ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่านรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรค ที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแล เช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วย ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี ว่าจะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติ หรือครอบครัวผู้ป่วย ต้องพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึงสาเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูง หรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำ และเกลือ

 

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรค และโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไปในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่า ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้น ทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้น ผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไร คือ อาการข้างเคียงของยา อะไร คือ อาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วยต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือ เบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วย และผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ การมีประวัติการรักษา และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย: กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา: www.medium.com
ภาพประกอบ: www.pexels.com


.jpg

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ บวม แดง ของเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อ การกินยาบางชนิด ความเครียด เป็นต้น โดยมีทั้งแบบเฉียบพลัน 1 – 3 อาทิตย์หาย และแบบเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ใช้เวลาเป็นปี โรคนี้เป็นโรคทั่วไป พบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

  • ปวดท้องแบบแสบท้อง บริเวณลิ้นปี่หรือยอดอก เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะเวลาหิวหรือหลังตื่นนอน บางรายอาจปวดท้องรุนแรงแบบปวดบิดอย่างเฉียบพลัน
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย แน่นอึดอัดท้อง อาหารไม่ย่อยแม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน อาจเบื่ออาหาร
  • กรณีเป็นรุนแรง อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระมีสีดำจากเลือดที่ออกในกระเพาะ และอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) หรือโรคร้ายแรงอื่น ๆในกระเพาะ

เมื่อไรควรไปพบแพทย์
หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี กับอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แต่ถ้าพบว่าอาการเหล่านั้นหรืออาการของโรคกระเพาะไม่หายไปภายใน 1 สัปดาห์ หรือหากมีอาการอาเจียนหรือถ่ายอุจาระเป็นสีดำเกิดขึ้น รีบไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

สาเหตุ

มีหลายสาเหตุที่ส่งผลต่อเยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่สามารถป้องกันผนังกระเพาะอาหารได้ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดสูง จึงสามารถเข้าทำลายผนังกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ และนำไปสู่การเป็นแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุดังกล่าว ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะ pylori ซึ่งปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม
  • การใช้ยาบรรเทาปวดเป็นประจำหรือใช้ยามากเกินไป ยาที่พบบ่อย เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ส่งผลให้ความสามารถในการป้องกันผนังกระเพาะอาหารลดลง สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
  • การมีอายุมากขึ้น อายุมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบเพิ่มขึ้น เนื่องจากเยื่อบุกระเพาะอาหารมีแนวโน้มที่จะบางลง นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ pylori หรือความผิดปกติของภูมิต้านทานตนเองมากกว่าคนในวัยอื่น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แอลกอฮอล์ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง กระตุ้นให้มีการสร้างกรดเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบแบบเฉียบพลัน
  • ความเครียดโดยเฉพาะความเครียดที่รุนแรง จะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย Autoimmune gastritis จะมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ จากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าโจมตีเซลล์ที่ประกอบเป็นเยื่อบุกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดการอักเสบตามมา
  • โรคและภาวะอื่น ๆ เช่น โรคติดเชื้อ HIV โรคโครห์น (Crohn’s disease) และการติดเชื้อปรสิต

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย ในบางรายแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นการเพิ่มเติม เช่น

  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) โดยแพทย์จะสอดท่อที่มีความยืดหยุ่นสูงพร้อมกับเลนส์กล้อง ลงไปในลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อตรวจหาการอักเสบ ในกรณีที่พบชิ้นเนื้อที่ผิดปกติ แพทย์สามารถตัดชื้นเนื้อขนาดเล็กเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป
  • การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม (Barium swallow) วิธีนี้สามารถสร้างภาพของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ก้อนต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย pyroli แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งสามารถพบได้จากการตรวจเลือด ตรวจอุจจาระหรือจากการทดสอบลมหายใจ

 

การรักษา

  • การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรค หากพบว่า การอักเสบนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย pyroli เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
  • การบรรเทาอาการปวดท้อง ยาที่นิยมใช้คือ ยาธาตุน้ำขาว (Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืน เพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะอาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ  นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
  • การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14 วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด (Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists เช่น ซัยเมททิดีน (cimetidine), รานิทิดีน (ranitidine) หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors โอมิพราโซล (omeprazole), แลนโซพราโซล (lanzoprazole) เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
  • การป้องกันการเกิดซ้ำ เน้นการปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ถูกต้อง และสม่ำเสมอ
  • ฝึกสังเกต พร้อมงดอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดอาการ หรือทำให้อาการแย่ลง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อลดความเครียด
  • รักษาความสะอาดการกิน อยู่ หลับ นอน เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรค
  • ปรึกษาแพทย์ กรณีที่ต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง

 

แหล่งข้อมูล : www.honestdocs.co  www.mayoclinic.org  www.vibhavadi.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-14-อาการปวดที่พบได้บ่อย-ติดตามเลย-.jpg

แน่นอนว่าในชีวิตที่ผ่านมา ทุกคนจะต้องพบเจออาการปวดจุกจิกกับส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งหากไม่รุนแรง บางครั้งคุณพักผ่อน หรือทานยาแก้ปวดซักเม็ด สองเม็ด แล้วล้มตัวนอนอย่างไม่ใส่ใจ แต่จะดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเราสามารถรับมือกับอาการปวดที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ด้วยวิธีที่เหมาะสมที่สุด ติดตาม 14 อาการปวดพื้นฐาน ดังต่อไปนี้

 

อาการปวดจากเอ็นหุ้มข้อและกล้ามเนื้อฉีก

หลาย ๆ คนที่เล่นกีฬาหรือมีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ คงคุ้นเคยกับการปวดจากเอ็นข้อฉีก (Sprain) เช่น ข้อเท้าแพลงขณะเล่นกีฬา และเอ็นกล้ามเนื้อฉีก (Strain) จากการถูกดึงหรือยืดอย่างแรง เช่น บาดเจ็บกล้ามเนื้อ จากการเล่นฟุตบอล โดยทั้งสองแบบมักทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบ และบางครั้งสามารถทำให้เกิดรอยช้ำ หรือกล้ามเนื้อกระตุก การรักษาในขั้นต้นให้ใช้หลัก RICE โดย R คือ การพักใช้งานอวัยวะ I คือ การประคบเย็น C คือ การรัดอวัยวะให้อยู่นิ่ง และ E คือ การยกอวัยวะที่เจ็บให้สูงกว่าหัวใจ ทั้งนี้สามารถใช้ยาแก้ปวดที่วางขายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าหากคุณมีอาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า ไม่สามารถขยับข้อต่อได้ หรือไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

อาการปวดหัว จากความเครียด

อาการปวดหัวจากความเครียด (Tension headache) ทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังบีบรัดหัวของคุณอยู่ รับมือเบื้องต้นด้วยยาแก้ปวดที่หาได้ทั่วไป นอนพักผ่อน และดื่มน้ำบ่อยๆ เพียงเท่านี้ อาการปวดหัวของคุณจะหายไปภายในไม่ถึงชั่วโมง แต่อาจจะมีอาการปวดกลับมาบ้างภายในสองสามวัน โดยเคล็ดลับที่จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจากความเครียด คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ การนวดผ่อนคลาย การปล่อยวางจากความเครียด และการดื่มน้ำมากๆ แต่ไม่ใช่น้ำที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

 

อาการปวดไมเกรน

การปวดตุบ ๆ บริเวณด้านหน้า หรือด้านข้างของศีรษะจากไมเกรน (Migraine) สามารถกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของคุณได้ โดยคุณอาจจะไม่สบายท้อง ไวต่อแสงสว่าง คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดตา ปวดคอ ปัสสาวะบ่อย สิ่งที่ควรทำคือ หาสถานที่ที่มืดและเงียบสำหรับการพักผ่อน ประคบน้ำแข็งเพื่อลดอาการปวด และใช้แผ่นประคบร้อนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดธรรมดาสามารถช่วยได้หากคุณเพิ่งเริ่มมีอาการไมเกรน แต่สำหรับบางคนที่อาการปวดไมเกรนมีความรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาเป็นสิ่งจำเป็น

 

อาการปวดฟัน

สาเหตุของอาการปวดฟัน อาจมาจากฟันผุ ฟันแตก การอุดฟันที่เสียหาย หรือแม้แต่โรคเหงือก แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยปลื้มในการพบเจอทันตแพทย์ แต่ถ้าอาการปวดฟันของคุณกินเวลานานหลายวัน  คุณควรจะตัดสินใจไปพบทันตแพทย์ เพราะคุณอาจติดเชื้อบริเวณที่ปวดจนนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

 

อาการปวดคอ

บริเวณคอคือส่วนที่ได้รับการคุ้มครองน้อยกว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่เหลือ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดได้ง่าย โดยอาการปวดคอส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดแค่ชั่วคราว โดยปกติแล้วคุณยังไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ โดยคุณควรให้ความสำคัญกับการจัดวางท่าทางที่ถูกต้องในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ยกของ นอน แม้แต่การเดิน อย่างไรก็ตามการปวดคอเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

วิธีรับมือ 14 อาการปวดที่พบได้บ่อย ติดตามเลย

อาการปวดหลัง

เมื่ออายุคุณเพิ่มขึ้น อาการปวดหลังเหมือนจะกลายเป็นอาการปกติที่จะต้องพบเจอ โดยการปวดหลังอาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน การยกของผิดท่า การเป็นโรค เช่น โรคข้ออักเสบ (Arthritis) และมะเร็ง ก็อาจจะส่งผลต่อบริเวณหลังและกระดูกสันหลังของคุณ ท่ายืนก็สามารถทำให้คุณปวดหลังได้เช่นกัน การรักษาอาการปวดหลังส่วนใหญ่ คือ การใช้ยาแก้ปวด การประคบร้อนหรือประคบเย็น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เล่นโยคะและการนวดก็ช่วยได้เช่นเดียวกัน เหมือนกับทุกข้อควรพบแพทย์ในกรณีที่เป็นเรื้อรังหรือรุนแรง

 

อาการปวดไหล่ ภาวะข้อไหล่ติด

อาการปวดไหล่ ซึ่งมักจะปวดมากขึ้นในตอนกลางคืน โดยเฉพาะเมื่อคุณนอนตะแคงข้างไปทับไหล่ข้างที่มีอาการ ความเจ็บปวดจะทำให้การทำกิจวัตรประจำวันเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะเมื่อถึงจุดที่คุณข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ข้อต่อไม่สามารถขยับได้ แก้ไขได้โดยการทำกายภาพบำบัด และออกกำลังกายเล็กน้อย เพื่อทำให้ไหล่สามารถขยับได้มากขึ้นทีละนิด อาการข้อไหล่ติดส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 40-60 ปี และพบมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

 

อาการเอ็นอักเสบและไขข้ออักเส

เอ็นอักเสบ (Tendinitis) และไขข้ออักเสบ (Bursitis) จะมีอาการปวดและบวมบริเวณอักเสบ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานที่มากเกินไป หรือการได้รับบาดเจ็บบริเวณที่เป็นข้อต่อ เช่น บริเวณข้อเท้า ข้อศอก เข่า สะโพก ไหล่หรือข้อมือ กรณีนี้สามารถใช้หลัก RICE โดย R คือ การพักใช้งานอวัยวะ I คือ การประคบเย็น C คือ การรัดอวัยวะให้อยู่นิ่ง และ E คือ การยกอวัยวะที่เจ็บให้สูงกว่าหัวใจ ทั้งนี้หากอาการปวดและบวมมีอาการแย่ลง เช่น บวม ร้อนมากขึ้น ปรึกษาแพทย์ทันที

 

อาการข้ออักเสบ

โรคมากกว่า 100 ชนิดก่อให้เกิดอาการปวดข้อ  โดยอาการข้ออักเสบ (Arthritis) จะประกอบไปด้วยการบวม ปวด ตึงและเคลื่อนไหวข้อต่อลำบาก สาเหตุอาจมาจากการเสื่อมจากการใช้งาน หรือเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) อาการปวดข้อมักไม่สามารถหายขาด แต่คุณสามารถบรรเทาอาการปวดและปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนในการดูแลได้

 

อาการปวดท้อง

มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง (Stomachache) รวมถึงอาการอาหารไม่ย่อย การมีแก๊สในกระเพาะอาหาร และท้องผูก ปกติแล้วสามารถใช้ยารักษาอาการในเบื้องต้นได้ แต่ถ้าหากอาการปวดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รุนแรง ต่อเนื่องหลายวัน หรือมีอาการแปลกๆ เช่น อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีเลือดปน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

อาการปวดสะโพกลงขา

อาการปวดสะโพกลงขา (Sciatica) ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายทั้งเวลานั่งและยืน โดยคุณอาจรู้สึกอ่อนล้า รู้สึกชาที่บริเวณขา สาเหตุจากการที่เส้นประสาท Sciatic ถูกกระทบกระเทือนหรือกดทับ ทั้งนี้การจามหรือการไอสามารถเพิ่มความปวดได้ อาการปวดสะโพกมักหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ ด้วยการพักผ่อน และออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง แต่ถ้าให้ดีการไปพบแพทย์จะทำให้เรามั่นใจได้ว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดูแลด้วยตัวเองได้

 

อาการปวดเส้นประสาท

การรู้สึกเสียวแปล๊บ ร้อนวูบ ชาและอ่อนล้า สามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกการมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทได้  ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี สามารถมีอาการปวดเส้นประสาท (Nerve pain) บริเวณมือ เท้า แขน และขา หรือคนที่ป่วยเป็นโรคงูสวัด ผื่นจากไวรัสอีสุกอีใส ก็สามารถนำไปสู่อาการปวดเส้นประสาทได้เช่นเดียวกัน เมื่อมีปัญหาดังกล่าว คุณอาจมีความผิดปกติในการทำงานของระบบอวัยวะตามมา เช่น ปัญหาการย่อยอาหาร ปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะ อาการปวดเส้นประสาทแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

 

อาการปวดจากการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

ระวังไว้ การวางท่าทางของมือที่ไม่ถูกต้องเมื่อใช้แป้นพิมพ์ และการใช้แป้นพิมพ์ที่มากเกินไป สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติที่เส้นประสาท โดยอาจทำให้เกิดอาการเสียวแปร๊บ ชา ที่นิ้วมือของคุณ สิ่งที่ต้องทำเมื่อมีอาการ คือ พักการใช้ข้อมือ หลีกเลี่ยงการบิดหรือดัดข้อมือซักสองสามสัปดาห์ จากนั้นลองเล่นโยคะ ทำกายภาพบำบัด และการกินยาลดอาการบวมถ้าจำเป็น

 

อาการปวดบวมที่เท้า

หากคุณมีอาการปวดบวมที่เท้า สิ่งที่ต้องทำคือ พักการใช้งานและยกเท้าของคุณขึ้น ประคบน้ำแข็งเป็นเวลา 15 – 20 นาที ถ้าคุณจำเป็นต้องยืนบนพื้นแข็งทั้งวัน ควรใส่ถุงเท้าที่รัดกระชับ หรือรองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าของคุณเป็นอย่างดี และควรถอดออกมาพักเท้าบ้างหากคุณสามารถทำได้ ผู้ที่เท้ามีลักษณะแบนหรือมีส่วนโค้งที่ยกสูงมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการช้ำบริเวณฝ่าเท้าได้ง่าย การยืดเส้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอาการแบบนี้ ปรึกษาแพทย์เมื่อคุณรู้สึกเจ็บมาก

 

อาการปวดส่วนมากมักจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พบเจอได้บ่อย การดูแลตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม เมื่อพบเจออาการปวดแบบต่างๆ จะทำให้คุณฟื้นตัวเร็วขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อมีอาการปวด ก็อย่าเพิ่งฝืนใช้ร่างกายมาก และไปพบแพทย์หากมีอาการปวดเรื้อรัง หรือรุนแรง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


-ต้องไปหาหมอ.jpg

มนุษย์เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ โดยร่างกายอาศัยช่วงเวลานอนหลับในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต่อมต่าง ๆ มีการหลั่งฮอร์โมนรวมถึงสารเคมีชนิดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความต้านทานโรค สมองมีการจัดระเบียบความคิด ความจำ กล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆคลายตัวเพื่อปลดปล่อยความเคร่งเครียด รวมถึงมีการสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป

 

คุณภาพการนอนหลับ

การนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืนนั้น จะประกอบไปด้วยวงจรการนอนหลับที่มีช่วงหลับธรรมดาและหลับลึกรวม 4 ระยะและช่วงหลับฝัน 1 ใช้เวลารวม 80 – 120 นาทีต่อรอบ จำนวน 4 – 6 รอบต่อเนื่องกันจนกระทั่งตื่นนอนเช้า กินเวลา 7 – 8 ชั่วโมงในวัยผู้ใหญ่ การนอนหลับไม่พอจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนชั่วโมงการนอนว่าครบ 7 – 8 ชั่วโมงหรือไม่ แต่ยังหมายรวมถึง การหลับแต่ละช่วงทั้งช่วงหลับธรรมดา หลับลึกและหลับฝัน มีระยะเวลาที่นานพอและมีความสมดุลกันด้วยหรือไม่ มีงานวิจัยพบว่าคุณภาพการนอนมีผลต่อสุขภาพกาย เช่น คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีอัตราการตายที่สูงขึ้น หรือคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน มีปัญหาในการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังได้

 

อาการนอนไม่หลับ แบบที่ต้องไปพบแพทย์

เมื่อพูดถึงอาการ “นอนไม่หลับ” แน่นอนว่าทุกคนจะต้องเคยได้ยิน และเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่อาการนอนไม่หลับจะเป็นเพียงบางช่วงสั้น ๆ เมื่อมีเรื่องรบกวนจิตใจ หรือมีความเจ็บป่วยทางกาย เมื่อเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาผ่านไป หรือมีการปรับเทคนิคแก้นอนไม่หลับ การนอนหลับก็ดีขึ้น แต่ในบางคนอาการนอนไม่หลับนั้นเป็นอยู่นานเป็นเดือน ไม่หายไปเอง หรือบางครั้งสามารถนอนหลับได้ แต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ตอนกลางวัน รู้สึกง่วงนอน ต้องแอบงีบหรือนั่งสัปหงก ไม่มีสมาธิ แม้ว่าชั่วโมงนอนจะเพียงพอแล้วก็ตาม เรามาดูเกณฑ์เบื้องต้นที่พอจะสังเกตกันได้ หากใครมีอาการนอนไม่หลับแบบนี้ แนะนำให้จัดเวลาไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ วินิจฉัยและวางแผนการรักษาก่อนที่อาการนอนไม่หลับจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

  • นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่า 4 สัปดาห์ แต่ส่งผลต่อสุขภาพในช่วงกลางวัน ทำให้ไม่สามารถเรียน ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างปกติ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกระหว่างนอนหลับ โดยรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทันหรือหายใจไม่เต็มปอดหรือมีคนใกล้ชิดสังเกตว่ามีช่วงหยุดหายใจหรือช่วงที่หายใจกระตุก
  • รู้สึกปวด ชาหรือยกขาไม่ขึ้นเป็นประจำ ในขณะนอนหลับ
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก โดยรู้สึกแสบร้อนกลางอก หรือมีอาการดังกล่าวจนไม่สามารถนอนหลับได้ปกติ
  • นอนไม่หลับหรือต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะมีความเจ็บปวดที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำ
  • นอนหลับไม่สนิท แล้วรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น หดหู่ ซึมเศร้า เบื่ออาหาร หมดแรงง่าย เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับข้างต้น เป็นอาการนอนไม่หลับแบบที่ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ที่โรงพยาบาลกรณีทั่วไป แต่หากมีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สะดวกเวลาตื่นขึ้นมากลางดึกทำให้นอนไม่หลับ และอาการนั้นไม่หายไปในเวลาสั้น ๆ แบบนี้ควรจะรีบไปตรวจที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อประเมินภาวะที่อาจเป็นอันตรายอย่างหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว ทันที

กล่าวโดยสรุปแล้ว อาการนอนไม่หลับนั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อยและเกิดได้กับทุกคน แต่หากมีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังติดต่อกันนาน หรืออาการนั้นรบกวนชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้ อีกทั้งอาการเหล่านี้ยังอาจเป็นอาการของโรคทางกายอื่น ๆ ที่ทำให้นอนไม่หลับซ่อนอยู่ จึงต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

แหล่งข้อมูล : www.webmd.com 
ภาพประกอบ : www.freepik.com


.jpg

โรคงูสวัด (Varicella zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคสุกใส พบมากในผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เป็นต้น โรคนี้ ไม่มีอันตรายร้ายแรงและหายเองได้เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีอาการปวดตามเส้นประสาทหรือเกิดภาวะแทรก ซ้อนตามมาได้ ในรายที่เสียชีวิตมักเกิดจากร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอและขาดภูมิต้านทานที่มากพอ

 

อาการ

อาการของโรคงูสวัดจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

  • ระยะที่หนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าในช่วงนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงแล้ว ทำให้เชื้อไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดการติดเชื้อที่ปมประสาท ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อยู่ลึก ๆ ตามแนวเส้นประสาท
  • ระยะที่สอง หลังจากปวดแสบปวดร้อน 2 – 3 วันแล้ว จะเริ่มมีผื่นแดง แล้วต่อมาจะเริ่มเป็นตุ่มน้ำใส เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเป็นแนวยาว ตามเส้นประสาทของร่างกาย กระจายตัวกันเป็นหย่อม ๆ เช่น ตามความยาวของแขน หรือตามความยาวของขา และพบบ่อยในบริเวณรอบเอว รอบหลัง หรือแม้แต่รอบศีรษะ ตุ่มน้ำใส นี้จะแตกออกมาเป็นแผลแล้วตกสะเก็ด และสามารถหายไปได้เองภายในเวลา 2 สัปดาห์
  • ระยะที่สาม เมื่อตุ่มแตกและแผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยอาจยังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยผู้สูงอายุอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนได้เป็นเดือนและปี

 

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus, VZV) โดยเมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกาย จะเริ่มแสดงอาการออกมาเป็นโรคสุกใสก่อน โดยเป็นตุ่มขึ้นตามตัว แตกออกและเป็นสะเก็ดแห้ง เมื่ออาการเหล่านั้นหายไปแล้ว เชื้อไวรัส VZV จะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว โดยคนที่เคยติดเชื้อและเป็นโรคสุกใส จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคงูสวัดได้ถึง 20% เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันต่ำลง เช่น อายุมากขึ้น มีโรคประจำตัว เชื้อที่แฝงตัวอยู่ตามปมประสาท ก็จะเกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนและกระจายอยู่ตามปมประสาท ทำให้เส้นประสาทอักเสบ ปวดบวม และมีตุ่มที่ผิวเรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ซึ่งโดยทั่วไปเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำ ยกเว้นในบางกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจกลับเป็นซ้ำได้อีก

โรคนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันมีแนวโน้มลดต่ำลงตามอายุที่มากขึ้น แต่กลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติจะมีความเสี่ยงสูงกว่า เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS) รวมถึงผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติสุขภาพ เช่น ประวัติการป่วยโรคสุกใส โรคประจำตัวอื่น ๆ มีการตรวจดูอาการของผื่นและตุ่มน้ำและอาการอื่น ๆ และมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อการวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา

การรักษาโรคงูสวัด จะใช้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสและรักษาตามอาการ ร่วมกับดูแลความสะอาดบริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำ โดยแพทย์จะพิจารณาใช้ยาดังนี้

  • ยาต้านไวรัส ปัจจุบันมียาที่ใช้ต้านเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทั้งโรคสุกใส งูสวัด และเริม โดยสามารถลดการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสได้ดี หากใช้ก่อนมีตุ่มน้ำใสหรือภายหลังเกิดตุ่มน้ำใสไม่เกิน 2 – 3 วัน โดยต้องทานยาตามจำนวนครั้งและจำนวนวันให้ครบและต่อเนื่องตามแพทย์กำหนด เช่น รับประทานวันละ 5 ครั้ง ต่อเนื่อง 7 – 10 วัน เป็นต้น
  • ยารักษาตามอาการ แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวด ยากลุ่มลดอาการอักเสบ และยาทาบางชนิดที่สามารถช่วยลดอาการผื่นคันร่วมด้วย แต่หากพบว่าแผลหายแล้ว แต่อาการปวดปมประสาทยังคงอยู่ แพทย์อาจพิจารณาส่งต่อให้แพทย์เกี่ยวกับระบบประสาทต่อไป
  • รักษาความสะอาด สามารถบรรเทาอาการได้โดยการอาบน้ำเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดด และไม่ควรแกะหรือเกาแผลที่เป็นงูสวัดอย่างเด็ดขาด ถ้ามีแผลเปิดที่เกิดจากตุ่มที่แตกแล้ว ให้รักษาความสะอาด ล้างแผล เพื่อทำให้แผลปราศจากเชื้อแบคทีเรีย
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคงูสวัดขึ้นตา ควรทำการรักษากับจักษุแพทย์โดยตรง ซึ่งแพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสชนิดทานและหยอดตาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางตา
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำและต้องเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลจนกว่าจะหายเป็นปกติ

 

ภาวะแทรกซ้อน

  • การปวดตามแนวเส้นประสาท ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังการติดเชื้อ อาการปวดอาจจะคงอยู่นานหลายปี หรืออาจปวดตลอดชีวิต แม้ตัวโรคจะจางไปแล้วก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นอาการที่รุนแรง แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
  • ติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ส่งผลให้การรักษาโรคงูสวัดหายช้าลง คือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้อนทับลงไปบนแผลตุ่มน้ำจากโรคงูสวัด ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมการรักษาความสะอาดผิวหนังที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้เล็บแกะและเกาบริเวณทีเป็นตุ่มผื่น ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายตัวได้มากขึ้น แผลหายช้า และอาจทำให้เกิดการลุกลามในพื้นผิวข้างเคียง
  • เชื้อแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นงูสวัด เชื้อโรคจะแพร่กระจ่ายเข้าสู่ทารกได้ ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ มีอากาสที่ทารกจะคลอดออกมาอาจพิการ หรือสมองพัฒนาได้ไม่เต็มที่ได้

 

การติดต่อ

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella-zoster virus) สามารถติดต่อไปสู่คนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันผ่านการสัมผัสผื่น แผล ตุ่มในช่วงพุพองของโรค ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคสุกใส ซึ่งจะเป็นอันตรายในคนบางกลุ่ม เช่น ทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสุกใส และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคงูสวัดด้วย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด เพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคงูสวัด โดยแม้ว่าจะเป็นในภายหลังก็สามารถลดความรุนแรงและลดภาวะแทรกซ้อนของโรคลงได้อย่างมาก
  • หมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ห่างจากผู้ป่วยโรคสุกใส เพื่อลดโอกาสในการติดต่อ

 

แหล่งข้อมูล : inderm.go.th  si.mahidol.ac.th

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 


6-นิสัย-ทำแล้วนอนหลับลึกสุขภาพดี.jpg

บางคนอาจคิดว่า ลำพังการก้าวขึ้นเตียงแล้วนอนหลับเป็นการปิดฉากวันอันสมบูรณ์ แต่ลืมนึกถึงคุณภาพการนอนในช่วงเวลาดังกล่าวไป โดยการนอนหลับที่ไม่ลึกและระยะเวลาไม่นานพอ ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่พอส่งผลเสียตามมามากมาย วันนี้เราจะมาดูเรื่องของนิสัยที่ทำแล้วนอนหลับลึก ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ เจ็บป่วยยาก โอกาสสุขภาพดีมีแน่นอนค่ะ 

 

นอนหลับสำคัญมากกว่าที่หลาย ๆ คนคิด

มนุษย์เราใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ โดยอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า การนอนหลับนั้นร่างกายมีสภาพเสมือนหยุดนิ่ง หรือการนอนหลับนั้นมีลักษณะแบบเดียวกันตั้งแต่เริ่มนอนไปถึงตื่นนอน มีงานวิจัยพบว่า จริงๆแล้วการนอนหลับนั้นมีวงจรของการนอนหลับที่ซ้ำเป็นช่วง ๆ ทั้งช่วงหลับธรรมดาและหลับฝัน โดยการนอนหลับที่มีคุณภาพต้องมีวงจรเหล่านี้ซ้ำกันหลายรอบ และมีเวลาที่นานเพียงพอในแต่ละรอบ ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งสารที่ควบคุมความต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบความคิดความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อย ความเคร่งเครียด รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป

 

อาการของคนที่นอนหลับไม่พอ

การนอนหลับไม่พอมีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน โดยถ้านอนหลับน้อยไปเพียงหนึ่งวัน อาจไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงนัก อย่างมากก็แค่ง่วงซึมบ้างในช่วงกลางวัน แต่ครั้นพอตกกลางคืนเมื่อได้นอนอย่างเต็มอิ่มอีกครั้งร่างกายก็จะฟื้นตัวกลับมาสดชื่นได้อีก แต่ถ้ายังนอนไม่พอสะสม จะส่งผลเสียหลายประการ เช่น คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น หรือคนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น

อาการที่สังเกตง่ายๆของการนอนหลับไม่พอ ได้แก่ ตื่นมาตอนเช้า รู้สึกยังไม่สดชื่น อยากจะนอนต่อไปอีก และในระหว่างวัน จะมีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่เรื่อย ๆ โดยถ้ามีโอกาสได้นอนในตอนกลางวัน อาจหลับได้ภายในเวลา 5 นาทีเท่านั้น เป็นต้น

 

6 นิสัยและข้อหลีกเลี่ยง ทำได้นอนหลับลึกแน่นอน

ถึงเวลาที่จะหันมาใส่ใจกับคุณภาพการนอน ด้วยการปรับปรุงนิสัยเล็กน้อย แต่ส่งผลดีต่อไปนี้

  • นิสัยที่ 1 เข้านอนให้ตรงเวลา และหลับให้เพียงพอ 7 – 8 ชั่วโมง ความสม่ำเสมอของเวลานอนจะทำให้วงจรนาฬิกาชีวภาพ (Biological clock) ทำงานและสมองสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
    หลีกเลี่ยง การงีบนอนตอนเย็น เพราะจะทำให้หลับไม่สนิทในตอนกลางคืน หากรู้สึกเพลียมากควรงีบระหว่างวันสัก 15 นาที เพื่อให้เวลาสมองจัดระเบียบข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา และผ่อนคลายกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย
  • นิสัยที่ 2 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกเวลาเช้าหรือเย็น การศึกษาวิจัยทุกสำนักชี้ผลว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมช่วยให้หลับสบาย.
    หลีกเลี่ยง การออกกำลังกายหนักในช่วงค่ำโดยเฉพาะก่อนนอน เพราะเป็นเวลาที่กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายควรอยู่ในสภาวะผ่อนคลาย
  • นิสัยที่ 3 กินอาหารมื้อเย็นให้น้อยหรือแค่พออิ่ม ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง โดยสิ่งที่ทานได้ก่อนนอนควรเลือกเพียง นม ผัก ผลไม้ หรือธัญพืชบางชนิด โดยอาจปั่นทานในรูปแบบสมูทตี้ได้.
    หลีกเลี่ยง การกินมื้อเย็นที่หนัก นอกจากจะเสี่ยงกับปัญหาน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นแล้ว การกินก่อนนอนทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายไม่ได้หยุดพัก ระบบอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายยังต้องทำงานหนักอยู่ ซึ่งหมายถึงร่างกายไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างแท้จริง
  • นิสัยที่ 4 ไม่ควรดื่มชา กาแฟ ช็อคโกแลต เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนที่มากเกินไป และควรงดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ให้น้อยที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนให้ลดลงอีกด้วย.
    หลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงการดื่มกินหรือสูบ โดยเฉพาะช่วงใกล้เวลาเข้านอน เพื่อลดผลกระทบที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง
  • นิสัยที่ 5 ใช้เครื่องมือสื่อสารเฉพาะที่จำเป็น การใช้โทรศัพท์มือถือ แทปเลต อ่าน E-book เล่น Line เล่น Facebook หรือ Social media อื่น ๆ บางคนถึงขั้นติด เป็นการกระตุ้นให้สมองต้องทำงานอย่างต่อเนื่องส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและอาจถึงสุขภาพใจหากเรื่องที่พูดคุยไม่ถูกใจ นอกจากนี้เครื่องมือสื่อสารหลายชนิดยังมีแสงสีที่กระตุ้นทำให้คุณภาพการนอนหลับลดลง.
    หลีกเลี่ยง ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แสงสีฟ้าจากจออุปกรณ์ประเภทสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต โน๊ตบุ๊คทำให้ร่างกายรับรู้ว่ายังไม่มืด และหลั่งสารเมลาโทนินออกมา ทำให้หลับยาก และแสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษทำให้ประสาทสายตาเสื่อมลงเร็วขึ้น
  • นิสัยที่ 6 ทำกิจกรรมเบา ๆ ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย 30 นาที – 1 ชั่วโมงก่อนนอน เช่น ฟังเพลงเบา ๆ ดูสารคดีธรรมชาติ ชีวิตสัตว์ ดูตลก เรื่องราวธรรมะ วาดรูป นั่งสมาธิ เป็นต้น.
    หลีกเลี่ยง การทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้เครียดหรือสมองทำงานหนัก เช่น ทำงานที่เร่งด่วน พูดคุยธุรกิจ ปัญหาชีวิตหนัก ๆ เรื่องความเป็นความตาย เล่นเกมส์ที่เป็นการต่อสู้แข่งขัน

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ร่างกายไม่ได้หยุดนิ่งในขณะหลับ แต่มีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หลั่งฮอร์โมน สารเคมีที่สำคัญ ๆ จัดระเบียบความคิดความจำ รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน ดังนั้นการนอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพเป็นประจำ จะทำให้สุขภาพของหลายๆคนดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

แหล่งที่มา
  1. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี, สืบค้นจาก www.medicine.swu.ac.th
  2. UCSF Health สืบค้นจาก, https://www.ucsfhealth.org/education/tips-for-a-better-nights-sleep
  3. BBC NEWS ไทย สืบค้นจาก, https://www.bbc.com/thai/features-47968198
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


.jpg

โรคเครียด (Acute Stress Disorder, ASD) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน โดยแสดงออกผ่านการทำงานที่ผิดปกติของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และพฤติกรรม ผู้ที่เผชิญสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันซ้ำ ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข นานไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้เป็นโรคเครียดได้ ทั้งนี้สถานการณ์ที่เป็นแรงกดดัน จนนำไปสู่ภาวะและโรคเครียดอาจแตกต่างกันไป เนื่องจากแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์กดดันได้มากน้อยแตกต่างกัน  

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดมักเกิดอาการของโรคทันทีที่เผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยจะเกิดอาการของโรคเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาการของโรคเครียดในแต่ละด้านมีดังนี้

 

อาการที่ควรไปพบแพทย์
เมื่อมีอาการข้างต้นเกิดขึ้นบ่อยหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์หรือพฤติกรรม โดยไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันนั้น ๆ ให้ดีขึ้นได้ ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่ควรทำ

ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินเพื่อเป็นตัวช่วยให้ประชาชนสามารถคัดกรองภาวะเครียดเบื้องต้นด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางการดูแลตัวเองและวางแผนจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม โดยให้สำรวจอาการที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ว่ามีอาการหรือความรู้สึกในตารางด้านล่างนี้มากน้อยเพียงใด

โรคเครียด

เมื่อคุณตอบแบบประเมินครบทั้ง 20 ข้อ แล้วให้รวมคะแนนแต่ละข้อ ดังนี้

  • ไม่เคยเลย = 0 คะแนน
  • เป็นครั้งคราว = 1 คะแนน
  • เป็นบ่อย ๆ = 2 คะแนน
  • เป็นประจำ = 3 คะแนน

จากนั้น ให้รวมคะแนนทั้ง 20 ข้อ คะแนนที่ได้จะอยู่ระหว่าง 0 – 60 คะแนน ซึ่งแต่ละช่วงคะแนนมีความหมาย ดังนี้

  • 0 – 5 คะแนน แสดงว่า เครียดน้อยกว่าปกติ อาจเป็นเพราะคุณมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนในการดำเนินชีวิตสักเท่าใดนัก คุณอาจถามตัวเองว่าพอใจหรือไม่กับสิ่งที่เป็นอยู่ หากพอใจและชีวิตไม่เดือดร้อนก็สามารถดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุข แต่ถ้าไม่พอใจควรปรับเปลี่ยนวิถี เช่น อ่านหนังสือ สังสรรค์กับเพื่อน หรือวางเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
  • 6 – 17 คะแนน แสดงว่า เครียดในระดับปกติ คุณสามารถจัดการกับความเครียดที่เกินขึ้นในชีวิตประจำวันได้ดี และปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างอย่างเหมาะสม คุณควรพยายามรักษาระดับความเครียดเช่นนี้ต่อไปให้ได้นาน ๆ
  • 18 – 25 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อย คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ อาจทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและการแสดงออกได้เล็กน้อย แต่เมื่อได้พักผ่อนหย่อนใจก็จะรู้สึกดีขึ้นเอง หากทำแล้วยังไม่หายเครียดควรพูดคุยหรือปรึกษาเรื่องที่รบกวนจิตใจกับคนไว้วางใจ
  • 26 – 29 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงว่าระดับปกติปานกลาง คุณอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด และแม้จะพักผ่อนหย่อนใจแล้วก็อาจจะไม่หายเครียด ควรค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ไม่สบายใจ คิดแก้ไขปัญหาและลงมือแก้ไข
  • 30 – 60 คะแนน แสดงว่า เครียดสูงกว่าระดับปกติมาก คุณอาจกำลังเผชิญภาวะวิกฤตในชีวิตหรือสะสมความเครียดไว้มากเกินไปเป็นเวลานาน ควรคลายเครียดด้วยการหยุดพักความคิด ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายผ่อนคลาย พักผ่อนหย่อนใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง คิดแก้ปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหา หากไม่ดีขึ้นควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา : แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

 

สาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคเครียดมักเป็นผู้ที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรง ที่ทำให้รู้สึกกลัว ตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง การเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเองหรือคนในครอบครัว การประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเครียด ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด เช่น มีพ่อแม่เครียด มีปัญหาครอบครัว มีปัญหาในการทำงานหรือปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน โดยทั้งหมดต้องติดต่อพบเจอกันเป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง เช่น วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ หรือผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงรอยต่อ เช่น ช่วยวัยรุ่นก่อนเป็นผู้ใหญ่ หญิงในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน ชายหญิงวัยเกษียณ เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยนอกจากตรวจร่างกายทั่วไปแล้ว จะมีการสอบถามถึงสถานการณ์ที่อาจเป็นแรงกดดันจนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น การมีอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติดังกล่าวด้วย เช่น การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง โรคประจำตัวหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพื่อวางแผนในการรักษาได้ถูกต้อง

 

การรักษา

ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง ควรต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
  • บำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นวิธีจิตบำบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบำบัดระยะสั้น โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่างๆให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง
  • ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยบางรายเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเครียด เช่น อาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาการนอนไม่หลับ อาการซึมเศร้า เป็นต้น โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่ ยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-Blocker) และยาไดอะซีแพม (Diazepam) โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆในผู้ป่วยบางรายที่จำเป็น

นอกจากนี้แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการอื่น ๆ เช่น ยาระงับอาการวิตกกังวล ยาต้านซึมเศร้า เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

การปรับไลฟ์สไตล์ให้เกิดความสมดุลในด้านต่าง ๆ ของชีวิต สามารถช่วยป้องกันภาวะเครียดในเบื้องต้น ดังนี้

  1. จัดแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวให้เหมาะสม (Work Life Balance) การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างรีบเร่ง การมีชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่ยาวนานเกินไป หรือการนำงานจากที่ทำงานกลับไปทำที่บ้านบ่อย ๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง ๆ ละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างวัน เช่น เดิน ขึ้นลงบันได ในวันที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  3. พักผ่อนโดยเฉพาะนอนหลับให้เพียงพอ เบื้องต้นควรนอนก่อน 4 ทุ่ม และควรนอนให้ได้คืนละ 7 – 8 ชั่วโมง
  4. มีงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสุนัข สะสมแสตมป์ อ่านหนังสือ งานจิตอาสาและอื่น ๆ ที่ช่วยให้สมองและร่างกายได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ต่างๆที่เป็นแรงกดดันให้เกิดความเครียด
  5. ฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดจนเกินไป ทั้งด้วยการทำสมาธิ การสวดมนต์ ปฏิบัติหรือสนทนาธรรมกับผู้รู้หรือกัลยาณมิตร เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ แก้ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ทำให้เครียดมากขึ้น
  6. ฝึกเป็นคนมองโลกในแง่บวก มีงานวิจัยพบว่าการคิดบวกเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ทั้งชีวิตยืนยาวอย่างมีความสุขมากขึ้น ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเครียดและสถานการณ์ยากลำบากได้ดีขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.dmh.go.th  www.siamhealth.net  กรมสุขภาพจิต

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.jpg

เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณปากช่องคลอดและในช่องคลอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การระคายเคือง และคันที่บริเวณดังกล่าว เชื้อราเป็นเชื้อสาเหตุอันดับสองรองจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ จากข้อมูลพบว่า 75% ของผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน เคยเป็นโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง และ 45% เคยเป็นโรคนี้มากกว่า 1 ครั้ง

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย

อาการสำคัญที่พบได้บ่อยคือ “อาการคัน” บริเวณรอบปากช่องคลอดและในช่องคลอด โดยอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ ปวดเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หลังอาการคันบางรายอาจมีตกขาวผิดปกติ โดยเป็นก้อนข้นเหนียว สีขาวหรือสีเหลืองนวลคล้ายตะกอนนมบูด บางรายอาจเกิดผื่นแดงที่บริเวณช่องคลอดร่วมด้วย


เมื่อไรควรไปพบแพทย์

  • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้น
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง
  • ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งต่อปีหรือมากกว่า ต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้ยังอาจมีความจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุจากโรคอื่น เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

สาเหตุ

เชื้อราที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด เป็นเชื้อราในกลุ่มแคนดิด้า (Candida) ซึ่งสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ “แคนดิด้า อัลบิแคนส์” (Candida albicans) เชื้อราสายพันธุ์นี้พบเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ถึง 80 – 92% เนื่องจากสามารถเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี

ปกติเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์อาศัยอยู่ได้หลายอวัยวะในร่างกาย ทั้งในช่องปาก ช่องคอ ทางเดินอาหาร ผิวหนัง โดยสามารถผ่านจากทางเดินอาหารออกมาทางทวารหนัก และปนเปื้อนไปตกอยู่ในช่องคลอดได้ แต่ในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียประจำถิ่นที่สามารถผลิตสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์รา ทำให้ในสภาวะปกติต่อให้มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ก็ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในร่างกายหรือในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลง เชื้อนี้ก็สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ในที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยที่ทำให้สภาพร่างกายหรือสภาวะในช่องคลอดของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนเกิดการติดเชื้อแคนดิด้า อัลบิแคนส์ มักเกี่ยวข้องกับโรค ฮอร์โมน ยา และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังต่อไปนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นของร่างกายได้ เมื่อไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างในช่องคลอดจึงเป็นโอกาสให้เชื้อราเจริญเติบโตจนก่อโรคได้
  • ภาวะเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการทำงานของภูมิคุ้มกัน T-cell เสื่อมลง ส่งผลให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อของร่างกายน้อยลง
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น เอสโตรเจนมีผลให้ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งพบได้ในสารน้ำในช่องคลอดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ไกลโคเจนจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส ช่วยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
  • ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน (ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือยาเคมีบำบัด) จะมีผลให้ความสามารถในการต่อสู้หรือยับยั้งเชื้อของร่างกายลดต่ำลงจนไม่อาจต่อสู้กับเชื้อราได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะรบกวนสมดุลกรดด่างในช่องคลอด และทำให้เชื้อราเติบโตจนก่อโรคได้

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักถามอาการและอาการแสดง เช่น อาการคัน การตกขาวที่ผิดปกติ การปวดแสบ ประวัติการติดเชื้อราหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ

สำหรับผู้ป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับการรักษา จำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติภายในช่องคลอด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อเก็บสารคัดหลั่งหรือเก็บตัวอย่างตกขาวมาตรวจเพิ่มเติม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหายีสต์ หรือเชื้อราที่มีลักษณะเป็นเส้นไยหรือไฮฟา (hyphae) นอกจากนี้ แพทย์อาจส่งเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อสาเหตุ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยให้แพทย์ทราบชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ และหาวิธีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การรักษา

เชื้อราในช่องคลอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาใช้เฉพาะที่ ทั้งชนิดครีมทาหรือเหน็บช่องคลอด และรูปแบบยารับประทาน การรักษาเชื้อราในช่องคลอด เบื้องต้นจำเป็นต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มที่มีการติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection) หรือกลุ่มติดเชื้อซับซ้อน (Complicated infection) เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง

  • กลุ่มติดเชื้อทั่วไปแบบไม่ซับซ้อน (Uncomplicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการไม่รุนแรง เกิดอาการนาน ๆ ครั้ง (น้อยกว่า 4 ครั้งต่อปี) เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี และไม่ได้ตั้งครรภ์ เชื้อสาเหตุส่วนใหญ่คือ แคนดิด้า อัลบิแคนส์ ผู้ป่วยสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไปมาใช้ควบคู่กับการดูแลตนเองที่บ้านได้ ระยะเวลาการรักษาค่อนข้างสั้น ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาดี และอาการจะดีขึ้นใน 2 – 3 วัน สูตรยาที่ใช้รักษา ได้แก่

    • ยา Clotrimazole 500 mg เหน็บช่องคลอดครั้งเดียวก่อนนอน หรือ Clotrimazole 100 mg เหน็บช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอนนาน 6 วัน
    • ยา Fluconazole 150 mg รับประทานครั้งเดียว
    • ยา Itraconazle 200 mg กินวันละ 2 ครั้งนาน 1 วัน
  • กลุ่มติดเชื้อที่มีความซับซ้อน (Complicated infection).
    ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้บ่อย อาจมากกว่า 4 ครั้งต่อปี มีการกลับเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจากเพิ่งให้การรักษาไป มีอาการรุนแรงพบอวัยวะเพศบวมแดงมาก หรือมีรอยแตกของผนังช่องคลอด หรือตั้งครรภ์

    .
    การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แนะนำให้ไปพบแพทย์ทั่วไปหรือสูตินารีแพทย์ การรักษาจะใช้เวลาค่อนข้างนาน (มากกว่า 2 สัปดาห์) และการเลือกยาจะพิจารณาจากสภาวะของผู้ป่วยเป็นหลัก เช่น กรณีตั้งครรภ์จำเป็นต้องเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุด
    .
    การใช้ยาฆ่าเชื้อราจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงจากการใช้ยา โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน ยากลุ่มเอโซลอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เอนไซม์ตับเพิ่มขึ้น ตับอักเสบ และผื่นแพ้ยาได้ ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติหลังการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทันที นอกจากนี้ ยากลุ่มเอโซลจะเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น เช่น ยาลดไขมันในเลือด หรือยาต้านเชื้อไวรัส ดังนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งยาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่ให้แพทย์และเภสัชกรทราบทุกครั้ง

 

คำแนะนำ

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับยารักษาเชื้อราในช่องคลอด ควรให้ความร่วมมือใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด แม้ยาจะสามารถฆ่าเชื้อได้ดีและผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน แต่ก็ไม่ควรหยุดใช้ยาก่อนครบคอร์สการรักษา เพราะอาจเกิดการกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้
  2. เชื้อราในช่องคลอด ไม่ได้เป็นข้อห้ามไม่ให้ร่วมเพศกับคู่นอน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิดอาการเจ็บขณะร่วมเพศ และถึงแม้โอกาสติดต่อไปยังคู่นอนจะน้อยมาก แต่ถ้าพบคู่นอนมีอาการคันที่อวัยวะเพศ หรือมีการอักเสบที่บริเวณปลายองคชาต ก็ควรรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อรา เพื่อบรรเทาการติดเชื้อ
  3. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน ซึ่งมักมีอาการรุนแรง มีการกลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษา แนะนำให้ปรึกษาสูตินารีแพทย์ และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  4. ผู้ป่วยกลุ่มซับซ้อน แนะนำให้รักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ก็ควรรักษาเบาหวานควบคู่ไปจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเกณฑ์

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะทำให้สมดุลกรดด่างเปลี่ยนไป จนทำให้เกิดเชื้อราได้
  • รักษาความสะอาดที่บริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  • สวมใส่ผ้าสะอาด ไม่ปล่อยให้อับชื้นเป็นเวลานาน
  • เปลี่ยนแผ่นอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบสอด
  • เลือกสวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป ใส่แล้วรู้สึกโล่งสบาย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกเนื้อผ้าที่มีการถ่ายเทอากาศดี ไม่ทำให้เกิดการอับชื้น

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  www.siphhospital.com  www.cdc.gov

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 


.......ไหม.jpeg

การทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หนึ่งในปัญหาที่อาจเจอ คือ ทำมากเกินไปและน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลเสียทั้งคู่ ยิ่งเรื่องการทำงานด้วยแล้ว หากเกินปัญหาขึ้น อาจส่งผลกระทบได้มาก เรามาดูกันว่าวันนี้คุณทำงานมากไป…ไหม

 

จำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมในการทำงาน

บางส่วนของงานวิจัยจาก Australian National University (ANU) จัดทำในคนวัยทำงานจำนวน 8,000 คน อายุระหว่าง 24 – 65 ปี พบว่า

  • การทำงาน 39 ชั่วโมง/สัปดาห์ เป็นเวลาในอุดมคติ ที่สามารถมีสมดุลของชีวิตและมีสุขภาพที่ดี
  • ผู้ที่ทำงานในลักษณะงานบริการ เช่น งานแม่บ้าน และงานที่เกี่ยวกับการดูแลจิตใจคน การลดชั่วโมงทำงานเหลือ 34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหมาะสมกว่า
  • ชั่วโมงการทำงานที่ยาวขึ้น อาจไม่มีผลเชิงลบต่อสุขภาพจิตสำหรับบางคน แต่ความแตกต่างนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ เมื่อไปถึงจุดหนึ่ง

 

ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมง อาจส่งผลเสียต่อหัวใจคุณได้

งานวิจัยโดย European Society of Cardiology (ESC) ศึกษาในชายและหญิง จำนวน 85,500 คน ระยะเวลา 10 ปี พบแนวโน้มที่เป็นลบของความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงการทำงานกับสุขภาพ หัวใจโดย

โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มที่จะมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติหรือภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว(Atrial Fibrillation-AF) มากกว่าคนที่ทำงาน 35 – 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายหลังจากการปรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น อายุ การดื่มแอลกอฮอล์ เพศ ความอ้วน และการสูบบุหรี่ ออกแล้ว

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้อาจเชื่อมโยงได้ว่าการทำงานหลายชั่วโมง ทำให้เสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งทำให้เสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และยังมีผลกระทบด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะสมองเสื่อมที่เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

 

ชั่วโมงทำงานที่ยาว การทำงานเป็นกะ ส่งผลเสียต่อระบบนาฬิกาชีวภาพ

ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุผลเดียว ที่คุณอาจต้องลดชั่วโมงการทำงานลง มีการศึกษาหลาย ๆ การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า  การทำงานแบบเป็นกะ และช่วงเวลาทำงานที่ยาว เช่น การทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิตอย่างสำคัญ ความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจาก พฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ขัดกับวงจรนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythms) ทั้งนี้ร่างกายของหลาย ๆ คนอาจไม่สามารถปรับตัวให้เข้านอนได้ในตอนกลางวันหรือในเวลาที่ไม่สม่ำเสมอได้ ดังนั้น ผู้ที่ทำงานเป็นกะ ผู้ที่ทำงานล่วงเวลา จึงอาจไม่ได้รับการนอนหลับเพียงพอ ระหว่าง 7 – 8 ชั่วโมง และมีแนวโน้มในการมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่  น้ำหนักมากขึ้น โรคอ้วนรวมถึงมีอัตราเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่สูงขึ้น

จากข้อมูลข้างต้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนควรหันมาดูเคล็ดลับในการสร้างสมดุลในชีวิต

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.articles.mercola.com
ภาพประกอบ : www.cdn.pixabay.com


2
Skip to toolbar