ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ปอดบวม ปอดอักเสบ

ปอดบวม ปอดอักเสบ

ปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) เป็นอาการที่ปอดมีการบวมและอักเสบ ทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่การติดเชื้อ แต่ปอดบวมและอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรค ทำให้เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ปอดบวมหมายถึง การที่ปอดติดเชื้อ (Lung Infection) ซึ่งจะทำให้ปอดมีหนอง และสารน้ำต่าง ๆ ในถุงลมของปอด ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับออกซิเจนจากการหายใจได้อย่างเพียงพอ และอาจถึงแก่ชีวิตได้

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ไอมีเสมหะ เสมหะมีเลือดหรือสีต่างไป เจ็บหน้าอกตรงตำแหน่งที่อักเสบ หายใจอาจมีเสียงจากปอด หายใจหอบ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้นมาก่อน เช่น ไข้ ไอ จาม คัดจมูก เสมหะ ภายหลังจะมีเจ็บหน้าอก หายใจมีเสียง หายใจหอบ เป็นต้น

สำหรับในผู้สูงอายุ นอกจากอาการข้างตนแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการซึม สับสน แม้ว่าไข้จะลดแล้ว ส่วนในเด็กทารกหรือเด็กเล็ก จะมีการหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ซึม ปลุกตื่นยาก ปากเล็บลิ้นเขียว ไม่ดูดนม โดยผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการไม่ครบที่กล่าวมา ผู้ใกล้ชิดต้องคอยสังเกตเพื่อส่งแพทย์ให้ทันเวลา

 

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

หากมีอาการไข้ ตัวร้อน ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก หายใจหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

สาเหตุของปอดบวม

ปอดบวมหรือปอดติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อราและปรสิต โดยเชื้อมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ก่อนแพร่กระจายผ่านการไอ จาม ใช้วัสดุภาชนะร่วมกัน โดยเชื้อที่แพร่เริ่มแรกอาจอยู่ที่คอ ภายหลังเข้าสู่ปอดและเกิดการลุกลามทำให้ปอดติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น ผู้ที่อายุมาก ผู้ที่ขาดสารอาหาร ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไตเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง  อ้วน เป็นต้น และผู้ที่รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรัง

ปัจจุบันได้มีการจำแนกปอดบวมได้หลายแบบ วิธีที่นิยมคือการจำแนกตามสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดบวม เป็น

  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบชุมชน (Community-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอกโรงพยาบาล ที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Streptococcus pneumoniae การติดเชื้อราในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เป็นต้น
  • ปอดบวมหรือปอดอักเสบในโรงพยาบาล (Nosocomial Pneumonia หรือ Hospital-Acquired Pneumonia) เป็นปอดบวมที่เกิดในผู้ป่วยหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 48 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีอาการที่รุนแรง เพราะป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่แล้ว

 

ปัจจัยเสี่ยง

  • อายุ โดยเด็กเล็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าวัยหนุ่มสาว
  • การดื่มสุรา สูบบุหรี่ และ/หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด ซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • โรคประจำตัวบางโรค เช่น โรคเกี่ยวกับถุงลมปอด มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฟันผุ เหงือกเป็นหนอง โรคไต เป็นต้น

 

การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักถามประวัติอาการของผู้ป่วย ตรวจร่างกายเบื้องต้น และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมตามอายุและอาการของผู้ป่วย เบื้องต้นอาจมีการตรวจวินิจฉัย ดังนี้

  • ตรวจเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว สัมพันธ์กับการติดเชื้อ
  • เอกซเรย์ปอด ช่วยระบุตำแหน่งของการติดเชื้อ บวมหรืออักเสบของปอด
  • วัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร เพื่อดูประสิทธิภาพในการทำงานของปอด
  • ตรวจเสมหะ ย้อมสี เพาะเชื้อ เพื่อหาเชื้อที่ทำให้เกิดอาการปอดบวม

 

การรักษา

การรักษาปอดบวม มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนซึ่งจะทำให้อาการปอดบวมทรุดลงได้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ ในรายที่เป็นไม่มากและไม่มีอาการแทรกซ้อนอาจให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกด้วยยาชนิดรับประทาน เช่น ยาอะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) ในกรณีเชื้อแบคทีเรีย หากกรณีนอกจากนี้การรักษาควรให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดแบบผู้ป่วยใน
  • การรักษาประคับประคองตามอาการทั่ว ๆ ไป เช่น การให้ยาลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้ออกซิเจน การให้อาหารเหลวทางสายให้อาหารลงกระเพาะอาหารในรายที่รับประทานอาหารเองไม่เพียงพอ ฯลฯ
  • การรักษาอาการแทรกซ้อนเช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่เหนื่อยและหายใจเองไม่เพียงพอ การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตหากมีความดันโลหิตลดต่ำลง ฯลฯ

โดยเบื้องต้น แพทย์จะพิจารณาระดับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของอาการปอดบวม โดยผู้ป่วยปอดบวมที่รุนแรงน้อยอาจให้การรักษาด้วยการทานยาแบบผู้ป่วยนอก กรณีรุนแรงปานกลาง อาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยให้ยาและสารน้ำทางหลอดเลือดและอาจต้องให้ออกซิเจนเพิ่มเติม ในกรณีรุนแรงและรุนแรงมาก ต้องเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก (ICU)

 

ภาวะแทรกซ้อน ปอดบวม ปอดอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของปอดบวมโดยส่วนใหญ่จะเกิดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้

  • หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (Empyema) ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง โดยมีการทำลายเนื้อปอดจนเกิดเป็นโพรงขึ้น ซึ่งการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะร่วมไปกับการระบายหนองออกจากปอด
  • เชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด (Bacteremia) เกิดจากเชื้อที่ปอดได้แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดการอักเสบ เช่น การอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ และข้ออักเสบ เป็นต้น
  • น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion) ปอดบวมอาจทำให้เกิดของเหลวที่ก่อตัวขึ้นบริเวณระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อปอดและช่องอก หากมีมากต้องมีการเจาะดูดน้ำออก
  • หายใจลำบาก หากเป็นปอดบวมขั้นรุนแรงหรือขั้นเรื้อรังก็อาจทำให้มีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากออกซิเจนไม่เพียงพอจนทำให้หายใจลำบากซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • หลอดลมพอง (Bronchiectasis) ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและมีเสมหะจำนวนมาก

 

คำแนะนำ

  1. เมื่อสงสัยป่วยเป็นโรคปอดบวม ควรรีบพบแพทย์ เพื่อพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ แต่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  2. ผู้ป่วยควรสวมผ้าปิดปากปิดจมูก หลีกเลี่ยง การอยู่ในที่ชุมชน และที่แออัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น
  3. ดูแลรักษาตัวเองตามอาการอย่างเหมาะสม เช่น ใช้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ขึ้นสูง ใช้ยาละลายเสมหะเมื่อมีเสมหะเหนียวข้น
  4. รับประทานยาปฏิชีวนะ ให้ครบจำนวนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยา
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  6. สังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และรีบพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เช่น มีไข้ขึ้นมาใหม่ น้ำหนักลด เสมหะมีเลือดปน หายใจเหนื่อยกว่าเดิม

 

การป้องกัน          

  1. ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  2. ดูแลให้ความอบอุ่นร่างกายเมื่อภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเลิกสูบบุหรี่
  4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด หรือการอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
  6. สวมผ้าปิดปากปิดจมูกที่ได้มาตรฐาน เมื่อต้องสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่อาจแพร่กระจายเชื้อในอากาศ ด้วยการ ไอ จาม
  7. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัดนิวโมเนีย หรือนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) โดยเฉพาะในบุคคลกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว โรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  8. เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ควรดูแลรักษาตัวเองให้ดีแต่เนิ่น ๆ

 

แหล่งข้อมูล : www.pobpad.com  โรคปอดอักเสบ, นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ  www.haamor.com

ภาพประกอบ : www.freepik.com

 

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก