ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

เธอจ๋า...หลีกเลี่ยงอาหารขยะ-Junk-food-ดีไหม.jpg

ถ้าพูดถึงอาหารขยะเรามักจะนึกถึงพวกอาหาร Fast food หลากหลายประเภทซึ่งเต็มไปด้วยส่วนประกอบที่มาจากวัตถุดิบผ่านกระบวนการแปรรูปมากมาย แม้อาหารเหล่านี้จะสะดวกเหมาะแก่มื้อด่วน ๆ หรือสำหรับบางคนก็มุ่งเน้นอาหารประเภทนี้โดยเฉพาะเพราะมีรสชาติอร่อย รูปร่างหน้าตาน่ารับประทาน อีกทั้งจากสื่อฯ และสิ่งรอบตัวเราต่าง ๆ ที่เห็นจนชินตา จนคุ้นเคยว่าอาหารขยะเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตไปแล้ว ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารประเภทนี้โดยไม่ตื่นตัวอะไร แม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังบริโภคกันอยู่ประจำ

 

อาหารขยะ ‘Junk food’ คืออะไร

อาหาร Junk food มักจะหมายถึงอาหารที่ให้ปริมาณแคลอรี่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย รวมทั้งระดับน้ำตาลและโซเดียมที่มากเกินพอดี สิ่งเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะกลายเป็นส่วนเกินสะสม ส่งผลต่อน้ำหนักของเรา เกิดความอ้วนตามมา กลายเป็นขยะในร่างกาย ไม่สร้างประโยชน์อะไรนั่นเอง

 

อาหารขยะไม่ใช่ชนิด แต่เป็นวัตถุดิบ

แม้เราจะเข้าใจกันดีว่าอาหารขยะมักเป็นพวก Fast food อย่างแฮมเบอเกอร์ เฟรนซ์ฟราย โดนัท ไอศกรีม ถ้าเป็นเมืองไทยคงต้องลูกชิ้นทอด ฯลฯ สารพัดอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถเหมารวมความอันตรายของอาหารประเภทนี้ทุกหัวมุมถนนได้ ทำไมคนบางคนชอบกินแฮมเบอเกอร์ชีสเยิ้มเป็นชีวิตจิตใจแต่ยังสามารถคงสุขภาพดีได้ไม่เป็นอะไร เราก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นนั้นมาจากไหน จากร้านที่ควบคุมวัตถุดิบแท้ระดับพรีเมี่ยม หรือร้านเฟรนไซส์ที่เน้นต้นทุนต่ำขายปริมาณ ซึ่งทั้ง 2 จุดนี้สร้างความแตกต่างกันตั้งแต่เริ่มแรก ส่งผลต่อคุณค่าทางสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับจากแฮมเบอเกอร์ชิ้นนั้นโดยปริยาย สำหรับอาหารชนิดอื่น ๆ เองก็เป็นเช่นเดียวกัน  ซึ่งอาหารขยะมักจะเกิดจากวัตถุดิบที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แม้วัตถุดิบแต่ละอย่างจะมีกฎหมายควบคุมปริมาณสารอันตรายเป็นตัวกรองความปลอดภัยให้เราก่อนแล้ว แต่เมื่อจับทุกวัตถุดิบที่อาจอยู่ขั้นต่ำสุดของการควบคุมมารวมกันในชิ้นเดียวและคุณเลือกบริโภคบ่อยครั้งด้วยความชอบ…ก็ลองจินตนาการดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกายลำดับต่อไป

 

อาหารขยะส่งผลต่อการควบคุมความหิว

การบริโภคไขมันทรานส์ที่พบในอาหารทอดและแปรรูปสามารถส่งสัญญาณไปยังสมอง ซึ่งทำการประมวลผลต่อสิ่งที่คุณกินและหิวโหยมากเกินไป โดยปกติแล้วการทำงานของสมองจำเป็นต้องใช้กรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ความบกพร่องที่เกิดขึ้นทำให้ขาดความสุมดุล เกิดความเสี่ยงต่อโรคภาวะสมองเสื่อมและโรคไบโพลาร์ รวมถึงกลุ่มอาการเกี่ยวกับสมองอื่น ๆ จากการศึกษายังพบอีกว่าไขมันทรานส์อาจทำเกิดการอักเสบใน Hypothalamus ซึ่งเป็นส่วนเซลล์ประสาทควบคุมน้ำหนักตัว ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดพฤติกรรมการกินมากเกินไปอาจคล้ายกับการติดยาเสพติดอีกด้วย

 

3 คนดังที่ทำให้เราเห็นว่า Junk food ไม่ Cool

 

เธอจ๋าหลีกเลี่ยงอาหารขยะ Junk food ดีไหม

 

Teddi Mellencamp

ดาราสาวจากรายการ The Real Housewives of Beverly Hills ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินและพฤติกรรมการบริโภคตลอดมา ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 35 ปีเธอไม่เคยมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเลย และเธอรู้ดีว่าปัญหาของตัวเอง ณ ตอนนั้นไม่ใช่เพียงรูปร่าง แต่ยังรวมถึงทัศนคติในการใช้ชีวิต ดังนั้น เธอจึงเลือกตัดอาหารขยะที่ชอบ Dr. Pepper และ String cheese โดยเด็ดขาด และนั่นทำให้ตัวเธอในวัย 37 ปีในปัจจุบันมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ทั้งออกกำลังกายและรับประทานอาหารอย่างสมดุล

 

Jillian Michaels

เทรนเนอร์ชื่อดังจากรายการ TV ขวัญใจคนลดน้ำหนักอย่าง The Biggest Loser ก็มีความเห็นเรื่องอาหารขยะเช่นเดียวกัน เธอเผยไลฟ์สไตล์ที่ยังคงความสุขภาพดีนับสิบปีด้วยการหลีกเลี่ยงร้าน Fast food ที่ขายอาหาร ซึ่งผ่านกระบวนการแปรรูป รวมไปจนถึงช็อกโกแลตบาร์ (ซึ่งเป็นช็อกโกแลตสังเคราะห์) ตัวเลือกที่ยังถูกยกเว้นไว้สำหรับวันเร่งด่วนจริง ๆ คือ Subway ที่เน้นแซนวิชผักเพื่อสุขภาพและสลัดเท่านั้น

 

Jessica Gomes

นางแบบสาวสุดเซ็กซี่จาก Maxim ออสเตรเลีย กล่าวถึงเรื่อง Fast food ว่าไม่เหมาะกับการรักษารูปร่างและสุขภาพโดยเด็ดขาด เธอหลีกเลี่ยงทุกกรณี โดยในชีวิตประจำวันเธอใช้การเลือกรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการแบบ Paleo diet และหากช่วงที่ต้องทำงานนอกบ้านหรือเดินทาง ซึ่งหลีกเลี่ยงอาหารขยะได้ยาก เธอเลือกที่จะเตรียมของว่างติดรถและกระเป๋าไว้ตั้งแต่ทีแรก เพื่อความมั่นใจ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.ncbi.nlm.nih.gov   www.food.ndtv.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com   teddimellencamp   jillianmichaels   iamjessicagomes

 


อันตราย-5-สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์.jpg

คอนแทคเลนส์แฟชั่นถือเป็นหนึ่งในไอเทมส์คู่ใจของสาว ๆ ยุคปัจจุบันไปแล้ว เรามักจะใช้ในการปรับเปลี่ยนลุคแต่งหน้า และสำหรับใครที่มีปัญหาสายตา ก็มักจะเลือกสีสันและลวดลายตามเทรนด์ ต่างจากเมื่อก่อนที่มักเป็นคอนแทคเลนส์เรียบ ๆ ธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม แม้คอนเทคเลนส์จะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในทุกครั้งที่ใช้ แต่ถ้าปฏิบัติผิด ๆ ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของดวงตาได้

 

ช็อค… คอนแทคเลนส์ติดอยู่ในดวงตา 28 ปี!

ข่าวช็อควงการแพทย์และเหล่าผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เมื่อมีรายงานว่าหญิงวัย 42 ปี มีอาการปวดและกล้ามเนื้อตาหดเกร็งมานานกว่า 6 เดือน หลังจากตรวจอาการในเบื้องต้นกับอายุรแพทย์ เธอได้รับการส่งต่อไปยังจักษุแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งภายใต้การตรวจโดย MRI ก็พบกับผลลัพธ์สุดสะพรึง นั่นก็คือคอนแทคเลนส์ที่อยู่ข้างในเบ้าตา เธอได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและได้พบว่าแท้ที่จริงแล้วคอนเทคเลนส์อันนี้คือคอนแทคเลนส์เก่าที่หายไปกว่า 28 ปี เป็นข้างเดียวกับที่หญิงคนนั้นเคยใส่เมื่อสมัยสาว ๆ ภายหลังเธอได้เล่าว่า เธอเคยมีประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาข้างซ้ายจากการเล่นแบดมินตัน หลังจากนั้นเธอก็ไม่พบคอนแทคเลนส์ที่สวมใส่อยู่อีกเลย เธอเข้าใจว่ามันหลุดหายไปตั้งแต่ตอนนั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุดันเลนส์เข้าไปลึกในเบ้าตา อย่าไรก็ตามนับว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีอาการร้ายแรงเกินไปกว่านี้ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ให้มีความระวัดระวัง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาคอนแทคเลนส์ที่สามารถยึดติดกับดวงตาได้ดีกว่าเดิมก็ตาม ว่าหากคุณรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอม หรือคอนแทคเลนส์สูญหายจากดวงตาโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์

 

5 สิ่งที่ไม่ควรทำกับคอนแทคเลนส์

ใส่อาบน้ำหรือว่ายน้ำ
จากผลการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลน์เกิน 80% ไม่ถอดออกขณะอาบน้ำ และกว่า 60% สวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้สระว่ายน้ำอีกด้วย พฤติกรรมนี้สร้างความเป็นห่วงจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ เพราะน้ำนั้นสามารถเพิ่มโอกาสติดเชื้อให้แก่ดวงตาของผู้สวมคอนแทคเลนส์ได้ แม้น้ำประปาจะได้รับการการันตีว่าปลอดภัย แต่การปนเปื้อนจุลินทรีย์อาจมาจากก็อก อ่างน้ำ ภายในสระ ซึ่งน้ำเหล่านั้นจะมาเคลือบติดบนคอนแทคเลนส์และถูกกักเอาไว้ในดวงตา นอกจากนั้นยังไม่ควรใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างคอนแทคเลนส์ด้วย

ไม่ถูขณะล้าง
ในการล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งต้องใช้นิ้วถูทำความสะอาดด้วย ไม่ควรแช่ไว้เฉย ๆ แม้ว่าจะแช่อยู่ในน้ำยาล้างก็ตาม เว้นแต่ว่าคุณใช้เครื่องล้าง นั่นก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การใส่ใจทำความสะอาดโดยใช้มือถือ ในรายที่ไม่มีเครื่องล้างจะช่วยขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ เศษฝุ่น และคราบโปรตีน อีกทั้งยังสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ในเบื้องต้น หลังจากใช้นิ้วถูเบา ๆ แล้ว เพื่อความมั่นใจควรนำไปแช่น้ำยาทิ้งไว้ต่างหากในถ้วยใหม่อีกหนึ่งคืน

ใส่นอนหลับ
ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ใช้คอนแทคเลนส์เกินว่า 80% ในสหรัฐอเมริกาไม่ถอดคอนแทคเลนส์ออกขณะที่งีบหลับ ซึ่งพฤติกรรมนี้นับว่าเป็นการประมาทและอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก ดังนั้นหากพบว่าการเผลองีบหลับหลีกเลี่ยงยาก ลองเลือกคอนเทคเลนส์ที่ซัพพอร์ทการเกาะติดดวงตา นี่คือทางแก้ไขในเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการถอดออกขณะหลับเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะการหลับทั้งคอนแทคเลนส์นอกจากจะมีความเสี่ยงทำให้หลุดเข้าไปติดในเบ้าตาแล้วยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ อีกทั้งการถอดคอนแทคเลนส์จะทำให้ดวงตาได้พักรับออกซิเจนอย่างแท้จริง จากผลการวิจัยพบว่าออกซิเจนมีบทบาทช่วยให้กระจกตาแข็งแรง

ใส่เกินอายุกำหนด
ผู้ใช้คอนแทคเลนส์ควรตระหนักถึงอายุของคอนแทคเลนส์แต่ละคู่ว่าสมารถใส่ได้นานแค่ไหน บางคู่อาจเป็นแบบใส่รายวัน หรือบางคู่อาจเป็นแบบใส่รายเดือน จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาของคุณติดเชื้อจุลินทรีย์ หลักการนี้ใช้กับเลนส์ที่หมดอายุแล้วเช่นเดียวกัน แม้ว่าคุณจะไม่เคยแกะคอนแทคเลนส์คู่นั้นออกมาใส่เลยก็ตาม ความผิดพลาดที่มักพบได้บ่อยคือผู้ใช้มักจะแกะคอนแทคเลนส์คู่เหมือนออกมาใส่พร้อมกันหลายคู่ ทำให้ไม่สามารถแยกแยะวันหมดอายุของเลนส์ได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้ดี

วางไว้นอกของเหลวเฉพาะ
โดยปกติแล้วน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์จะมีความสามารถในการชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจปนเปื้อนมาจากการใช้งานคอนแทคเลนส์ได้ แต่กรณีที่คุณเผลอวางนอกเคสคอนแทคเลนส์ที่เป็นภาชนะปิด หรือเผลอทำคอนแทคเลนส์หล่นไปแล้วก็ไม่ควรเก็บกลับมาใส่อีกเด็ดขาดแม้จะล้งแล้วก็ตามเพราะอาจทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shape.com   www.aameda.org   www.health.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


10-วิธี-เร่งอัตราเมตาบอลิซึมของคุณ-1.jpg

เคยสงสัยกันหรือไม่ ทำไมบางคนกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่บางคน แม้จะพยายามควบคุมการกินเท่าไรก็แล้วน้ำหนักกลับเพิ่มเอา ๆ  ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย หรืออัตราเมตาบอลิซึมที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ความแตกต่างของการเผาผลาญในร่างกายนั้น มาจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ชายจะสามารถเผาผลาญได้ดีกว่าผู้หญิง  หรือยิ่งอายุมากขึ้น  ระบบเผาผลาญก็จะทำงานได้ลดลง  อย่างไรก็ตาม เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเมตาบอลิซึมได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

 

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ปกติร่างกายแม้ในขณะพักก็มีการเผาผลาญอยู่แล้ว โดยอัตราการเผาผลาญจะมีสูงในผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก โดยพบว่าขณะพักกล้ามเนื้อ 1 ปอนด์ (0.45 กิโล) เผาผลาญ 6 แคลอรี่/วัน ขณะที่ไขมันน้ำหนักเดียวกัน เผาผลาญ 2 แคลอรี/วัน ยิ่งภายหลังการออกกำลังกายซึ่งกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นให้ใช้งานอย่างเต็มที่ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้การเผาผลาญเพิ่มมากขึ้นไปอีก

 

ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) อาจไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อใหญ่ ๆ ให้กับคุณ แต่จัดเป็นวิธีช่วยเผาผลาญพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเดิน วิ่ง  ปั่นจักยาน  หรือว่ายน้ำ    ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที  5 วันต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก อาจต้องเพิ่มเวลาออกกำลังกายมากขึ้นเป็น 45 -60 นาที ส่วนผู้ที่มีเวลาไม่มากนัก สามารถเลือกวิธีออกกำลังกายที่ใช้แรงเยอะขึ้น แต่ใช้เวลาสั้นลง อาจทำช่วงละ 10 นาที 3 ครั้งต่อวัน

 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การเผาผลาญในร่างกายต้องการน้ำในการเผาผลาญ ผลการศึกษาพบว่า แม้ในภาวะที่ขาดน้ำพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การเผาผลาญลดลง มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำมากกว่า 8 แก้วต่อวัน ร่างกายจะสามารถเผาผลาญได้มากกว่าผู้ที่ดื่มน้ำ 4 แก้ว  แนะนำให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่ไม่หวานก่อนอาหารที่จะรับประทาน

 

ควรกินเครื่องดื่มประเภทให้พลังงานไหม

บางส่วนประกอบในเครื่องดื่มให้พลังงาน สามารถเพิ่มการเผาผลาญให้กับร่างกายได้ เช่น ทอรีน (Taurine) กรดอะมิโนไม่จำเป็นที่เร่งการเผาผลาญพลังงาน และอาจช่วยเผาผลาญไขมัน อย่างไรก็ตามการกินเครื่องดื่มประเภทนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นความดันโลหิตสูง วิตกกังวล และเรื่องที่เกี่ยวกับการนอน

 

ปรับมากินเป็นมื้อเล็ก ๆ

การแบ่งมื้ออาหารปกติ เป็นมื้ออาหารย่อยหลายมื้อ ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานต่อเนื่องทั้งวัน รวมถึงมีส่วนช่วยให้กินอาหารในมื้อปกติได้น้อยลง มีประโยชน์ในการลดน้ำหนักตัว ในทางตรงข้ามการกินมื้อใหญ่และเว้นระหว่างมื้อนาน ระบบเผาผลาญจะลดลงในระหว่างมื้อ

 

รับประทานอาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เช่น เครื่องเทศ พริกสีแดง สามารถช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญได้ ถ้าคุณต้องการเพิ่มอัตราการเผาผลาญในมื้อไหน อาจพิจารณาเลือกประเภทของอาหารประกอบได้

 

เพิ่มอาหารประเภทโปรตีน

การย่อยอาหารประเภทโปรตีน ร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าการย่อยไขมันและคาร์โบไฮเดรต  ดังนั้นถ้าต้องการอาหารที่สมดุล ให้เปลี่ยนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต มาเป็นอาหารที่มีโปรตีน เป็นหลัก อาหารโปรตีนพบได้ในเนื้อ นม ไข่ ไก่  ปลา  เป็นต้น

 

กินกาแฟดำ

กาแฟในปริมาณที่เหมาะสม ในกาแฟมีคาเฟอีน ที่อาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญในระยะเวลาสั้น ๆได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอ่อนล้า เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย

 

เติมชาเขียว

ชาเขียวและชาอู่หลง มีคาเฟอีน (Caffeine) และแคทีซีน (Catechins) ที่สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้ 2-3 ชั่วโมง  จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว 2-4 แก้ว สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น 17% ในระหว่างการออกกำลังกายที่หนักเพียงพอ

 

หลีกเลี่ยงอาหารที่ลดพลังงานเฉียบพลัน (Crash diets)

การกินอาหารที่ให้พลังงานน้อยกว่า 1,200 แคโรลีต่อวันในผู้หญิง และ 1,800 แคโรลีต่อวันในผู้ชาย เป็นสิ่งผิดสำหรับผู้ที่คาดหวังจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ถึงแม้ว่าการกินอาหารลักษณะนี้ อาจช่วยในการลดน้ำหนักให้กับคุณ แต่มันอาจทำให้คุณต้องสูญเสียกล้ามเนื้อ การเผาผลาญจะลดลง ซึ่งอาจจบด้วยการที่คุณต้องกินแล้วกลับมาอ้วนเหมือนเดิม

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com  www.everydayhealth.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

 


5-ดาราสาวสายสตรองหุ่นดีสร้างแรงบันดาลใจ.jpg

ในการออกกำลังกายนั้น หากคุณกำหนดเป้าหมายเอาไว้จะช่วยให้ทิศทางการวางโปรแกรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เคล็ดไม่ลับอยู่ที่ลองหาไอดอลทางด้านรูปร่างและสุขภาพมาเป็นแนวทางซักคน คิดไว้เลยว่าฉันอยากมีสะโพกแบบนี้ ต้องสควอชแค่ไหนหรือแม้แต่ดาราคนนั้นดูหน้าอ่อนจัง…เขาบอกว่าเล่นโยคะเหมือนกันแล้วจะช่วยได้ล่ะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยทำให้คุณถึงจุดหมายได้ไวขึ้น ที่เหลือต่อจากนั้นก็คือความพยายามและสม่ำเสมอของคุณนั่นเอง เรามาดู 5 ดาราสาวไทยกันดีกว่าว่าคนไหนหุ่นสตรองสุด ๆ รู้แล้วก็รีบเซฟเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจเลย

 

ยิปซี – คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์

หากใครติดตามสาวยิปซีทางอินสตาแกรมจะพบว่าเธอเป็นสาวรักสุขภาพตัวยงเลยทีเดียว แนวทางการดูแลร่างกายเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเรื่องโภชนาการนั่นก็คือการกินคลีนรวมไปถึงการออกกำลังกาย 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าไม่เน้นออกกำลังกายหนัก แต่เน้นทำสม่ำเสมอ ซึ่งผลลัพธ์ก็ทำให้เราได้เห็นว่าสาวยิปซีมีรูปร่างดีมาก กล้ามท้องกำลังดีและดูมีเสน่ห์สุด ๆ กีฬาที่เธอชอบคือ ชกมวย เต้นซุมบ้า และบอดี้เวท

 

เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา

อยากหุ่นดีแบบสาวเบเบ้ เจ้าตัวเคยกล่าวไว้ว่าก็ต้องออกกำลังกาย…แบบนี้หวังว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้สาว ๆ ลุกขึ้นมาฮึดกันได้แล้วนะ เธอคนนี้ชื่นชอบการออกกำลังกายหลากหลายสไตล์และยังรู้ลึกจนถึงขั้นแนะนำได้เลยทีเดียว หุ่นสไตล์เบเบ้จะเน้นกล้ามเนื้อค่อนข้างมาก ถ้าใครชอบดูคลิปการออกกำลังกายของฝั่งอเมริกาเทรนเนอร์หญิงก็จะรูปร่างประมาณนี้ ดังนั้นถ้าใครอยากได้หุ่นรูปแบบเบเบ้ต้องลองทำตามโปรแกรมเล่นบอดี้เวทที่เธอมักจะแชร์บน FB :  Bebe Fit Routine

 

เกรซ – กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า

มาต่อกันที่สาวหมวยหุ่นดีกันบ้าง ที่ล่าสุดความรักและใส่ใจสุขภาพของเธอทำให้ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การออกกำลังกายที่สาวเกรซชื่นชอบคือยืดเหยียดและบอดี้เวท หุ่นดีขนาดนี้ได้เป็นถึงพรีเซนเตอร์ของแบรนด์สปอร์ตแวร์มาแล้วด้วย เธอไม่ได้กินคลีนเป็นประจำ แต่จะเน้นพวกอาหารเพื่อสุขภาพแบบทางสายกลาง ใครอยากมีรูปร่างแบบสาวเกรซต้องลองดู

 

เบลล่า – ราณี แคมเปน

ครบเครื่องทั้งความเฟิร์มและความฟิตต้องสาวคนนี้ เธอมีกล้ามเนื้อที่สวยกำลังดี โดยการออกกำลังกายของเบลล่าจะเน้นไปที่ วิ่ง โยคะและบอดี้เวท ประมาณ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ อุปกรณ์พื้นฐานแบบนี้ใครอยากทำตามไม่ยากแน่นอน ส่วนในเรื่องอาหารเธอเน้นรับประทานตามหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ และเน้นแนวคิดเรื่องการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดเข้ามาปรับใช้ด้วย

 

เจนี่ – เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์

ถ้าพูดถึงตัวแม่เรื่องการออกกำลังกายคงขาดสาวคนนี้ไปไม่ได้ ถ้าเราได้เห็นภาพเจนี่ในเมื่อก่อนและรูปร่างในตอนนี้จะพบว่าเธอใช้ความพยายามอย่างหนักมากจนได้หุ่นแบบนี้มา เริ่มแรกของการดูแลสุขภาพเธอเข้าคลาสโยคะและพิลาทิสที่เริ่มบูมในสมัยแรก ๆ จากนั้นความชอบก็มากเรื่อย ๆ จนลองการออกกำลังกายแบบอื่น คาร์ดิโอ บอดี้เวท มีกี่ชนิด เจนี่ลองครบหมด เธอมีบอดี้ไลน์ที่สวยมาก และปัจจุบันยังเปิดยิมของตัวเองอีกด้วย

 

เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่า กว่าจะสวยหุ่นดีแบบนี้ต้องอาศัยความพยายามเท่านั้น ไม่มีทางลัด บางคนอาจเคยคิดว่าลำพังเพียงผอมก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วความผอมนั้นอาจไม่ใช่คำตอบของรูปร่างที่ดูดีสมส่วนเสมอไปค่ะ เพราะการออกกำลังกายทำให้แต่ละส่วนมีความแข็งแรง กระชับขึ้น ดูตัวอย่างหุ่นสุดแซ่บของสาว ๆ ตัวแม่ทั้ง 5 คนนี้ก็จะรู้เลยว่าสำคัญแค่ไหน ดังนั้น ใครที่อยากดูดีและมีสุขภาพแข็งแรงอย่ารอช้า ตัดสินใจออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ภาพประกอบจาก : gypsykeerati   thisisbebe   gracekanklao   bellacampen   janienineeleven


เอดส์.jpg

หากกล่าวถึงความน่ากลัวของโรคเอดส์ ก็คงเป็นเรื่องที่ เมื่อผู้ป่วยเป็นแล้ว ก็มีแต่จะทำให้สภาพร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนถึงแก่ชีวิต อีกทั้งอาการในระยะสุดท้ายของโรคก็ไม่เป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้พบเห็นนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เป็นที่รังเกียจในสังคม ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจอย่างกระจ่างชัด เนื่องในโอกาสวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งถูกกำหนดไว้เป็น “วันเอดส์โลก” เราถึงขอหยิบยกประเด็นเรื่องผู้ป่วย AIDS / HIV ขึ้นมาพูดคุยกันในครั้งนี้

แต่เดิม องค์การอนามัยโลกกำหนดวันเอดส์โลกขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคเอดส์ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ เมื่อก่อนนั้นโรคเอดส์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 แต่ในขณะนั้นจะรู้จักเพียงเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ต่อมามีการแพร่ระบาดโรคนี้ไปอย่างรวดเร็วและทั่วโลก จนมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากจนเป็นที่น่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบแอฟริกาและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยเช่นเดียวกัน

 

โรคเอดส์คืออะไร

อย่างที่เราพอจะทราบกันมาบ้างว่า โรคเอดส์ คือ อาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) โดยเกิดจากเชื้อไวรัส (Human Immunodeficiency Virus : HIV) เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย  เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV  มีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่น ๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา และอีกมากมาย

 

การติดต่อของโรคเอดส์

  1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย
    ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
  2. การรับเชื้อทางเลือด
    • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
    • รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ในปัจจุบัน กรณีเช่นนี้เกิดได้ยากมาก เพราะได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมา ไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อนเสมอ ดังนั้น จึงมีความปลอดภัย 100%
  3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก
    เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์อยู่แล้ว การตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อเอดส์ไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบัน ได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือ ร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด

 

อยู่ร่วมกับผู้ป่วย AIDS / HIV เสี่ยงติดโรคหรือไม่

เชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจของหลายคน และถือเป็นปัญหาหลักซึ่งเป็นอุปสรรคของการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ติดเชื้อและคนปกติ อย่างแรกคือต้องทำความเข้าใจก่อนว่า AIDS และ HIV นั้น แม้จะถูกกล่าวถึงร่วมกัน แต่ที่จริงแล้วเป็นคนละเรื่องกัน นั่นคือเมื่อคุณได้รับเชื้อ HIV ข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเล็อดขาว ทำให้เกิดภาวะความผิดปกติต่าง ๆ เกิดโรคแทรกซ้อน และเชื้อโรคฉวยโอกาส อาการที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่โรคเอดส์ และได้มีกาพัฒนายาต้านไวรัสแล้วในปัจจุบัน อีกทั้งนอกจาก 3 ช่องทางการติดเชื้อที่กล่าวไปในขั้นต้นแล้ว การที่คุณจะติดเชื้อ HIV โดยช่องทางอื่นนั้นมีน้อยมาก สำหรับโรคเอดส์ AIDS นั้น กล่าวได้ว่าเป็นอาการในระยะสุดท้ายที่เชื้อกลายเป็นโรคแล้ว เกิดขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายจนหมด จนไม่สามารถต้านไวรัสได้อีกต่อไป

 

ยาต้านไวรัสเอดส์คืออะไร

ปัจจุบันได้มีการคิดค้นและพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ทั้งก่อนและหลังการได้รับเชื้อ ทำให้ผู้ป่วย และผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้มากขึ้น เรียกว่า ยาเพร็พ (PrEP) และยาเป๊ป (PEP)

  • PrEP : ย่อมาจาก Pre-exposure prophylaxis คือการให้ยาต้านไวรัสก่อนมีการสัมผัสเชื้อ HIV สำหรับคนที่น่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวีมากกว่าคนทั่วไป เช่น กลุ่มหญิงชายที่เสี่ยงติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่,  ผู้ที่มีแฟนติดเชื้อเอชไอวี, คนที่่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย,  กลุ่มชายรักชาย, ผู้ที่ทำงานบริการทางเพศ และผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด เป็นต้น
  • PEP : ย่อมาจาก Post-exposure prophylaxis เป็นยาต้านไวรัส HIV หลังผ่านการสัมผัสเชื้อมาแล้ว จึงเรียกกันว่า เป็นยาต้านไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผู้ที่จะทานยาต้องเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อ เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน ใช้ถุงยางแล้วเกิดฉีกขาด มีเพศสัมพันธ์กับผู้ใช้สารเสพติด ถูกล่วงละเมิดทางเพศมา ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หรือได้รับอุบัติเหตุจากการถูกเข็มฉีดยาตำมา หากใครมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องทานยา เพื่อป้องกันการติดเชื้อให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง งานวิจัยระบุว่า ยานี้ปมีประสิทธิภาพพอสมควร แต่ให้ผลได้มากแค่ไหนนั้นยังไม่มีการสรุปที่แน่ชัด ดังนั้น การป้องกันก่อนเพื่อไม่ให้รับเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่า

 

“ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก WHO รายแรกของอาเซียน”

ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม (GPO) ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อ WHO Prequalification program (WHO PQ) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้แสดงอยู่บนเว็บไซต์ของ WHO เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณสุขนานาชาติ ได้จัดซื้อยาจากผู้ผลิตที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจรับรองที่เข้มงวดแล้วเท่านั้น อาทิ กองทุนโลก (Global fund), องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ที่ทำหน้าที่ในการจัดซื้อจัดหายาให้กับประเทศสมาชิกที่ต้องการยา หรือประเทศที่ด้อยโอกาสต่อการเข้าถึงยา ซึ่งการได้รับการรับรองครั้งนี้ เป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยา และมาตรฐานการผลิตเป็นระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยต่อผลิตภัณฑ์ยาขององค์การฯ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งตลาดยาภายในประเทศและต่างประเทศ

 

ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg ทำอะไรได้บ้าง

  • เป็นยาที่ผู้ป่วยเอดส์มีความจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสที่แนะนาให้เป็นสูตรแรก (First line regimen) ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อ HIV ของประเทศไทย
  • ช่วยลดปริมาณเชื้อ HIV ในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การติดเชื้อของโรคฉวยโอกาสซึ่งเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค การติดเชื้อที่นาไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ดีขึ้น

 

การผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรมที่ได้รับการรับรองครั้งนี้  ดำเนินการผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นอกจากยาดังกล่าวนับเป็นยารายการแรกของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ ได้รับรองมาตรฐานสากล WHO

นอกจากนั้นทางองค์การเภสัชกรรม นำโดยนายแพทย์โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม  และ ดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ยังกล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์อีกว่า “องค์การเภสัชกรรมจะไม่หยุดยั้งในการคิดค้น วิจัย และพัฒนา ตัวยาใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตัวเองได้”

ปัจจุบันในประเทศไทย มีผู้ใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz tablets 600 mg  ประมาณ 80,000 ราย กล่าวได้ว่าการได้รับรองมาตรฐานจึงเสมือนเป็นการการันตีว่าผู้ป่วยในไทยสามารถเข้าถึงยาคุณภาพได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการช่วยเหลือผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่น ๆ อีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการ WHO Collaborative registration procedure ซึ่งเป็นความร่วมมือของ WHO กับ หน่วยงานดูแลผลิตภัณฑ์ยาแต่ละประเทศ ส่งผลให้องค์การฯ สามารถขึ้นทะเบียนตำรับยา Efavirenz ไปยังประเทศเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนตำรับยาไปยังประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีมูลค่าการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นราว 50 ล้านบาท

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : thaihealth.or.th   honestdocs.co   wikipedia.org   เอกสารประกอบการแถลงข่าว “ยาต้านไวรัสเอดส์ ขององค์การเภสัชกรรม(จีพีโอ) ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล จาก WHO รายการแรกของไทยและอาเซียน”

 


10-เทคนิคคลายเครียดฉบับด่วนจี๋.jpg

แต่ละวันเราต้งเผชิญร้อยแปดพันเรื่องราวที่สร้างผลกระทบหลากหลายต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานหรือปัญหาต่าง ๆ ก็แก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับแสนสะดวกที่คุณอาจจะไม่รู้ รีบอ่านแล้วลองทำตามกันเลย สุขภาพจิตที่ดีอยู่ไม่ไกลแน่นอน!

 

คลายเครียดได้ไม่ยาก

  1. นั่งสมาธิ
    การนั่งสมาธิคลายเครียดไม่กี่นาทีต่อวันสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้ เพียงนั่งขัดสมาธิ ทำหลังให้ตรง โฟกัสกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อทำทุกวันเป็นประจำจะช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดลงไปได้เยอะเลย
  2. หายใจเข้าลึก ๆ
    ระหว่างการทำงานที่ตึงเครียด คุณสามารถหยุดพักคลายเครียดซักหน่อยและโฟกัสที่การหายใจ โดยเริ่มจากการนั่งตัวตรง ปิดตาลง นำมือไปไว้บริเวณหน้าท้อง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ จนรู้สึกเต็มตื้นไปทั่วปอด แล้วค่อย ๆ พรูลมหายใจออกมาทางปาก การทำแบบนี้จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความเครียดได้ทันตา
  3. ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน
    ตระหนักรู้และใส่ใจอยู่เสมอไม่ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ความเร่งรีบมาทำลายความเพลิดเพลินของปัจจุบัน คลายเครียดด้วยการค่อย ๆ ทำทุกอย่างอย่างมีสติ จะทำให้เรื่องที่รู้สึกตึง ๆ เบาลงได้เช่นกัน
  4. สร้างสัมพันธ์
    การพูดคุย พบปะสังสรรค์กับผู้คนที่สนิทใจอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการคลายเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ระหว่างช่วงวัน โดยคุณอาจจะเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งคุณอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ หรือพลังในแง่บวกกลับมาก็ได้
  5. สำรวจร่างกาย
    พยายามเฟ้นหาว่าความเครียดส่งผลอย่างไรบ้างต่อร่างกาย โดยการนอนเอนหลังหรือนั่งขัดสมาธิที่พื้น สำรวจความรู้สึกตั้งแต่ปลายเท้าไปจนถึงหนังศรีษะ ใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาทีสำหรับขั้นตอนนี้ จินตนาการว่าลมหายใจกำลังหมุนวนในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความตั้งใจและสงบ
  6. คลายกล้ามเนื้อ
    นำแผ่นประคบร้อนมาประคบบริเวณคอและไหล่ ประมาณ 10 นาที ปิดตาและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และอาจจะใช้ตัวช่วยอย่างลูกบอกหรือลูกกลิ้งเพื่อนวดไปตามจุดที่แข็งเกร็ง และคุณยังสามารถกดจุดคลายเครียดได้ด้วยการนำบอลมาขั้นระหว่างร่างกายกับผนัง ดันลูกบอลติดผนังประมาณ 15 วินาทีก่อนย้ายไปยังจุดถัดไป
  7. หัวเราะออกมาดัง ๆ
    การหัวเราะออกมาดังๆ นอกจากจะช่วยในคลายเครียด ลดความกดดันแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยให้ฮอร์โมน Cortisol ลดลง เพิ่มสาร Endorphins ที่ทำให้มีความสุข โดยคุณอาจจะดูหนังตลก อ่านเรื่องขำขันเพื่อหัวเราะออกมาดัง ๆ ก็ได้
  8. ฟังเพลง
    การฟังเพลงหรือเสียงที่ผ่อนคลาย สามารถลดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจและแม้แต่ความวิตกกังวลได้ จากการที่จิตใจของคุณจะโฟกัสอยู่กับโน๊ตดนตรี หรือเสียงต่าง ๆ ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นรีบจัดการลิสท์เพลงโปรด หรือเลือกเสียงจากธรรมชาติอย่างเสียงฝน น้ำตก นกร้อง มาฟังคลายเครียดกันให้ไว
  9. ขยับร่างกาย
    แม้แต่การเดินเล่นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ช่วยคลายเครียดได้ ขยับนิดขยับหน่อยในแต่ละวันจะช่วยลดความเศร้าซึม วิตกกังวล โดยสมองจะปล่อยสารที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขออกมา ให้เราได้มีวันที่ดีและปลอดโปร่งง่าย ๆ ทุกวัน
  10. เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต
    การขอบคุณในพร ความอยู่ดีมีสุข ความพึงพอใจในชีวิต สามารถช่วยต้านความคิดทางลบและความกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอาจจะเริ่มด้วยการบันทึกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ซาบซึ้ง มีความสุขในแต่ละวันและเก็บไว้อ่านในเวลาที่รู้สึกตึงเครียดก็ดีเช่นกัน

ทั้ง 10 เทคนิคนี้สามารถนำไปรับมือกับความเครียดได้ไม่อยากเลย อีกทั้งยังเหมาะสมต่อการคลายเครียดอย่างด่วนจี๋ในระหว่างวันที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ด้วย ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานที่และสถานการณ์ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลกับความเครียด พลังลบตัวร้ายอีกแล้ว!

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com


ดื่มชาเขียว-เคล็ดลับการเพื่อสุขภาพดี-จากอดีตจนถึงปัจจุบัน.jpg

ท่ามกลางวัฒนธรรมการดื่มชาอันเก่าแก่ หนึ่งในชาที่ถูกยกย่องในเรื่องของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็คือ “ชาเขียว” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มความนิยมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรามักจะเห็นชาชนิดนี้เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทต่าง ๆ รวมไปจนถึงงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาเขียวมากมาย

 

ชา = ศาสตร์การเยียวยาโบราณ

“ชา” ถูกใช้ทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในกลุ่มชาวมณฑลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว หรือราว 1,100 – 200 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับช่วงราชวงศ์ถัง พวกเขาเชื่อว่าการดื่มชาสามารถช่วยรักษาความสมดุลในร่างกาย ความนิยมนี้ก่อให้เกิดธุรกิจการค้าใบชาขนาดใหญ่ในประเทศจีนยุคนั้น กระทั่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และ “ชาเขียว” ก็เป็นหนึ่งในประเภทของชาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

“ชาเขียว” คือ ใบชาที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก เป็นใบสดที่เข้าสู่กระบวนการอบแห้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถเก็บได้จากต้นชาที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Camellia sinensis  ทำให้รสสัมผัสที่ได้จากเครื่องดื่มชาประเภทนี้มีความหอม สดชื่น และยังมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าใบชาประเภทอื่น ๆ อาทิ วิตามินบี วิตามิอี วิตามินซี, Polyphenol, EGCG, Catechin รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่างชนิดอีกมากมาย

หากพิจารณาเฉพาะสรรพคุณในการเยียวยาโดยแพทย์แผนโบราณ จะพบว่าชาเขียวนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใบชา หรือแบบผงมัทฉะ ล้วนส่งผลดีต่อการบรรเทาอาการปวดศีรษะ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคสมอง นอกจากนั้นยังแก้ร้อนใน ปรับสมดุลในร่างกาย ขับเหงื่อ และช่วยกระตุ้นความเจริญอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ชักนำให้ชาเขียวกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจจากการวิจัยเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกหลายท่าน

 

ชาเขียวและประโยชน์ทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน

  1. ชาเขียวลดคอเลสเตอรอล
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่าการดื่มชาเขียวทั้งในรูปแบบเครื่องดื่มหรือการรับประทานในรูปแบบแคปซูลสกัด ล้วนส่งผลต่อการลดระดับ LDL หรือคอเลสเตอรอลประเภทไม่ดีในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือต้องการรักษาความสมดุลร่างกายโดยรวม
  2. ชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “ Journal of the American Medical Association” เมื่อปี 2006 พบว่าการดื่มชาเขียวลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยคาเตชิน (Catechin) เป็นสารที่มีผลต่อการป้องกันความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือด
  3. ชาเขียวลดความเสี่ยงเส้นโลหิตแตกเฉียบพลัน
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ใน “Journal of the American Heart Association” พบว่าการดื่มชาเขียวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน โดยเจ้าของงานวิจัยนี้คือ รศ. ดร. โยชิฮิโกะ โคคุโบะ ได้กล่าวแนะนำว่า อย่างน้อยควรดื่มชาเขียวทุกวัน ในเวลาของมื้ออาหารใดก็ได้
  4. ชาเขียวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    มีงานวิจัยทางคลินิก พบว่าชาเขียวส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายด้วยเช่นกัน เนื่องจากในกลุ่มผู้ทดลองทั้งมนุษย์ และสัตว์ ล้วนมีอัตราการทำงานของเซลล์ที่ดีขึ้น ทั้งการสร้าง เติบโต ซ่อมแซม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่แข็งแรงนั่นเอง
  5. ชาเขียวช่วยบำรุงสมอง
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร “Psychopharmacology” แสดงให้เห็นว่าชาเขียว สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดของสมอง โดยเฉพาะหน่วยความจำในการสั่งงาน  ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า ชาเขียวอาจมีแนวโน้มในการรักษาความบกพร่องทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อมได้ด้วย
  6. ชาเขียวลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์
    จากผลการวิจัยตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่าสาร  CAGTE หรือ สารสกัดจากชาเขียวที่เก็บมาจากลำไส้ใหญ่ เพื่อทำการทดสอบว่า หลังจากชาเขียวถูกย่อยและดูดซึมนั้น จะส่งผลต่อโปรตีนในร่างกายของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า สาร Epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ที่มีมากในชาเขียวอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน
  7. ชาเขียวลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
    อ้างอิงจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีเป็นปริมาณมากในชาเขียวสามารถลดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มประเทศที่มีการบริโภคชาเขียวเป็นปริมาณมากพบว่ามีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งของประชากรต่ำกว่า อีกทั้งผลการศึกษาในขั้นตอนถัดมายังพบว่าชาเขียวนั้นส่งผลในเชิงบวกต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ ลำไส้ใหญ่ ลำคอ ต่อมลูกหมาก ผิวหนัง และกระเพาะอาหาร และยังส่งผลในแง่การป้องกัน ลดความเสี่ยงในกลุ่มผู้ทดลองอีกด้วย

จากหลักฐานงานวิจัยทั้งหมด บ่งชี้ได้ถึงคุณประโยชน์ซึ่งสามารถพิสูจจน์ได้จริงของชาเขียว จึงไม่เป็นที่แปลกใจเมื่อวงการสุขภาพมากมายต่างยกย่องให้เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอันดับหนึ่ง ที่สามารถดื่มได้ทันที ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในทุก ๆ วัน ลองเพิ่มชาเชียวลงไปในมื้ออาหาร ตามเวลาที่สะดวก จะก่อนหรือหลังรับประทานอาหารก็ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูดซึมประโยชน์ดี ๆ จากชาเขียวเข้าสู่ร่างกายได้แล้ว

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา : www.shen-nong.com, www.medicalnewstoday.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com

 


ทำความรู้จัก-คอลลาเจน-แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร.jpg

คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกายของเรา ซึ่งสามารถพบได้ในส่วนที่เป็นผิวหนัง เอ็น กระดูกอ่อน กระดูกข้อต่อ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “คอลลาเจน” กันมาบ้างแล้วแน่ ๆ โดยปกติร่างกายของมนุษย์เรา จะมีคอลลาเจนต่างชนิดกันอยู่ แต่จะมีแบบไหนบ้างนั้น มาทำความรู้จักกันดีกว่า

 

ประเภทของคอลลาเจน

  1. คอลลาเจนแบบที่ละลายน้ำไม่ได้ (Insoluble Collagen)
  2. คอลลาเจนแบบที่ละลายน้ำได้ (Soluble Collagen) เป็นคอลลาเจนที่จะมีปริมาณลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นคอลลาเจนที่ละลายน้ำไม่ได้ จึงทำให้ร่างกายสูญเสียความเต่งตึงและความยืดหยุ่นของผิวหนัง เกิดริ้วรอย ผิวไม่เรียบเนียน

จริง ๆ แล้ว ชนิดของคอลลาเจนสามารถแบ่งได้ทั้งหมดออกเป็น 13 ชนิด โดยเรียงตามลำดับของกรด Amino acid แต่ที่สามารถได้พบเห็นและรู้จักอย่างกว้างขวางนั้น จะมีเพียงแค่ 4 ชนิด ดังนี้

  1. คอลลาเจนชนิด Type I : จะพบได้ในกลุ่มสัตว์ เช่น วัว หรือ ปลาทะเล อยู่ตรงบริเวณหนัง เอ็น และกระดูก ประกอบไปด้วย 3 สาย คือ  α1 ( I ) จำนวน 2 สาย และ α2 ( I ) จำนวน 1 สาย คอลลาเจน Type I จะมีกรดอะมิโนไกลซีน อยู่ประมาณ 1 ใน 3 ของกรดอะมิโนทั้งหมด
  2. คอลลาเจนชนิด Type II : จะพบได้ในกระดูกอ่อน ข้อต่อต่าง ๆ ประกอบด้วย สาย α1 ( II ) จำนวน 3 มีลักษณะคล้าย ๆ กับสาย α1 ( I ) คอลลาเจนชนิดนี้มีปริมาณไฮดรอกซีไลซีนสูงกว่าคอลลาเจนชนิด Type I มากถึง 3 เท่า
  3. คอลลาเจนชนิด Type III : คอลลาเจนที่พบได้ในปริมาณน้อย มักพบในเส้นเลือด และมักมีการจับตัวกับคอลลาเจนชนิด Type I หลังจากมีการสกัดแล้วจึงสามารถพบคอลลาเจนชนิด Type III ปะปนรวมกับคอลลาเจนชนิด Type I ได้
  4. คอลลาเจนชนิด Type IV : เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยสามารถพบได้เฉพาะบริเวณเส้นใยฝอยของเยื่อแผ่นบาง ๆ บริเวณนอกเซลล์

 

แหล่งที่มาของคอลลาเจน

คอลลาเจนจากเนื้อวัว
ในการสกัดคอลลาเจนจากเนื้อวัวนั้น ได้จากส่วนต่าง ๆ อย่างผิวหนัง กระดูก กล้ามเนื้อของวัว หลอดเลือด ส่วนใหญ่ประกอบจากคอลลาเจน Type I และ Type II มักใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาหารเสริม ที่จะช่วยในเรื่องของรอยย่นร่องลึกให้ตื้นขึ้น แต่อาจจะมีข้อเสียตรงที่มักจะมีอาการแพ้ง่ายสำหรับผิวบอบบาง และเนื่องจากคอลลาเจนเหล่านี้ เป็นคอลลาเจนที่สร้าง และพบได้มากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ โดยเป็นแหล่งของไกลซีน และโพรลีน เป็นประโยชน์สำหรับการสร้างครีเอติน สร้างกล้ามเนื้อ และช่วยเสริมร่างกายในการสร้างคอลลาเจน

คอลลาเจนจากปลา
ไม่ว่าส่วนไหนของปลา เช่น เกล็ด ครีบ หนังปลา ล้วนเป็นแหล่งคอลลาเจนจำนวนมาก จึงนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริม เพราะคอลลาเจนจากปลาสามารถดูดซึมได้ง่าย มีกรดอะมิโน ไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซิโพรลีน ที่ช่วยให้คอลลาเจนมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ช่วยรักษาซ่อมแซมกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง อุดมไปด้วยโปรตีนและคอลลาเจนชนิด Type I ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

คอลลาเจนจากไก่
คอลลาเจนที่พบมากที่สุดในคอลลาเจนจากไก่ คือ คอลลาเจนชนิด Type II จะพบได้จากเอ็นข้อไก่ ตีนไก่ กระดูกอ่อน เนื้อเยื่อของไก่ ซึ่งคอลลาเจนชนิด Type II ในไก่ ยังช่วยให้ ชอนโดรอิตินซัลเฟต และกลูโคซาไมน์ซัลเฟต ที่มีฤทธิ์ในการต้านความชรา บรรเทาอาการอักเสบ

คอลลาเจนจากเปลือกไข่
สามารถพบคอลลาเจนได้จากเปลือกไข่และไข่ขาว คอลลาเจนจากไข่ มีชอนโดรอิตินซัลเฟต กลูโคซาไมน์ซัลเฟต กรดไฮยาลูโรนิค และกรดอะมิโนต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อเชื่อมต่อ การรักษาบาดแผล ลดอาการเจ็บปวด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลดความเมื่อยล้า เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย และสร้างกล้ามเนื้อ

 

ดังนั้น คอลลาเจนในรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบันคอลลาเจนได้ถูกสกัด และพัฒนาขึ้นมาให้เป็นในรูปแบบครีม เครื่องสำอาง แบบผง และอีกมากมาย การที่จะซื้อคอลลาเจนมารับประทาน หรือมาใช้ ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับ เพราะคอลลาเจนที่มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่เกินไปสำหรับการดูดซึมของผิว ก็อาจจะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เต็มที่ โมเลกุลของคอลลาเจนที่มีขนาดกเล็กจึงจะสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วกว่า เช่น คอลลาเจนแบบผงชงดื่ม ที่สามรถนำไปผสมน้ำผลไม้ น้ำเปล่า ชา กาแฟ ก็ได้เช่นกัน คอลลาเจนแบบผง สามารถละลายน้ำได้อย่างรวมเร็วและมีการทำงานในการดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ทำความรู้จัก คอลลาเจน แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

 

แหล่งที่มา : Collagen peptide
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


คอลลาเจน-สำคัญและมีประโยชน์กว่าที่คุณคิด.jpg

คอลลาเจนเป็นโปรตีนในผิวหนังที่ร่างกายสร้างขึ้นเองโดยธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยพยุงและเป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อ เซลล์ อวัยวะ ของร่างกาย โดยคอลลาเจนในร่างกายมีมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งส่วนมากคอลลาเจนในร่างกายของเราจะพบได้มากในบริเวณ ข้อต่อ กระดูก เอ็น กระดูกอ่อน เซลล์สร้างเส้นใย หลอดเลือด กระจกตา กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ คอลลาเจนจึงเป็นส่วนสำคัญในร่างกาย เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง โดยผู้หญิงจะมีอัตราการผลิตคอลลาเจนน้อยกว่าผู้ชาย

 

ปัจจัยในการสูญเสียคอลลาเจน

มีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน เช่น อายุที่มากขึ้น การเสื่อมสภาพของเซลล์ มลภาวะ แสงแดด สารอาหาร หรือแม้แต่มลพิษจากควัน จากการสูบบุหรี่ เมื่อคอลลาเจนลดลงผิวหนังจะเกิดการสูญเสียความยืดหยุ่น ความกระชับ จึงเป็นที่มาของการเกิดริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ดูแก่ก่อนวัย ทั้งยังส่งผลไปถึงกระดูก ข้อต่อ ได้ด้วยเช่นกัน  และ ในปัจจุบันการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในแต่ละมื้อค่อนข้างจะยาก การทานคอลลาเจนเสริมจากการทานอาหารในทุกวันจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดี

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อผิว

ผิวหนังของเรา สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งคอลลาเจนมีความสำคัญมาก โดยที่ชั้นหนังกำพร้า จะเกี่ยวกับเรื่องของสิว จุดด่างดำ ฝ้า กระ ส่วนชั้นหนังแท้จะเกี่ยวกับการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งในชั้นผิวหนังประกอบด้วยโปรตีนเส้นใย 2 ชนิดทำงานร่วมกันกับคอลลาเจน

โดยคอลลาเจนนั้นจะทำงานร่วมกับอิลาสติน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้ความเหนียว ตึง แข็งแรง และเรียบเนียนของผิวหนัง อิลาสตินทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นต่อผิวหนัง และในส่วนชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นส่วนที่รองรับให้ผิวหนังคงสภาพ คงรูปร่างไว้

ทั้งยังช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว ให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่ม มีความยืดหยุ่น ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับมากขึ้น ให้ผิวสุขภาพดีขึ้น เปล่งปลั่งกว่าเคย

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อสุขภาพ

คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen type II) ซึ่งพบมากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย ที่เชื่อว่าอาจมีคุณประโยชน์ในการรักษาอาการเจ็บอันเกิดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกหรือข้อต่อ อาการเจ็บหลังการผ่าตัด หรือ อาการปวดอื่น ๆ

การทานคอลลาเจนเป็นประจำทุกวัน จะช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เสริมสร้างมวลกระดูก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ ชะลอการเสื่อมสภาพ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดข้อเข่า ไขข้อ ข้อต่าง ๆ ป้องกันกระดูกพรุน ไขข้อเสื่อม

 

ประโยชน์ของคอลลาเจนต่อเส้นผม

คอลลาเจนจะเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการสำคัญของเส้นผม ก่อให้เกิดปัญหาทั้งเส้นผมและหนังศรีษะ ช่วยป้องกันรากผมไม่ให้อ่อนแอ ป้องกันผมร่วง ผมบาง ผมขาด แตกปลาย ตัวคอลลาเจนจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโปรตีนไฟเบอร์มากขึ้น ซึ่งโปรตีนหล่านี้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเส้นผม ถ้าขาดตัวโปรตีนไฟเบอร์แล้ว เสียผมจะอ่อนแอ ขาด หลุดร่วงง่าย ผมจึงแห้งกร้าน หยาบกระด้าง แตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก คอลลาเจนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เส้นผมเราแข็งแรง สุขภาพดีมากขึ้น

 

ดังนั้นแล้ว การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอย่างคอลลาเจน เพื่อเป็นตัวช่วยในการทดแทนส่วนที่ขาดหาย หรือแม้แต่การเติมคอลลาเจนให้กับร่างกายที่สูญเสียไป จึงมีประโยชน์ สามารถช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เรื่องสุขภาพ (กระดูกข้อต่อ) และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จึงไม่แปลกใจที่คอลลาเจนในรูปแบบอาหารเสริมจะได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป และกลุ่มคนรักสุขภาพ

คอลลาเจน สำคัญและมีประโยชน์กว่าที่คุณคิด

 

แหล่งที่มา : Collagen peptide
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 


อย่ามองข้าม...สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย.jpg

จากสถิติทุก ๆ ปี มีชาวอเมริกันจำนวนกว่า 42,000 คน เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย คนจำนานมากกว่าล้านคนที่ พยายามปลิดชีวิตตนเองและ 9 ล้านคนเคยคิดที่จะทำ การฆ่าตัวตายจึงเป็นสาเหตุที่เป็นรองเพียงอุบัติเหตุของการเสียชีวิตในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีเท่านั้น อ่านแล้วค่อนข้างใจหายไม่เบา แล้วถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราล่ะ

 

สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย…ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

แท้จริงแล้วการฆ่าตัวตายป้องกันได้ หากเราสามารถรับรู้และใส่ใจถึงสัญญาณของคนที่อยากฆ่าตัวตายส่งออกมา โดยเริ่มจากการสังเกตุผู้คนรอบตัวที่มีพฤติกรรมเหล่านี้

  • สังเกตุสัญญาณเตือน
    ผู้คนจำนวนมากที่ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้อยากตาย แต่แค่ต้องการยุติความเจ็บปวดในชีวิตที่พบเจออยู่เท่านั้น อย่ามองข้ามหากพวกเขาเริ่มที่จะพูดคุยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือแสดงสัญญาณเตือนบางอย่างที่ผิดสังเกตุซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง
  • ถอยจากสังคม
    พวกเขาจะหลีกหนีจากครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเข้าสู่ความโดดเดี่ยว ไม่มีความสนใจในการพบปะสังสรรค์หรือมีกินกรรมทางสังคมใด ๆ เริ่มที่จะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนปกติ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณซึ่งไม่น่าไว้วางใจและอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
  • มุ่งเน้นที่ความตาย
    คนบางคนจะพูดคุยอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความต้องการที่จะตาย หรือหัวข้อเกี่ยวกับความตาย โดยพวกเขาอาจจะค้นหาหนทางที่จะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่ซื้อปืน มีด หรือยา มาเตรียมไว้
  • แสดงความสิ้นหวัง
    พวกเขาอาจจะพูดคุยเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึกเกินทนและรับมือไม่ได้ ความรู้สึกสิ้นหวัง ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดในชีวิต หรือแม้แต่รู้สึกว่าการมีชีวิตของตน กำลังกลายเป็นภาระให้กับผู้อื่น ก็อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  • จัดเตรียมแผนการ
    คนบางคน อาจจะมีการตระเตรียมและสิ่งที่ต้องทำก่อนจากไป เช่น บอกความปราถนาสุดท้าย แจกจ่ายข้าวของ บอกลา หรือแม้แต่การเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย
  • มีอารมณ์หรือการนอนหลับที่แปรปรวน
    บ่อยครั้งที่พวกเขาจะมีอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความหดหู่ ความเศร้า ความกังวล หรือความโกรธ โดยแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ความฉุนเฉียว ก้าวร้าวรุนแรงที่แสดงออก อาจจะเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งได้อย่างเฉียบพลันเมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย และอาจมีพฤติกรรมการนอนหลับที่ผิดปกติ โดยอาจนอนมากขึ้น หรือน้อยลงก็เป็นได้
  • เหล้าและยา
    การหันหน้าเข้าสู่ความมึนเมาโดยการใช้เหล้าและยา อาจจะเป็นความพยายามในการลบ หลีกเลี่ยง ความเจ็บปวดหรือการทำร้ายตัวเอง แต่ก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
  • ดำรงชีวิตด้วยความประมาท
    เมื่อพวกเขาไม่กลัวที่จะตาย ก็อาจจะท้าทายด้วยพฤติกรรมอันตรายอย่างการเมาแล้วขับ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง

 

เราจะช่วยเหลือคนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้อย่างไร

แค่เพียงคุณใส่ใจสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายทั้งหมดอย่างจริงจัง การมีส่วนร่วมและการสนับสนุนของคุณอาจช่วยรักษาชีวิตของพวกเขาได้ อย่ากลัวที่จะถามว่าคนที่คุณรักกำลังคิดจะทำร้ายตัวเอง รู้สึกหดหู่หรือมีปัญหาอะไรอยู่หรือไม่ การเริ่มต้นสนทนาอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้กระตุ้นให้พวกเขาอยากฆ่าตัวตายมาขึ้น ในความเป็นจริงการพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ จะสามารถช่วยลดความคิดฆ่าตัวตายได้อีกต่างหาก

 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่ที่สำคัญและมีความหมายต่อคนเราคือการให้กำลังใจ ส่งเสริมความกล้าของพวกเขาในการไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหา เข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือหากพบว่ามีคนบอกว่ากำลังจะฆ่าตัวตายอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้พวกเขาอยู่คนเดียวตามลำพัง หากเห็นท่าไม่ดี หรือมีแนวโน้มที่เกินความควบคุมของคุณ ควรรีบแจ้งตำรวจเพื่อระงับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งที่มา :  www.webmd.com
ภาพประกอบจาก : www.pixabay.com