยเฉพาะสภาวะโลกร้อนทำให้ระบบนิเวศน์มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตบางชนิดเพิ่มหรือลดจำนวน เกิดเชื้อใหม่ ๆ หรือเชื้อกลายพันธ์ในบางพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
  • เชื้อโรคเดิม ๆ มีการกลายพันธุเพิ่มมากขึ้น เพื่อดำรงชีวิตภายใต้ความเปลี่ยนแปลง (Microbial adaptation and change)
  • การอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ซึ่งเป็นยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีในทุก ๆ ด้าน มีการติดต่อสื่อสาร ทำมาค้าขาย เดินทางระหว่างประเทศ ระหว่างทวีปเพิ่มมากขึ้น ทำให้เชื้อโรคระบาดในพื้นหนึ่งสามารถระบาดไปยังหลาย ๆ พื้นที่ของโลกได้อย่างรวดเร็ว
  • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพทำให้มีผู้ป่วยโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรังจำนวนมาก (NCDs) ทำให้โรคระบาดในแต่ละครั้งมีผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น
  • ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความยากจน การแข่งขันอาวุธชีวภาพ เป็นต้น

 

สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมตัว รองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่

นอกจากภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือการระบาดของโรคใหม่ ๆ ทั้งการตรวจจับการระบาด การสอบสวน การควบคุม การป้องกันโรค ในส่วนของประชาชนเอง ต้องใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ต้องตระหนักถึงโรคติดต่อใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เข้าใจถึงช่องทางในการติดต่อหรือสัมผัสเชื้อ เรียนรู้ทั้งวิธีป้องกัน วิธีควบคุม ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และเรียนรู้การปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมเพื่อใช้ชีวิตในช่วงที่มีการระบาด

 

เชื้อโคโรน่าไวรัสและโรคโควิด 19 (COVID-19)

เชื้อโคโรน่าไวรัสและโรคโควิด 19 เป็นอีกตัวอย่างของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การใช้ชีวิต ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ทำให้ต้องมีการปรับตัวและมีวิถีชีวิตใหม่ (New normal) เพื่อป้องกันและควบคุมโรคโควิด 19 ทั้งนี้การป้องกันและควบคุมจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนต้องมีข้อมูล มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในช่วงที่โรคมีการระบาด

.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : “ไวรัส” อันตรายต่อมนุษย์ อย่างไร  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-โสม-6-ปี-ดีอย่างไร.jpg

โสม (Ginseng) เป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศจีนและเกาหลี โสมมีหลากหลายชนิดและแต่ละชนิดก็ให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป จนได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งสมุนไพร” โสมเป็นพืชที่เติบโตช้า มีความสูงของต้นเพียง 60 – 80 ซม. โดยต้องรอนานหลายปี กว่าจะได้รากโสมที่มีสารสำคัญทางยาในปริมาณสูง

 

ประเภทของโสม

โสมโสมสามารถแบ่งตามอายุและขั้นตอนการเก็บ ได้ 3 ชนิด คือ 1) โสมสด เก็บเกี่ยวตอนโสมมีอายุไม่เกิน 4 ปี  2) โสมขาว (White ginseng) เก็บเกี่ยวตอนโสมมีอายุระหว่าง 4 – 6 ปี โดยนำรากโสมที่ล้างสะอาดแล้ว มาปอกเปลือกแล้วนำไปอบแห้งทันที และ 3) โสมแดง (Red ginseng) เก็บเกี่ยวตอนโสมมีอายุ 6 ปี เป็นการนำรากส่วนที่ดี ๆ มาล้างให้สะอาด แล้วอบด้วยไอน้ำ 120 – 130 องศา เป็นระยะเวลา 2 – 4 ชั่วโมงแล้วนำไปอบแห้ง ด้วยอายุที่มากกว่าและขั้นตอนผลิต ส่งผลให้โสมแดงมีสรรพคุณและราคาที่สูง

 

องค์ประกอบและสารสำคัญในโสมโสม

จากการศึกษาวิจัยพบองค์ประกอบทางเคมีหลายชนิดในโสม เช่น น้ำตาลชนิดต่าง ๆ สารประกอบสเตียรอยด์ เช่น สติกมาสเตอรอล เบต้าไซ-โทสเตอรอล สารไตรเตอร์พีนอยด์ เจนิน กรดโอลีเอนิก ส่วนสารตัวสำคัญที่พบในรากโสมคือ สารซาโปนิน (Saponin) ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม Ginsenoside กลุ่ม Panaxoside และกลุ่ม Chikusetsusaponin โดยสารที่สำคัญที่สุดคือคือ “จินเซนโนไซต์” (Ginsenosides) ซึ่งจะมีในโสมประมาณ ร้อยละ 1 – 2 โดยน้ำหนัก ขึ้นกับชนิดของโสมแหล่งที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตโสม ดังนั้น เมื่อหาซื้อโสมมาบำรุงร่างกายจึงควรดูปริมาณส่วนประกอบของโสมโดยเฉพาะจินเซนโนไซต์เป็นสำคัญ หรือในปัจจุบันมักเรียกสารเหล่านี้รวม ๆ กันว่าสาร Adaptogen

 

ประโยชน์ต่อสุขภาพของโสม 6 ปี

โสม 6 ปี ดีอย่างไร

โสมเกาหลีมีประวัติถูกใช้เป็นยาสมุนไพรในทางการแพทย์แผนจีนมาเป็นเวลายาวนานถึง 2,000 ปี โดยเฉพาะการมีสารสำคัญอย่าง ‘จินซิโนไซด์’ (Ginsenosides) โดยเชื่อว่าโสมที่โตเต็มที่จะมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงร่างกาย

  1. สร้างความสดชื่น มีชีวิตชีวา
  2. ลดความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
  3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ปรับสมดุลความดันโลหิต
  5. บำรุงสมอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ส่งผลต่อสมาธิและอารมณ์
  6. เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เรียกได้ว่า โสมเกาหลีมีการวิจัยถึงคุณประโยชน์เพื่อใช้บำรุงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผลิตภัณฑ์โสม 6 ปี

โสมเกาหลีสกัด อายุ 6 ปี

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.d-daily.co
ที่มา: www.medthai.com  www.pobpad.com  www.biopanax.com

 

 


.jpg

ลำไส้อักเสบ (Enterocolitis) เป็นหนึ่งในอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลำไส้ โดยเกิดจากเนื้อเยื่อบุผิวภายในลำไส้เกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งมีทั้งลำไส้เล็กอักเสบและลำไส้ใหญ่อักเสบ บางรายอาจมีกระเพาะอาหารหรือทวารหนักอักเสบร่วมด้วย โรคนี้สามารถแบ่งตามระยะเวลาในการแสดงอาการเป็น “ลำไส้อักเสบฉับพลัน” และ “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง”

 

อาการ

  • ปวดมวนท้อง ปวดท้องแบบบิด ๆ ร่วมกับท้องเสียหรือท้องร่วง
  • อุจจาระมีลักษณะเหลวเป็นน้ำ มีมูกหรือมูกเลือด มีกลิ่นเหม็นคาว มีสีซีดกว่าเดิม
  • มีไข้ ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำ เหงื่อออกมาก รู้สึกหนาวสั่น เหนื่อย อ่อนเพลีย ซึม
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ถ้าท้องเสียมาก ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาการจากภาวะขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ปากแห้ง ตาโหล มือเท้าเย็น ใจสั่น ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หน้ามืดจะเป็นลม อาจหมดสติได้

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

เมื่ออาการข้างต้นไม่ดีขึ้น หรืออาการเลวลงใน 24 ชั่วโมง ควรต้องรีบไปโรงพยาบาล แต่ถ้ามีไข้สูง ปวดท้องมาก และ/หรืออาการจากภาวะขาดน้ำตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ต้องรีบไปโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินทันที

 

สาเหตุ

เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ลำไส้อักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ปรสิต และเชื้อรา
  • เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยและทำให้ลำไส้อักเสบ ได้แก่ เชื้อ coli เชื้อ S.aureus เชื้อนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคบิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรคอีกด้วย
  • เชื้อไวรัสที่ทำให้ลำไส้อักเสบ ได้แก่ เชื้อโรต้าไวรัส (Rotavirus) เชื้ออดีโนไวรัส (Adenovirus) เชื้อซีเอมวีไวรัส (Cytomegalovirus) เป็นต้น
  • ปรสิต ได้แก่ อะมีบา (Amoeba) ไกอาเดีย (Giadia) พยาธิตัวกลม เป็นต้น
  • ส่วนเชื้อรา มักพบในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น
  • ลำไส้อักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดเชื้อ พบได้ไม่มาก เช่น ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติ ทานอาหารที่มีสารพิษหรือสารเคมีปะปน ทานอาหารไม่ตรงเวลา ความเครียดและวิตกกังวล เกิดอุบัติเหตุ ลำไส้ขาดเลือด เป็นต้น

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

  1. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การใช้ห้องครัวและอุปกรณ์ประกอบอาหารที่ไม่สะอาด การใช้ภาชนะในการกินอาหารร่วมกับผู้อื่น
  2. พฤติกรรมการกินไม่ถูกโภชนาการ และขาดสุขลักษณะนิสัยที่ดี เช่น การกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ การกินอาหารเก่าเก็บหรืออาหารที่ทิ้งไว้นาน การใช้สิ่งของ จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ร่วมกับผู้อื่น การรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือ เป็นต้น
  3. กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อ ผู้ที่ภูมิต้านทานโรคไม่แข็งแรง ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคลำไส้อักเสบ ผู้ที่มีความเครียดและวิตกกังวลสูง อาจส่งผลทำให้ให้ภูมิต้านทานโรคไม่แข็งแรง

 

ภาวะแทรกซ้อน

ลำไส้อักเสบ นอกจากสร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่น ๆ ได้อีก เช่น โรคกระดูกพรุน ท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิ (Primary Sclerosing Cholangitis, PSC) ลำไส้โป่งพอง มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงการลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง ลำไส้ทะลุ หรือลำไส้ขาดเลือด เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยหาสาเหตุโดย

  • การซักประวัติต่าง ๆ เช่น ลักษณะที่อยู่อาศัย ประวัติการเดินทาง ประวัติการติดต่อกับผู้ป่วย การระบาดของโรค เป็นต้น
  • การตรวจร่างกาย เน้นการตรวจบริเวณช่องท้องและทวารหนัก
  • การตรวจเลือด ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count, CBC) ซึ่งอาจสูญเสียไปกับการขับถ่าย ภาวะโลหิตจาง การดูค่าเกลือแร่ต่างๆ ที่อาจเป็นผลจากการขาดน้ำ เป็นต้น
  • การตรวจอุจาระ เพื่อการตรวจหาเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบและอื่น ๆ

นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ตามอาการและความผิดปกติที่ตรวจพบ เช่น

  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อดูการอักเสบบริเวณผนังลำไส้ และนำเนื้อเยื่อออกมาตรวจทางพยาธิเพิ่มเติม
  • การสวนแป้งแบเรียม (Barium Enema) เป็นการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ซึ่งอาจมีความแม่นยำน้อยกว่าการตรวจด้วยการส่องกล้อง
  • การทำ CT-Scan เพื่อตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนและขอบเขตของการอักเสบ

 

การรักษา

สำหรับการรักษาโรคลำไส้อักเสบ แพทย์จะทำการรักษาทั้งแบบตามอาการและแบบตามสาเหตุ

การรักษาแบบตามอาการ ที่สำคัญ ได้แก่

  • การให้ทานผงละลายเกลือแร่โออาร์เอส (Oral Rehydration Salt หรือ ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หรืออาจพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ หากผู้ป่วยขาดน้ำมาก
  • การให้ยาแก้ท้องเสีย การให้ยาแก้ปวด การให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว รวมถึงการให้ผู้ป่วยทานธาตุเหล็กเสริมเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจาง เป็นต้น
  • การให้ยาต้านการอักเสบ เพื่อควบคุมอาการอักเสบ

การรักษาแบบตามสาเหตุ ที่สำคัญ

  • การให้ยา เช่น การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยที่มีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย การให้ยาฆ่าเชื้อราเมื่อผู้ป่วยมีการอักเสบจากเชื้อรา เป็นต้น
  • การให้ยากดภูมิต้านทานเพื่อระงับการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายหรือยับยั้งการทำงานของสารโปรตีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ เป็นต้น

ในกรณีที่ลำไส้อักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการผ่าตัด อย่างไรก็ตามการผ่าตัดมีผลข้างเคียง แพทย์จะพิจารณาในกรณีที่วิธีอื่นใช้ไม่ได้ผลเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน ลำไส้อักเสบ

ข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วยเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้นและหายได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่

  1. การดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ ดื่มน้ำเกลือแร่ รับประทานอาหารอ่อนที่ปรุงสดใหม่
  2. หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองเช่น ปลาร้า ปลาจ่อม หอยดอง เป็นต้น
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
  4. งดการสูบบุหรี่
  5. ใช้ส้วมในการขับถ่ายเพื่อลดการระบาดของโรค
  6. พักผ่อนอย่างเหมาะสม
  7. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมไปพบแพทย์ตามกำหนด
  8. ปรับปรุงสภาพของที่อยู่อาศัยให้สะอาด รักษาความสะอาดของห้องครัวและอุปกรณ์ทำอาหาร หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่สกปรกและแออัด
  9. ล้างมือทุกครั้งก่อนการรับประทานอาหาร
  10. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและผลไม้สุกเนื้อนิ่มเพื่อช่วยในการขับถ่าย เช่น กล้วย มะละกอ แก้วมังกรเป็นต้น
  11. รับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน เพื่อสร้างความแข็งแรงแก่ลำไส้ เช่น ฟักทอง ผักคะน้า แตงโม แคนตาลูปเป็นต้น
  12. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะโลหิตจาง เช่น ปลา กุ้ง ผักโขม เป็นต้น
  13. ระมัดระวังการนำสิ่งของเข้าปากในเด็กเล็กซึ่งอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้
  14. ผ่อนคลายความเครียดโดยเลือกกิจกรรมที่ไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย เช่น การปฏิบัติธรรม การดูหนัง การฟังดนตรี เป็นต้น
  15. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย

 

แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com  www.nakhonthon.com  www.podpad.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-สามารถลดคอเลสเตอรอลและลดเบาหวาน.jpg

เจียวกู่หลาน เป็นสมุนไพรที่ได้รับการขนานนามว่า สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้มีการศึกษามาอย่างมากมายถึงคุณประโยชน์นานัปการเทียบเคียงกับโสมได้เลยค่ะ ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายสามารถรับประทานได้ทุกวัน โดยปัจจุบัน “เจียวกู่หลาน” ถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริมที่ช่วยในการควบคุมคอเลสเตอรอล และรักษาโรคเบาหวาน จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคดังกล่าวหรือผู้สูงวัยทั้งหลาย

 

ข้อมูลเบื้องต้นของ เจียวกู่หลาน

เจียวกู่หลานเจียวกู่หลาน หรือ Gynostemma Peenta- Phyllum Makino เป็นพืชตระกูลเดียวกับ Cucurbitaceae โดยมีถิ่นกำเนิดในทวีฟเอเชีย สำหรับประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ ปัญจขันธ์ มีลักษณะเป็นเถา ลำต้นกลม มีสีเขียว โดยส่วนใหญ่จะเพาะปลูกอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันเจียวกู่หลานเป็นสมุนไพรที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในรูปแบบของชาชงสมุนไพรและอาหารสุขภาพสำหรับบำรุงร่างกาย

 

สรรพคุณของ เจียวกู่หลาน

สมุนไพรแห่งชีวิตอมตะนี้ หากทุกคนได้ทราบถึงสรรพคุณของเจ้าสิ่งนี้แล้ว คงต้องรีบหามารับประทานเป็นแน่ ซึ่งสรรพคุณหลักของเจียวกู่หลานที่มีผลวิจัยมากมายรองรับคือความสามารถในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายแบบฉับพลัน รวมไปถึงสามารถปรับสมดุลของความดันเลือด โดยหากรับประทานอย่างเป็นประจำยังจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย รวมถึงช่วยปรับสมดุลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และยังช่วยคลายความเครียดและทำให้นอนหลับได้สบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

  1. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล
    คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่งในร่างกาย สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดได้แก่ คอเลสเตอรรอลชนิดที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) และคอเลสเตอรอลชนิดเจียวกู่หลานที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) โดยคอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) เป็นภาวะที่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจทำอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย โดยภาวะนี้มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ นอกจากนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพของตน อาทิ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ รวมถึงโรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid) ซึ่งการรักษาสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่ สำหรับการใช้ยาในการรักษาทั้งนี้ต้องดูผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อร่างกายของแต่ละบุคคลอีกด้วย
    .
    นอกจากนั้นเรายังสามารถใช้เจียวกู่หลานในการป้องกันและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เนื่องจากมีการวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า เจียวกู่หลานสามารถเข้าไปควบคุมและลดปริมาณไขมันในเลือดได้ ทั้งคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติได้อีกด้วยค่ะ
    .
  2. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดเบาหวาน
    โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างผิดปกติ ซึ่งเกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนชนิดนี้ จนทำให้มีน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก โดยสังเกตได้จาก อาการกระหายน้ำ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว รวมถึงแผลหายช้า โดยการรักษาทำได้โดยฉีดฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปในร่างกาย ควบคู่กับเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม และการออกกำลังกาย หากไม่ทำเช่นนี้ความร้ายแรงของโรคอาจรุนแรงไปถึงการตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งเพื่อป้องกันการลุกลามของบาดแผลที่ไม่อาจรักษา
    .
    นอกจากวิธีดังกล่าวเรายังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาปกติด้วยสมุนไพรแห่งชีวิตอมตะอย่างเจียวกู่หลาน ซึ่งนอกจากสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย โดยผ่านกลไกการยับยั้งเอนไซน์ที่เกี่ยวกับกระบวนการเมทาบอลิซึมของกลูโคส ทั้งยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานด้วยการต้านอนุมูลอิสระ โดยที่ไม่พบอาการข้างเคียงอีกด้วยค่ะ
    .
  3. ช่วยคลายเครียดและทำให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
    เจียวกู่หลานในสถานการณ์ที่ค่อนข้างโหดร้ายต่อจิตใจ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจและสังคม นำมาซึ่งความเครียดสะสม นอนไม่หลับ จึงทำให้จิตใจไม่ผ่องใสเท่าที่ควร ซึ่งการศึกษาเกี่ยวสมุนไพรเจียวกู่หลานพบว่า เจียวกู่หลานมีสารสกัดที่ได้จากสมุนไพร หรือ Adaptogen ที่ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีฤทธิ์ทำให้เกิดความสมดุลภายในร่างกาย สามารถลดความเครียด และทำให้ร่างกายกลับมากระฉับกระเฉงอีกครั้ง

 

ป้องกันคอเลสเตอรอลและเบาหวาน Hi-Balanz Jiaogulan Extract ช่วยได้

ในปัจจุบันเจ้าสมุนไพรเจียวกู่หลานถูกบรรจุในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งเราค้นพบว่า Hi-Balanz Jiaogulan Extract ตอบโจทย์ทั้งการลดระดับคอเลสเตอรอล ลดภาวะน้ำตาลในเลือด ควบคุมความกันโลหิต เพิ่มภูมิต้านทาน ต้านการอักเสบ ปรับสมดุลในร่างกาย ผ่อนคลายความเครียดช่วยให้นอนสบายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

เจียวกู่หลาน

นอกจากนั้น Hi-Balanz Jiaogulan Extract  ยังอัดแน่นไปด้วยสารกัดจากเจียวกู่หลาน (Gynostemma Extract) ถึง 100 มิลลิกรัม โดยมีสารประกอบที่สำคัญ อาทิ Gypenoside ถึง 82 ชนิด มีส่วนในการบำรุงร่างกาย ช่วยสมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มภูมิต้านทาน และต้านอนุมูลอิสระ เสริมทัพด้วย Flavonoid ที่สามาถลดระดับของคอเลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยไม่ให้เซลล์ภายในร่างกายถูกทำลาย ส่วน Vitamin B1 และ 2 ช่วยในการบำรุงประสาท คลายความเครียด ลดอาการปวดไมเกรน มีส่วนช่วยในการมองเห็น และสุดท้ายคือแร่ธาตุ ที่ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สำหรับการบริโภค เราสามารถบริโภคได้เป็นประจำทุกวันโดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงในร่างกายของเราอีกด้วยค่ะ

Hi-Balanz Jiaogulan

Hi-Balanz Jiaogulan Extract 30 Capsules

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม www.hibalanz.com

 


.jpg

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโอเอบี (overactive bladder หรือ OAB) เป็นกลุ่มอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ การปวดปัสสาวะอย่างฉับพลัน ไม่สามารถรอหรือกลั้นได้ โดยอาจจะมีภาวะปัสสาวะเล็ดหลังอาการดังกล่าว รวมด้วยหรือไม่ก็ได้ ทำให้ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างเร่งรีบหลาย ๆ ครั้ง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน บางครั้งมีปัสสาวะเล็ดราดออกมาก่อนที่จะไปถึงห้องน้ำ เป็นปัญหาที่พบบ่อย ที่สร้างความกังวลและความยุ่งยากในการชีวิตประจำวันแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง

 

OAB เป็นภาวะที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่มีแนวโน้มจะพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างเหมาะสม

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder, OAB) เป็นกลุ่มอาการเรื้อรังที่ประกอบด้วย

  • ปวดปัสสาวะเฉียบพลัน โดยรู้สึกปวดอยากถ่ายปัสสาวะขึ้นมาอย่างฉับพลัน รอต่อไม่ได้ ต้องรีบไปห้องน้ำทันที อาการนี้เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว อาจมีน้ำปัสสาวะเพียงเล็กน้อยในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะออกมาไม่มาก
  • ปัสสาวะบ่อย มักมีการถ่ายปัสสาวะมากกว่า 7 ครั้งในตอนกลางวัน และมากกว่า 1 ครั้ง ในตอนกลางคืน
  • บางครั้งมีปัสสาวะเล็ดราดออกมา จากการปวดปัสสาวะเฉียบพลัน และเข้าห้องน้ำไม่ทันเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
ถึงแม้ว่าภาวะนี้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเดินทาง อื่น ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษา เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

 

สาเหตุ

ในระบบขับถ่ายปัสสาวะนั้น เมื่อไตผลิตน้ำปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจะไหลผ่านท่อไตมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ โดยรอยต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะจะมีชุดกล้ามเนื้อที่ทำงานเป็นหูรูดเปิดปิดการไหลของน้ำปัสสาวะ หูรูดนี้จะถูกควบคุมโดยระบบประสาท โดยเมื่อมีปริมาณน้ำปัสสาวะมาก และอยู่ในสถานที่ที่สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้ สมองจะสั่งงานให้หูรูดคลายตัว กระเพาะปัสสาวะบีบตัวให้การขับปัสสาวะเป็นไปอย่างปกติ

ในผู้ที่มีภาวะ OAB จะมีความผิดปกติของสัญญาณดังกล่าว ทำให้มีการการคลายตัวของหูรูดอย่างเฉียบพลัน อาจรวมถึงการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทั้งที่น้ำในกระเพาะปัสสาวะอาจยังไม่เต็มความจุ สาเหตุของความผิดปกติดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่อาจส่งผล ดังนี้

  • โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคของระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและท่อปัสสาวะมีการทำงานที่ผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะเองมีการทำงานที่ผิดปกติ
  • ความผิดปกติของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณ จากการมีอายุที่เพิ่มขึ้น
  • การรับประทานยาบางชนิดที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • การรับประทานเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป

 

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยภาวะ OAB ได้โดยการสอบถามอาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติทางสูตินรีเวชในผู้หญิงร่วมกับการตรวจร่างกาย  และตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ได้แก่

  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อหรือมีเม็ดเลือดแดงในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้แยกโรคหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกันออกไปได้
  • การทำบันทึกเวลาปัสสาวะ (Voiding diary) เพื่อดูความถี่ปริมาณ และอาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ โดยจดบันทึกว่าในวันหนึ่งๆ คุณดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ในปริมาณเท่าไร ถ่ายปัสสาวะกี่ครั้ง และปริมาณน้ำปัสสาวะที่ถ่ายออกมาแต่ละครั้ง หากมีปัสสาวะเล็ดราดให้บันทึกปริมาณปัสสาวะที่เล็ดออกมา และกิจกรรมขณะนั้นด้วย ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ว่าดื่มเข้าไปเป็นปริมาณเท่าไร และปริมาณน้ำปัสสาวะที่กระเพาะปัสสาวะสามารถกลั้นอยู่ได้
  • การตรวจวัดปัสสาวะตกค้างหลังถ่ายปัสสาวะ เป็นการตรวจโดยใช้อัลตร้าซาวด์ หรือเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อหาปริมาณน้ำปัสสาวะที่ตกค้างเหลืออยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • การตรวจยูโรไดนามิกส์ (Urodynamics) ในผู้ป่วยบางราย และในบางสถานพยาบาล แพทย์อาจพิจารณาตรวจยูโรไดนามิกส์ เพื่อตรวจดูว่ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะมีการบีบตัวอย่างเหมาะสมหรือไม่ มีภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง หรือมีปัสสาวะตกค้างหลังขับถ่ายหรือไม่

 

การรักษา

การรักษากลุ่มอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินมีหลายวิธี ทั้งนี้การรักษามักเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจะทำให้อาการลดลง ในบางรายถึงขั้นอาการดีขึ้นจนหายไปเลย หลังจากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาตามความเหมาะสม

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตัวอย่าง เช่น
    • ลดปริมาณการดื่มน้ำ โดยเฉพาะการดื่มน้ำก่อนเข้านอน และการลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำชา น้ำอดลม โซดา น้ำผลไม้ และแอลกอฮอล์
    • ฝึกกลั้นปัสสาวะ โดยพยายามยืดระยะระหว่างการเข้าห้องน้ำในแต่ละครั้งให้นานขึ้น เช่น จากทุก 1 ชม. ยืดออกเป็น 2 หรือ 3 ชม. ก่อนเข้าห้องน้ำในครั้งถัดไป
    • ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel exercise) จะทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน  และกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะมีการหนาตัวและแข็งแรงมากขึ้น โดยการบริหารดังกล่าวจะเพิ่มแรงต้านในท่อปัสสาวะให้สูงขึ้น มี reflex ไปยับยั้งการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และป้องกันปัสสาวะไม่เล็ดราดได้อีกด้วย
  • การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษามีหลายชนิด หลักๆเป็นยาช่วยคลายหรือลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ 2 กลุ่ม คือ ยากลุ่ม Anticholinergic Drug อาจมีผลข้างเคียง คือ ปากแห้ง ตาแห้ง ปัสสาวะค้าง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ท้องผูก การรับรู้เปลี่ยนแปลงไป และยากลุ่ม Beta 3-adrenoceptor agonist  อาจมีผลข้างเคียง คือ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการดีขึ้น จนบางครั้งสามารถหยุดยาได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายรายยังจำเป็นต้องรับประทานยาต่อไปในระยะยาวเพื่อควบคุมอาการต่างๆ

  • การรักษาด้วยวิธีอื่น กรณีการรักษาโดยวิธีข้างต้นไม่หาย แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลได้
    • การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เข้ากล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ โดยการส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ เพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะคลายตัวและอาการปวดปัสสาวะฉับพลันลดลง โดยยาจะให้ผลการรักษาประมาณ 5-9 เดือน จากนั้นอาจต้องฉีดซ้ำหากจำเป็น วิธีนี้สามารถพิจารณาในผู้ป่วยที่ทานยาไม่ได้ผล หรือต้องการลดผลข้างเคียงจากการใช้ยารับประทาน อย่างไรก็ตามยาตัวนี้อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการปัสสาวะไม่ออกได้
    • การใช้อุปกรณ์ปรับสมดุลระบบประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะ (Neuromodulator) โดยการฝังเข็ม การใช้แผ่นแปะเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า หรือการผ่าตัดฝังอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งทั้งหมดจะทำได้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล
    • การผ่าตัดขยายกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความจุในการเก็บน้ำปัสสาวะ แต่มีผลข้างเคียงหลายด้าน จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นเพิ่มเติม

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ควรควบคุมปริมาณการดื่มน้ำและเครื่องดื่มต่าง ๆ ไม่ให้มากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย เช่น กาแฟ น้ำอัดลม โซดา น้ำผลไม้ เครื่องดืมแอลกอฮอล์ เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะบ่อย จนรบกวนคุณภาพการนอนหลับได้
  • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เพื่อป้องกันท้องผูกซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงดันที่กระเพาะปัสสาวะมากขึ้น และทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น หากลดอาการท้องผูกได้ ปัญหาของการปัสสาวะจะลดน้อยลง
  • ฝึกกลั้นปัสสาวะหรือฝึกกำหนดเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะ
  • บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นประจำ หรืออย่างน้อย ๆ ต่อเนื่องกันมากกว่า 8 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.mayoclinic.org  www.si.mahidol.ac.th  www.bumrungrad.com International Urogynecological Association (IUGA). Overactive bladder: A Guide for Women. 2011.
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


-อันตรายต่อมนุษย์-อย่างไร.jpg

“ไวรัส” คืออะไร ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร

ไวรัส (Virus) เป็นเชื้อก่อโรคขนาดเล็กมาก ต้องขยายนับแสนเท่าจึงจะมองเห็น มีโครงสร้างหลักเพียงสายพันธุกรรม DNA หรือ RNA หุ้มด้วยโปรตีน ลักษณะสำคัญคือ ไวรัสไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง การมีชีวิตและเพิ่มจำนวนของไวรัส จะเป็นลักษณะของการรุกรานเข้าไปภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วควบคุม ปรับเปลี่ยนกลไกต่าง ๆ ให้เซลล์นั้น ทำหน้าที่ช่วยให้ไวรัสแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ต่อมาเซลล์ดังกล่าวค่อย ๆ ตายลง ไวรัสจะเคลื่อนย้ายเข้าไปยึดครองเซลล์ที่อยู่ข้างเคียง ถ้าเซลล์ของอวัยวะนั้น ๆ ถูกทำลายไปจำนวนมาก จากเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส รวมทั้งปฏิกิริยาหรือภูมิคุ้มกันของสิ่งมีชีวิตที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อด้วย จะก่อให้เกิดโรคขึ้น

สำหรับเชื้อก่อโรคชนิดอื่น ๆ นอกจากไวรัส ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว พยาธิ เป็นต้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งเซลล์ในการแบ่งตัวแบบไวรัส

“ไวรัส” เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้อย่างไร ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง

ไวรัสเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางผิวหนังและเยื่อบุ ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์ได้ต้องอาศัย “กุญแจจำเพาะที่จะไขเปิดประตูแต่ละบาน” ของเซลล์ได้  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไวรัสแต่ละแบบ แต่ละสายพันธุ์ ส่งผลให้ไวรัสเจริญเติบโตได้ดีในอวัยวะที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดการก่อโรคในอวัยวะหรือในระบบที่แตกต่างกันด้วย ตัวอย่างเช่น ไวรัสในโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก โรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ไวรัสยังทำให้เกิดกาฬโรค ไข้ทรพิษ ไข้เลือดออก โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้า ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

 

โรคติดเชื้อไวรัสรักษาอย่างไร เหมือนหรือต่างจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ หรือไม่

จากข้อก่อนหน้า ไวรัสจะรุกราน อาศัยและเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น คล้ายกับเป็นเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเอง จึงเป็นการยากในการค้นคว้าหายาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสโดยไม่กระทบเซลล์ปกติ ขณะเดียวกันไวรัสชนิด RNA ยังกลายพันธุ์เก่งเพื่อเอาตัวรอดจากยาได้ดีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การก่อโรคของไวรัสหลายชนิดค่อนข้างช้า จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัวและสร้างแอนติบอดีและภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ มาทำลายเชื้อและเซลล์ติดเชื้อ ทำให้โรคติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่หายได้เอง

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสในปัจจุบัน จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการในโรคที่หายได้เอง เช่น การให้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก ลดการไอ ลดการอักเสบ เป็นต้น ส่วนการใช้ยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งมีใช้อยู่ในบางโรคที่ก่อโรครุนแรง เช่น ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาต้านไวรัสตับอักเสบ B และ C ยาต้านไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการทำลายเชื้อหรือยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อในเซลล์  ทำให้เชื้อลดจำนวนลงและหายจากโรคได้ ทั้งนี้ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา จะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสที่รุกรานร่างกายโดยตรงได้ด้วย  แต่เชื้อไวรัสบางชนิดก็ยังกบดานหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ได้ เช่น ไวรัสเอดส์ ไวรัสตับอักเสบ ไวรัสเริ่ม เป็นต้น ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นมาก่อโรคได้อีกเมื่อไม่ได้กินยาต้านไวรัส

 

ภูมิคุ้มกันของร่างกายคืออะไร ทำไมถึงจัดการกับไวรัสได้

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในระบบหลัก ๆ ของร่างกาย ทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดไม่ให้สิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดโรค ประกอบด้วย 2 ระบบย่อยทำงานประสานกันคือ ระบบภูมิคุ้มกันทั่วไปและภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ โดยการกำจัดไวรัสแบบจำเพาะนั้น ร่างกายต้องใช้เวลาระหว่าง 1 – 7 วัน เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเร่งผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เพื่อสร้างแอนติบอดี ที่มีความสามารถในการเข้ากำจัดเชื้อไวรัสชนิดที่รุกรานเซลล์โดยตรง และมีการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์เพื่อไปทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ รวมทั้งการสร้างเซลล์ความจำให้จำไวรัสได้และพร้อมที่จะผลิตภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ ออกมาต่อต้านเชื้อไวรัสตัวเดิมเมื่อถูกรุกรานอีก อย่างไรก็ตาม การสร้างภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะจะทำได้ดีและมีประสิทธิภาพเมื่อร่างกายของผู้รับเชื้อมีความแข็งแรงเพียงพอด้วย

 

วัคซีนต้านไวรัส (Antiviral vaccines) สำคัญและมีบทบาทอย่างไรในการป้องกันโรคจากไวรัส

จากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายแบบจำเพาะ ต้องรอให้ไวรัสรุกราน และอาศัยระยะเวลาหนึ่ง ถึงจะทำการสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับที่จัดการกับเชื้อไวรัสได้ ในระหว่างนั้นผู้ติดเชื้ออาจเสี่ยงหรือเป็นโรคไปแล้ว

วัคซีนจึงเข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่ เสมือนไวรัสเทียมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับเชื้อไวรัสหรือตำแหน่งตรงผิวไวรัสที่เป็น “กุญแจจำเพาะ” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจงต่อตำแหน่งที่ผิวไวรัสชนิดนั้น ๆ ขึ้นมา ก่อนที่ร่างกายจะติดเชื้อจริง เมื่อมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือการฉีดครบโดส ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่รุกรานจะขึ้นสูงพอที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวจริงที่อาจรุกรานร่างกายในอนาคต

ทั้งนี้วัคซีนบางชนิด อาจมีการแนะนำให้ฉีดทุกปี เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้สูงพอ และเพื่อให้มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อที่ระบาดในปีนั้น ๆ

 

ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) มีบทบาทอย่างไร

ปัจจุบันยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรงเป็นยาที่ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสทั้งในเซลล์และห้ามเชื้อมิให้หลุดออกมาจากเซลล์หรือเข้าไปในเซลล์ได้ใหม่ ยาต้านไวรัสชนิดต่าง ๆ จึงถูกพัฒนาเพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย ทำให้อวัยวะที่ติดเชื้อไม่ถูกทำลายต่อไปและหยุดยั้งการดำเนินโรคหรือปฏิกิริยาที่รุนแรงมากกว่าปกติจากภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านการติดเชื้อ ทำให้มีเวลาเพียงพอที่จะสร้างภูมิต้านทานแบบจำเพาะต่อไวรัสที่รุกรานและโรคไม่กำเริบได้ การมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงจะเป็นอีกทางเลือกในการที่แพทย์จะนำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากไวรัส และป้องกันการติดเชื้อในคนปกติ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสได้
.
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม : เข้าใจโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เข้าใจโรคโควิด 19  |  โควิด 2019 เรื่องต้องรู้ หากจะรับมือให้ได้  |  ฝ่าวิกฤตโรคโควิด 19 (COVID-19) อะไรที่ต้องทำ  |  ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19 ต้องทำอย่างไรบ้าง  |  การฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อลดความรุนแรง  |  การควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ใครต้องทำอะไรบ้าง  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ ข้อสงสัย การป้องกันเชื้อไวรัสโควิด 19  |  ถามตอบ วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ตรวจทานความถูกต้องโดย : 
ศ.เกียรติคุณ นพ. อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 

 


Ketogenic-diet-หรือ-คีโต-ก่อนกินต้องรู้.jpg

สูตรการทานอาหารเพื่อไดเอทมีหลากหลายแนว หนึ่งในนั้น คือ สูตรการทานแบบคีโตเจนิค (Ketogenic diet) เรียกสั้น ๆ ว่า การทานแบบ “คีโต” ซึ่งเป็นอีกสูตรในการไดเอท ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน มาติดตามเรื่องที่น่าสนใจด้วยกันได้เลย

 

ทำความรู้จักกับ การทานอาหารแบบ “คีโต”

“คีโต” เป็นสูตรการทานอาหารที่ได้รับความสนใจมากสุดในปัจจุบัน โดยเน้นการทานอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงาน 60 – 80% จากไขมัน 5 – 10% จากคาร์โบไฮเดรต หรือประมาณ 20 – 30 กรัมต่อวัน ที่เหลือเป็นพลังงานที่ได้จากโปรตีน สูตรการทานอาหารแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายนำไขมัน ที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะคีโตซีส (Ketosis)

นักโภชนาการกล่าวว่า แม้ว่ามีผลการลดน้ำหนักที่ดี แต่ “การทานอาหารแนวคีโต อาจไม่ได้ผลเหมือนกันในทุกคน” โดยเคมีในร่างกายที่เป็นลักษณะเฉพาะ จะบ่งชี้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทานอาหารแบบนี้อย่างไร

 

การทานแบบ “คีโต” กับสุขภาพของคุณ

อาหารแนวคีโต อาจทำให้คุณผอมลงอย่างรวดเร็ว จากการตรวจสอบพบว่า อาหารแนวนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้น้ำหนักลด และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการเผาผลาญเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การที่น้ำหนักลดเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า อาหารแนว “คีโต” ทำให้คุณลดความอยากทานอาหารโดยรวม

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาผลที่ได้ต่อสุขภาพยังมีความขัดแย้งกัน เช่น งานวิจัยในสัตว์แสดงให้เห็นถึงปัญหาโรคไขมันพอกตับ จากการทานอาหารแบบคีโตเป็นเวลานาน ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวิจัยเพิ่มเติม กับผลกระทบของอาหารแนวนี้ นอกจากนี้ การทานอาหารแนวคีโตยังไม่ได้รับคะแนนที่ดีจากการจัดอันดับโดย US news & World report ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดอันดับสูตรอาหาร Diet กว่า 40 สูตร

 

ผลกระทบของการทานอาหารแนว “คีโต”

ช่วงเริ่มแรก คุณจะต้องทานคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ประมาณ 20 ถึง 30 กรัมต่อวัน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณจะเข้าสู่ “ภาวะคีโตซีส” (Ketosis) ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในการกำจัดอาหารหลาย ๆ อย่างออกพร้อมกัน

โดยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่น้ำหนักจะลด เป็นช่วงที่ร่างกายปรับตัว หลาย ๆ คนจะเจอกับอาการ “คีโตฟลู” (Keto flu) เช่น เหนื่อยล้า มึน คลื่นไส้ เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นแค่ชั่วคราว แต่จะทำให้คุณคิดไตร่ตรอง รวมถึงทดสอบแรงบันดาลใจ แน่นอนว่าเกี่ยวกับน้ำหนักที่คุณต้องการลด  สำหรับบางคนที่คิดว่าการทานอาหารแนวคีโตไม่เหมาะกับคุณ แต่เมื่อเริ่มแล้ว ควรมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าคุณยังมีอาการ “คีโตฟลู” อยู่ หรือทานอาหารไม่ลง เป็นไปได้ว่าอาหารแนวนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณจริง ๆ อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังจากผ่านอาการ “คีโตฟลู” แล้ว คุณมีแนวโน้มที่จะไปได้ดีกับการทานอาหารแนวนี้

สำหรับในระยะยาวแล้ว งานวิจัยยังมีจำกัด ปัจจุบันยังบอกไม่ได้ว่าการตัดอาหารหมู่สำคัญออกไป จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร นักโภชนาการเคยเตือนไว้ว่า อาจทำให้ขาดสารอาารได้ หากคุณทานอาหารแนวคีโตนานเกินไป ระยะเวลาที่แนะนำให้ทานอาหารแนวคีโต คือ  3 – 6 เดือน เพราะคีโตไม่เหมาะสำหรับทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

ข้อควรระวังการทานอาหารแนว “คีโต”

อาหารแนวคีโต ไม่ได้เป็นอาหารวิเศษสำหรับลดน้ำหนัก หรือแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทั้งหมด สำหรับบางคน เช่น ผู้ที่เป็นโรคไต การทานอาหารแนวนี้อาจเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ ยังไม่เหมาะกับการทานเป็นระยะเวลานาน ๆ

 

ดังนั้น ควรนึกถึงไลฟ์สไตล์ของคุณว่า สอดคล้องข้อจำกัดกับอาหารแนวคีโตนี้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทานอาหารแนวนี้ด้วย ทั้งนี้ ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้อง จะสามารถทำให้คุณมีความสุขกับการทานอาหารแนวนี้ได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.everydayhealth.com  www.healthline.com
ภาพประกอบจาก: www.freepik.com


-อโรคายา-รีสอร์ท.jpg

สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน ปีนี้ยังมีวันหยุดอีกหลายวัน ทีมงาน Health2click จึงส่งเรามาพาเพื่อน ๆ ไปเยี่ยมชมสถานที่พักผ่อนสไตล์รีสอร์ทแนวสุขภาพบำบัด ไม่ไกลจากกรุงเทพ เดินทางโดยรถยนต์เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เห็นเวลาที่ใช้เดินทางแล้ว เพื่อนบางคนอาจจะมาแวะพักผ่อนพร้อมทำกิจกรรมสุขภาพบำบัด ที่รีสอร์ทนี้ได้ทุกวัน

 

รีสอร์ทแนวสุขภาพที่จะพาเพื่อน ๆ เที่ยว คือ เรนโบว์ อโรคายา รีสอร์ท หรือ RAINBOW AROKAYA Holistic Longevity Center ตั้งอยู่ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างที่บอกนะคะ ด้วยระยะทางไม่ถึง 100 กิโล จากกรุงเทพฯ หรือเพียง 60 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อน ๆ ก็จะมาถึงสถานที่พักผ่อนสไตล์รีสอร์ทแนวสุขภาพที่ใกล้กรุงเทพแห่งนี้แล้ว โดยจากการสอบถามข้อมูลก่อนออกเดินทาง พบว่า ที่รีสอร์ทแห่งนี้ มีบริการดูแลสุขภาพทั้งแบบที่เป็นองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และการรักษาตามอาการ โดยตั้งใจว่าจะพักที่รีสอร์ทนี้สัก 2 วัน 1 คืน ไปติดตามกันเลยค่ะ

 

การเดินทางจากกรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา

การเดินทางในครั้งนี้ เราเลือกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ออกเดินทางจากกรุงเทพฯแถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยเวลา 8.00 น. ปกติไม่ชอบขับรถเร็ว แวะทานข้าวเช้าแถวตลาดน้ำบางคล้า แวะวัดปากน้ำโจ้โล้ ถึงรีสอร์ทก่อนเที่ยงนิดหน่อย หักลบเวลาแวะเที่ยวช่วงเช้าเบ็ดเสร็จใช้เวลาเดินทางสัก 1 ชั่วโมง 40  นาที  สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่สะดวกนำรถยนต์มาเอง หรืออยากใช้ชีวิตแบบติดดิน สามารถใช้บริการรถโดยสารจากกรุงเทพ มาลงที่ “สถานีขนส่งฯฉะเชิงเทรา” และต่อรถสองแถวมาลงที่ “ตลาดบางคล้า” จากนั้นก็สามารถเรียกรถสามล้อ หรือวินมอเตอร์ไซด์ มาที่รีสอร์ทได้เลย แต่เราแนะนำให้เพื่อน ๆ ขับรถมาเองดีกว่า เพื่อจะพักผ่อนกันได้อย่างเต็มที่

 

เรนโบว์ อโรคายา ยินดีต้อนรับ

สาเหตุที่เราเลือกมาที่นี่ เพราะนอกเหนือจากขึ้นชื่อเรื่องการเป็นรีสอร์ทเพื่อการพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ แล้ว เรนโบว์ อโรคายา ยังเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งมีโปรแกรมที่ช่วยในการปรับสมดุล ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ที่ผสมผสานหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนทางเลือกเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีโปรแกรมสุขภาพให้เลือกมากมาย ทั้งโปรแกรมกายภาพบำบัด การตรวจประเมินและวินิจฉัย โปรแกรมอบถ้ำเกลือหิมาลายัน โปรแกรมล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟญี่ปุ่น (Japanese Sand Bath) โปรแกรมนวดอโรมา โปรแกรมพลังงานบำบัด โปรแกรมแอโรบิคบำบัดในน้ำ รวมทั้งมีการรักษาตามอาการทั้งภาวะข้อไหล่ติด โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกสันหลังคด โรครองช้ำ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เป็นต้น ทีมงานเลยส่งเรามาเล่าเรื่องให้เพื่อน ๆ ฟัง

  เรนโบว์ อโรคายา

 แวบแรกที่แล่นเข้ามาในรีสอร์ท เราก็รู้สึกประทับใจกับบรรยากาศที่เหมือนที่พักที่ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้นานาพันธ์ที่เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่ม และบรรยากาศอันแสนบริสุทธิ์ริมฝั่งแม่น้ำบางประกง ทำให้เราเมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกสบายกาย สบายใจ คล้ายกับหลุดมาอยู่ในป่าไม้ธรรมชาติ สงบ ร่มเย็น ต่างจากความวุ่นวายในเมืองก่อนที่เราจะเดินทางมา

พอเข้ามาแล้วเราก็ตรงไปเช็คอินเข้ารีสอร์ทเป็นอันดับแรก และได้พูดคุยสอบถามกับพนักงานถึงกิจกรรมทางด้านสุขภาพดี ๆ ที่รีสอร์ทมีบริการ แอบกระซิบว่าพนักงานที่รีสอร์ทน่ารัก ให้ข้อมูลบริการต่าง ๆ ด้วยความยิ้มแย้มกันทุกคน พูดคุยกันหมดเวลาไปเกือบ 20 นาที สำหรับขั้นตอนการเช็คอินก็จะเหมือนที่พักทั่ว ๆไป เราขอข้ามขั้นตอนนี้ มาพูดถึงมาตรการด้านความปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 อีกเรื่องสำคัญในช่วงนี้ค่ะ

มาตรการด้านความปลอดภัยในช่วงโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทีมงานอยากชื่นชม เริ่มจากพนักงานใส่ Face shield กันทุกคน มีการตรวจวัดอุณหภูมิผู้มาใช้บริการ การล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การเว้นระยะห่าง การจัดรอบเข้าจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการแต่ละสถานที่ การทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก ๆ สามชั่วโมง ทีมงานมั่นใจในความปลอดภัยของรีสอร์ทค่ะ แต่ก็ไม่ลืมดูแลตัวเองใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อตามจุดต่าง ๆ ที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้ค่ะ

 

ห้องพักภายในรีสอร์ท

เรนโบว์ อโรคายา

จากหน้าเว็บเห็นรูปแบบของห้องพักภายในรีสอร์ท มีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง Standard Room, Executive Room, River Room และ Shangri-La Room เราตั้งใจจะพักผ่อนในบรรยากาศที่มีแต่ธรรมชาติอย่างเต็มขั้น เลยขอเลือกห้องพักแบบ River room เพื่อนอกจากจะเข้าโปรแกรมดูแลสุขภาพแล้ว ยังจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของแม่น้ำบางประกงยามเย็นและค่ำ ตั้งใจว่าจะหามุมอ่านหนังสือ เข้าเน็ต ถ่ายรูปตามระเบียงริมน้ำช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินค่ะ

 

เรนโบว์ อโรคายา

ห้องพักแบบ River Room  ที่เราเลือกจะเข้าพักได้ 2 คน โดยค่าห้องรวมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานภายในห้องพัก ซึ่งเราคิดว่าน่าจะคล้ายกับห้องเกรดเดียวกันของที่พักอื่น  เราจึงขอเน้นถึงเรื่องของเครื่องนอน ทั้งที่นอน หมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม ซึ่งพิเศษมาก ๆ โดยผลิตจากเส้นใยสินแร่ภูเขาไฟ ทำให้นอนสบายมาก ๆ ตอนเข้าห้องพักตั้งใจว่าจะงีบหลับเพียงเล็กน้อย แต่ดันหลับยาว ๆ เพราะที่นอนที่หนาและนุ่ม พิเศษจริง ๆ ค่ะ อ่อลืมไปอาหารเช้าของที่รีสอร์ทรวมอยู่ในค่าห้องเช่นกันค่ะ

 

ดื่มด่ำ กับบรรยากาศสบาย ๆ ริมแม่น้ำ

เราเช็คอินก่อนเวลาโปรแกรมสุขภาพที่ติดต่อไว้ร่วม 1 ชั่วโมง เราตัดสินใจวอร์มร่างกายให้พร้อมด้วยการเดินเที่ยวชมโซนต่าง ๆ ภายในโครงการ เห็นเขาบอกกันว่าบรรยากาศเหมือนรีสอร์ทดี ๆ แถวเขาใหญ่เลยทีเดียว เรา เดินเรื่อยไปตั้งแต่โซนคลินิกกายภาพบำบัด โซนรีสอร์ทสุขภาพ มาถึงสถานปฏิบัติธรรม อ่านเจอเหมือนบอกมีจุดถ่ายรูปสวย ๆ ในโครงการ แต่เราไม่ได้ไปเพราะถ่ายรูประหว่างทางเดินไปด้วยแล้ว มาปิดการเดินด้วยการแวะร้านกาแฟ สั่งกาแฟเย็นไม่ใส่น้ำตาลมาดับกระหาย ก่อนเข้าห้องพักเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรมสุขภาพแรกค่ะ

 

โปรแกรมแรก ล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟจากญี่ปุ่น

โปรแกรมสุขภาพของรีสอร์ทมีหลายรายการ เราเลือกโปรแกรมล้างพิษด้วยสินแร่หินภูเขาไฟจากญี่ปุ่น (Japanese Sand Bath) เป็นโปรแกรมแรก เพราะส่วนตัวอยากล้างพิษและขจัดไขมันส่วนเกินออกให้เยอะ ๆ ค่ะ แอบอ่านเพิ่มเติมก่อนมาว่า เม็ดสินแร่หินภูเขาไฟจะมีการปลดปล่อยคลื่นฟาร์-อินฟาเรดและประจุลบ จะก่อให้เกิดความร้อน ช่วยในการกระตุ้นระบบหลอดเลือดและหัวใจ เพิ่มการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการปวด และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อในร่างกาย เราเลยอยากมาลองด้วยตัวเอง

เรนโบว์ อโรคายา

เริ่มต้นทางเจ้าหน้าที่จะให้เราล้างตัวและเปลี่ยนชุดเตรียมพร้อม หลังจากนั้นจะมีการวัดความดัน และชั่งน้ำหนัก ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับการต้องสูญเสียเหงื่อในระหว่างการแช่

เมื่อพร้อมแล้ว เราก็จะนอนลงในบ่อแช่แบบสบาย ๆ นะคะ ทางเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการอบรมก็จะนำเม็ดสินแร่หินภูเขาไฟมาโปรยลงบนตัว เว้นช่วงคอและหน้าไว้ สักพักเดียวเราจะรู้สึกว่าเลือดภายในร่างกายสูบฉีดดีขึ้น เหงื่อออกมาก เจ้าหน้าที่ก็จะเริ่มขัดและนวดตัวเพื่อคลายกล้ามเนื้อ และคอยซักถามอาการของเราเป็นระยะ ๆ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วเราก็มาล้างตัว แล้วก็มาชั่งน้ำหนักและวัดความดันอีกครั้ง

ความรู้สึกแรกที่ได้รับ คือ ตัวเบาค่ะ ผ่อนคลายสบาย ๆ มองผิวตัวเองดูกระชับ เปล่งปลั่งขึ้น เหมือนมีออร่าในตัวเอง แต่อาการที่ติดมาด้วย คือ อยากรับประทานอาหารแล้วค่ะ

 

อาหารเย็น เรียบง่ายได้สุขภาพครบถ้วน  

เรนโบว์ อโรคายา

เนื่องจากเรามาเพียงแค่คนเดียว เราเลยเลือกสั่งข้าวหมกปลากะพง เมนูดี ๆ มีประโยชน์สำหรับคนรักสุขภาพ ที่นี่เขาเสิรฟ์ใส่จานขนาดพอเหมาะ และด้วยรสชาติถูกปาก เราทานจนหมด อิ่มกำลังดีเลยค่ะ เสร็จแล้วเราเดินสบายๆ กลับห้องพักผ่อน เล่นมือถือ ถ่ายรูประเบียงริมน้ำตามแผนเลยค่ะ

 

กิจกรรมดี ๆ วันที่สอง

เราจัดตารางวันที่สอง ด้วยการตื่นมาใส่บาตรพระในยามเช้า โดยพระจะพายเรือมาจอดเทียบฝั่งของรีสอร์ทให้ผู้ที่มาพักได้ใส่บาตรกัน เป็นกิจกรรมอิ่มบุญ น่ารักๆ รับแสงตะวันยามเช้าค่ะ หลังจากนั้นเราก็ไปรับประทานอาหารเช้า และพร้อมเข้าอีก 2 โปรแกรมสำหรับวันนี้ เริ่ม 10.00 โมง ค่ะ

 

โปรแกรม พลังงานบำบัด (Japanese Energy Capsule)

เรนโบว์ อโรคายา

โปรแกรมพลังงานบำบัด (Japanese Energy Capsule) จะเป็นการบำบัดด้วยพลังงานความร้อน มีประโยชน์ในเรื่องของการดูแลระบบน้ำเหลือง ระบบไหลเวียนเลือด ระบบเผาผลาญ และยังช่วยให้ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสต่าง ๆ ลดการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นตัวอีกด้วยค่ะ

โดยขั้นตอนของโปรแกรมนี้จะคล้ายกับเมื่อวาน มีการตรวจสภาพร่างกาย อาบน้ำ วัดความดัน ดื่มน้ำ หลังจากนั้นเราก็จะเข้าไปในโดมซาวน่า และปฏิบัติตามที่ทางเจ้าหน้าที่แนะนำได้เลยค่ะ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเสร็จสิ้น ออกมาจากโดม มานอนพักอีก 3 – 5 นาทีเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว นั่งพักเพื่อร่างกายแห้ง ก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดก็เป็นอันเสร็จสิ้นโปรแกรมอย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ

 

เรนโบว์ อโรคายา

ก่อนทานข้าวกลางวัน เราเลือกเดินมาร้านขายของที่ระลึกและสินค้าสุขภาพ ได้ของชิ้นเล็ก ๆ ติดตัวไปฝากคุณแม่ที่บ้าน เสร็จแล้วเราเดินไปทานอาหารกลางวัน ที่เดียวกับมื้อเช้า รอบนี้เราทานอาหารจานเดียวเหมือนเดิม แต่เป็นเมนูราดหน้าปลาทอดกรอบค่ะ อร่อยเข้มเต็มคำกันอีก 1 มื้อ

 

โปรแกรม ถ้ำเกลือหิมาลายัน

เรนโบว์ อโรคายา

เราตั้งใจจะปิดทริป 2 วัน ด้วยการพักตัวในถ้ำเกลือหิมาลายัน เพราะบางคืนเรานอนไม่หลับ หรือหลับก็ไม่เต็มอิ่ม เขาบอกการพักในถ้ำเกลือหิมาลายัน “ไอเกลือ” ที่ระเหิดออกมาจะช่วยปรับลดคลื่นสมอง ให้เข้าโหมดผ่อนคลาย หลับสนิท ให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เต็มที่ นอกจากนี้ ไอเกลือยังช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินหายใจ ให้หายใจได้โล่งและลึกกว่าที่เคย และลดคลื่นไฟฟ้าที่สะสมในตัวจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ด้วย เราเลยตัดสินใจปิดทริปด้วยกิจกรรมนี้ค่ะ

ขั้นตอนเราต้องตรวจร่างกายเบื้องต้น ทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนชุด เข้าไปพักในถ้ำเกลือหิมาลายัน ภายในถ้ำที่เราเห็น จะเป็นก้อนหินเกลือสีชมพู จัดเรียงคล้ายผนังก่ออิฐ แต่มีลวดลาย สีสันความหนักเบาเฉพาะในแต่ละก้อน ก่อให้เกิดความสวยงามแปลกตา  ไม่เคยพบเห็นจากที่อื่น กับบรรยากาศของความสงบ ผ่อนคลาย เราพักอยู่ในถ้ำเกลือหิมาลายันนี้ประมาณ 45 นาที ซึ่งกำลังดีสำหรับเรา โดยเราพยายามปรับการหายใจให้หายใจลึกมากขึ้น ผลที่ได้ คือ ความรู้สึกปลอดโปล่งโล่งสบาย รู้สึกหายใจได้ดีในอากาศสะอาด ๆ ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าโปรแกรมนี้ เหมาะสำหรับผู้มีโรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคไซนัส เป็นหวัด คัดจมูก คออักเสบ ไอมีเสมหะ หรือไอ ช่วยลดอาการของโรคเครียด โรคนอนไม่หลับด้วยค่ะ

ตอนมาเช็คเอ้าท์ ได้คุยกับพนักงานอีกครั้ง ยังรู้ว่าที่รีสอร์ทมีบริการจัดโปรแกรมเฉพาะเป็นรายบุคคล ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งให้ทางรีสอร์ทจัดโปรแกรมดี ๆ พิเศษ ๆ ให้เป็นการเฉพาะได้ด้วยค่ะ

ติดตามเนื้อหาดี ๆ จากทีมงาน health2click ได้อย่างต่อเนื่องเลยนะคะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Tel. 02-712-8958
Website : www.rainbowarokaya.com
Line : @rainbowarl

 

 


-ขณะออกกำลังกาย.jpg

มีข้อมูลพบว่า อันตรายขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิต ทั่วโลกอยู่ที่ 1 : 80,000 – 200,000 โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่จะมาจากโรคแฝง ที่นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่รู้ หรือรู้และอยู่ในระหว่างการรักษาหรือการควบคุม โอกาสที่จะเสียชีวิตในคนที่แข็งแรงไม่มีโรคแฝงจากกการออกกำลังหรือเล่นกีฬาโดยตรงนั้น มีโอกาสเกิดน้อยกว่า

 

สาเหตุการเสียชีวิต จากการออกกำลังกาย

สำหรับการเสียชีวิต ซึ่งเกิดในระหว่างการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เช่น การวิ่งระยะไกล การเตะฟุตบอล การเล่นแบดมินตัน มักจะมาจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับหัวใจเป็นหลัก โดยมีโอกาสเกิดสูงในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ไขมันสูง ความดันสูง มีเบาหวาน สูบบุหรี่ อ้วน เป็นต้น เมื่อต้องออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ 3 – 5 ชม. และเมื่ออยู่ในสภาพที่มีความฟิตไม่เพียงพอ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ มีเรื่องเครียดก่อนแข่ง นอนดึกก่อนแข่ง จึงมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตระหว่างการออกกำลังกายสูง

ทั้งนี้สาเหตุหลัก ๆ ของการเสียชีวิต มาจากการที่มีลิ่มเลือดหรือก้อน plaque หลุดไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวายและเสียชีวิต ซึ่งโรคนี้ในการดำเนินชีวิตปกติอาจไม่มีอาการ นอกจากนี้การตรวจหลอดเลือดหัวใจตามปกติ เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก CT scan, MRI, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การวิ่งสายพาน (Exercise stress test: EST) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angiogram) อาจให้ผลเป็นปกติได้ ทำให้ผู้ออกกำลังกายหรือผู้เล่นกีฬาส่วนใหญ่ไม่รู้มาก่อนว่ามีโรคแฝงอยู่ สำหรับในรายที่อายุน้อยกว่า 40 ยังอาจเสียชีวิตจากโรคหัวใจผิดปกติอื่น ๆ ได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อีกทั้งมีการพบว่า มีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตที่สูง ในผู้ที่ปกติไม่ค่อยออกกำลังกาย แล้วจู่ๆไปออกกำลังกายหนักๆเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งเกินหัวใจจะรับได้

นอกจากการเสียชีวิตจากโรคแฝงที่เกี่ยวกับโรคหัวใจแล้ว ยังมีการเสียชีวิตในขณะออกกำลังกายจากสาเหตุอื่น เช่น การสูญเสียเกลือแร่ จากโรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งมีโอกาสเกิดน้อยกว่า

  

อาการเตือนถึงอันตรายขณะออกกำลังกาย

ทั้งนี้ผู้ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาควรต้องสังเกต อาการที่แสดงถึง อันตรายขณะออกกำลังกาย สำคัญ ๆ โดยถ้ามีอาการอย่าฝืน อย่าพยายามเล่นต่อเด็ดขาด อาการดังกล่าว ได้แก่

  1. เจ็บแน่นหน้าอก โดยอาจลามไปจนถึงช่วงแขน คอ กราม ใบหน้าหรือช่องท้อง
  2. เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม หรือเหงื่อแตก ใจสั่น

โดยหากมีอาการดังกล่าว ให้รีบบอกเพื่อน ผู้เล่น กรรมการเพื่อส่งให้หน่วยพยาบาลปฐมพยาบาล หรือไปโรงพยาบาลทันที หากไม่มีหน่วยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ให้โทรศัพท์ไปที่เบอร์สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

  

ข้อแนะนำในการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต

  1. ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจร่างกายตามระดับความเสี่ยง เช่น อายุมาก มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ อาจต้องทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวิ่งสายพานหรือการตรวจอื่นๆที่เหมาะสม ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและค่าใช้จ่ายในการตรวจจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งจะมีแพคเกจเฉพาะออกมาเป็นระยะ โดยภายหลังการตรวจ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด
  2. ควรมีการเตรียมร่างกาย ฝึกซ้อมก่อนเล่นหรือก่อนแข่งอย่างเพียงพอ โดยมีรูปแบบการฝึกทั้งแบบ interval หนักสลับเบา แบบ tempo หนักต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความทนทาน รวมถึงการฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เป็นต้น
  3. ในการออกกำลังกาย หากมีความหนักหน่วง เช่น ออกกำลังกายในลักษณะที่อัตราการเต้นของหัวใจโซนสูง ๆ ควรค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบเร่ง ไม่โหมโดยไม่ดูกำลังตัวเอง และควรมีวันพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มีการปรับตัว
  4. ในกรณีที่เป็นการแข่งขัน ให้เล่นเหมือนกับที่ซ้อมมา อาจเข้มข้นขึ้นได้อีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายคุ้นเคยกับระดับความหนักของการออกกำลังหรือแข่งในระดับนี้มาแล้ว อันตรายมากหากไม่ค่อยได้เล่น ซ้อมน้อยหรือหยุดไปนาน แล้วมามุ่งมั่นเอาจริง เอาจังตอนแข่ง ซึ่งหัวใจจะโหลด และมีความเสี่ยงสูงอาจทำให้เสียชีวิตได้
  5. หากพบอาการเตือน เช่น แน่นหน้าอก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม อย่าฝืนเล่นหรือออกกำลังกายต่อ ให้หยุดพัก แจ้งหน่วยพยาบาลหรือติดต่อสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที
  6. นอกจากนี้ควรหาเวลาเข้าอบรมการทำ CPR หรือการปั้มหัวใจ เผื่อมีโอกาสในการช่วยผู้เล่นกีฬาคนอื่น ๆ ได้

การออกกำลังกายให้ถูกประเภท โดยมีความหนักและความถี่ที่เหมาะสม ผู้ออกกำลังกายจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอาการที่อาจเกี่ยวกับหัวใจ และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ข้อมูลจาก พ.อ. นพ. กิจจา จำปาศรี. (2562). วิ่งหรือออกกำลังกายอย่างไร ให้ปลอดภัยกลับบ้านแน่ ๆ. www.health2click.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก