ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

โรคลำไส้แปรปรวน.jpg

โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable ฺBowel Syndrome, IBS)  เป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ในส่วนการทำงานของลำไส้ พบในผู้ใหญ่มากกว่าวัยหนุ่มสาว พบในครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นโรคนี้ มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกเคยเป็นโรคนี้มาก่อน โรคลำไส้แปรปรวนไม่ทำให้เกิดอันตรายรุนแรง แต่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อยมีดังนี้

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่มีอาการแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นปีหรือตลอดชีวิต โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมมากในท้อง เรอบ่อย ๆ ถ่ายอุจจาระมีลมด้วย
  • ปวดท้อง ซึ่งอาการจะดีขึ้นหลังขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่ โดยอาการปวดในแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียโดยเฉพาะหลังกินอาหาร หรือเมื่อตื่นนอนต้องรีบขับถ่าย
  • ท้องผูกสลับท้องเสีย เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งอุจจาระคล้ายมีมูกปน แต่ไม่มีเลือดปน
  • มีอาการคล้ายถ่ายอุจจาระไม่สุด
  • กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์หากพบว่ามีอาการของลำไส้แปรปรวน ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจแย่ลงได้ หรือพบว่ามีอาการอุจจาระเป็นเลือด น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ มีอาการบวมที่ท้อง รวมถึงอาการของโรคโลหิตจาง เช่น รู้สึกเหนื่อย หมดแรง หายใจถี่ หัวใจเต้นแรง ผิวซีด ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

 

สาเหตุ

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด โดยจัดเป็นโรคในกลุ่ม Functional bowel disorder ชนิดหนึ่ง  หมายความถึง โรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆ ของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้ โดยมี 3 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

  • การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการปวดท้อง ท้องเสียหรือท้องผูก
  • ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากกว่าปกติ มีการบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น จนมีอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูกเป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญ คือ ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้มีอาการมากขึ้น
  • มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม ความไวต่ออาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวด้วย

 

การวินิจฉัย

โรคลำไส้แปรปรวนจะได้รับการวินิจฉัย ก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกันออกแล้ว และยังหาสาเหตุของอาการไม่ได้ โดยแพทย์จะมีการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะโลหิตจาง ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และการติดเชื้อ ตรวจอุจจาระเพื่อหาการติดเชื้อในทางเดินอาหารและตรวจหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ ตรวจ X-rays ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Flexible Sigmoidoscopy) หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscopy) เพื่อหาสัญญาณและอาการของการอุดตันหรือการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Upper Endoscopy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอกหรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งหากผลการตรวจร่างการและการสืบค้นต่าง ๆ อยู่เกณฑ์ปกติ ไม่พบโรคอื่น ๆ จึงสรุปว่า เป็นโรคลำไส้แปรปรวน

 

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาแก้ปวดท้อง หรือน้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในระบบย่อยอาหาร การใช้ยาระบาย จะช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น การใช้ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย จะช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ มีเวลาให้อุจจาระแข็งและจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจใช้ยาในกลุ่มจิตเวช เช่น ยาลดอาการซึมเศร้า ยาคลายเครียด รวมถึงการปรึกษาโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท/ปริมาณ และ/หรือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการ เช่น ทานกล้วย แอบเปิ้ล อาหารเส้นใยในผู้ที่มีอาการท้องผูก ขณะที่ทานซีเรียล ถั่ว ธัญพืช ในผู้ที่มีอาการท้องเสีย
  • รับประทานอาหารตรงเวลา ไม่ควรอดอาหาร และไม่ควรรีบรับประทาน โดยรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง กินอาหารที่ย่อยง่าย และรสไม่จัด
  • กินอาหารในกลุ่มโปรไบโอติก (Probiotic) เช่น โยเกิร์ต เพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ โดยจะมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางงานวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของโปรไบโอติกอย่างชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม
  • ดื่มน้ำสะอาด ประมาณอย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม (เช่น โรคหัวใจล้มเหลว) เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียจากท้องเสีย เพื่อป้อง กันภาวะขาดน้ำ และเพื่อป้องกันท้องผูก
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการกินยาแก้ท้องเสียในลักษณะที่เป็นการป้องกันไว้ก่อน
  • ออกกำลังกายแต่พอดี และเป็นประจำ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย

 

แหล่งที่มา
  1. www.haamor.com
  2. www.bangkokhospital.com
  3. www.pobpad.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

เมื่อคุณมี-เอสโตรเจนต่ำ.jpg

ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิงรวมทั้งการเจริญพันธุ์ โดยระดับของฮอร์โมนจะมีการขึ้นลงตามช่วงอายุ และภาวะทางสุขภาพ อาการของการมีเอสโตรเจนต่ำ มีหลายอาการ ลองดูกันคะว่า มีอะไรได้บ้าง

 

เอสโตรเจน (Estrogen) ผลิตจากรังไข่ ส่งผลต่อรูปร่าง นิสัยและอารมณ์ของเพศหญิง โดยทำให้มีหน้าอก เต้านมเต่งตึง สะโพกผาย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดเวลาตามรอบของประจำเดือน นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างเซลล์ ซ่อมแซมระบบสืบพันธุ์ รักษาสภาพผนังช่องคลอด ควบคุมเมือกในช่องคลอด ทำให้ไข่ในรังไข่เจริญเติบโต ควบคุมการตกไข่ กระตุ้นการหนาตัวของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน รองรับการปฏิสนธิร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

 

อาการที่แสดงว่า อาจมีเอสโตรเจนต่ำ

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน เอสโตรเจนต่ำส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งจะทำให้คุณมีรู้สึกที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายมากขึ้น
  • นอนไม่หลับ เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) หรือเคมีสุข และเมลาโทนิน (Melatonin) หรือเคมีนิทรา ซึ่งช่วยให้มีการนอนหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น โดยหากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ อาจทำให้มีเซโรโทนินต่ำ อาจตามมาด้วยปัญหาในการนอนหลับ
    .

    อ่านเพิ่มเติม นอนเท่าไหร่ ถึงจะพอ
    .
  • ขาดสมาธิในการทำงาน จากความรู้เรื่องการนอนหลับ คุณจะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการคิดและการเรียนรู้ หากช่วงเวลานอนหลับ โดยเฉพาะช่วงหลับฝัน (REM sleep) ของคุณไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้คุณขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถโฟกัสอยู่กับเรื่องที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพได้
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย เรื่องอารมณ์ขึ้นๆลงๆเป็นอีกหนึ่งในอาการของการมีฮอร์โมนที่ไม่สมดุล โดยอาการนี้อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ
  • อาการซึมเศร้า เอสโตรเจนมีความเชื่อมโยงกับเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นเคมีสุข ช่วยลดภาวะซึมเศร้า หากคุณมีเอสโตรเจนต่ำ นั่นหมายถึงคุณอาจมีระดับเซโรโทนินที่ต่ำ ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ สำหรับกรณีที่เริ่มมีอาการ ลองดูเทคนิค จัดการกับโรคซึมเศร้า…ด้วยตัวเอง
  • กระดูกเปราะ  เอสโตรเจนช่วยเสริมความหนาแน่นของกระดูก เมื่อคุณมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ความหนาแน่นของกระดูกอาจลดลง
  • รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่เอสโตรเจนลดต่ำลง เช่น ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ช่องคลอดของคุณจะแห้งมากขึ้น ผนังช่องคลอดจะบางลง นั่นอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ช่องคลอดฝ่อตัว (Vulvovaginal Atrophy) เอสโตรเจนต่ำ ทำให้ช่องคลอดตีบแคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น มีการหลั่งสารหล่อลื่นช้าลง เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มอาการเมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง
  • ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น จากการบางลงของท่อปัสสาวะ เพิ่มโอกาสในการที่เชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะหรือช่องคลอดได้ง่าย
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลต่อไขมันในร่างกาย โดยหากเอสโตรเจนน้อย ร่างกายอาจเก็บไขมันไว้บริเวณพุงมากขึ้น

 

ทำอย่างไร เมื่อมีอาการเหล่านี้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า หลาย ๆ อาการที่กล่าวข้างต้น อาจไม่ได้เกิดจากการมีระดับเอสโตรเจนที่ต่ำ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งนี้มีหลายสาเหตุที่สามารถทำให้ระดับเอสโตรเจนต่ำได้ เช่น ออกกำลังกายหนักเกินไป มีโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ อายุที่มากขึ้น หรือการเป็นสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายใกล้เข้าสู่ช่วงวัยทอง

สำหรับผู้ที่ได้รับการตรวจจากแพทย์ว่ามีระดับเอสโตรเจนต่ำ แนวทางการแก้ไขมีหลายวิธี ขึ้นกับสาเหตุและวัตถุประสงค์ เช่น บรรเทาอาการหมดประจำเดือน ลดอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันกระดูกพรุน เป็นต้น โดยมีทั้งการใช้ยาฮอร์โมนและไม่ใช้ยาฮอร์โมน การใช้ยาฮอร์โมนเอง ก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นยาเอสโตรเจนอย่างเดียว หรือเป็นสูตรผสมกับตัวอื่น แบบ combinations ส่วนรูปแบบ โดส ระยะเวลาการให้ ก็แตกต่างกันไป โดยมีทั้งในรูปของชนิดเม็ด ชนิดฉีดเข้ากล้าม ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ชนิดครีมทา หรือแผ่นปิดผิวหนัง ปกติแล้วแพทย์จะใช้หลักการใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดและระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการบรรลุเป้าหมายในการรักษา

การใช้ยาฮอร์โมน ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียง และอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ทานอยู่เดิม ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เปลี่ยนไป ทั้งนี้อย่าใช้ยาเอสโตรเจนในผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ ลิ่มเลือดหรือเส้นเลือดอุดตัน โรคตับแข็ง เลือดออกผิดปกติของโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.forevher.healthywomen.org   th.wikihow.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.unsplash.com


โรคความดันโลหิตสูง-Hypertension.jpg

ความดันโลหิต (Blood pressure) เป็นหนึ่งใน 4 สัญญาณชีพของมนุษย์ ประกอบไปด้วยชีพจร (Pulse) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) อุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature) และความดันโลหิต ที่สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้

 

ความดันโลหิตหรือความดันเลือด (Blood pressure) คือ แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน วัดที่แขนซึ่งจะได้ค่าที่วัด 2 ค่า โดยค่าตัวแรกหรือค่าตัวบน เรียกค่าความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด และค่าตัวตามหรือค่าตัวล่าง เรียกค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) เป็นค่าความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว โดยความดันปกติควรจะต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท หากสูงกว่าแต่ไม่ถึง 140/90 มม.ปรอท จัดอยู่ในระดับปกติค่อนข้างสูง ทั้งนี้การวัดความดันโลหิตควรวัดในขณะพัก และวัดซ้ำ 2 – 3 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที แล้วหาค่าเฉลี่ยของความดันที่วัดได้

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) จะหมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป โดยการแบ่งระดับความรุนแรงสามารถแบ่งได้ดังนี้

 

 

ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจากการวัดอย่างต่อเนื่อง โดยความดันโลหิตที่สูงขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น ขณะเครียด ดีใจ ตื่นเต้น ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องรักษาแต่อย่างใด

ในบางกรณีอาจพบผู้ที่มีความดันตัวบนสูงเดี่ยว เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยบางโรค อาทิ  ผู้ป่วยหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ ผู้ป่วยคอพอกเป็นพิษ ในขณะที่ผู้ที่มีความดันตัวล่างสูงเดี่ยว พบได้น้อยและมีวิธีการรักษาและข้อแนะนำเหมือนกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใด ๆ และมักตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น ๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันสูงมาก ๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว

โดยเมื่อปล่อยความดันโลหิตสูงทิ้งไว้นาน ๆ จะส่งผลต่ออวัยวะที่สำคัญ ๆ เช่น หัวใจ หลอดเลือด สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น

  • ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก (Stroke) กรณีเฉียบพลันอาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ (Paresis) อัมพาต (Paralysis) หรือเสียชีวิต ในกรณีที่เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) ได้
  • ภาวะผนังหัวใจหนาตัวและยืดออก ส่งผลให้หัวใจโต และเกิดภาวะหัวใจวาย (Heart failure) ได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการอุดตันเฉียบพลัน เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) และเกิดหัวใจวาย อาจเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนได้
  • ภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตกรองของเสียได้ไม่เต็มที่ เกิดภาวะไตวาย (Renal failure) และส่งผลกลับทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอีก
  • ภาวะหลอดเลือดแดงในตาเสื่อม อาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวหรือตาบอดได้

โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษา 60 – 45% จะเสียชีวิตจากหัวใจวาย 20 – 30% จะเสียชีวิตจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก และ 5 – 10% จะเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง

 

สาเหตุ

  • ผู้ป่วย 90 – 95% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เรียกความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary hypertension) โดยแพทย์จะตรวจไม่พบโรคหรือภาวะผิดปกติที่เป็นสาเหตุ เริ่มพบภาวะความดันโลหิตสูงในผู้ที่มีอายุประมาณ 25 – 55 ปี พบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากโอกาสพบภาวะนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • ผู้ป่วย 5 – 10% เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เรียกว่าความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ(Secondary hypertension) มักพบความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นก่อนอายุ 25 ปี หรือหลังอายุ 55 ปี โดยตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ในกลุ่มนี้ ได้แก่
    • ป่วยด้วยโรคไต เช่น โรคไตเรื้อรัง กรวยไตอักเสบเรื้อรัง หน่วยไตอักเสบ โรคถุงน้ำไตชนิดหลายถุง หลอดเลือดแดงไตเสื่อม ฯลฯ
    • ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ
    • ป่วยด้วยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น คอพอก เนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง โรคคุชชิง
    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea)
    • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาเม็ดคุมกำเนิด/เอสโตรเจน, อะดรีนาลิน/ซูโดอีเฟดรีน, ไซโคลสปอริน, อิริโทรมัยซิน, อีริโทรโพอิติน, รวมไปถึงการใช้สารเสพติดอย่างแอมเฟตามีน/โคเคน

 

การวินิจฉัย

การวัดระดับความดันโลหิตเป็นสิ่งสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการวัดความดันโลหิตด้วยวิธีที่ถูกต้อง ด้วยเครื่องวัดฯ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน จำนวน 2 ถึง 3 ครั้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยต่อการบันทึก 1 ครั้ง ในกรณีที่อยู่ในเกณฑ์ความดันโลหิตสูง แพทย์อาจพิจารณานัดวัดซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง ใน 4 สัปดาห์ถัดมา ในกรณียังมีความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการซักประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกายแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุหรือผลข้างเคียงจากโรคอื่น  เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด  ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) ตรวจไขมัน หรือตรวจด้วย CT scan ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่าง ๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

 

การรักษา

สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะแรก  แพทย์จะให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว เช่น การควบคุมน้ำหนัก ลดการกินอาหารเค็ม งดสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG, EKG) เพื่อหาสาเหตุที่อาจมาจากโรคอื่น และนัดตรวจวัดความดันเป็นระยะ ๆ ในกรณีที่ค่าความดันยังสูงอยู่ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงในระยะปานกลางและรุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิต

การให้ยาลดความดันโลหิต แพทย์จะเริ่มพิจารณาให้ในแบบยาตัวเดียว และใช้โดสน้อย ๆ ก่อน ถ้าไม่ได้ผลจะมีการปรับโดสเพิ่มขึ้น ในกรณีที่การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาให้ยา 2 – 3 ชนิดร่วมกัน

ทั้งนี้ในการรักษาความดันโลหิตสูง แพทย์จะมีการวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นและเกี่ยวเนื่องกับความดันโลหิต ทั้งโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง โรคที่เป็นผลแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ปรับพฤติกรรมการกิน มีหลายข้อที่ควรทำ เช่น หลีกเลี่ยง หรือลดการใช้เนย ไขมัน และน้ำมัน ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอดให้รับประทานอาหารประเภทอบ นึ่ง ต้ม แทน รับประทานอาหารประเภทผัก ถั่ว ผลไม้ ให้มากขึ้น ดื่มน้ำ กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน นมพร่องไขมัน และน้ำผลไม้
  • ลดการรับประทานอาหารเค็ม การรับประทานเกลือมาก จะทำให้ความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนักควรศึกษาปริมาณเกลือโซเดียมในอาหาร เพื่อวางแผนการลดการบริโภค รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารประเภทของดองเค็ม เนื้อเค็ม ซุปกระป๋อง ใช้เครื่องเทศแทนเกลือ หรือผงชูรส เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีปริมาณเกลือต่ำ
  • หยุดสูบบุหรี่ รวมทั้งงด หรือ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด รวมถึงความดันโลหิตสูง เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสม หัวใจ หลอดเลือด ปอด กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานดีขึ้น ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อร่างกายในการควบคุมความดันโลหิต
  • ลดน้ำหนัก เน้นลดการกินอาหารประเภทไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น อาหารมัน อาหารทอด ขาหมู และคาร์โบไฮเดรต พวกแป้งและน้ำตาล เช่น ก๋วยเตี๋ยว เผือก มัน น้ำอัดลม อาหารที่มีความหวานมาก ควบคู่กับการออกกำลังกาย เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน แม้ผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องความอ้วน การลดน้ำหนัก ยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอารมณ์เครียด พยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ทั้งที่ทำงาน และที่บ้าน ฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ทำสมาธิ บริหารจิต ฟังเพลง การพักผ่อน เป็นต้น
  • รับประทานยาให้สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง แจ้งให้แพทย์ท่านทราบถึงยาต่าง ๆ ที่ท่านรับประทานอยู่ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด เป็นต้น รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากมียาชนิดใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบาย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์บอกให้หยุด
  • ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ สัปดาห์ละครั้ง โดยควรจดบันทึกวัน เวลา ค่าที่วัดได้ทุกครั้ง พร้อมสื่อสารกับแพทย์ หากมีปัญหาในการควบคุมความดันโลหิต

 

แหล่งที่มา
  1. www.thaihypertension.org
  2. www.medthai.com
  3. www.honestdocs.co
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

ลิ้น-บอกสุขภาพเรื่องอะไรได้บ้าง.jpg

หลายๆคนอาจละเลยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลิ้นตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสามารถสื่อได้ถึงสุขภาพในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี เรามาลองดูกันว่าในเบื้องต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจบอกถึงสภาวะทางด้านสุขภาพอะไรได้บ้าง

 

ทำความรู้จัก…ลิ้น

ลิ้น เป็นอวัยวะชิ้นเล็ก ๆ ในช่องปาก แต่มีภารกิจในการสร้างเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรง ได้รับคุณประโยชน์ทางโภชนาการอย่างเต็มที่จากอาหารที่ทานเข้าไป เพราะทำหน้าที่เคี้ยว กลืนและรับรู้รสชาดอาหารว่าน่าทานหรือไม่เพียงไร ลิ้นที่มีสุขภาพดีต้องมีสีแดงอมชมพู ไม่ใช่สีแดงสด และผิวของลิ้นต้องขรุขระ เรามาดูว่าโรคบางโรค จะมีลักษณะของลิ้นเป็นอย่างไร

 

สุขภาพลิ้นบอกโรคอะไรบ้าง

  1. โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)
    เชื้อราในช่องปาก (Oral thrush) คืออาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่ยังควบคุมไม่ได้  ทั้งนี้ “เชื้อรา” สามารถบอกถึงระบบภูมิคุ้มกันที่อาจอ่อนแอลง จนเกิดการติดเชื้อในช่องปากที่เรียกว่า  Oral candidiasis  โดยมีเชื้อราสะสมจนเห็นฝ้าสีขาวข้นเป็นเยื่อเมือกที่ลิ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวาน มักมีปัญหาปากแห้ง ส่งผลให้ลิ้นสูญเสียความสามารถบางอย่างไปได้
  2. โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
    ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในรายที่การรักษายังทำได้ไม่ดี อาจมีอาการที่แสดงถึงการติดเชื้อ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เช่น  การมีฝ้าขาว แผลแดงที่ปรากฏขึ้นบนลิ้น จุดต่างๆ ภายในปาก เป็นสัญญาณให้รู้ว่าคุณอาจติดเชื้อเอชไอวี
  3. โรคเซลิแอค (Celiac disease)
    โรคเซลิแอคหรือโรคที่จัดอยู่ในโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune disease) ต่อระบบทางเดินอาหาร จากตัวกระตุ้นคือ โปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้แก่ ท้องผูก อุจจาระร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดกล้ามเนื้อ และลิ้นอักเสบ ผิวลิ้นเรียบ เจ็บ อาจมีภาวะลิ้นแห้ง ลิ้นพองรวมถึงการมีแผลร้อนในที่ลิ้น
  4. โรคปากแห้งตาแห้ง (Sjogren’s syndrome)
    “โจเกรน” เป็นกลุ่มอาการที่จัดอยู่ในโรคออโตอิมมูน (Autoimmune disease) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่นเดียวกันกับโรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยมีลักษณะเด่นอยู่ 2 อย่างคือ ตาแห้งและปากแห้ง จากการที่ต่อมน้ำตาและต่อมน้ำลายถูกทำลายจากโรค จนไม่สามารถสร้างน้ำตาและน้ำลายได้เพียงพอ เป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราในช่องปาก ผู้ป่วยบางคนยังอาจมีอาการแสบร้อนในช่องปาก และลิ้นแตกอีกด้วย
  5. มะเร็ง (Cancer)
    หากคุณมีอาการลิ้นบวม เจ็บที่ลิ้นหรือบริเวณอื่น ๆ ในช่องปาก ต่อเนื่องกันนานกว่า 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นสัญญาณถึงความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงก็เป็นได้ ควรรีบพบแพทย์เพราะมะเร็งในระบบศีรษะและลำคอ และช่องปากอาจมีอาการทำให้ลิ้นของคุณผิดปกติได้
  6. โรคขาดวิตามิน
    ลิ้นของคนสุขภาพดีจะมีสีแดงอมชมพู แต่ถ้าใครมีลิ้นสีแดงสด แสดงว่าร่างกายขาดกรดโฟลิก วิตามินบี 12 หรือธาตุเหล็ก ดังนั้นควรเร่งแก้ไขด้วยการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมทั้งปรับด้านโภชนาการเพื่อเติมส่วนที่ขาด  นอกจากนี้ ลิ้นสีแดงสดยังเป็นสัญญาณของอาการคออักเสบ หรือโรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) ได้อีกด้วย
  7. ความเครียด
    แผลร้อนใน เป็นอาการที่เกิดจากไวรัสและยังเป็นสัญญาณของโรคเครียด โดยอาจเกิดแผลร้อนในที่ลิ้น หรือส่วนอื่นๆ ภายในช่องปาก ถ้าพบอาการนี้ลองบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ เปลี่ยนมาทานอาหารนิ่ม ๆ เย็น ๆ เช่น โยเกิร์ต เป็นต้น

ในบางกกรณี อาการลิ้นบวมและลิ้นเจ็บ ก็อาจเกิดจากการขบฟันหรือกัดลิ้นตัวเอง ซึ่งวิธีผ่อนคลายความเครียดทำได้โดยการออกกำลังกาย เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และการเคี้ยวอาหารช้า ๆ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เข้าใจว่าหลาย ๆ คนคงหันกลับมาสังเกต ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของลิ้นและสุขภาพช่องปาก เพื่อหาความผิดปกติของร่างกายและวางแผนการรักษากันแต่เนิ่น ๆ คะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.health.com   www.honestdocs.co   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


รู้จัก-Ketosis-และ-Keto-flu.jpg

สำหรับผู้ที่สนใจสูตรไดเอท แบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” โดยเฉพาะสูตร “คีโต” หรือ Ketogenic diet อาจจะเคยผ่านตาเรื่องของภาวะคีโตซิส (Ketosis) และคีโต ฟลู (Keto flu) กันมาบ้าง มาดูกันนะค่ะว่า 2 คำนี้ มีความหมายอย่างไร

 

สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” เน้นการดึงเอาพลังงานจากไขมันมาใช้แทนคาร์โบไฮเดรต ยกตัวอย่างเช่น สูตรไดเอทแบบคีโต หรือ Ketogenic diet และสูตรไดเอทแบบแอทกิ้นส์ หรือ Atkins Diet ซึ่งร่างกายของผู้ที่ไม่คุ้นเคยต้องมีการปรับตัว เรามารู้จักกับ 2 คำ ที่ควรรู้กันค่ะ

 

Ketosis คืออะไร

คีโตซิส (Ketosis) เป็นกระบวนการเผาผลาญไขมันที่เก็บไว้ในร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังงาน ในภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลกลูโคสไม่เพียงพอ กระบวนการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสะสมของกรดคีโตน (Ketone) ภายในร่างกาย

ทั้งนี้ภาวะนี้ จะพบได้ในผู้ที่ทานอาหารแบบ Ketogenic diet โดยลดคาร์โบไฮเดรตลงอย่างมาก เพื่อบังคับให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน เพื่อเอาพลังงานที่ได้มาแทนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ภาวะนี้ยังพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน  ซึ่งร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิสโดยพลังงานหลักมาจากไขมัน ต่อมาเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Ketoacidosis) โดยมีคีโตนในเลือดสูงจนเกิดอันตราย มีอาการปากแห้ง กระหายน้ำ มึนงง สับสน คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก กรณีรุนแรงอาจเกิดสมองบวม โคม่าและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes) ซึ่งตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ มีโอกาสเกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้มากกว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ซึ่งมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน และจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทันที

 

Keto flu คืออะไร สำคัญอย่างไร

คีโตฟลู (Keto flu) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับหลาย ๆ คน ในช่วงแรกของการปรับตัวทานอาหารแนวคีโต (Ketogenic diet) ซึ่งเป็นสูตรอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก โดยมักจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า 50 กรัมต่อวัน การลดลงอย่างมากนี้อาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายคล้ายกับอาการจากการถอนคาเฟอีน หรือสารเสพติดบางประเภท

โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องร่วง ปวดหัว เวียนหัว อ่อนแรง หงุดหงิด ตะคริว ปวดท้อง ขาดสมาธิ ปวดกล้ามเนื้อ นอนหลับยาก จนถึงการอยากกินน้ำตาล โดยผู้ทานอาหารแนวคีโตอาจพบอาการเหล่านี้ในหนึ่งสัปดาห์แรก ในขณะที่บางคนมีอาการต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลานาน อาการเหล่านี้มีผลโดยตรง ทำให้หลายๆคนไม่สามารถประสบความสำเร็จกับการทานอาหารแนวคีโต

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com   www.healthline.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.unsplash.com


ไดเอทอย่างไรถึงเรียก-คาร์บต่ำ-ไขมันสูง.jpg

สูตรไดเอทแบ่งออกได้เป็นหลายสาย แต่ละสายหลักยังมีสูตรย่อยลงลึกไปอีกแตกต่างกันไป บางสูตรเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บางสูตรเป็นที่นิยมเฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม หนึ่งในสูตรไดเอทที่เป็นที่นิยม เผื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับทุกท่านคือ สูตรไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ Low Carb High Fat (LCHF)

 

หลักคิดการไดเอทแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง”

สูตรไดเอทแบบ Low Carb High Fat (LCHF) เน้นการกินแป้ง น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต (Carb) ในปริมาณต่ำ ๆ ประมาณ 5% หรือน้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน โดยกินโปรตีน เช่น ไข่ เนื้อปลา ให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัวประมาณ 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นการกินไขมันดีสูง ๆ ประมาณ 75% หลักการคือว่า เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากแป้ง น้ำตาลลดลง ร่างกายจะเริ่มหันไปใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก ก่อให้เกิดคีโตน (Ketone) ซึ่งเป็นสารปลายทางจากการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล และเข้าสู่ภาวะคีโตซิส (Ketosis) ในเวลาต่อมา ซึ่งร่างกายจะมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน ไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย

จากหลักการดังกล่าว เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ที่ทำสำเร็จและร่างกายตอบสนองได้ดีจะมีน้ำหนักลดลง อีกทั้งจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นจากการลดไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด (โรคในกลุ่ม CVD) โรคมะเร็งบางชนิด โรคทางระบบประสาทบางโรค เช่น โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงการช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สำหรับสูตรไดเอทที่นิยมในปัจจุบันและถือว่าอยู่ในสูตร “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” หรือ  LCHF ได้แก่ สูตร Ketogenic diet และสูตร Atkins diet

 

“คาร์บต่ำ ไขมันสูง” อะไรที่กินได้ และอะไรที่กินไม่ได้

อาหารที่ไม่แนะนำ

สูตรการกินแบบ LCHF เน้นให้ลด/จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงอาหาร ดังนี้

  • อาหารที่มีแป้ง (starch) เป็นส่วนผสม เช่น เส้นพาสต้า ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ขนมเค้ก ข้าว ธัญพืช
  • อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล สารให้ความหวานสูง ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ทุกชนิด
  • ผักที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ถั่ว ฯลฯ
  • ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ มะขามหวาน กล้วยบางชนิด ขนุน ส้มโอ มะม่วงอกร่อง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ แก้วมังกร แคนตาลูป ชมพู่ เชอร์รี่ แตงโม แตงไทย ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ล สำหรับผู้สนใจค่าความหวานของผลไม้ไทย หาข้อมูลได้จาก ปริมาณน้ำตาลในผลไม้ไทย สำนักโภชนาการ กรมอนามัย http://nutrition.anamai.moph.go.th/images/files/sugarfruit.pdf
  • อาหารปรุงแต่งที่มีประมาณน้ำตาลสูง


อาหารที่แนะนำ

ยังคงเป็นอาหารที่มีไขมันดีสูง และคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ ดังนี้

  • กินไข่ทั้งฟอง (กินไข่แดงด้วย)
  • น้ำมันโอลีฟ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอะโวคาโด
  • เนื้อปลาทุกชนิด เนื้อแดง เนื้อไก่
  • เนย ชีส โยเกิร์ต
  • ผักที่ไม่มีแป้ง (Starch) ผักใบเขียวต่าง ๆ เห็ด อัลมอลด์ แมคคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง
  • อะโวคาโด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
  • เครื่องปรุงจากสมุนไพร พริก พริกไทย

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกินแบบ “คาร์บต่ำ ไขมันสูง” ควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว อย่าลืมว่าไม่มีสูตรไดเอทหรือสูตรการกินอาหารแบบใดที่เหมาะสมกับทุกคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย เป้าหมายที่ต้องการ และการตอบสนองต่อสูตรไดเอทของแต่ละคน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.healthline.com   www.nutrition.anamai.moph.go.th/.pdf
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


ไดเอ็ตแบบพาลีโอ-Paleo-กับโรคแพ้ภูมิตนเอง.jpg

ถ้าพูดถึงโรคภูมิแพ้หลายคนอาจรู้จักกันดี แต่ถ้าเอ่ยถึงโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) คงต้องมีการหยุดคิดกันบ้างว่า มันคือโรคอะไรกันนะ…ตัวการความแพ้ของโรคนี้ค่อนข้างน่าสงสาร เพราะแพ้อะไรไม่แพ้ ดันแพ้กระทั่งภูมิคุ้มกันของตัวเอง สำหรับผู้ที่ป่วย มีญาติป่วยหรือมีความเสี่ยง เรามารู้จักสูตรไดเอ็ตแนวพาลีโอกัน บางทีแล้วเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับหลาย ๆ คนได้

 

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet)

อาหารแนวพาลีโอ (Paleo diet) หรืออาหารแนว Autoimmune paleo diet (AIP) เป็นแนวการกินอาหารที่ต้านการอักเสบ โดยมุ่งเน้นไปที่การกินอาหารแบบมนุษย์ในยุคโบราณหรือมนุษย์ถ้ำ โดยอาหารจะเป็นเนื้อสัตว์ที่กินหญ้า มีไขมันต่ำ ปลาจากธรรมชาติ ผัก ผลไม้สดไม่แปรรูป น้ำมันพืชที่มีไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอะโวคาโด โดยไม่กินพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช รวมถึงน้ำตาล

อ่านเพิ่มเติม : สูตรไดเอท สุดฮอต 2018

 

อาหารแนวพาลีโอ ลดอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองได้ไหม

จากการศึกษาพบว่าอาหารแนวพาลีโอ สามารถช่วยลดน้ำหนักหรือเพิ่มพลังงานได้มากขึ้น โดยการทานอาหารแนวนี้ จะช่วยกำจัดอาหารประเภทที่ก่ออันตรายต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะสไตล์อเมริกัน เบอร์เกอร์ น้ำอัดลม มันฝรั่งทอด รวมไปถึงคุกกี้ ถั่ว นมและผลิตภัณฑ์จากนม โดยสามารถช่วยบรรเทาโรค เช่น โรคลำไส้อักเสบ (IBD), โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข้อดีในการบรรเทาอาการของโรคแพ้ภูมิตนเองนั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เพียงพอ ในความเป็นจริงคือ ผู้ป่วยบางรายมีอาการที่ดีขึ้น ในขณะที่ในผู้ป่วยบางราย อาหารสูตรนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เรื่องนี้ยังต้องทำการติดตามต่อ

 

ข้อดีของอาหารแนวพาลีโอ

อาหารแนวพาลีโอ (Autoimmune Paleo Diet : AIP) แม้ว่าจะยังไม่สามารถสรุปถึงผลต่อโรคแพ้ภูมิตนเองได้โดยตรง แต่ข้อดีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการอักเสบในร่างกาย ได้ส่งผลที่ดีต่อโรคที่อาจนำไปสู่โรคแพ้ภูมิตนเองได้ เช่น

  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease, IBD) จากการศึกษาพบว่า การกินอาหารสูตรพาลีโอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าแต่ละคนมีการตอบสนองต่อสูตรการกินอาหารที่แตกต่างกันด้วย
  • โรคสะเก็ดเงินและผื่นผิวหนังอักเสบ (Psoriasis, Eczema) ผู้ที่ทานอาหารแนวนี้พบข้อดีของการลดการอักเสบโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังอักเสบ แม้ว่ายังขาดการวิจัยยืนยัน
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis, MS) มีงานวิจัยพบว่าการกินอาหารแนวพาลีโอ ควบคู่กับการออกกำลังกายและการทำสมาธิ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าอาการที่ดีขึ้นมาจากปัจจัยใดในสามข้อข้างต้น
  • โรคแพ้กลูเตน (Celiac disease) แม้จะพบโรคนี้ได้น้อย แต่อาหารแนวพาลีโอ (Paleo) เป็นคำตอบที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่แพ้กลูเตน
  • โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ที่ส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ ทำให้มีอาการ น้ำหนักเพิ่ม ซึมเศร้า และเมื่อยล้า จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าอาหารแนวพาลีโออาจลดแอนตี้บอดี้ต่อไทรอยด์ลงได้

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อมองในแง่ของโภชนาการ สูตรอาหารแนวพาลีโอที่ตัดอาหารขยะ อาหารแปรรูปต่าง ๆ ออกไป ย่อมส่งผลดีต่อร่างกาย แต่การจำกัดอาหารประเภทอื่น ๆ  เช่น พวกนม ถั่ว ไขมันสัตว์ อาจไม่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป เพราะอาจส่งผลต่อการขาดสารอาหาร (Nutrient deficiency) ในส่วนของผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองหรือโรคที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.everydayhealth.com   www.haamor.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com


10-เทคนิคช่วยคุณนอนหลับสนิทตลอดคืน.jpg

สำหรับใครที่มักมีปัญหานอนไม่หลับในตอนกลางคืนกันอยู่บ่อย ๆ จนดวงตาเป็นแบบแพนด้าถามหาแล้ว ขอแนะนำ 10 เทคนิคช่วยนอนหลับแบบหัวถึงหมอนแล้วหลับสนิทยาวตลอดคืนตื่นเช้ามาพบกับความสดใสอารมณ์ดีมาฝากดังนี้

 

เทคนิคแก้ปัญหานอนไม่หลับ

ใครที่ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับการนอน ทั้งเรื่อง  ความรู้เรื่องการนอนหลับ  นอนเท่าไรไหร่ถึงจะพอ  หรือเรื่องของไลฟ์สไตล์ช่วยในการนอนหลับ เรามาดูเทคนิคง่ายๆช่วยในการนอนหลับเพิ่มเติมกัน

  1. ทำกิจกรรมเบา ๆ ปล่อยวางจากความเครียดก่อนนอน
    หยุดทำกิจกรรมเครียด ๆ ก่อนนอนให้ได้นานที่สุด เพราะกิจกรรมเหล่านั้นจะทำให้คุณไม่อยากนอน ถึงนอนก็หลับไม่สนิท เพราะจิตใจจะหมกมุ่น วนอยู่กับเรื่องที่ทำค้าง แนะนำว่าควรเป็นกิจกรรมเบา ๆ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ พูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป เรื่องสนุกสนานกับครอบครัว สวดมนต์ นั่งสมาธิก่อนนอนได้ยิ่งดี การปล่อยใจให้ว่าง ๆ นำไปสู่คุณภาพการนอนที่ดี และแน่นอนว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วย
  2. อย่ากินอาหารแล้วเข้านอนทันที
    เวลารับประทานอาหารในช่วงมื้อเย็นของคนเราควรอยู่ที่ประมาณ 6 โมงหรือไม่เกิน 1 ทุ่มกำลังดี เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้ย่อยอาหารก่อนเข้านอน เวลานอนเราจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือปวดท้องตามมา ขอแนะนำว่าอย่าจัดหนักมื้อเย็น หลังกินอาหารร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการย่อย ยิ่งถ้ากินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ยิ่งใช้เวลาย่อยนานขึ้น การกินอาหารแล้วนอนทันทีจะทำให้กระบวนการย่อยไม่สมบูรณ์และยังอาจทำให้นอนไม่หลับ เสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย
  3. ออกกำลังช่วงเย็น ช่วยให้นอนหลับสบาย
    ถ้าคุณมีปัญหาในเรื่องของการนอนหลับยากเป็นประจำ แนะนำว่าการออกกำลังกายในช่วงเย็นหรือ 4 – 6 ชั่วโมงก่อนนอน เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้หลับสนิทได้ทันทีที่หัวถึงหมอน แต่นั่นไม่ได้หมายถึง การที่คุณมีก๊วนเล่นกีฬากันหลัง 3 ทุ่ม เพราะช่วงดังกล่าวร่างกายควรพักผ่อน เพื่อเตรียมสร้างฮอร์โมนสำคัญ ๆ และสมองไม่ควรตื่นตัวมากเกินไป
  4. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
    ร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที ถ้าเจอกับน้ำอุ่น ๆ หากคุณชื่นชอบการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ขอแนะนำให้หยดกลิ่นลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วย จะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น หรือจะแช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนเข้านอนก็ช่วยได้เหมือนกัน
  5. ใช้อุปกรณ์เสริม
    สำหรับคนค่อนข้างเซนซิทีฟกับแสงหรือเสียง การใช้อุปกรณ์เสริมอย่างที่ปิดตาหรือที่อุดหู ก็เป็นตัวช่วยที่น่าสนใจเช่นกัน แต่หากจะให้ดีแนะนำให้นอนในที่ไม่มีแสงหรือปิดไฟเข้านอนทุกครั้งจะดีกว่า
  6. กำจัดสิ่งรบกวน
    ห้องนอนคือ ห้องที่คุณจะต้องใช้พักผ่อนอย่างสงบ จึงไม่ควรมีทีวี คอมพิวเตอร์ เพราะมีงานวิจัยระบุว่าแสงจากอุปกรณ์เหล่านี้จะไปกระตุ้นฮอร์โมน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ดังนั้นควรปิดไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอนราว 1 ชั่วโมง ก็จะทำให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย เตรียมตัวเข้าสู่การนอนหลับได้ดีขึ้น
  7. กล้วยหอม ช่วยเรื่องการนอนหลับได้ดี
    กินกล้วยหอมก่อนนอน 1 ผล เนื่องจากผิวของกล้วยหอมนั้นมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับและมีอมิโน เอซิด ที่เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็น เซโรโทนิน (Serotonin) เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียดคลายกังวลและทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
  8. ปรับบรรยากาศห้องนอนให้น่านอน
    ระหว่างห้องนอนที่รกรุงรัง มีเสียงดังรบกวน มีแสงไฟลอดเข้ามา กับห้องนอนที่สะอาดสะอ้าน เงียบสงบ มีม่านบังตา มิดชิด ห้องนอนไหนจะทำให้คุณหลับสบายมากกว่ากัน… รู้อย่างนี้แล้วลองลุกขึ้นมาจัดระเบียบห้องนอน เพื่อการพักผ่อนอันแสนสุขของกันดีกว่า
  9. ปรับเวลาเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาทุกวัน
    เปลี่ยนนิสัยการนอนใหม่ด้วยการเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นร่างกายก็จะเริ่มคุ้นเคย นาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) จะทำงานได้เป็นระบบ แถมเราจะได้ตารางเวลาชีวิตในช่วงเวลาอื่นที่ดีขึ้นอีกด้วย
  10. ฟังเพลงกล่อมนอน
    การเปิดเพลงคลาสสิกหรือเพลงบรรเลงจังหวะช้าคลอเบา ๆ จะช่วยให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น เนื่องจากมีผลการศึกษาชี้ว่าเพียงฟังดนตรีจังหวะผ่อนคลายเป็นเวลา 45 นาทีก่อนนอน จะทำให้คุณหลับสนิทตลอดคืน

 

อย่าลืมว่าปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่เกิดขึ้นส่วนมากก็เกิดจากการอดหลับอดนอนหรือมีปัญหานอนไม่พอ แต่ด้วย 10 เทคนิคช่วยการนอนหลับง่าย ๆ แบบนี้ ก็สามารถทำให้คุณมีค่ำคืนที่หลับสบายอย่างยาวนานมากขึ้นแล้ว อีกทั้งยังทำให้ตื่นมามีอารมณ์ดี สดใส เมื่อสุขภาพจิตใจดี สุขภาพกายก็ย่อมแข็งแรงตามแน่นอน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.organicbook.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


ง่วงนอนมาก-ตอนกลางวัน-อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงอัลไซเมอร์.jpg

เป็นที่ทราบกันดีว่า เราไม่อาจบ่งชี้โรคอัลไซเมอร์ด้วยสาเหตุของโรคเพียงอย่างเดียว เพราะองค์ประกอบทางพันธุกรรมทำให้ความผิดปกติของสมองเพิ่มขึ้น เสื่อมถอยลงและทำให้เกิดอาการหลงลืม อีกทั้งกระบวนการทางชีววิทยาก็มีความข้องเกี่ยวกันกับผู้สูงอายุที่เป็นโรคนี้ ปัจจุบันมีข้อมูลที่อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้…..อาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน”

 

“ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” อีกหนึ่งสัญญาณความเสี่ยง

แม้จะมีข้อมูลว่าอายุมาก การนอนหลับอาจยากขึ้น แต่นั้นไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่มีอายุทุกคน ต้องเผชิญกับอาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” (Daytime sleepiness)  โดยไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบว่าอาการดังกล่าวอาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์  โดยมีผลการศึกษาหลายเรื่องแสดงให้เห็นถึง คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์มีแนวโน้มว่าจะมีแบบแผนการนอนหลับที่สับสน หนึ่งในนั้นคืออาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ในตอนกลางวัน” ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่าแอมีลอยด์ (Amyloid) ซึ่งเป็นสารโปรตีนที่มีหลายชนิดย่อย เมื่อเข้าไปจับกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย จะก่อให้เกิดการผิดปกติในการทำงานของอวัยวะนั้น  โดยเมื่อไปจับที่สมองจะเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

  

ไขความลับ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” กับแอมีลอยด์ (Amyloid)

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีอาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” ในตอนเริ่มต้นโครงการ มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของแอมีลอยด์ (Amyloid) ในสมองรวดเร็วกว่าผู้ที่ไม่มีอาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” โดยการเพิ่มขึ้นนั้น จะพบมากใน 2 ส่วนของพื้นที่สมอง คือ anterior cingulate cortex และ cingulate precuneus ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่พบแอมีลอยด์มากในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยขณะนี้ยังมีการศึกษาอยู่ว่า อาการ “ง่วงนอนมาก ๆ ตอนกลางวัน” ทำให้มีการสะสมของแอมีลอยด์ที่สมองเพิ่มขึ้น หรืออีกด้านการสะสมของแอมีลอยด์ที่สมอง เมื่อถึงระดับหนึ่งจะส่งผลต่อความรู้สึกสับสนในการนอน ทำให้เกิดอาการดังกล่าว

งานวิจัยว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผลของกันและกันอาจต้องใช้เวลานาน แต่ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์สำหรับทุก ๆ คนให้มาสนใจกับ  ความรู้เรื่องการนอนหลับ  นอนเท่าไหร่ ถึงจะพอ  เพื่อวางแผนการนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ช้าลง หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้นได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.yahoo.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ.jpg

อะไรคือโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ…คุณอาจจะอดใจไม่ใหวเมื่อกินบุฟเฟ่ต์กับเพื่อนหรือไปจัดหนักด้วยอาหารมื้อใหญ่กับครอบครัว โดยคุณอาจจะกินจนแน่นหรือปวดท้องบางครั้ง แต่นั่นไม่ใช่อาการของโรค…ทว่าเมื่อใดที่คุณเริ่มเสพติดและทำพฤติกรรมนี้เป็นประจำ กินทีละมาก ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป ก็อาจแปลว่าโรคนี้คืบคลานเข้ามาแล้ว

 

ความรู้สึกเศร้าจากภาวะการกินที่ผิดปกติ

ผู้คนที่อยู่ในภาวะการกินที่ผิดปกตินี้ มักรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมการกิน ทั้งปริมาณและแม้แต่ชนิดของอาหาร พวกเขาจึงมักจะกินไม่หยุดจนกว่าจะรู้สึกแย่ ป่วย หรืออิ่มจนกินไม่ใหวแล้ว และอารมณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นคือ เริ่มรู้สึกผิด ขยะแขยง อับอาย และเศร้าใจกับการกิน จนทำให้เริ่มกินคนเดียว หลบซ่อนการกินที่ผิดปกตินี้จากเพื่อนและครอบครัว

 

Binge eating disorder แตกต่างจากโรค Bulimia

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกินเหมือนกัน แต่ผู้ที่เป็นบูลิเมียมักจะหาทางนำอาหารที่กินเข้าไปออกโดยการอาเจียน ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือออกกำลังกายมากเกินไป ส่วนผู้เป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติจะไม่ได้พยายามทำเช่นนั้น

 

ใครเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ทุกคนมีความเสี่ยงเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอย่างเชื้อชาติ เพศ อายุ หรือแม้แต่น้ำหนัก สำหรับผู้ที่เป็นโรค มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยเพศหญิงจะมีจำนวนมากกว่าเพศชายเล็กน้อย

 

โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ นี้มีผลต่อน้ำหนักอย่างไร

ผู้มีภาวะการกินที่ผิดปกติจำนวนสองในสาม มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน ทำให้มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานประเภท 2 ตามมา และยังพบโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติในผู้ที่พยายามจะลดน้ำหนัก สูงถึง 30% อีกด้วย

 

ความเกี่ยวข้องของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ กับสุขภาพจิต

ผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในสภาวะการกินที่ปกติ มักมีปัญหาเกี่ยวกับ อารมณ์และจิตใจในด้านอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคไบโพล่า หรือมีการใช้สารเสพติด โดยพวกเขาอาจมีชีวิตในวังวนของความเครียด ปัญหาการนอนหลับ มั่นใจในตัวเองต่ำ และอับอายกับรูปร่างของตน

 

สาเหตุของโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของโรคนี้กันแน่ แต่จากที่เคยพบ มีปัจจัยมากมาย ตั้งแต่ยีนส์ของมนุษย์ จิตวิทยา ภูมิหลัง ทำให้คนบางคนสามารถไวต่อการกระตุ้นจากอาหาร เช่น สีสัน หรือกลิ่น และยังมีเหตุผลเกี่ยวกับความเครียด ความเจ็บปวดในชีวิต ก็สามารถนำมาสู่โรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้เช่นกัน

 

การรักษาโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

หากคุณคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนเป็นอันดับแรก โดยคุณอาจต้องตรวจร่างกายและตอบคำถามเกี่ยวกับนิสัยการกิน สุขภาพจิต รูปร่างและความรู้สึกต่ออาหารเพื่อไปสู่ขั้นต่อไป

โดยการรักษา อาจเริ่มจากการบำบัดในด้านต่าง ๆ เช่น การบำบัดด้วยความรู้ความเข้าใจพฤติกรรม (CBT) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบความคิดเชิงลบที่จะนำไปสู่โรค และยังมี การบำบัดระหว่างบุคคล (IPT) โดยมุ่งไปที่ปัญหาความสัมพันธ์ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร ควรมีนักโภชนาการที่สามารถให้คำปรึกษา เรียนรู้วิธีการกินเพื่อสุขภาพและเก็บบันทึกเมนูอาหาร ขณะที่คุณกำลังฟื้นตัว ส่วนเรื่องการใช้ยาในการรักษา ยาบางชนิดจะช่วยควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งมักจะได้ผลเมื่อทำควบคู่ไปกับการรักษาแบบอื่น ๆ

 

ถึงแม้การควบคุมน้ำหนักและความอยากอาหารจะเป็นเรื่องยาก สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ ก็ตาม แต่แทนที่จะจมอยู่กับความทุกข์ และรู้สึกผิดทุกครั้งที่กินอาหาร ลองเริ่มต้นหาทางออกด้วยการพยายามปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ เพื่อเข้าถึงข้มูลวิธีไดเอ็ตเฉพาะสำหรับผู้มีภาวะการกินผิดปกติได้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย  : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com