Full Version Burn out

health2click > Article

Burn out Date : 2013-07-27 13:28:12

         

          Burn-out หมายถึง การทำงานหนักมากเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับ เหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งไม่หยุดจนทำให้เครื่องร้อนจนหม้อน้ำเดือน ทำงานจนหมดพลัง ไม่มีประจุเก็บไว้ใช้งาน นักจิตเวชชาวอเมริกัน เฮอร์เบิร์ต เจ ฟลอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวช เมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือโรคจิตทางหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเอง และต้องการความเพอร์เฟกต์ จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ


สัญญาณแรกเริ่มของโรค Burn-out

          รู้สึกเบื่องาน นอนไม่หลับ เครียด ไม่มีความสุข ไม่สนุกกับงาน คือต้องแยกจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียดซึ่งมีอาการคล้ายๆ กัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างโรคเครียดก็มีสาเหตุของโรคอย่างชัดเจน เช่น เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องลูก กลัวภรรยาหรือสามีไม่ได้ดั่งใจ หรือภรรยากลับสามีไปมีคนอื่น ลูกเรียนไม่ดีก็ทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ

          ส่วนอาการซึมเศร้าก็มีสาเหตุทำให้ซึมเศร้า เช่น การสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าก็เกิดจากสารเคมีในสมองผลิตน้อยเกินไป หรือจากรรมพันธุ์ พอถึงเวลาเป็น ก็จะเป็นขึ้นมา ส่วนโรค Burn-out จะเกี่ยวกับการทำงานของโอเวอร์เกินไป ใช้เวลาทำงานเยอะเกินไป คือมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ


ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-out ได้

          เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนของการพักผ่อนก็เกิดอาการนี้ได้คือ เราควรทำงานแล้วพัก เช่น 
ทำงานหนึ่งชั่วโมง เราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15 นาที สมองก็จะได้พัก ควรหมุนเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมง การทำงานก็เหมือนกัน ทั่วโลกเขาทำงานกัน 5 วันพัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ว่า Burn-out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรจะเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการ คือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพัก หรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรง หมดพลัง ถ้าเราปล่อยให้ Burn-out ไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดโรคที่เป็นไปได้มากกว่า 100 โรค สุดท้ายก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคเกี่ยวกับหู โรคหัวใจหรืออัมพฤกษ์อัมพาต สัญญาณแรกก็คือ หมดพลัง หมดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา บางคนเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ความจำแย่ลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ร่างกายอ่อนเปลี้ยไม่ค่อยมีแรง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ประสาทเครียด ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อสูง ซึ่งส่วนมากคนที่เป็นโรค Burn-out ก็มักหาทางออกปล่อยตัวด้วยการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินยานอนหลับ กินอาหารมากเกินไป และสูบบุหรี่มากเกินไป


                                                                    เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเริ่มเป็น Burn-out

          เริ่มรู้สึกว่าการทำงานไม่เหมือนเดิม สมาธิในการทำงานและความตั้งใจในการทำงานต่างๆ ลดลง มีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ความจำไม่ดี นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการทำงานที่โอเวอร์เกินไป ไม่ได้หมายถึงสาเหตุอื่นๆ ผู้หญิงไทยน่าเสี่ยงกับการเป็นโรค Burn-out Syndrome เพราะต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด จริงๆ แล้วคนไทยมักมีอาการ Burn-out โดยไม่รู้ตัว เพราะคนไข้ที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่มักเลยเถิดไปถึงโรคซึมเศร้าแล้ว นอกจากนี้ สังคมและวัฒนธรรมไทยมีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องยอมรับ ต้องเงียบๆ หัวอ่อน ไม่มีปากมีเสียง โอกาสจะเข้าข่ายเป็น Burn-out Syndome ก็จะสูง การที่ผู้หญิงต้องแบกภาระมากมายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคจิต โรคเครียด โรคประสาทเยอะกว่าเพศชาย ทางจิตเวช ผู้หญิงจึงมีมากกว่าผู้ชายสองเท่า บางโรคสามสี่เท่า ฉะนั้นคนไทยในสังคมเมืองจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงมาก และมักเป็นกับคนวัยทำงานและกับวัฒนธรรมการทำงานอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก เพราะคนญี่ปุ่นทำงานกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ด้วยเหตุนี้ ชายญี่ปุ่น จึงเข้าคลับเข้าบาร์หรือเล่นเกมหลังเลิกงาน ไม่ตรงกลับบ้านเพราะเครียดกับงานมาก


เราควรรักษาอาการ Burn-out ของตัวเองอย่างไร

          ให้ความสมดุลกับจิตใจ เช่น ตรึกตรองว่าฉันได้พลังมาจากไหนแล้วจะใช้พลังเพื่ออะไรบ้าน คุณภาพชีวิตของฉันเป็นอย่างไร ระหว่าง 0 (แย่มาก) - 10 (ดีมาก) ปัจจัยก่อให้เกิดความเครียดแล้ว ฉันจะหลีกเลี่ยงความเครียดได้อย่างไร การมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราควรใส่ใจกับสุขภาพร่างกายและจิตใจของตัวเอง ข้อแนะนำก็คือ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง


ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการ Burn-out Syn-drome

          การทำงานและการพักผ่อนของคนเราควรได้สัดส่วนที่พอดี แต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมากหรือน้อย เพราะบางคนใช้เวลาทำงานสั้นๆ แต่มีประสิทธิภาพสูงก็มี ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หากจัดสรรเวลาได้ดี เราควรมีกิจกรรมคลายเครียด เช่น มีเครือข่าย ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไว้พูดคุยหรือออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายทางจิตวิทยาถือว่าเป็นการให้คุณค่าแก่ตัวเราเอง ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง ข้อเสียของคนไทยคือปฏิเสธไม่เป็น ถ้าเรารู้จักปฏิเสธก็จะไม่เกิดอาการ Burn-out หรือเกิดช้


ข้อมูล: www.v-techfitness.biz

ภาพประกอบ: www.news.menhealth.com

กลับหน้าแรก >>

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
10 บทเรียนสำคัญ...ในการใช้ชีวิต

10 บทเรียนสำคัญ...ในการใช้ชีวิต

ในสังคมยุคดิจิทัลเรามักจะไม่ค่อยให้

ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือประสบการณ์

ของผู้มีอายุกันเท่าไร ยุคนี้ ...

อ่านต่อ

วิธีบังคับตัวเองให้ทำงานสำเร็จ

วิธีบังคับตัวเองให้ทำงานสำเร็จ

การบังคับตัวเองเป็นเรื่องที่พูดกันมา

นับเป็นพัน ๆ ปี มนุษย์บังคับอะไร ๆ

ได้แทบทุกอย่าง แต่บังคับตัวเอง ...

อ่านต่อ

โกรธให้เป็น

โกรธให้เป็น

โปรดถามตัวเองก่อนว่า คุณเคยรู้สึก

โกรธใครหรือเปล่า ถ้าตอบตัวเองได้

ว่าเคย จึงค่อยอ่านต่อไป ...

อ่านต่อ

อารมณ์ “เหวี่ยง” หน้าคอมฯ  ภัยเงียบวัยทำงาน

อารมณ์ “เหวี่ยง” หน้าคอมฯ

ภัยเงียบวัยทำงาน

พบเห็นกันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับ

การใช้เทคโนโลยีอำนวยความ ...

อ่านต่อ


โยคะพิชิตโรควัยทำงาน

กลเม็ดพิชิตโรควัยทำงาน

โรคกรดไหลย้อน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพสมอง

ความคิดเห็น