ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

โรคหัวใจขาดเลือด.jpg

โรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Ischemic heart disease) เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว เช่น ขณะโกรธจัด รีบจัด เครียด หรือออกกำลังกาย เรียก โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris) โดยหากปล่อยไว้ไม่ได้ทำการรักษา อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการที่เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เกิดภาวะช็อกและหัวใจวายร่วมด้วย เรียก โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)

 

โรคนี้มักพบอาการเริ่มแรกในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และอายุมากขึ้นจะมีโอกาสพบมากขึ้น การดำเนินชีวิตที่ขาดกิจกรรมเคลื่อนไหว ขาดการใส่ใจในการกินอาหาร และออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงมากกว่าในผู้ที่มีการเคลื่อนไหว กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ มีการออกกำลังกายที่เหมาะสม

 

อาการ

กรณีที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก โดยอาจเจ็บร้าวไปที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย บางครั้งอาจลุกลามไปคอ ขากรรไกร มักมีอาการอยู่ประมาณ 2 – 3 นาที อาการจะทุเลาหายไปเมื่อได้พัก แต่อาจน้อยหรือนานกว่านั้นได้ในบางราย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจรู้สึกเหมือนแสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

กรณีที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นตรงกลางอก เช่นเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ แต่จะมีอาการรุนแรงและยาวนานกว่า แม้ว่าได้พักอาการก็จะไม่หายไป ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการหอบเหนื่อย จากภาวะหัวใจวายหรือเกิดภาวะช็อก โดยจะมีเหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเบาหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตตก ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติและตายในทันทีได้

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มีหลายสาเหตุ สาเหตุหลักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) โดยการมีคราบไขมันเกาะสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงขาดความยืดหยุ่น เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และไขมันที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุหรือปัจจัยอื่น เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ รวมถึงการมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น มีความเครียดสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติสุขภาพผู้ป่วย ประวัติสุขภาพครอบครัวในส่วนของโรคที่เกี่ยวข้อง การตรวจพื้นฐานทางหัวใจ เช่น ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเอกซ์เรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography, ECG)  นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาตรวจพิเศษเพื่อให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น เช่น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ (Echo cardiography) การเดินหรือวิ่งสายพาน (Exercise stress test) การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยสารทึบรังสี (Coronary angiography) การตรวจภาพหลอดเลือดหัวใจโดยการใส่สายสวนขดลวด (Stent test)

 

การรักษา

ภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทั้งนี้ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้การฟื้นฟูเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น แนวทางการรักษามีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา โดยแพทย์อาจใช้ยาชนิดเดียว หรืออาจใช้ยาหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยในการรักษา เช่น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ กลุ่ม ACE inhibitor, กลุ่ม Calcium channel blocker, กลุ่ม Beta blocker, ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) และยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant) เป็นต้น

บางกรณี แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  • การรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ (Balloon angioplasty) โดยการสอดท่อที่มีปลายติดอุปกรณ์คล้ายบอลลูน เข้าไปที่หลอดเลือดหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดบริเวณที่อุดตันหรือตีบ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งขดลวด (Stent) ที่สามรถกางออกเพื่อให้ผนังหลอดเลือดในบริเวณดังกล่าวขยายอยู่ตลอดเวลา
  • การรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดทางระบายของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass grafting) โดยแพทย์จะนำหลอดเลือดดำที่บริเวณขามาเชื่อมหลอดเลือดแดงหัวใจ 2 เส้นเข้าด้วยกัน เพื่อเบี่ยงทางไหลเวียนของเลือดให้สามารถผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

 

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังหรือมีอาการเรื้อรัง อาจพบภาวะแทรกซ้อนซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เช่น ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic shock) ลิ้นหัวใจรั่ว (Acute mitral regurgitation) หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) หัวใจวาย (Heart failure) หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ผนังกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด เป็นต้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เป็นประจำ และควรพกยาขยายหลอดเลือดติดตัวไว้ใช้เวลามีอาการ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาภายหลังออกจากโรงพยาบาล ควรพักฟื้นที่บ้านสักระยะ งดการทำงานหนัก รวมถึงการร่วมเพศเป็นเวลา 4 – 5 สัปดาห์ โดยเมื่อกลับไปทำงานแล้ว ยังมีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้แรงมาก ทั้งนี้นอกเหนือจากการกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เช่น การกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว การออกกำลังกายให้เหมาะสม การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบ เป็นสิ่งจำเป็น
  • ข้อควรปฏิบัติในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
    • ควรให้ความสำคัญกับการทานอาหารในทุกมื้อ โดยไม่ควรทานในปริมาณมากหรือตามใจปาก โดยมีมื้อหลักไม่เกิน 3 มื้อ มื้อเช้าสำคัญอย่าขาด มื้อเย็นควรให้น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงก่อนเข้านอน ในแต่ละมื้อเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะธัญพืช ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้แคลอรี่สูง เช่น ของมัน ของทอด เนื้อติดมัน และอาหารที่มีรสหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือนมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานในส่วนที่เกินจากปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน สำหรับการออกกำลังกายนั้นควรออกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายอย่างน้อย 150 – 300 นาที/สัปดาห์ อาจเลือกกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการวิ่ง เดิน หรือเต้น และเล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ เมื่อมีโอกาส
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนหลับน้อย เป็นต้น
    • รักษาควบคุม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง อย่างเคร่งครัด
    • หากสมาชิกในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือด ควรวางแผนรับมือ เช่น จดรายละเอียดยาที่ใช้ ยาที่แพ้ และเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินไว้ในที่ที่สามารถเห็นได้สะดวก รวมถึงผู้ป่วยควรพกข้อมูลติดต่อของคนใกล้ชิดที่สามารถติดต่อได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน คนในครอบครัวควรช่วยกันดูความผิดปกติ เพราะยิ่งพบเร็วก็จะทำให้รักษาได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น และสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้
    • หากพบผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ สามารถแจ้งได้ที่โรงพยาบาลใกล้เคียง หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สายด่วน 1669 โดย ให้ข้อมูลว่าเกิดเหตุอะไร มีผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บในลักษณะใด  2) บอกสถานที่เกิดเหตุ เส้นทาง จุดเกิดเหตุให้ชัดเจน  3) บอกเพศ ช่วงอายุ อาการ จำนวน ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ  4) บอกระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย  5) บอกความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ เช่น อยู่กลางถนนหรือรถติดแก๊ส  6) บอกชื่อผู้แจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้  7) ช่วยเหลือเบื้องต้นตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  8) รอทีมกู้ชีพไปรับผู้ป่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 421-425
  2. http://www.thaiheart.org/รู้จักหัวใจ/การตรวจทางหัวใจ.html
ภาพประกอบจาก : www.pngtree.com

 


ข้อปฏิบัติต้องรู้-เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน.jpg

ข้อปฏิบัติต้องรู้ เมื่อคุณหมอให้กลับบ้าน สำหรับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะเข้าโรงพยาบาลที พอถึงเวลาที่จะต้องออกจากโรงพยาบาล มีความกังวลใจว่า จะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เราเรียบเรียงบทความจากจาก Health at home มานำเสนอให้ทุกท่าน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากโรงพยาบาล

 

1. ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นโรคอะไร เข้าใจตรงกับแพทย์ไหม

ก่อนออกจากโรงพยาบาลทุกครั้ง ควรตรวจสอบกับแพทย์เจ้าของไข้ ถึงโรคที่เป็นทุกครั้ง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจมีหลายโรค หรือมีแพทย์หลายคนที่ร่วมดูแล การสื่อสารให้ชัดเจน จะทำให้การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้านเป็นไปอย่างถูกต้อง

 

2. เตรียมความพร้อมของบ้านและอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเมินว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านเหมาะสมกับระดับความหนักเบาของโรคที่ผู้ป่วยเป็นไหม เช่น จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยพักที่ชั้นล่างของบ้านหรือเปล่า ต้องเพิ่มทางขึ้นลงแบบพื้นสโลปไหม อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการดูแลเช่น เตียงผู้ป่วย วอล์คเกอร์ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ ที่นอนลม เป็นต้น

 

3. วิธีปฏิบัติตัวระหว่างอยู่ที่บ้าน

กิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องทำขณะอยู่ที่บ้าน เช่น การกิน การนอน การเข้าห้องน้ำ การทำกายภาพบำบัด การให้อาหารทางสาย สิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีว่า จะทำอย่างไร ทำที่ไหน ใครเป็นคนทำ เพราะการกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้ป่วยยังมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

 

4. ผู้ดูแลขณะอยู่ที่บ้าน

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยต้องพิจารณาความเหมาะสม ของผู้ที่มารับผิดชอบ กรณีที่ญาติดูแลเองต้องมีการหาข้อมูล เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง กรณีที่ต้องจ้างผู้ดูแล ควรพิจารณาเรื่อง ความปลอดภัย ประวัติอาชญากรรม ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย

 

5. ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องป้องกัน

ควรทราบถึง สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของการป่วย สิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการป่วยอีกครั้ง อย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีความเสี่ยงที่น้ำตาลจะสูงหรือต่ำกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคหัวใจวายอาจต้องระวังปริมาณน้ำและเกลือ

 

6. อาการสัญญาณเตือนของโรค คืออะไร

ควรรู้ว่าผู้ป่วยมีโรคและโรคร่วมอะไรบ้าง เมื่อมีอาการแล้วเบื้องต้นควรปฏิบัติอย่างไร มีความเร่งด่วนมากน้อยแค่ไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที การบันทึกข้อมูลประจำวันของผู้ป่วย เช่น สัญญานชีพ ระดับค่าน้ำตาล อาการทั่วไป ในแต่ละวันจะช่วยให้เราติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด และจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากถ้ามีผู้ดูแลร่วมดูแลหลายคน

 

7. ยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3 – 4 โรค และ ยาก็เป็นสิ่งที่ตามมา นอกจากนั้นทุกครั้งที่นอนโรงพยาบาล แพทย์ก็มักสั่งยาเพิ่มเติมกลับบ้านมาด้วย ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องรู้จักยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยรับประทานให้ดี เช่น อะไรคืออาการข้างเคียงของยา อะไรคืออาการแพ้ยา เมื่อมีอาการเหล่านั้นควรปฏิบัติอย่างไร

 

8. วันนัดหมายกับแพทย์

ผู้ดูแลและญาติผู้ป่วย ควรตรวจสอบวันนัดหมายกับแพทย์ให้ถูกต้อง และต้องมีการตรวจสอบว่า ในวันนัดผู้ป่วย ต้องมีการเตรียมตัวอะไรบ้าง เช่น ต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อเจาะเลือดหรือไม่ และควรนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปให้แพทย์ดูทุกครั้ง

 

9. เบอร์โทรติดต่อในกรณีฉุกเฉิน

ควรมีการรวบรวมเบอร์ติดต่อในกรณีที่ฉุกเฉินเอาไว้ เบอร์ของลูก หรือคนในครอบครัว (กรณีมีผู้ดูแลข้างนอกมาดูแล) เบอร์ของแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่ และที่สำคัญ 1669 คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่โทรได้ 24 ชั่วโมง

 

10. ประวัติการรักษา

ควรขอประวัติการรักษาของผู้ป่วยและผลทางห้องปฏิบัติการไว้เสมอ  ในกรณีมีความจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้การมีประวัติการรักษาและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจช่วยลดการตรวจซ้ำซ้อนลงได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.medium.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com


ช่วยร่างกายลดการอักเสบ-ได้อย่างไร-.jpg

การอักเสบ (Inflammation)  จัดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค หรือสิ่งที่จะทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ผลของการอักเสบจะทำให้ร่างกายกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปรวมทั้งมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่เสียหาย  อย่างไรก็ตามหากเกิดการอักเสบมากเกินไป หรือเกิดการอักเสบแบบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการทำงานผิดปกติไป

 

การอักเสบมากเกินหรือเรื้อรัง ถูกเชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังที่สำคัญ ๆ เกือบทุกโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง ในความเป็นจริง การตอบสนองต่อการอักเสบที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน อาจอธิบายได้ว่า ทำไมคนสูบบุหรี่หรือคนดื่มจัด บางคนเป็นโรคหลอดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย ขณะที่บางคนไม่เป็น
ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญยังคงศึกษาว่า การอักเสบส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ในขณะที่ความสำคัญในการควบคุมการอักเสบไม่ให้มาก หรือยาวนานเกินไป เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจำเป็น เรามาดูกันว่าการควบคุมการอักเสบ เพื่อการปกป้องดูแลหัวใจและการทำงานของระบบในร่างกาย ให้ทำงานอย่างปกตินั้น เริ่มจากเรื่องง่ายๆได้อย่างไร

 

เลิกสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการอักเสบ โดยจะไปเพิ่มอัตราการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดแดง เป็นอีกเหตุผลในการเพิ่มการอักเสบเรื้อรัง  โดยยิ่งบริเวณที่มีคราบไขมันสะสมมากขึ้น บริเวณที่เกิดการอักเสบยิ่งมากขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อคราบไขมันที่สะสมมากขึ้นจนหลุดออก
อาจนำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดแดง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง  เป็นต้น ดังนั้นควรศึกษาวิธีเลิกบุหรี่ อย่างน้อยเพื่อสุขภาพของคุณเอง

 

เคลื่อนไหวร่างกายให้มากๆ

อย่าเลือกใช้ชีวิตแบบนิ่งๆ อยู่กับที่ ในทางตรงข้าม คุณควรเลือกใช้ชีวิตในแบบกระฉับกระเฉง มีการลุก เดินนั่ง วิ่ง อยู่ตลอดในการใช้ชีวิต มีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายในระดับปานกลาง (Moderate exercise) ครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดระดับการอักเสบได้มากถึง 12%

 

รับประทานอาหารต้านการอักเสบ

มีการศึกษาที่เชื่อมโยงว่า การทานอาหารสูตรเมดิเตอเรเนียน ไดเอท (Mediterranean diet) ซึ่งเน้นการทานปลา ไขมันดี ผัก ธัญพืช ถั่วและพืชตระกูลถั่ว ช่วยลดการอักเสบ ในขณะที่อาหารประเภทที่มีน้ำตาลสูง ธัญพืชแปรรูป และไขมันทรานส์ มีแนวโน้มเพิ่มการอักเสบให้มากขึ้น มีข้อสังเกตว่าถ้าในสลากอาหารมีส่วนผสมอะไรที่เขียนว่า ไฮโดรจีเนเตด(Hydrogenated)  แสดงว่า มีไขมันทรานส์อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น คุณควรเลี่ยงทันที
สำหรับเรื่องของแอลกอฮอล์ มีงานวิจัยพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลาง คือ ผู้หญิงดื่ม วันละ 1 แก้ว หรือ 2 แก้วสำหรับผู้ชาย อาจทำให้ระดับการอักเสบลดลง ขณะที่อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น องุ่น ผลเบอร์รี่ และช็อกโกแลตแบบเข้ม 70% ก็เป็นประโยชน์

 

ใช้เวลาว่างในการผ่อนคลาย

การมีส่วนร่วมในกิจกรรม ที่ช่วยลดความวิตกกังวล และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เครียด เป็นวิธีที่ดีในการลดการอักเสบ สุขภาพทางอารมณ์ที่ดี และการผ่อนคลายที่มากขึ้น มีบทบาทอย่างมากในการลดการอักเสบ มันช่วยให้ดีขึ้น แนะนำให้ใช้เวลากับเพื่อน ๆ ที่ทำให้หัวเราะ การหัวเราะสามารถลดความแข็งและการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดได้ และอย่าลืมพักจากการใช้สมาร์ทโฟนซึ่งอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณเครียดได้

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.prevention.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


อันตราย-5-สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์.jpg

คอนแทคเลนส์ ถือเป็นหนึ่งในไอเทมส์คู่ใจของสาว ๆ ยุคปัจจุบันไปแล้ว เรามักจะใช้ในการปรับเปลี่ยนลุคแต่งหน้า และสำหรับใครที่มีปัญหาสายตา ก็มักจะเลือกสีสันและลวดลายตามเทรนด์ ต่างจากเมื่อก่อนที่มักเป็นคอนแทคเลนส์เรียบ ๆ ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม แม้ คอนเทคเลนส์จะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในทุกครั้งที่ใช้ แต่ถ้าปฏิบัติผิด ๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของดวงตาได้

 

ช็อค… คอนแทคเลนส์ ติดอยู่ในดวงตา 28 ปี!

ข่าวช็อควงการแพทย์และเหล่าผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เมื่อมีรายงานว่าหญิงวัย 42 ปี มีอาการปวดและกล้ามเนื้อตาหดเกร็งมานานกว่า 6 เดือน หลังจากตรวจอาการในเบื้องต้นกับอายุรแพทย์ เธอได้รับการส่งต่อไปยังจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งภายใต้การตรวจโดย MRI ก็พบกับผลลัพธ์สุดสะพรึง นั่นก็คือคอนแทคเลนส์ที่อยู่ข้างในเบ้าตา เธอได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วคอนเทคเลนส์อันนี้คือคอนแทคเลนส์เก่าที่หายไปกว่า 28 ปี เป็นข้างเดียวกับที่หญิงคนนั้นเคยใส่เมื่อสมัยสาว ๆ ภายหลังเธอได้เล่าว่า เธอเคยมีประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาข้างซ้ายจากการเล่นแบดมินตัน หลังจากนั้นเธอก็ไม่พบคอนแทคเลนส์ที่สวมใส่อยู่อีกเลย เธอเข้าใจว่ามันหลุดหายไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุดันเลนส์เข้าไปลึกในเบ้าตา อย่าไรก็ตามนับว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีอาการร้ายแรงเกินไปกว่านี้ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ให้มีความระวัดระวัง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาคอนแทคเลนส์ที่สามารถยึดติดกับดวงตาได้ดีกว่าเดิมก็ตาม ว่าหากคุณรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอม หรือคอนแทคเลนส์สูญหายจากดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์

 

5 สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์

ใส่อาบน้ำหรือว่ายน้ำ
จากผลการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลน์เกิน 80% ไม่ถอดออกขณะอาบน้ำ และกว่า 60% สวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้สระว่ายน้ำอีกด้วย พฤติกรรมนี้สร้างความเป็นห่วงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ เพราะน้ำนั้นสามารถเพิ่มโอกาสติดเชื้อให้แก่ดวงตาของผู้สวมคอนแทคเลนส์ได้ แม้น้ำประปาจะได้รับการการันตีว่าปลอดภัย แต่การปนเปื้อนจุลินทรีย์อาจมาจากก็อก อ่างน้ำ ภายในสระ ซึ่งน้ำเหล่านั้นจะมาเคลือบติดบนคอนแทคเลนส์และถูกกักเอาไว้ในดวงตา นอกจากนั้นยังไม่ควรใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างคอนแทคเลนส์ด้วย

ไม่ถูขณะล้าง
ในการล้าง คอนแทคเลนส์ ทุกครั้งต้องใช้นิ้วถูทำความสะอาดด้วย ไม่ควรแช่ไว้เฉย ๆ แม้ว่าจะแช่อยู่ในน้ำยาล้างก็ตาม เว้นแต่ว่าคุณใช้เครื่องล้าง นั่นก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การใส่ใจทำความสะอาดโดยใช้มือถือ ในรายที่ไม่มีเครื่องล้างจะช่วยขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ เศษฝุ่น และคราบโปรตีน อีกทั้งยังสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ในเบื้องต้น หลังจากใช้นิ้วถูเบา ๆ แล้ว เพื่อความมั่นใจควรนำไปแช่น้ำยาทิ้งไว้ต่างหากในถ้วยใหม่อีกหนึ่งคืน

ใส่นอนหลับ
ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลนส์เกินว่า 80% ในสหรัฐอเมริกาไม่ถอดคอนแทคเลนส์ออกขณะที่งีบหลับ ซึ่งพฤติกรรมนี้นับว่าเป็นการประมาทและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก ดังนั้นหากพบว่าการเผลองีบหลับหลีกเลี่ยงยาก ลองเลือกคอนเทคเลนส์ที่ซัพพอร์ทการเกาะติดดวงตา นี่คือทางแก้ไขในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการถอดออกขณะหลับเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะการหลับทั้งคอนแทคเลนส์นอกจากจะมีความเสี่ยงทำให้หลุดเข้าไปติดในเบ้าตาแล้วยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ อีกทั้งการถอดคอนแทคเลนส์จะทำให้ดวงตาได้พักรับออกซิเจนอย่างแท้จริง จากผลการวิจัยพบว่าออกซิเจนมีบทบาทช่วยให้กระจกตาแข็งแรง

ใส่เกินอายุกำหนด
ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรตระหนักถึงอายุของคอนแทคเลนส์แต่ละคู่ว่าสมารถใส่ได้นานแค่ไหน บางคู่อาจเป็นแบบใส่รายวัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบใส่รายเดือน จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาของคุณติดเชื้อจุลินทรีย์ หลักการนี้ใช้กับเลนส์ที่หมดอายุแล้วเช่นเดียวกัน แม้ว่าคุณจะไม่เคยแกะคอนแทคเลนส์คู่นั้นออกมาใส่เลยก็ตาม ความผิดพลาดที่มักพบได้บ่อยคือผู้ใช้มักจะแกะคอนแทคเลนส์คู่เหมือนออกมาใส่พร้อมกันหลายคู่ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะวันหมดอายุของเลนส์ได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้ดี

วางไว้นอกของเหลวเฉพาะ
โดยปกติแล้วน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์จะมีความสามารถในการชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจปนเปื้อนมาจากการใช้งานคอนแทคเลนส์ได้ แต่กรณีที่คุณเผลอวางนอกเคสคอนแทคเลนส์ที่เป็นภาชนะปิด หรือเผลอทำคอนแทคเลนส์หล่นไปแล้วก็ไม่ควรเก็บกลับมาใส่อีกเด็ดขาดแม้จะล้งแล้วก็ตามเพราะอาจทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.aameda.org   www.health.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


5-แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มแรงดึงดูดทางเพศ.jpg

หลากหลายพฤติกรรมทางกายภาพที่เกิดตามธรรมชาติของเรานั้นล้วนมีจุดมุ่งหมายในเรื่องเพศหรือเซ็กส์ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ชัดเจนทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องกลิ่นก็มีอิทธิพลต่อการดึงดูดซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ทางเพศและกลิ่นน้ำหอมเป็นหัวข้อที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ระดับโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของฟีโรโมนจากร่างกายตามธรรมชาติ และกลิ่นต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกคู่ของเรา

 

วงการธุรกิจน้ำหอมและเนวคิดเรื่องเซ็กส์

เนื่องจากแนวคิดเรื่องกลิ่นและการเลือกคู่นี้เอง ทำให้เหล่าผู้ประกอบการแบรนด์น้ำหอมต่างมุ่งเน้นการสร้างจุดขายในเรื่องเซ็กส์แฝงอยู่ในแคมเปญโฆษณาทุกยุคทุกสมัย ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 Jacques Guerlain ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางเกอร์แลง (Guerlain) ได้ผลิตน้ำหอมที่ให้กลิ่นที่ชวนให้รู้สึกถึงพื้นที่ใต้กระโปรงของสุภาพสตรีและกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นต้นแบบของกลิ่นขายดีประจำแบรนด์ตลอดกาลอย่าง Shalimar และ Mitsouko

จากความสำเร็จในครั้งนั้น เป็นแบบแผนให้เหล่าแบรนด์น้ำหอมอื่น ๆ เจริญรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น Tom Ford กลิ่น Black orchid, Serge Lutens กลิ่น Ambre sultan หรือ Hermès กลิ่น Eau de hermès ที่ชูจุดขายในเรื่องเพศอย่างชัดเจน นอกจากการผสมผสานกลิ่นจากสัตว์ พืชและสารสังเคราะห์เพื่อให้ได้แนวกลิ่นที่ใกล้เคียงกับแนวคิดเรื่องเซ็กส์มากที่สุด ในปัจจุบันวงการน้ำหอมยังก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการพัฒนาสารเคมีจำพวกฟีโรโมน รวมไปจนถึงการเลียนแบบกลิ่นสารคัดหลังที่เกิดจากร่างกายโดยตรงอีกด้วย

 

5 แนวกลิ่นน้ำหอมเพิ่มเสน่ห์แรงดึงดูดทางเพศ

มัสก์

มัสก์ (Musk) เป็นกลิ่นฐานยอดนิยมที่กลุ่มน้ำหอมที่มีจุดขายในเรื่องเพศ  เป็นสารสกัดที่ได้จากสัตว์ ภายหลังได้มีการพัฒนามัสก์จากพืช เนื่องจากกลิ่นมัสก์แบบดั้งเดิมสกัดจากชะมด ซึ่งปัจจุบันถูกห้ามโดยกฎหมายแล้ว ดังนั้นมัสก์ในปัจจุบันจึงมาจากสัตว์ประเภทอื่น
โดยส่วนใหญ่แล้วหากพบน้ำหอมที่เขียนว่า Musk มักเป็นส่วนประกอบ จากพืชเป็นหลัก ส่วน Musk (Animalic) มักจะเป็นสารสกัดจากสัตว์ บริเวณต่อมใกล้กับอัณฑะซึ่งเป็นระบบสืบพันธุ์ ทำให้น้ำหอมมีราคาสูง เนื่องด้วยเชื่อกันว่าในมัสก์จะมีฟีโรโมนของสัตว์เจือปน
แต่อย่างไรก็ดี ฟีโรโมนของสัตว์ไม่ส่งผลต่อคน ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ…ทว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้มัสก์ซึ่งสกัดจากสัตว์ยังได้รับความนิยม นั่นก็เป็นเพราะ แบรนด์ผู้ผลิตน้ำหอมมักมีกรรมวิธีการผลิตแบบเฉพาะ จนสามารถรังสรรค์กลิ่นที่ใกล้เคียงร่างกาย ดังนั้นมัสก์จึงเป็นกลิ่นน้ำหอมที่คนส่วนใหญ่ให้ค่ามากที่สุด เพราะส่งผลต่ออารมณ์และความเคยชินในเรื่องเซ็กส์นั่นเอง

 

นดัลวู้ด

พืชในกลุ่มไม้จันทน์ (Sandalwood) นั้น รวมถึงกฤษณาและไม้หอมหลากชนิดไม่ใช่เพียงต้นจันทน์เท่านั้น โดยในต้นไม้เหล่านี้จะให้น้ำมันที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล มีการใช้น้ำมันหอมกลุ่มนี้เป็นน้ำมันนวดและกิจกรรมทางเพศตั้งแต่ยุคโบราณ ตามแนวคิดของเรื่องจักระและการขับเคลื่อนพลังทางเพศจากตำรากามาสุตรา ว่ากันว่ากลิ่นแซนดัลวู้ดช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ เพิ่มการตอบสนอง ทำให้คู่นอนไปถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้น น้ำหอมกลิ่นแซนดัลวู้ดมักผสมผสานในกลุ่มน้ำหอมประเภทที่ระบุว่า Oriental ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่ให้แนวกลิ่นแบบเครื่องเทศ เซ็กซี่ อบอวล กลิ่นเข้ม และ Woody ซึ่งหมายถึงน้ำหอมที่มีแนวกลิ่นสุขุม ลุ่มลึก อบอุ่น ความแหลมของกลิ่นน้อยกว่าโอเรียนทอล เนื่องจากเน้นพืชที่ให้กลิ่นหอมเย็นเป็นหลัก

 

มะลิ

มะลิที่ถูกนำมาใช้ในน้ำหอมมีหลากหลายสายพันธุ์ หากคุณเจอคำว่า Jasmine ตรงตัว หรือแม้แต่ Melati, Sambac หรือ  White gardenia กลุ่มเหล่านี้มักมีมะลิรวมอยู่ด้วยทั้งสิ้น เคยมีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าในบรรดาพืชดอกที่ให้กลิ่นหอม มะลิถือเป็นดอกไม้ที่ให้กลิ่นหอม ซึ่งส่งผลดึงดูดที่สุด อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ถูกใช้ในการทำเครื่องหอมโบราณที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจทางเพศในภูมิภาคเอเชียมากมาย ทั้งน้ำมันหอม น้ำปรุง น้ำมันนวด กำยาน ฯลฯ กลิ่นมะลิช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ใจสงบ ทำให้มีสมาธิ ซึ่งส่งผลต่อการบรรเทาอาการหลั่งเร็วได้ และยังมีพื้นกลิ่นนุ่ม ๆ เบา ๆ เหมาะกับอากาศเมืองร้อนอย่างประเทศไทยมาก ๆ

 

ชะเอมเทศ

ชะเอมเทศ (Licorice) คือพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและยามากมาย มีสรรพคุณทางยาในเรื่องของบรรเทาอาการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้นยังมีผลการศึกษาด้วยว่าชะเอมเทศช่วยให้คลายเครียดได้ ในแง่ของกลิ่น ชะเอมเทศ มักจะถูกนำไปใช้แต่งกลิ่นนผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สดชื่น ปลอดโปร่ง รู้สึกถึงความสะอาด ทำให้ทุกครั้งที่เราได้กลิ่นแนวนี้ ร่างกายจะจดจำความรู้สึกได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความผ่อนคลาย รู้สึกสบาย อยากอยู่ใกล้ กลิ่นชะเอมเทศส่งผลต่อความรู้สึกของผู้หญิงด้วย ยิ่งถ้าผสมกับแนวกลิ่นของขนมลูกอมหรือโคล่า ก็จะทำให้รู้สึกอยากอยู่ใกล้ อยากทำความรู้จักได้ไม่ยาก

 

วนิลา

ย้อนกลับไปในช่วงยุคแรก ๆ ของน้ำหอม วนิลา (Vanilla) เป็นส่วนประกอบที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศจีนและประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนิยมแนะนำในช่วงศตวรรษที่ 17 ว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงทางเพศได้อย่างดีในผู้ชาย  และยังมีการกล่าวถึงในยุคหลังจากนั้นอีกว่า วนิลาสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในชายสูงอายุได้  วนิลาเป็นพืชที่ให้กลิ่มหอม ซึ่งมีอุภาพในการสร้างความผ่อนคลาย เป็นกลิ่นที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวหรือความทรงจำแห่งความสุข เพราะเหตุนี้นี่เองวนิลาจึงมักถูกเลือกให้เป็นส่วนประกอบในน้ำหอมส่วนใหญ่แทบทุกมุมโลก

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.feelingsexy.com.au   www.allure.com   www.mensjournal.com   www.thoughtcatalog.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


โรคเบาหวาน.jpg

เบาหวาน (Diabetes mellitus : DM, Diabetes) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายทำให้ตับอ่อนมีการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ได้น้อยหรือไม่เพียงพอ หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษา จะส่งผลแทรกซ้อนก่อให้เกิดภาวะต่าง ๆ และโรคตามมาอีกหลายโรค เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อม ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นต้น จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งเนื่องจากบางคนไม่มีอาการ การเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ชนิดของเบาหวานและสาเหตุ

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ๆ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยมีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I  DM) พบประมาณ 5% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยมาก หรือผลิตไม่ได้เลย แพทย์เชื่อว่าร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านการทำงานของตับอ่อน จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ เบาหวานชนิดนี้พบในเด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นส่วนใหญ่ โรคเบาหวานชนิดนี้ จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II  DM) พบประมาณ 90 – 95% ของเบาหวานทั้งหมด เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือผลิตได้เพียงพอแต่เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกติ มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 – 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป การตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง แล้วปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทาน ส่วนใหญ่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) พบประมาณ 2 – 5% ของเบาหวานทั้งหมด โดยในขณะตั้งครรภ์ร่างกายหญิงจะมีการสร้างฮอร์โมนหลายชนิด โดยบางชนิดออกฤทธิ์ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนกลายเป็นเบาหวาน ทั้งนี้ภายหลังการคลอดบุตร ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดามักจะกลับเป็นสู่ปกติ

 

อาการ

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อาการต่าง ๆ ที่เป็นผลจากเบาหวานจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำหนักตัวจะลดลงอย่างมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ผู้ป่วยหลายรายอาจมาโรงพยาบาลด้วยอาการหมดสติจากภาวะคีโตแอซิโดซิส (Ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายเป็นกรด โดยมีระดับน้ำตาลและคีโตน (Ketone) ในเลือดสูง สืบเนื่องจากการขาดอินซูลิน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในรายที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นน้อย ๆ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน โดยอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือตรวจร่างกายประจำปี สำหรับในรายที่มีอาการผิดปกติ อาจพบอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะในตอนกลางคืน กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย กินจุ อ่อนเพลีย  เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง บางครั้งมีอาการสายตามัว เห็นภาพไม่ชัด ปัสสาวะมีมดขึ้น (ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 mg/dL) ทั้งนี้อาการมักค่อยเป็นค่อยไป กรณีที่เป็นเรื้อรัง น้ำหนักตัวอาจลดจากการที่ร่างกายหันมาใช้พลังงานจากโปรตีนในกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกาย อาจมีอาการคันตามตัว เป็นฝีหรือโรคติดเชื้อราที่ผิวหนังบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังที่หายช้ากว่าปกติ

ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในภาวะเบาหวานมานานและไม่รู้ตัว อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น อาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนปลายมือปลายเท้า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เจ็บจุกหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต สายตามัว ฯลฯ

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่าง ๆ ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การตรวจร่างกาย และที่สำคัญคือ การเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด โดยแพทย์สามารถเลือก

  • ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบเจาะที่แขนหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting plasma glucose : FPG) ถ้ามีค่า 100 – 125 มก./ดล. ถือว่าเป็นระดับน้ำตาลสูงผิดปกติ เรียกว่า “กลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน” ซึ่งต้องตรวจยืนยันซ้ำด้วยการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test : OGTT)
    .
    ทั้งนี้การทดสอบความทนต่อน้ำตาล (OGTT) เป็นวิธีทดสอบโดยการให้ผู้ป่วยอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อน 1 ครั้ง จากนั้นจะให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม และทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมง (ค่าปกติจะต่ำกว่า 140 มก./ดล. แต่ถ้ามีค่า 140 – 199 มก./ดล. จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน และถ้ามีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไปจะถือว่าเป็นเบาหวาน) แต่วิธีนี้จะใช้เฉพาะในรายที่ตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารสูงผิดปกติ (IFG) และหญิงหลังคลอดที่เคยตรวจพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM)

    .
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการแสดง การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบสุ่มตรวจ คือ ตรวจได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป ก็จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเบาหวาน

นอกจากนั้นแพทย์อาจพิจารณาตรวจอื่น ๆ ประกอบไปด้วยตามความเหมาะสม เช่น

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อดูน้ำตาลในปัสสาวะ
  • การตรวจพบระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม หรือฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C : HbA1C) มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 6.5% จากการตรวจ 2 ครั้งในต่างวันกัน (ค่าปกติจะต่ำกว่า 5% แต่ถ้ามีค่าอยู่ที่ 5.7 – 6.4% จะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อเบาหวาน)
  • การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต เพราะเบาหวานมักส่งผลต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานต่อจอตา

 

การรักษา

เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 หรือ 2 คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ถ้าไม่ได้ผล แพทย์จะค่อย ๆ ปรับขนาดยาเพิ่มขึ้น หากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ แพทย์อาจเพิ่มยาชนิดที่ 2 หรือ 3 ก็ได้

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

  • ยาฉีดอินซูลินโดยเลือกชนิดและขนาดของยาให้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาจฉีดให้วันละ 1 – 4 ครั้ง ตามสภาพของผู้ป่วย
  • เน้นให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยเมื่อปรับยาฉีดจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายแล้ว แพทย์ก็จะสอนให้ผู้ป่วยฉีดยาขนาดนั้นทุกวันไปเรื่อย ๆ และมาพบแพทย์ตามเวลานัด

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

แพทย์จะให้คำแนะนำโดยการให้ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรม ถ้าภายใน 3 เดือน ยังควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีแพทย์จะให้การรักษาด้วยยาควบคู่กัน สำหรับยารักษาโรคเบาหวาน ได้แก่

  • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน นิยมใช้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน ผลข้างเคียงสำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และการแพ้ยา
  • ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanide) เช่น เมทฟอร์มิน มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกลูโคสที่ตับและกระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นำกลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น แพทย์มักใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาตัวแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน และสามารถใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ปากคอขม เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ท้องเสีย ถ้าใช้กับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียหรือยาฉีดอินซูลิน อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ยากลุ่มกลิตาโซน (Glitazone) เช่น ยาไพโอกลิตาโซน เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อนำกลูโคสไปใช้งานได้ดีขึ้น สามารถใช้เป็นยารักษาเบาหวานแบบเดี่ยว ๆ หรือใช้ควบกับยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ บวม น้ำหนักตัวขึ้น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอนไซม์ตับ (AST, ALT) ขึ้น การติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ยากลุ่มเมกลิทิไนด์ (Meglitinides) เช่น ยารีพาไกลไนด์ มีฤทธิ์กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน สามารถใช้แทนยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียได้ในทุกกรณี ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การแพ้ยา
  • ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase inhibitor) ได้แก่ ยาอะคาร์โบส มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล จึงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ นิยมใช้ยากลุ่มนี้เป็นยาเสริมยารักษาเบาหวานกลุ่มอื่น ๆ ได้ทุกกลุ่ม ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ มีลมในท้อง ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ยาฉีดอินซูลิน (Insulin) ใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในบางกรณี เช่น กินยารักษาเบาหวานเต็มที่แล้ว ยังคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยผ่าตัด หรือผู้ป่วยตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยาฉีดอินซูลินเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคตับหรือโรคไต ผู้ป่วยเบาหวานที่แพ้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน

 

ทั้งนี้ผลข้างเคียงจากการทานยารักษาเบาหวาน อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ คือ ทำให้มีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าวมาก ๆ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือชักได้ เมื่อเริ่มใช้ยาผู้ป่วยจึงควรระวังอาการในลักษณะดังกล่าว ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีอาการก็ให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาล ของหวาน หรือลูกอมทันที ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานควรเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การตรวจตา การตรวจหัวใจ และหลอดเลือด ตรวจความผิดปกติของเท้า เพราะถ้าพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือชะลอความรุนแรงลงได้

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

ในรายที่เป็นมานาน ผู้ป่วยไม่รู้หรือไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่หาย หากปล่อยทิ้งไว้อาจพบภาวะแทรกซ้อน จากโรคเบาหวาน ที่สำคัญได้แก่

  • ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy) เกิดจากการที่น้ำตาลคั่งอยู่ในหลอดเลือดฝอยในลูกตา ทำให้หลอดเลือดฝอยที่ตาเสื่อม ส่งผลให้จอตาเสื่อม ผู้ป่วยจะมาด้วยการมองเห็นภาพไม่ชัด มองเห็นจุดดำลอยไปมา เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยไต ทำให้หลอดเลือดฝอยไตเสื่อม ส่งผลให้เกิดไตวาย (Renal failure)  ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา ซีด อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy) เมื่อน้ำตาลคั่งในหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทในแต่ละอวัยวะ ทำให้หลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทของอวัยวะดังกล่าวเสื่อม

ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้ เช่น ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า มีความเสี่ยงต่อแผลหายช้า อัมพาตกล้ามเนื้อตา กลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเบ่งปัสสาวะไม่ได้ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ รวมถึงการเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Impotence) ในผู้ชาย

  • ภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ การที่หลอดเลือดหัวใจเสื่อมจากภาวะเบาหวานประกอบกับภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตัน เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) บางรายมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ และในหลายกรณีที่ไม่มีอาการล่วงหน้า ผู้ป่วยมีอาการครั้งแรกเป็นแบบรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease) สูง โดยผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบมากกว่าบุคคลปกติ 3 – 5 เท่า โดยจะมีอาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อแขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างทันทีทันใด หรือเป็นครั้งคราว ใบหน้าชาครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง พูดกระตุกกระตัก สับสนหรือพูดไม่ได้เป็นครั้งคราว ตาพร่าหรือมืดมองไม่เห็นไปชั่วครู่ กลืนอาหารแล้วสำลักบ่อย ๆ เป็นต้น
  • แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer) ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีอาการปลายประสาทอักเสบ ภาวะขาดเลือดจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และติดเชื้อง่ายจากภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เกิดแล้วหายช้า อาจลุกลาม รุนแรง เป็นเนื้อตายจนถึงขั้นต้องตัดอวัยวะบริเวณดังกล่าวทิ้งได้ โดยเฉพาะแผลที่เท้า

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อเจาะตรวจเลือด หรือวางแผนการรักษาตามวันเวลานัด การขาดการจริงจังกับการรักษา อาจทำให้ผู้ป่วยประสบกับปัญหาจากภาวะแทรกซ้อนมากยิ่งขึ้นได้
  • ห้ามซื้อยารับประทานเอง ทั้งนี้ยาสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาล ทำให้เพิ่มขึ้นหรือลดต่ำลงจนอยู่ในระดับผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการและอาจเป็นอันตรายได้ เช่น กรณีน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ กรณีน้ำตาลในเลือดสูง จะมีอาการของภาวะเบาหวาน ถึงแม้รับประทานยา ทั้งนี้ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามที่กำหนด
  • หมั่นตรวจและดูแลเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ระวังไม่ให้มีบาดแผลหรือมีการอักเสบ ถ้ามีแผลที่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรประคบร้อน
  • คนปกติที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรเจาะเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีพี่น้องเป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วน มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรเจาะเร็วขึ้น บ่อยขึ้น โดยหากพบในระยะเริ่มแรกจะได้วางแผนการรักษาแต่เนิ่น
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ อย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนัก เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% ฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
  • ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ ลดคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี ลดไขมัน หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม นมหวาน ผลไม้รสหวานจัด หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารทอด หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำในปริมาณพอ ๆ กันทุกวันและไม่หักโหม ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
  • เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบเร็วขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่าง ๆ ตามมาได้
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

 

แหล่งที่มา
  1. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. เบาหวาน. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 473-483
  2. www.mayoclinic.org
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


คุมอาหารสูตร-Atkins-Diet-ดีจริงหรือ-.jpg

นายแพทย์โรเบิร์ต แอทกิ้นส์ (Dr. Robert Atkins) แพทย์หัวใจชาวอเมริกันเป็นผู้ค้นคิดสูตรนี้ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 และได้ถูกปรับเปลี่ยนมาหลายเวอร์ชั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเน้นการกินคาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันในร่างกาย ทำให้น้ำหนักลด และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม…

 

Atkins Diet เป็นหนึ่งในสูตรอาหารลดน้ำหนักที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยเน้นการทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยมีหลักการว่า การทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล ผลไม้ แป้ง ข้าว จะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ซึ่งเชื่อว่ามีผลต่อความหิวและน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
หลักในการทำงานของ Atkins Diet คือการปรับลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อย ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Ketosis ซึ่งร่างกายจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ช่วยให้น้ำหนักตัวและไขมันส่วนเกินในร่างกายลดลง ผู้ที่ทำตามโปรแกรมนี้ นอกจากจะสามารถลดน้ำหนักลงได้แล้ว ยังช่วยรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงไม่เจ็บป่วย

 

อาหารที่ควรทานและไม่ควรทาน ตามสูตร Atkins Diet

ควรทานอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยอาหารที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ (Glycemic Index – GI) ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มช้า ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ถือเป็นอาหารที่ดี ตัวอย่างอาหารที่ควรทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ เนื้อหมู เบคอน เนื้อปลา อาหารทะเล อโวคาโด ไข่ นม ผักใบเขียว ถั่วและเมล็ดธัญพืชที่มีแป้งน้อย  ไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอะโวคาโด เป็นต้น
ส่วนอาหารที่ไม่ควรทาน จะอยู่ในอาหารที่มีค่าไกลซิมิคสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน เค้ก ลูกกวาด ธัญพืช เป็นต้น ซึ่งหลังจากทานไปแล้ว ร่างกายจะดูดซึมอาหารอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเร็ว และมีการหิวเร็ว
โดยการทานอาหารตามสูตรนี้ ควรที่จะบริโภคแร่ธาตุให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น

 

4 ระยะหลัก ของการกินแบบ Atkins Diet

  • ระยะเริ่มต้น ช่วงแรกของการเริ่มรับประทานอาหารสูตรนี้ จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 20 กรัมต่อวัน (และมี Atkins 40 plan ซึ่งเป็นอีกสูตรที่มีการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานให้เหลือน้อยกว่า 40 กรัมต่อวันแทนที่จะเป็น 20 กรัมต่อวัน)
    โดยได้คาร์โบไฮเดรตจาก สลัดและผักคาร์โบไฮเดรตต่ำ และอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันสูง จากการที่ระบบเผาผลาญจะดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้อาจมีอาการข้างเคียงในระยะนี้คือ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ท้องผูก มีกลิ่นปากได้
  • ระยะน้ำหนักลดต่อเนื่อง ค่อยๆเพิ่มคาร์โบไฮเดรต จากแหล่งอื่นๆโดยเน้นอาหารประเภทที่ให้พลังงานต่ำและมีกากใยสูง โดยเพิ่มปริมาณ 25 กรัมภายใน 2 อาทิตย์แรก เพิ่ม 30 กรัมช่วงอาทิตย์ที่ 2 และเพิ่มทุก ๆ สัปดาห์จนน้ำหนักไม่ลดแล้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานเข้าไป 5 กรัมทุก ๆวันจนน้ำหนักเริ่มจะลดลงอีก
  • ระยะก่อนเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัว อัตราการลดน้ำหนักของคุณจะค่อยๆ ลดลง คุณสามารถเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่รับประทานได้ 10 กรัมต่อสัปดาห์ จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างช้าๆ
  • ระยะน้ำหนักคงตัว เมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักได้ถึงระดับที่ต้องการ คุณจะเริ่มเข้าสู่ระยะน้ำหนักคงตัวและอาจเริ่มเพิ่มการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ ได้ แต่ต้องเป็นแบบที่มีค่าไกลซิมิคต่ำ ๆ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี โดยหากคุณเริ่มกลับมามีน้ำหนักเพิ่ม คุณอาจเริ่มการรับประทานอาหารสูตรนี้ใหม่อีกครั้ง

 

การทานอาหารตามสูตร Atkins Diet ช่วยในการลดน้ำหนัก และช่วยป้องกันโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด อย่างไรก็ดีการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ทานอาหารตามสูตรนี้ หยุดปฏิบัติหลังจากผ่านไป 2-3 ปี
โดยช่วงแรกมีรายงานของอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการปวดศีรษะ เวียนหัว อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ท้องผูก ซึ่งอาจเกิดจากการใช้พลังงานจากไขมัน ทำให้เกิดการสะสมของคีโตนและอาจนำไปสู่อาการดังกล่าว นอกจากนี้อาหารตามสูตรนี้ยังไม่เหมาะกับ ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะ ฉีดอินซูลิน ใช้ยาเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มทานอาหารแบบ Atkins diet ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน รวมถึงผู้ที่จะปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารแบบทันทีทันใด ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการปรับเปลี่ยน

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


สนใจ-Zone-diet-ต้องรู้อะไรบ้าง.jpg

Zone diet คิดขึ้นโดยดอกเตอร์ แบรี่ เชียรส์ (Dr. Barry Sears) ซึ่งเป็นนักชีวเคมี เน้นเรื่องการรักษาสมดุลของสารอาหาร ที่ช่วยทำให้การทำงานของฮอร์โมนจากระบบต่อมไร้ท่อในร่างกายเกิดความสมดุล และช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย โดยมีหลักคิดว่าให้รับประทาน ในแต่ละมื้อให้ได้สัดส่วนพลังงานจาก คาร์โบไฮเดรต: โปรตีน: ไขมัน ในสัดส่วน 4:3:3

 

  • คาร์โบไฮเดรต 40% เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง มีค่าไกลซีมิคต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักทุกชนิด ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน หมุนเวียนกันไป หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว พวกแป้งขัดขาว ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำตาลทราย น้ำเชื่อม ขนมปังขาว มันฝรั่ง หรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผ่านการแปรรูป ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มอย่างฉับพลัน
  • โปรตีน 30% ไม่จำกัดว่าได้จากอาหารประเภทใด เช่น ไข่ นม ปลา เนื้อไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง ขนาดไม่เกินฝ่ามือในแต่ละมื้อ
  • ไขมัน 30% เน้นไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากน้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย หรืออโวคาโด ถั่วต่าง ๆ ปลาทะเลน้ำลึกโดยลด/เลี่ยงไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) เพราะจะไปจับกับผนังหลอดเลือดแดง ก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงโรคอ้วน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สูตรการคุมอาหารแบบ Zone diet เน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือ Glycemic control ให้คงที่ โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เสริมด้วยโปรตีนปริมาณที่เหมาะสมและไขมันชนิดดี เพื่อให้เกิดสมดุลของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะสามารถควบคุมกระบวนการอักเสบของร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้อย่างดี ในขณะที่การอยู่นอกโซน หรือ Out of Zone เป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน โรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมไปถึงความแก่ชราก่อนวัยอันควรได้

 

หลักในการกินอาหารสูตร Zone diet คือ

  • ทานมื้อเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน
  • แนะนำให้ทานวันละ 5 มื้อต่อวัน โดยแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ มื้อว่าง 2 มื้อ
  • สิ่งสำคัญที่สุดของสูตรนี้คือ ระยะเวลาของความถี่ในการทานแต่ละมื้อ ไม่ควรเว้นระยะแต่ละมื้อนานเกิน 4 – 6 ชั่วโมง
  • ควรทานอาหารหลักหลังจากทานของว่างไปประมาณ 2 – 2.5 ชั่วโมง ไม่ว่าจะหิวหรือไม่ก็ตาม
  • ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

 

ข้อคิดเกี่ยวกับ Zone Diet

  • เน้นเรื่องการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง
  • เน้นเรื่องการลดการอักเสบของเซลล์ในร่างกายเป็นสำคัญ
  • การรักษาระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่และสมดุล โดยร่างกายสามารถดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ดี
  • อย่างไรก็ดี สูตรไดเอทแบบ Zone diet ถูกวิจารณ์ว่า การลดคาร์โบไฮเดรตจากอาหารบางประเภท จะทำให้ร่างกายขาดกากใยอาหารที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย
  • มีบางการศึกษาวิจัยที่เน้นการกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำกว่าการกินแบบ Zone diet ก็ช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรังและโรคอ้วนได้เช่นกัน

 

กินสูตรไดเอทแบบ Zone diet เป็นอีกหนึ่งวิธีการทานอาหารเพื่อการลดและรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการทำงานที่สมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย และการต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล : www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบ : www.freepik.com


เทคนิคการเลือกรองเท้าวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง.jpg

เทคนิคการเลือก รองเท้าวิ่ง ที่ถูกใจซักคู่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจพอสมควร ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ อาจได้พียงรองเท้าวิ่งที่สวมใส่สบายเมื่อตอนที่อยู่ในร้านเท่านั้น แต่พอวิ่งบนเส้นทางจริงก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ปวดไปทั้งขาได้ ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคในการเลือกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อให้คุณได้รองเท้าวิ่งที่ถูกใจที่สุด คุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

 

รองเท้าวิ่ง โดยเฉพาะ

การนำรองเท้าผ้าใบแฟชั่นมาใส่วิ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยาว แม้ว่าในชีวิตประจำวันบางคนอาจแย้งว่าคุณสามารถวิ่งได้คล่องแคล่วถึงจะสวมใส่รองเท้าแตะเสียด้วยซ้ำ…คุณอาจสามารถใช้รองเท้าเหล่านั้นได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่เหมาะแน่หากคุณกำลังคิดจะยึดการวิ่งเป็นกีฬาประจำตัวในการออกกำลังกาย นั่นเพราะการวิ่งเป็นประจำจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและรับภาระของช่วงล่างซ้ำ ๆ การมีอุปกรณ์ที่ถูกต้องและซัพพอร์ทการเคลื่อนไหวของคุณได้ดีจะทำให้คุณได้รับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นน้อยลง รองเท้าวิ่งจะมีการถนอมข้อเท้าที่ดีกว่า

 

ประเภทของการวิ่ง

วิ่งมาราธอน วิ่งระยะใกล้ วิ่งระยะไกลหรือวิ่งในยิม สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อลักษณะของรองเท้าวิ่ง หลักง่าย ๆ คือยิ่งคุณวิ่งเป็นระยะทางไกลมากเท่าไหร่ ควรเลือกรองเท้าที่มีการบุนวมหนาขึ้นเพื่อซัพพอร์ทกล้ามเนื้อและกระดูกข้อเท้าไม่ให้รับภาระมากเกินไป สำหรับในส่วนของการวิ่งวิบากแบบมาราธอนสิ่งสำคัญคือเรื่องของดอกยางที่สามารถเกาะพื้นได้ดี พื้นรองที่ซัพพอร์ทฝ่าเท้า จะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนเส้นทางได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางขุระ ทางลื่น สำหรับการวิ่งในยิมซึ่งไม่มีอุปสรรคอะไรมากนัก รองเท้าวิ่งมักจะเน้นความสมดุลและความสามารถในการเกาะยึดพื้นผิว เพราะพื้นในโรงยิมส่วนใหญ่มักเป็นยางที่ลื่น ดังนั้นอาจเสียหลักได้ในกรณีที่เปียกเหงื่อหรือน้ำหก

 

ชนิดของรองเท้าวิ่ง

ชนิดของรองเท้าวิ่งจะสัมพันธ์กับประเภทของการวิ่งที่คุณเลือก ดังนี้

  • Neutral shoes : รองเท้าประเภทนี้เหมาะกับการวิ่งในยิมหรือพื้นที่เฉพาะอย่างสนามกีฬาและสวนสาธารณะ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง แต่การซัพพอร์ทอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการพลิกและเส้นทางคดเคี้ยวน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ
  • Stability shoes : รองเท้าประเภทนี้มีความสมดุลค่อนข้างสูง เหมาะกับนักวิ่งที่ชอบไปยังเส้นทางในชีวิตประจำวันเช่นการวิ่งไปทำงานหรือสถานที่ต่าง ๆ หรือการวิ่งขึ้นลงบันไดตามสิ่งก่อสร้าง เพราะตัวรองเท้ามีการซัพพอร์ทเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกและหกล้มค่อนข้างดี
  • Motion control : รองเท้าประเภทนี้จะมีรูปร่างภายนอกที่ดูหนาที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าวิ่งแบบอื่น ๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ไปจนถึงนักวิ่งมืออาชีพ คนที่ยึดการวิ่งเป็นกีฬา วิ่งทุกวัน ไปวิ่งแทบทุกงาน เพราะรองเท้าวิ่งประเภทนี้จะถนอมข้อเท้าและกล้ามเนื้อขาสูงสุด ลดความเสี่ยงบาดเจ็บสำหรับคนที่วิ่งหนักและบ่อย
  • Barefoot shoes : รองเท้าประเภทนี้เน้นโครงสร้างปราดเปรียวและน้ำหนักเบา เน้นใส่แล้วเคลื่อนไหวสบาย ๆ แบบ Crossfit

 

ใส่ได้พอดี

หากรองเท้าไม่พอดี เพียงแค่เดินเรายังรู้สึกว่าลำบาก ยิ่งต้องใส่วิ่งจนครบตามเป้าหมายระยะเวลาด้วยแล้วคงเป็นเรื่องที่ไม่สบายเท้าเป็นอย่างมาก  ดังนั้นวิธีเช็คว่ารองเท้าที่ใส่พอดีหรือไม่มีดังนี้

  • กระชับ : โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้าที่เมื่อสวมใส่รองเท้าวิ่งแล้วรู้สึกว่าตัวรองเท้าสามารถโอบกระชับได้อย่างดี เวลาแบะเท้าออกแล้วไม่ลื่นไหลหรือพลิกไปมา
  • มีพื้นที่หน้ารองเท้า : ตรงหัวรองเท้าช่วงปลายนิ้วและนวมบุรองเท้าควรมีที่ว่างประมาณครึ่งเซ็นติเมตร คุณสามารถลองจิกเล็บดูภายในร้องเท้า งอนิ้วได้นิดหน่อย เพื่อป้องกันปัญหารองเท้ากัดเมื่อเท้าขยายและเล็บขบ
  • ซื้อตอนเย็น : ข้อนี้สำคัญ เพราะเท้าที่ผ่านการเดินมาตลอดทั้วันจะขยายมากที่สุด ทำให้เราสามารถกะได้ว่าซื้อรองเท้าไซส์ไหนมาจึงจะไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

 

ลองเสมอ

กรณีที่ซื้อ รองเท้าวิ่ง ครั้งแรกในชีวิต คุณควรลองสวมที่ร้านก่อนเสมอ บางร้านที่มีขนาดใหญ่อาจจะมีบริเวณออกกำลังกายอย่างลู่วิ่งให้ลูกค้าได้ลองสวมวิ่งด้วย แต่ถ้าไม่…ลองสวมแล้วเดินไปมาในร้าน เพื่อให้มั่นใจว่ารองเท้าวิ่งคู่นั้นกระชับเท้าของคุณอย่างแท้จริง ถ้าไม่เคยมีรองเท้าวิ่งมาก่อน หรือเปลี่ยนแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ ไม่ควรเสี่ยงซื้อทางออนไลน์ แต่ถ้าเคยซื้อรองเท้าวิ่งมาแล้ว และต้องการคู่ใหม่แบรนด์เดิม ก็สามารถเลือกตามแบบเดิมที่เคยมีได้เลย

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.rei.com   www.runningshoesguru.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com