ครบเครื่องการดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การป้องกันโรค การเงินเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงาน

ผื่นแพ้ยา

ผื่นแพ้ยา

ปัญหาเรื่องแพ้ยา เป็นปัญหาที่พบบ่อย เนื่องจากในปัจจุบันผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมกันหลายชนิด ทำให้มีโอกาสแพ้ยาสูงขึ้น โดยการแพ้ยามีอาการแสดงออกได้หลายอวัยวะ โดยผิวหนังเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สังเกตเห็นอาการแพ้ได้ง่าย

 

อาการแพ้ยา (Drug Allergy)

เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความไวเกินต่อยา  ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน  แต่เกิดขึ้นกับบางคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไวต่อยามากกว่าปกติ คล้ายกับผู้ที่แพ้อาหารทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่แพ้  ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการแพ้ยาไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ อีกทั้งการแพ้จะไม่เหมือนกันทุกคน ซึ่งแตกต่างกับ อาการข้างเคียงของยา (Adverse drug reaction) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาชนิดนั้น ๆ โดยอาการข้างเคียงจะเหมือนกันในผู้ที่ได้รับยาชนิดเดียวกัน เพียงแต่จะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน  ผมร่วงจากยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง

 

อาการผื่นแพ้ยา มีได้หลายรูปแบบ จัดให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มักเป็นผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นผื่นแดงแบนราบ หรือาจจะนูนเล็กน้อย กระจายทั่วร่างกาย ตามใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นมักเกิดเร็ว ตั้งแต่ 2 – 3 วัน หลังได้รับยา มีอาการคันร่วมด้วย เกือบทุกรายมีไข้ได้ ยาเกือบทุกชนิดทำให้เกิดผื่นแพ้ยาชนิดนี้ได้  ที่พบบ่อย ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน  ยากันชัก  ยารักษาโรคเกาต์ Allopurinol  และยาปวดข้อ ปวดกระดูก กลุ่ม NSAIDs  เป็นต้น
  • ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง พบเป็นส่วนน้อย โดยมักจะเกิดอาการภายหลังได้รับยาประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ แต่หากเคยได้รับยาดังกล่าวมาก่อน จะมีอาการภายใน 1 – 3 วัน โดยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวมาก่อน ต่อมาจะเริ่มมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้า ลำตัวและแขนขา ผื่นมีสีแดง ตรงกลางมีสีเข้มหรือเป็นสีน้ำตาล บางรายมีตุ่มน้ำพอง เจ็บบริเวณผื่น ผื่นอาจรวมกันเป็นบริเวณกว้างได้ ในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรงจะพบว่ามีการตายของผิวหนังกำพร้าทั้งแถบ ทำให้เกิดการหลุดลอกของผิวหนังกำพร้าเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสีหรือกดทับ ผู้ป่วยอาจมีรอยโรคที่เยื่อบุ เช่น ตาแดงอักเสบ มีแผลเจ็บที่ปาก หรืออวัยวะเพศ อาจพบความผิดปกติของอวัยวะภายในร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบ ไตวาย เม็ดเลือดขาวในเลือดต่ำ  ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อแทรกซ้อนได้ ยาทุกชนิด แม้กระทั่งสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรงได้
  • ผื่นแพ้ยารูปแบบอื่น ๆ เช่น ผื่นแพ้ยาแบบตุ่มหนองขนาดเล็กจำนวนมาก ร่วมกับผิวแดงทั่วเม็ดเลือดขาว (Acute Generalized Exanthematous  Pustulosis (AGEP) ) จะมีอาการไข้สูง เม็ดเลือดขาวสูง ตุ่มหนองมักเกิดทันทีหลังได้รับยาที่เป็นสาเหตุ 1 – 2 วัน,  ผื่นแพ้ยาที่เป็นลมพิษ เป็นปื้นนูนแดง คัน แต่ละผื่นจะขึ้น ๆ ยุบ ๆ เปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ บางครั้งอาจมีปากหรือตาบวมร่วมด้วย, ผื่นแพ้ยาแบบผิวหนังทั่วตัวแดงลอกเป็นขุย (Exfoliative Dermatitis),  ผื่นแพ้ยาแบบขึ้นที่เดิมทุกครั้งที่ได้รับยานั้น (Fix Drug Eruption) เป็นผื่นบวมแดงรูปร่างกลมหรือรี มีขอบชัดเจน เวลาหายจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทาหรือสีออกม่วง

เมื่อเกิดอาการผื่นคันกระจายทั่วร่างกาย สิ่งที่ต้องสันนิษฐาน คือ หากมีประวัติการรับประทานยา หรือฉีดยา ก็ต้องสงสัยว่าเป็น “ผื่นแพ้ยา” หรือไม่ หากไม่มีประวัติการได้รับยาใด ๆ แต่มีประวัติสัมผัสแสงแดด มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ตำแหน่งผื่นอยู่นอกร่มผ้า เช่น บริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ หลังเท้า  ก็ต้องสงสัย “ผื่นแพ้แสงแดด” หรือไม่  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีประวัติการรับประทานหรือทายาบางประเภท ร่วมกับได้รับแสงแดดไปพร้อม ๆ กัน อาจทำให้เกิด “ผื่นแพ้ยาและแสงแดด” บริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าได้  โดยกรณีหลังนี้บางครั้งวินิจฉัยยาก เพราะผู้ป่วยบางรายได้รับยามาเป็นเวลานาน หลายเดือนหรือหลายปี โดยไม่เกิดผื่น

นอกจากนี้ การทายาที่ผิวหนัง เช่น  ยาทาคลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs โดยเฉพาะ Ketoprofen gel หรือการสัมผัสที่ผิวหนัง เช่น การใช้น้ำหอม สารฆ่าเชื้อในสบู่  น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงยางจากต้นไม้ ผลไม้ ในบ้าน เช่น ยางมะม่วง เปลือกมะนาว มะกรูด ก็ก่อให้เกิด “ผื่นแพ้แสงและสารเคมี”( Photoallergic reaction) ได้ แม้กระทั่งครีมกันแดดเอง ในบางกรณีก็ก่อให้เกิดการผื่นแพ้แสงได้

 

การวินิจฉัยโรค

ในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีความจำเพาะในการวินิจฉัยผื่นแพ้ยา  ดังนั้นแพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยอาศัยประวัติของผู้ป่วย ประวัติการได้รับยา วันที่เริ่มเกิดผื่นแพ้ยา  โดยอาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาว่ามีความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ โดยการวินิจฉัยโรคต้องแยกจากภาวะอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น ผื่นแพ้ยาแบบ Maculopapular Drug Eruptions (MDE) ต้องแยกจากโรคติดเชื้อ เช่น โรคหัด โรคเอดส์ เป็นต้น ในกรณีเหล่านี้ บางครั้งอาจต้องมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

 

การรักษา

ที่สำคัญคือ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ ในรายที่ไม่ทราบ ควรหยุดยาทุกตัวที่สงสัย หรือยาที่ไม่จำเป็นที่ได้รับใหม่ในช่วง 2 เดือนทั้งหมด จากนั้นค่อยมาพิจารณายาที่อาจเป็นสาเหตุการแพ้ยา โดยใช้ระยะเวลาที่เริ่มได้รับยาที่เข้าได้กับการเริ่มเป็นผื่นแพ้ยา แต่กรณีที่ผู้ป่วยเคยได้รับยามาแล้ว ผื่นอาจเกิดขึ้นเร็วภายใน 48 ชั่วโมง รายที่ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องให้ยา เนื่องจากผื่นแพ้ยาเหล่านี้ มักหายไปเองหลังหยุดยาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ในรายที่ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยาประเภทสเตียรอยด์ สำหรับการรักษาอื่น ๆ  เป็นการรักษาตามอาการ โดยการให้ยาทาสเตียรอยด์ (Steroids) ยาแอนติฮิสตามีน (Antihistamine)

 

คำแนะนำ

  1. อาการแพ้ยา ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้ยาตัวไหน แต่สามารถป้องกันลดอุบัติการณ์การแพ้ยา โดยหลีกเลี่ยงการกินยาที่ไม่จำเป็น
  2. เมื่อมีประวัติแพ้ยา ผู้ป่วยต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปตลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนว่า เคยแพ้ยามาก่อน เพื่อป้องกันการเกิดแพ้ยาซ้ำอีก
  3. หากสงสัยว่าอาจแพ้ยาที่รับประทานอยู่ เช่น มีผื่นที่ผิวหนัง ให้หยุดยาที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุทันที ถ่ายรูปผื่น และนำฉลากยาที่สงสัย ไปปรึกษาแพทย์ทันที
  4. การจดจำระยะเวลาเริ่มเกิดผื่น จะช่วยบอกว่ายาชนิดใดน่าจะเป็นสาเหตุของการแพ้ยาในผู้ป่วยแต่ละราย

 

พญ. เบ็ญจ์สชีว์  ปัทมดิลก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบจาก : www.vitamonk.com