ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemias)

ไขมันในเลือดสูง

ภาวะผิดปกติของไขมันในเลือดมีอยู่หลายแบบ เช่น ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemias) คอเลสเตอรอลในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Hypertriglyceridemia) ไลโปโปรตีนในเลือดผิดปกติ (Dyslipoprotein) โดยมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งชักนำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งนี้ถ้าพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น

 

ไขมันในเลือดที่สำคัญมีหลายชนิด แต่โดยทั่วไปในการตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์จะตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid profile) ใน 4 ค่าหลัก ๆ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol, TC) เป็นผลรวมของค่าคอเลสเตอรอล แอลดีแอล คอเลสเตอรอล เอชดีแอลคอเลสเตอรอล 20% ของค่าไตรกลีเซอไรด์ (แทนวีแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (VLDL-C) ซึ่งคำนวณได้ยาก) โดยค่าปกติควรน้อยกว่า 200 mg/dl
  • แอลดีแอล คอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ ไขมันชนิดนี้ถ้ามีในเลือดสูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากขึ้น โดยค่าปกติไม่ควรเกิน 100 mg/dl
  • เอชดีแอล คอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ส่งผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะจะป้องกันไม่ให้ไขมันตัวอื่น ๆ ไปพอกสะสมทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง โดยค่าปกติไม่ควรต่ำกว่า 40 mg/dl
  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และให้พลังงานเมื่อร่างกายต้องการ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเพิ่มมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 160 mg/dl

ภาวะไขมันในเลือดสูง พบได้บ่อยทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติทางกรรมพันธุ์ คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารพวกไขมันมาก ๆ หรือทำงานเบา ๆ ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

อาการและอาการแทรกซ้อน

โดยปกติแล้วไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น มักจะพบจากผลทางห้องปฏิบัติการระหว่างการการตรวจเช็คสุขภาพหรือขณะมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อัมพาต ฯลฯ โดยในรายที่มีภาวะไขมันสูงมาก ๆ อาจพบตุ่มหรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันบนผิวหนัง บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก (Xanthoma) หรือที่เส้นเอ็น บริเวณเอ็นร้อยหวาย เอ็นข้อนิ้วมืออาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว หรืออาจพบวงแหวนสีขาว ๆ ตรงขอบกระจกตาดำ

ไขมันในเลือดสูง และเข้าไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และหลอดเลือดตีบตัน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับหลอดเลือดในทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ได้แก่

  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งและตีบตัน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดสมอง เมื่อไขมันไปเกาะสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสมองแข็งและตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมได้
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขา ทำให้ปวดน่องมากๆเวลาเดิน เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรังที่เท้าหรือปวดขาหรือปลายเท้า
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดเลี้ยงอวัยวะเพศชาย ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
  • กรณีเกิดที่หลอดเลือดไต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ ทำให้ไตสูญเสียการทำงานและไตวายในที่สุด

 

สาเหตุ

อาจเกิดจากหลายสาเหตุหรือหลายปัจจัย แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ มีผลต่อการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้ทุกแบบ รวมถึงภาวะ HDL-cholesterol ต่ำ
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวมาก ทำให้ LDL-cholesterol สูง, การกินอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ทำให้ Triglyceride สูง การออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเกิดได้น้อย, การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่มากเกินไป
  • โรค ภาวะรวมถึงยาบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โลหิตเป็นพิษ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ยาเบต้าบล็อคเกอร์ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ขณะที่โรคตับแข็ง โรคตับที่มีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี โรคไตเนโฟรติก ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บางกรณีอาจมีไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย
  • เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยทั้ง 2 เพศ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น

 

การวินิจฉัย

การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออยู่ในภาวะอ้วน ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคเหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ผู้มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราวหรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง หรือตับอ่อนอักเสบ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง โดยมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 5 ปี

 

 

ในกรณีที่ค่าไขมันในเลือดตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ แพทย์จะสืบหาสาเหตุโดยอาศัยการตรวจร่างกาย การซักประวัติสุขภาพบุคคลในครอบครัว โดยอาจมีการเจาะเลือด  การตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะกรณีเป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้สาเหตุของไขมันในเลือดสูงที่มาจากโรคหรือภาวะบางอย่าง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งรูปแบบการรักษาและชนิดของยาที่จะตอบสนองแตกต่างกันด้วย

 

การรักษา

ถ้าพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการรักษา โดยดูให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หลักเบื้องต้นดังนี้

  1. ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพียง 1 ข้อ เช่น ตรวจพบค่า LDL > 160 mg/dl ไม่มีความเสี่ยงจากกรรมพันธุ์ ไม่เป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ตับแข็ง เป็นต้น แพทย์จะทำการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว เป็นระยะเวลา 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าตรวจพบค่า LDL > 190 mg/dl อยู่ในเกณฑ์สูงมาก แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยาทันที
  2. ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป เช่น ตรวจพบค่า LDL > 130 mg/dl โดยผู้ป่วยติดบุหรี่และมีความดันโลหิตสูงให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้าค่าไขมันที่ตรวจครั้งใหม่ยังสูงอยู่ แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา
  3. กรณีที่เป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ตรวจพบค่า LDL > 100 mg/dl ให้ใช้การรักษาแบบไม่ใช้ยา ถ้า LDL > 130 mg/dl แพทย์จะพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา.

    1. การรักษาแบบไม่ใช้ยา
      เป็นการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

      • ปรับพฤติกรรมในด้านการกินอาหาร เช่น ลดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปลาหมึก อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้ง ขาหมู ไส้กรอก เนยแข็ง อาหารที่ทำโดยการผัดหรือทอด อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมเค้ก ของหวาน ลูกอม รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารที่ให้ความหวาน โดยหันมาเน้นการกิน เนื้อปลา เนื้อไก่ โดยทำแบบแกง ต้ม ยำ นึ่ง อบหรือย่าง ผักสด ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ อาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวโพดต้ม แก้วมังกร กล้วย มันเทศ กะหล่ำปลี
      • เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกาย Zone 2 – 3 อย่างสม่ำเสมอ โดยให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 61 – 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Maximum heart rate) เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ปั่นจักรยานต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที เป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆและช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ ไม่ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยก็ตาม
      • การลดน้ำหนัก สอดคล้องกับ 2 ข้อแรก หากคุมการกินอาหารได้ดี ประกอบกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หรือวิธีอื่นๆที่ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วน จะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้
    2. การรักษาแบบใช้ยา
      ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดให้เป็นปกติได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาลดไขมัน ซึ่งมีหลายกลุ่ม ได้แก่

      • ยากลุ่มสแตติน (Statin หรือ HMGCoA reductase inhibitor) มีประสิทธิภาพในการลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด ตัวอย่างเช่น ซิมวาสแตติน (Simvastatin), พราวาสแตติน(Pravastatin), ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
      • ยาช่วยขจัดกรดน้ำดี (Resins หรือ Bile acid sequestrants) มีประสิทธิภาพลดระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอลได้ดี ตัวอย่างเช่น คอเลสไทรามีน (Cholestyramine) คอเลสทิพอล (Colestipol) คอเลสเซเวแลม (Colesevelam)
      • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrate) มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง และเพิ่มเอชดีแอล คอเลสเตอรอล ตัวอย่างเช่น บีซาไฟเบรต (Bezafibrate), ฟีโนไฟเบรต (Fenofibrate), เจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil)
      • ยายับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล (Selective cholesterol absorption inhibitors) เช่น ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
      • ยาอื่นๆ เช่น วิตามิน บี 3, Niacin, กรดนิโคตินิก (Nicotinic acid)

ทั้งนี้การใช้ยาให้ได้ผลสูงสุดขึ้นกับขนาดของยา รวมถึงยาตัวอื่นที่กินร่วมกัน และยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาลดไขมันกินเอง โดยควรกินยาตามแพทย์แนะนำเท่านั้น

 

ข้อแนะนำและการป้องกัน

  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือภาวะไขมันในเลือดสูง ควรตรวจระดับไขมันในเลือด โดยก่อนตรวจควรอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง กรณีที่การตรวจครั้งแรกพบว่ามีระดับไขมันในเลือดสูง อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก 1 – 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือน เพราะการตรวจในแต่ละครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
  • ในการรักษาทั้งแบบใช้ยาหรือไม่ใช้ยา ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้ที่ใช้ยาต้องกินยาตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยา โดยต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

 

แหล่งที่มา
  1. http://www.srinagarind.md.kku.ac.th/New%20folder/งานเวชกรรมสังคม/คู่มือสุขภาพ/คู่มือภาวะไขมันในเลือด.pdf
  2. นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานุภาพ. ไขมันในเลือดสูง, ไขมันในเลือดผิดปกติ. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. (2543) : 485-489
  3. http://haamor.com/th/ไขมันในเลือดสูง/
ภาพประกอบจาก : www.freepik.com

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *