ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)

ปวดประจำเดือน

ผู้หญิงส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดจะผ่านประสบการณ์การปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) กันมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นมีอาการปวดประจำเดือนสูงถึง 80 – 90% มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่เคยมีอาการ และในผู้ที่มีอาการจำนวน 1 – 5% จะมีอาการปวดประจำเดือนมากจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องขาดเรียน ขาดงานขาดโอกาสในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข

 

อาการ

อาการที่พบบ่อย
การปวดประจำเดือน เป็นการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานในช่วงก่อนหรือระหว่างการมีประจำเดือน โดยการปวดประจำเดือนที่เป็นปกติไม่ควรรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เพียงทานยาแก้ปวดประจำเดือนแล้วควรดีขึ้น อย่างไรก็ตามในรายที่มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง อาจมีการปวดร้าวไปถึงบริเวณหลัง บริเวณก้น บริเวณต้นขา และยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หน้ามืด เป็นลม ไม่สามารถดำเนินชีวิตปกติได้

ทั้งนี้การปวดประจำเดือนมักจะพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ 1 – 2 ปีหลังจากมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก และอาการปวดมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ภายหลังการมีบุตร โอกาสเกิดอาการปวดประจำเดือนน้อยกว่าก่อนมีบุตร

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หลายๆกรณีของการปวดท้องที่เกิดในเวลาใกล้เคียงกับประจำเดือน และควรไปพบแพทย์ เช่น ปวดท้องหลายวันก่อนมีประจำเดือน ความปวดมากขึ้นระหว่างมีประจำเดือนและอาจปวดมากต่อเนื่องไปหลังจากประจำเดือนหมด ปวดมากจนมีผลต่อคุณภาพชีวิต เมื่อทานยาแก้ปวดก็ไม่ดีขึ้น ปวดหรือมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะขณะมีประจำเดือน เลือดที่ออกผิดปกติไปจากที่เคยเป็น เป็นต้น

 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีหลายสาเหตุ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  • การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) มักเกิดกับผู้หญิงวัยรุ่นในช่วง 2 – 3 ปีแรกของการมีประจำเดือน แล้วจะดีขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น ลักษณะการปวดจะเริ่มปวดท้องน้อยก่อนที่เลือดประจำเดือนจะออกมา พอเลือดประจำเดือนออกมาแล้วอาการปวดก็ดีขึ้นหรือบรรเทาลง
    .
    อาการปวดเกิดจากมีสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูก และสารตัวนี้จะดูดซึมผ่านกระแสเลือดและมาออกฤทธิ์ที่มดลูก ทำให้มดลูกเกิดการหดตัว และหลอดเลือดมดลูกหดตัว ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงมดลูกชั่วคราว เกิดอาการปวดท้องขึ้น ถ้าหากสารโพรสตาแกลนดินมีปริมาณมากกว่าปกติ ก็จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และในบางรายก็อาจจะมีไข้ ที่เรียกกันว่าไข้ทับระดู อาการปวดท้องประจำเดือนจากกรณีนี้ จะไม่เป็นอันตรายมาก
  • การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) เป็นการปวดประจำเดือนที่มีภาวะแอบแฝงจากโรคอื่นๆ แพทย์จะตรวจพบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย โดยจะปวดต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าประจำเดือนจะหยุดหรือหลังประจำเดือนหยุด ซึ่งการปวดท้องจะรุนแรงและอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ และมีอาการคัน เป็นต้น
    .
    สาเหตุที่ทำให้เกิดปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อย ได้แก่
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดมาจากท่อรังไข่ย้อนเข้ามาเจริญที่เยื่อบุช่องท้อง รังไข่ บริเวณอุ้งเชิงกรานหรือลำไส้ ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายที่หลั่งออกมาจากรังไข่เช่นเดียวกับเยื่อบุโพรงมดลูกในมดลูก ดังนั้นขณะที่มีประจำเดือนจะมีเลือดออกในช่องท้องด้วย ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุช่องท้องจึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน
    • การมีเนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะในโพรงมดลูก (Submucous myoma) มดลูกจะมีการบีบตัวเพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวในโพรงมดลูกออก ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อย ๆ
    • การใส่ห่วงอนามัย/ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) ร่างกายพยายามบีบตัวเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน
    • การมีพังผืดในช่องท้อง (Pelvic adhesion) พังผืดเกิดจากการผ่าตัดครั้งก่อนๆหรือจากที่เคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน (ที่ไม่ใช่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) จะทำให้เกิดการดึงรั้งของพังผืดกับเยื่อบุช่องท้องทำให้เกิดอาการปวดขึ้น มักมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังมากกว่าปวดตามรอบประจำเดือน

ความแตกต่างระหว่างการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิกับชนิดทุติยภูมิ

 

ปัจจัยเสี่ยง

การมีประจำเดือนเร็ว ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี การสูบบุหรี่ การมีภาวะอ้วน การมีประจำเดือนออกมากและนาน การใส่ห่วงอนามัย ความไม่สมดุลของสารกลุ่มโพรสตาแกลนดิน พบได้ในผู้หญิงประมาณ  70 – 80%  ที่มีอาการปวดประจำเดือน มีความผิดปกติหรือโรคในระบบเจริญพันธุ์

 

การดูแลตนเองเบื้องต้น ในกรณีไม่ต้องไปพบแพทย์

วิธีการดูแลตนเองแบ่งเป็น

  • แบบไม่ใช้ยาเน้นทำเพื่อบรรเทาอาการปวด ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายเบา ๆ เดิน เล่นโยคะ  การนวด การประคบน้ำอุ่นเพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้องน้อย/อุ้งเชิงกรานผ่อนคลาย การดื่มน้ำอุ่น การนอนตะแคง เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแพทย์ทางเลือก เช่น การฝังเข็ม เป็นต้น
  • แบบใช้ยา เป็นการทานยาแก้ปวดในระหว่างมีประจำเดือน ตัวอย่างเช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แนะนำให้ใช้เป็นลำดับแรกเพราะมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ โดยรับประทานขนาด 500 – 1,000 มิลลิกรัม (1 – 2 เม็ด) ทุก 4 – 6 ชั่วโมงในช่วง 24 – 48 ชั่วโมงแรกของการเป็นประจำเดือน โดยหากใช้ยาพาราเซตตามอลแล้วไม่ได้ผล สามารถปรับเป็นการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drug : NSAIDs) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin จึงช่วยลดอาการปวดลงได้ ทั้งนี้หากใช้ยาข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาทันที

 

การวินิจฉัย

ในกรณีที่มาพบแพทย์ จะมีการซักประวัติการปวดท้องโดยลักษณะ ตำแหน่ง ความรุนแรง ระยะเวลาของการปวด มีความสัมพันธ์กับประจำเดือน เบื้องต้นแพทย์จะทำการตรวจภายใน, ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC), ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ, ตรวจการตั้งครรภ์, การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง/อัลตราซาวด์ มีทั้งการตรวจผ่านทางหน้าท้อง (Trans-abdominal ultrasonography) หรือผ่านทางช่องคลอด (Trans-vaginal ultrasonography) การส่องกล้องวีดีทัศน์ทางหน้าท้อง (Diagnostic laparoscopy) หรือในรายที่จำเป็นแพทย์อาจเลือกใช้การเจาะหน้าท้อง ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้แพทย์จะสามารถเห็นรอยโรคภายในช่องอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน เห็นพังผืด จุดเลือดออก หรือความผิดปกติอื่นๆที่การตรวจก่อนหน้ามองไม่เห็นได้

 

การรักษา

เมื่อแพทย์พบความผิดปกติที่เกิดขึ้น จะทำการรักษาตามสาเหตุนั้น ๆ ด้วยการให้ยาหรือการผ่าตัด

  1. การรักษาโดยใช้ยา ได้แก่
    • ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) โดยให้ผลในการยับยั้งหรือต่อต้านฤทธิ์ของสารโพรสตาแกลนดิน ตัวอย่างเช่น ยากลุ่ม Acetic acids, Propionic acids, Fenamates และ Oxican เป็นต้น ยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ต้องการคุมกำเนิด โดยอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง โดยเฉพาะในรายที่เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบอยู่เดิม และผลข้างเคียงต่อระบบประสาท เช่น ปวดหลัง มึนงง ปวดศีรษะ ง่วงซึม ตาพร่า และผลข้างเคียงต่อตับและไตได้
    • การใช้ฮอร์โมน (Hormone) โดยส่วนใหญ่มักเลือกใช้ฮอร์โมนรวม ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน และต้องการผลของการคุมกำเนิดร่วมด้วย
      • ฮอร์โมนรวม Estrogen and Progesterone ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเกิด การฝ่อบางลงกว่าปกติ ช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือน และลดการสร้างโพรสตาแกลนดินในมดลูกและในเลือดลง ช่วยลดอาการปวดจากการหดรัดตัวของมดลูกลง โดยที่นิยมมีแบบ ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pills, COCP) และวงแหวนคุมกำเนิด (Patch or ring contraception)
      • Progesterone only contraception ออกฤทธิ์ทำให้การฝ่อบางของ endometrium แต่ไม่ได้ยับยั้งการตกไข่โดยตรง ฮอร์โมนในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกระปริดกระปรอยได้บ่อย จะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งห้ามในการใช้ฮอร์โมน estrogen โดยที่นิยมมี 1) ยาฉีดคุมกำเนิดช่วยลดเลือดประจำเดือน (DMPA) โดยประมาณ 50% จะขาดประจำเดือนหลังจากใช้ยาไปนาน 1 ปี แต่จะกลับมามีประจำเดือนปกติได้หลังหยุดยา จึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่วางแผนจะแต่งงานใน 1-2 ปี  2) การใส่ห่วงอนามัยที่หลั่งฮอร์โมน Levonorgestrel (Levonorgestrel-IUD) ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ทั้งจากการปวดท้องประจำเดือนที่มีและไม่มีสาเหตุจากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดหรือมดลูกโต และ 3) ยาฝังคุมกำเนิด (Implantation contraception) มีผลลดอาการปวดท้องน้อยทั้งที่สัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับประจำเดือน และยังลดอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ด้วย
    • ยา Danazol เป็นยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชาย รับประทานนาน 6 เดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือน จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ ยานี้ราคาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงที่พบได้จะเป็นผลของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่  เสียงห้าว เสียงแหบเหมือนผู้ชาย หน้าเป็นสิว และผิวมัน
    • ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRH agonist) เป็นยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์แรง จะทำให้รังไข่ไม่ทำงานระยะหนึ่งคล้ายกับการตัดรังไข่ จึงทำให้ไม่มีประจำเดือนเป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งนาน 6 เดือน ราคายาค่อนข้างสูง ผลข้างเคียงจะมีอาการเหมือนวัยหมดประจำเดือนคือ อาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด และอาจรุนแรงทำให้กระดูกพรุนได้
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัด ถ้าเนื้องอกในมดลูกและสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นสาเหตุ อาจพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช หรือวิธีรังสีร่วมรักษา เพื่อตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก หรือการตัดมดลูก วิธีนี้จะตัดมดลูกออกทั้งหมดและใช้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวดและสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

 

แหล่งข้อมูล : w1.med.cmu.ac.th  www.webmd.com  www.pobpad.com

ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึก