ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

3-สูตร-Buddha-bowl-อาหารคลีนมาแรงในโลกออนไลน์.jpg

ใครกำลังกินคลีนเพื่อสุขภาพมุงเข้ามาทางนี้…แน่นอนว่าเรื่องอาหารและการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันเพื่อให้การดูแลสร้างเสริมสุขภาพอันแข็งแรงนั้นสามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อาหารที่ดีต่อร่างกายคืออาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ใน 1 มื้อ ดังนั้นเรามาลองดูเมนู Buddha bowl ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพกับสูตรยอดนิยมทั้ง 4 เมนูคลีน

 

มากินคลีนกับ…Buddha bowl

คำว่า ‘Buddha bowl’ นี้ไม่ได้หมายถึงอาหารพระจริง ๆ เพียงแต่ได้ไอเดียจากบาตรพระในการสร้างสรรค์เมนู โดยเป็นการนำส่วนประกอบอาหารหลาย ๆ ประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมารวมกันให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการในชามใบใหญ่ หรือว่าง่าย ๆ ก็คือเป็นเมนูอาหารจานเดียวที่ได้สารอาหารครบของคนกินคลีนนั่นเองค่ะ

 

Quinoa bowl

เริ่มต้นกันที่ Super food ยอดฮิตอย่างควินัว ซึ่งสามารถสร้างสรรค์เมนูอาหารคลีนได้หลากหลายสไตล์ โดยเฉพาะการนำมาจับคู่กับอโวคาโดที่ที่อุดมไปด้วยไขมันดีกับสูตรนี้

Turkish egg and quinoa (สำหรับ 2 ที่)

  • อโวคาโด (ตามชอบ)
  • ผักโขม 1 ถ้วย
  • ผักชีฝรั่ง 1 ช้อนชา
  • กระเทียม 2 หัว
  • พาสลีย์ 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • มะเขือเทศตากแห้ง ¼ ถ้วย
  • ควินัว 2 ถ้วย
  • เกลือโคเชอร์และพริกไทย (ตามชอบ)
  • ผงปาปริก้าหวาน 1 ช้อนชา
  • พริกป่น 1 ช้อนชา
  • งาขาว 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 2 ช้อนชา
  • เนย 2 ช้อนชา
  • ชีสนมแพะ 1 ออนซ์
  • กรีกโยเกิร์ต 1 ถ้วย

หุงควินัวให้สุก ส่วนไข่ใช้วิธีทำแบบ Poached egg หรือทำไข่ดาวน้ำ จัดส่วนผสมอื่นๆ ลงจานเวลารับประทานคลุกเคล้าให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ ทำง่ายมาก

 

 

Rice bowl

เมนูข้าวถูกใจคนไทย สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลายไม่ว่าจะใช้ข้าวขาวหรือข้าวกล้อง แต่ครั้งนี้มาในสไตล์เม็กซิกันที่ดัดแปลงจากบูร์ริโต กินกับอกไก่ที่เต็มไปด้วยโปรตีน

Burrito bowls with chicken (สำหรับ 4 ที่)

  • อกไก่ ¼ ปอนด์
  • น้ำมันมะกอก ¼ ถ้วย
  • น้ำมะนาว ⅓ ถ้วย
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • เกลือโคเชอร์ 1 ช้อนชา
  • ขมิ้นป่น ¼ ช้อนชา
  • กระเทียมป่น 2 หัว
  • น้ำ ½ ถ้วย
  • ผงปาปริก้า ½ ช้อนชา
  • ผงหัวหอม 1 ช้อนชา
  • ผริกป่น 1 – 2 ช้อนชา
  • ข้าวขาวหรือข้าวกล้อง 3 ถ้วย
  • ผักชีสับ 1/3 ถ้วย
  • ถั่วดำ 15 ออนซ์
  • ซัลซ่าสลัด ½ ถ้วย
  • อโวคาโด (ตามชอบ)
  • ซาวครีม ¼ ถ้วย
  • ผักกาดหวานหั่น ½ ถ้วย

คลุกเคล้าอกไก่กับผงเครื่องเทศต่าง ๆ หมักไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนาบบนกระทะด้วยน้ำมันมพกอกให้สุก หั่นลูกเต๋า จัดลงบนจานกับข้าวหุงและผักเคียงต่าง ๆ พร้อมรับประทาน

 

Chickpea bowl

ถั่วลูกไก่หรือถั่วชิกพีถือป็นอีกหนึ่งแหล่งคาร์โบไฮเดรตยอดนิยมในเมนูคลีน สามารถรับประทานได้ทั้งแบบเม็ดปรุงสุกและบดละเอียดตามชอบ

Sweet potato chickpea buddha bowl (สำหรับ 3 ที่)

  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวหอมแดงขนาดกลาง ½ หัว
  • มันหวาน 2 หัว
  • เบบี้บร็อคโคลี่ 1 กำ
  • ผักคะน้า 2 กำ
  • เกลือและพริกไทย ¼ ช้อนชา
  • ถั่วชิกพี 15 ออนซ์
  • ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
  • พริกป่น ¾ ช้อนชา
  • กระเทียมป่น ¾ ช้อนชา
  • ออริกาโน่ ½ ช้อนชา

ส่วนผสมน้ำซอส

  • ซอสทาฮีนี ¼ ถ้วย
  • เมเปิ้ลไซรัป 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว ½ ผล
  • น้ำร้อน 2 – 4 ช้อนโต๊ะ

อบมันหวานให้สุก จากนั้นตามด้วยหอมแดง เบบี้บร็อคโคลี่ต่ออีก 8 นาที ตามด้วยคะน้า 4 – 5 นาที ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย จากนั้นผสมถั่วชิกพีกับเครื่องเทศ ย่างในเตาอบประมาณ 10 นาทีหรือจนถั่วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลน่ารับประทาน ผสมน้ำซอสให้เข้ากัน แยกไว้ จัดวางถั่วและมันหวานลงจานพร้อมผักต่าง ราดน้ำซอสเป็นอันเสร็จ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.halfbakedharvest.com   www.dinneratthezoo.com   www.minimalistbaker.com
ภาพประกอบจาก : www.halfbakedharvest.com   www.dinneratthezoo.com   www.minimalistbaker.com   www.freepik.com

 

 


กินอย่างไร-เมื่อต้องเดินทาง.jpg

สำหรับผู้ดูแลสุขภาพหรืออยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก หากต้องเดินทาง ซึ่งมีทั้งในและต่างประเทศ โดยรูปแบบการกินไม่สามารถกำหนดเป็นแบบที่กินอยู่ประจำได้ มาดูแนวทางเบื้องต้นบ้างว่า ควรทำอย่างไร

 

  • เลือกของว่างที่ดีต่อสุขภาพไว้ก่อน เลือกอาหารแบบที่คุณทานตามปกติเมื่ออยู่บ้าน เช่น ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ไร้ไขมัน ซึ่งปลอดภัยและดีกว่าของว่างกรุบกรอบ หากไม่มั่นใจในความสะอาดของผลไม้ ใช้น้ำขวดที่พกไปด้วยล้างผักผลไม้ให้สะอาดอีกรอบ หรือปอกเปลือกผลไม้เลยก็ได้
  • เตรียมขนมและของว่างจากบ้านไปเอง บางสายการบินอนุญาตให้เอาของว่างขึ้นเครื่องได้ อย่าลืมตรวจสอบกับสายการบินด้วยว่ามีข้อห้ามอะไรหรือไม่เรื่องการนำอาหารไปเอง เมื่อไปพักโรงแรม คุณอาจไปสำรวจซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดใกล้ ๆ เพื่อซื้ออาหารสดและกล่องอาหารเล็ก ๆ แล้วเตรียมอาหารง่าย ๆ แช่ตู้เย็นไว้รับประทานเอง
  • หากจำเป็นต้องสั่งอาหาร ขอดูเมนูภาษาอังกฤษเสมอ อย่าสั่งอาหารที่คุณไม่รู้จักหรือแค่อยากลองของแปลก หากอยู่ในประเทศที่พูดคนละภาษา พยายามจดจำคำศัพท์ง่าย ๆ พื้นฐานไว้ เช่นไข่ ผัก น้ำสะอาด นม เนื้อไก่ ขนมปัง เผื่อในกรณีที่ไม่มีคนรอบข้างพูดอังกฤษได้เลย คุณจะยังสั่งอาหารได้อย่างปลอดภัย
  • ในสถานที่ซึ่งผลไม้ดูแล้วไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด ให้เลือกผลไม้ที่มีเปลือกหนาเอาไว้ก่อน เช่น กล้วย ส้ม และถ้าอยากสั่งผัก เลือกผักลวกหรือต้มปลอดภัยกว่าผักสด
  • หากสั่งอาหารที่ต้องปรุงสุก ดูให้แน่ใจว่าปรุงสุกทั่วถึงดีแล้ว ไม่จำเป็นอย่าสั่งอาหารดิบ เลือกรับประทานแต่อาหารที่ปรุงร้อนควันกรุ่น ๆ เท่านั้น
  • ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ดูน่าเชื่อถือ สังเกตความใสของน้ำทุกครั้ง อย่าดื่มน้ำจากก๊อก เพราะบางประเทศมีปัญหาเกี่ยวกับความสะอาดของน้ำ และน้ำแข็งก็อาจทำจากน้ำก๊อกก็ได้ เพื่อความปลอดภัยพยายามใช้น้ำบรรจุขวดเท่านั้นเพื่อแปรงฟัน
  • เลือกร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเอาไว้ก่อน หลีกเลี่ยงร้านเล็ก ๆ ตามตรอกซอยซึ่งอาจไม่สะอาดนัก และหลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารดิบ
  • ถ้าไม่มั่นใจ อย่าดื่มนม เพราะมาตรฐานความสะอาดในการผลิตนมของแต่ละประเทศต่างกัน
  • เลือกผลไม้เปลือกหนาที่ต้องปอกเปลือกเสมอ และพยายามปอกเองด้วยหากทำได้

 

นอกจากทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว พยายามอย่ากินอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ และสำรวจตัวเองว่ามีอาการผิดปกติหลังจากกินอาหารอะไรบ้าง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง เพื่อครั้งต่อไปจะได้หลีกเลี่ยง หากทำได้เช่นนี้
คุณจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ห่างไกลอาการไม่พึงประสงค์ เช่น การแพ้อาหาร อาหารไม่ย่อย และยังคงบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ แม้เมื่ออยู่ไกลบ้าน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.everydayhealth.com
ภาพประกอบ : www.unsplash.com


กินอาหารก่อนออกกำลังกายดีไหม.jpg

การกินก่อนออกกำลังกาย  บางคนบอกว่าดี เพราะพลังงานจะมากขึ้น ในขณะที่บางคนบอกว่าไม่ดี เพราะอย่างน้อยคุณจะเคลื่อนไหวช้าลง บทความนี้จะบอกเหตุผลที่สนับสนุนการออกกำลังกายในขณะท้องว่าง หรือ Fasted exercise เป็นแนวทางดีๆให้กับคุณ

 

มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercises) ในขณะท้องว่าง มีการใช้พลังงานจากไขมันมากกว่าการออกกำลังกายในขณะท้องไม่ว่าง ระหว่าง 20-30% นั่นหมายถึง การลดลงของการใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต

 

คาร์โบไฮเดรตอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด

การใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงเป็นสิ่งที่ดี เพราะความรู้สึกหิวจะน้อยลง ร่างกายจะแบ่งเอาไขมันสำรองมาใช้เป็นพลังงาน ในกิจกรรมประจำวัน เช่น การเดิน การวิ่ง และการขี่จักรยานนั้น ไขมันสามารถเป็นแหล่งพลังงานเสริมได้ ทั้งนี้การใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ระยะยาวสามารถนำไปสู่การต้านทานต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิดโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเบาหวานได้

สำหรับขั้นตอนการออกกำลังกายในขณะท้องว่างนั้น แนะนำให้เริ่มด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่เบา ๆ ก่อน เช่น การเดิน การวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน คุณอาจจะรู้สึกว่ามันหนักและยาก เมื่อเทียบกับออกกำลังกายปกติ แต่ในไม่ช้าร่างกายจะปรับตัวได้ โดยใช้ไกลโคเจน (Glycogen) น้อยลง และใช้ใช้กรดไขมันเป็นพลังงานเพิ่มขึ้น ถึงตอนนั้นคุณสามารถเริ่มต้นการผสมผสานการฝึกขณะท้องว่างอย่างเข้มข้นเป็นประจำทุกวันได้ มีโปรแกรมออกกำลังกายขณะท้องว่าง แบบที่เป็น Intermitten fasting program โดยจะทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับการนำไขมันมาใช้เพื่อเป็นพลังงาน

 

ต้องผสมผสานกับการออกกำลังกายปกติให้ลงตัว

แม้ว่าคุณจะรู้ข้อดีของการออกกำลังกายขณะท้องว่างแล้ว อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ คุณจำเป็นต้องผสมผสานการออกกำลังกายปกติกับออกกำลังกายในขณะท้องว่างให้เหมาะสม เช่น  ถ้าคุณรู้ว่าต้องออกกำลังกายแบบหนัก คุณควรทานคาร์โบไฮเดรต 2-3 ชั่วโมงล่วงหน้า เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะทำให้คุณ มึนงง วิงเวียนศีรษะ กระสับกระส่าย ใจสั่น หัวใจเต้นแรงเร็วได้

นอกจากนี้ ปัญหาในเรื่องของการเผาผลาญ คาร์โบไฮเดรต อาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายขณะท้องว่างพร้อมกับการกินอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำ ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วเป้าหมายควรจะเป็น การเพิ่ม “ความยืดหยุ่นในการเผาผลาญ” คือ ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ดังนั้นควรกินคาร์โบไฮเดรตให้มากขึ้นในวันที่ออกกำลังกายหนักๆ เพื่อชดเชยไกลโคเจนซึ่งอาจหมดไปได้

อย่าพยายามทำทุกอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว ออกกำลังกายขณะท้องว่างแบบเบาไปหาหนัก ทานคาร์โบไฮเดรตให้มากขึ้นในวันออกกำลังกาย และลดลงในวันอื่นๆ ออกกำลังกายไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับการลดน้ำหนัก แต่อาจเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ร่างกายนำไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งในระยะยาวอาจลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วนได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.mindbodygreen.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


ดื่มชาเขียว-เคล็ดลับการเพื่อสุขภาพดี-จากอดีตจนถึงปัจจุบัน.jpg

ท่ามกลางวัฒนธรรมการดื่มชาอันเก่าแก่ หนึ่งในชาที่ถูกยกย่องในเรื่องของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็คือ “ชาเขียว” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มความนิยมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรามักจะเห็นชาชนิดนี้เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทต่าง ๆ รวมไปจนถึงงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาเขียวมากมาย

 

ชา = ศาสตร์การเยียวยาโบราณ

“ชา” ถูกใช้ทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในกลุ่มชาวมณฑลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว หรือราว 1,100 – 200 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับช่วงราชวงศ์ถัง พวกเขาเชื่อว่าการดื่มชาสามารถช่วยรักษาความสมดุลในร่างกาย ความนิยมนี้ก่อให้เกิดธุรกิจการค้าใบชาขนาดใหญ่ในประเทศจีนยุคนั้น กระทั่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และ “ชาเขียว” ก็เป็นหนึ่งในประเภทของชาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

“ชาเขียว” คือ ใบชาที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก เป็นใบสดที่เข้าสู่กระบวนการอบแห้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถเก็บได้จากต้นชาที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Camellia sinensis  ทำให้รสสัมผัสที่ได้จากเครื่องดื่มชาประเภทนี้มีความหอม สดชื่น และยังมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าใบชาประเภทอื่น ๆ อาทิ วิตามินบี วิตามิอี วิตามินซี, Polyphenol, EGCG, Catechin รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างชนิดอีกมากมาย

หากพิจารณาเฉพาะสรรพคุณในการเยียวยาโดยแพทย์แผนโบราณ จะพบว่าชาเขียวนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใบชา หรือแบบผงมัทฉะ ล้วนส่งผลดีต่อการบรรเทาอาการปวดศีรษะ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคสมอง นอกจากนั้นยังแก้ร้อนใน ปรับสมดุลในร่างกาย ขับเหงื่อ และช่วยกระตุ้นความเจริญอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ชักนำให้ชาเขียวกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจจากการวิจัยเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกหลายท่าน

 

ชาเขียวและประโยชน์ทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน

  1. ชาเขียวลดคอเลสเตอรอล
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่าการดื่มชาเขียวทั้งในรูปแบบเครื่องดื่มหรือการรับประทานในรูปแบบแคปซูลสกัด ล้วนส่งผลต่อการลดระดับ LDL หรือคอเลสเตอรอลประเภทไม่ดีในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือต้องการรักษาความสมดุลร่างกายโดยรวม
  2. ชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “ Journal of the American Medical Association” เมื่อปี 2006 พบว่าการดื่มชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคาเตชิน (Catechin) เป็นสารที่มีผลต่อการป้องกันความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือด
  3. ชาเขียวลดความเสี่ยงเส้นโลหิตแตกเฉียบพลัน
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “Journal of the American Heart Association” พบว่าการดื่มชาเขียวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน โดยเจ้าของงานวิจัยนี้คือ รศ. ดร. โยชิฮิโกะ โคคุโบะ ได้กล่าวแนะนำว่า อย่างน้อยควรดื่มชาเขียวทุกวัน ในเวลาของมื้ออาหารใดก็ได้
  4. ชาเขียวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    มีงานวิจัยทางคลินิก พบว่าชาเขียวส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วยเช่นกัน เนื่องจากในกลุ่มผู้ทดลองทั้งมนุษย์ และสัตว์ ล้วนมีอัตราการทำงานของเซลล์ที่ดีขึ้น ทั้งการสร้าง เติบโต ซ่อมแซม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่แข็งแรงนั่นเอง
  5. ชาเขียวช่วยบำรุงสมอง
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร “Psychopharmacology” แสดงให้เห็นว่าชาเขียว สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดของสมอง โดยเฉพาะหน่วยความจำในการสั่งงาน  ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาเขียวอาจมีแนวโน้มในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อมได้ด้วย
  6. ชาเขียวลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่าสาร  CAGTE หรือ สารสกัดจากชาเขียวที่เก็บมาจากลำไส้ใหญ่ เพื่อทำการทดสอบว่า หลังจากชาเขียวถูกย่อยและดูดซึมนั้น จะส่งผลต่อโปรตีนในร่างกายของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า สาร Epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ที่มีมากในชาเขียวอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน
  7. ชาเขียวลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
    อ้างอิงจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีเป็นปริมาณมากในชาเขียวสามารถลดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มประเทศที่มีการบริโภคชาเขียวเป็นปริมาณมากพบว่ามีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งของประชากรต่ำกว่า อีกทั้งผลการศึกษาในขั้นตอนถัดมายังพบว่าชาเขียวนั้นส่งผลในเชิงบวกต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ลำไส้ใหญ่ ลำคอ ต่อมลูกหมาก ผิวหนัง และกระเพาะอาหาร และยังส่งผลในแง่การป้องกัน ลดความเสี่ยงในกลุ่มผู้ทดลองอีกด้วย

จากหลักฐานงานวิจัยทั้งหมด บ่งชี้ได้ถึงคุณประโยชน์ซึ่งสามารถพิสูจจน์ได้จริงของชาเขียว จึงไม่เป็นที่แปลกใจเมื่อวงการสุขภาพมากมายต่างยกย่องให้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอันดับหนึ่ง ที่สามารถดื่มได้ทันที ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในทุก ๆ วัน ลองเพิ่มชาเชียวลงไปในมื้ออาหาร ตามเวลาที่สะดวก จะก่อนหรือหลังรับประทานอาหารก็ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูดซึมประโยชน์ดี ๆ จากชาเขียวเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shen-nong.com, www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


รู้ได้อย่างไรว่า-จะต้องประคบร้อนหรือเย็น.jpg

รู้ได้อย่างไรว่า จะต้องประคบร้อนหรือเย็น การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวด แบบเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

 

ประคบเย็นเมื่อ…

หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศรีษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือปวดบวมบริเวณอื่น ๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ ๆ

อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป หรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขาหรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15 – 20 นาที

 

ประคบร้อนเมื่อ…

การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่ออักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

 

เมื่อไร่ถึงไม่ควรประคบร้อนหรือเย็น

การประคบเย็นไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายหนาวสั่น การประคบร้อนไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายร้อน เหงื่อแตก เนื่องจากว่าสมองจะมีการแปลผลว่าการกระทำของเราเป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และสมองจะแปลผลการประคบของเราเป็นอาการปวดมากขึ้นแทน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แหล่งที่มา : https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5833
ภาพประกอบจาก : http://blog.elivatefitness.com


ข้อปฏิบัติต้องรู้-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้ เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่าน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรคที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแลเช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีว่า จะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยต้องพิจารณาความเหมาะสม ของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่อง ความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูงหรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำและเกลือ

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรคและโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไป ในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และ ยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้นทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไรคืออาการข้างเคียงของยา อะไรคืออาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วย ต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วยและผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ  ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้การมีประวัติการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medium.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


อันตราย-5-สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์.jpg

คอนแทคเลนส์แฟชั่นถือเป็นหนึ่งในไอเทมส์คู่ใจของสาว ๆ ยุคปัจจุบันไปแล้ว เรามักจะใช้ในการปรับเปลี่ยนลุคแต่งหน้า และสำหรับใครที่มีปัญหาสายตา ก็มักจะเลือกสีสันและลวดลายตามเทรนด์ ต่างจากเมื่อก่อนที่มักเป็นคอนแทคเลนส์เรียบ ๆ ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม แม้คอนเทคเลนส์จะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในทุกครั้งที่ใช้ แต่ถ้าปฏิบัติผิด ๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของดวงตาได้

 

ช็อค… คอนแทคเลนส์ติดอยู่ในดวงตา 28 ปี!

ข่าวช็อควงการแพทย์และเหล่าผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เมื่อมีรายงานว่าหญิงวัย 42 ปี มีอาการปวดและกล้ามเนื้อตาหดเกร็งมานานกว่า 6 เดือน หลังจากตรวจอาการในเบื้องต้นกับอายุรแพทย์ เธอได้รับการส่งต่อไปยังจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งภายใต้การตรวจโดย MRI ก็พบกับผลลัพธ์สุดสะพรึง นั่นก็คือคอนแทคเลนส์ที่อยู่ข้างในเบ้าตา เธอได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วคอนเทคเลนส์อันนี้คือคอนแทคเลนส์เก่าที่หายไปกว่า 28 ปี เป็นข้างเดียวกับที่หญิงคนนั้นเคยใส่เมื่อสมัยสาว ๆ ภายหลังเธอได้เล่าว่า เธอเคยมีประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาข้างซ้ายจากการเล่นแบดมินตัน หลังจากนั้นเธอก็ไม่พบคอนแทคเลนส์ที่สวมใส่อยู่อีกเลย เธอเข้าใจว่ามันหลุดหายไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุดันเลนส์เข้าไปลึกในเบ้าตา อย่าไรก็ตามนับว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีอาการร้ายแรงเกินไปกว่านี้ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ให้มีความระวัดระวัง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาคอนแทคเลนส์ที่สามารถยึดติดกับดวงตาได้ดีกว่าเดิมก็ตาม ว่าหากคุณรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอม หรือคอนแทคเลนส์สูญหายจากดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์

 

5 สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์

ใส่อาบน้ำหรือว่ายน้ำ
จากผลการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลน์เกิน 80% ไม่ถอดออกขณะอาบน้ำ และกว่า 60% สวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้สระว่ายน้ำอีกด้วย พฤติกรรมนี้สร้างความเป็นห่วงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ เพราะน้ำนั้นสามารถเพิ่มโอกาสติดเชื้อให้แก่ดวงตาของผู้สวมคอนแทคเลนส์ได้ แม้น้ำประปาจะได้รับการการันตีว่าปลอดภัย แต่การปนเปื้อนจุลินทรีย์อาจมาจากก็อก อ่างน้ำ ภายในสระ ซึ่งน้ำเหล่านั้นจะมาเคลือบติดบนคอนแทคเลนส์และถูกกักเอาไว้ในดวงตา นอกจากนั้นยังไม่ควรใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างคอนแทคเลนส์ด้วย

ไม่ถูขณะล้าง
ในการล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งต้องใช้นิ้วถูทำความสะอาดด้วย ไม่ควรแช่ไว้เฉย ๆ แม้ว่าจะแช่อยู่ในน้ำยาล้างก็ตาม เว้นแต่ว่าคุณใช้เครื่องล้าง นั่นก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การใส่ใจทำความสะอาดโดยใช้มือถือ ในรายที่ไม่มีเครื่องล้างจะช่วยขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ เศษฝุ่น และคราบโปรตีน อีกทั้งยังสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ในเบื้องต้น หลังจากใช้นิ้วถูเบา ๆ แล้ว เพื่อความมั่นใจควรนำไปแช่น้ำยาทิ้งไว้ต่างหากในถ้วยใหม่อีกหนึ่งคืน

ใส่นอนหลับ
ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลนส์เกินว่า 80% ในสหรัฐอเมริกาไม่ถอดคอนแทคเลนส์ออกขณะที่งีบหลับ ซึ่งพฤติกรรมนี้นับว่าเป็นการประมาทและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก ดังนั้นหากพบว่าการเผลองีบหลับหลีกเลี่ยงยาก ลองเลือกคอนเทคเลนส์ที่ซัพพอร์ทการเกาะติดดวงตา นี่คือทางแก้ไขในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการถอดออกขณะหลับเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะการหลับทั้งคอนแทคเลนส์นอกจากจะมีความเสี่ยงทำให้หลุดเข้าไปติดในเบ้าตาแล้วยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ อีกทั้งการถอดคอนแทคเลนส์จะทำให้ดวงตาได้พักรับออกซิเจนอย่างแท้จริง จากผลการวิจัยพบว่าออกซิเจนมีบทบาทช่วยให้กระจกตาแข็งแรง

ใส่เกินอายุกำหนด
ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรตระหนักถึงอายุของคอนแทคเลนส์แต่ละคู่ว่าสมารถใส่ได้นานแค่ไหน บางคู่อาจเป็นแบบใส่รายวัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบใส่รายเดือน จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาของคุณติดเชื้อจุลินทรีย์ หลักการนี้ใช้กับเลนส์ที่หมดอายุแล้วเช่นเดียวกัน แม้ว่าคุณจะไม่เคยแกะคอนแทคเลนส์คู่นั้นออกมาใส่เลยก็ตาม ความผิดพลาดที่มักพบได้บ่อยคือผู้ใช้มักจะแกะคอนแทคเลนส์คู่เหมือนออกมาใส่พร้อมกันหลายคู่ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะวันหมดอายุของเลนส์ได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้ดี

วางไว้นอกของเหลวเฉพาะ
โดยปกติแล้วน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์จะมีความสามารถในการชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจปนเปื้อนมาจากการใช้งานคอนแทคเลนส์ได้ แต่กรณีที่คุณเผลอวางนอกเคสคอนแทคเลนส์ที่เป็นภาชนะปิด หรือเผลอทำคอนแทคเลนส์หล่นไปแล้วก็ไม่ควรเก็บกลับมาใส่อีกเด็ดขาดแม้จะล้งแล้วก็ตามเพราะอาจทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.aameda.org   www.health.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com